วันนี้จะพาเพื่อนๆ เดินทางด้วยสายการบิน Korean Air ชั้นธุรกิจ ไปเที่ยวโซลกันค่ะ

กรุงเทพฯ-โซล KE 652

โซล-กรุงเทพ KE 651

ต้องบอกก่อนว่านี่คือครั้งที่ 2 ที่เรานั่งชั้นธุรกิจของสายการบินนี้ หลังจากที่ครั้งแรกเคยบินไปอเมริกาแล้วต้องไปต่อเครื่องที่เกาหลี เที่ยวนี้เราจองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka การเดินทางไฟลท์ที่แสนยาวนานครั้งนั้นทำให้เราประทับใจแล้วก็เลยเลือกกลับมาใช้บริการของเขาอีกครั้ง แม้ว่าจะเก็บไมล์เข้ากับการบินไทยไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเครือ Star Alliance แต่ก็เป็นสมาชิกของ SkyTeam และยังเป็น Partner Airline กับสายการบินเอมิเรตส์ด้วย ซึ่งเรามักใช้เดินทางไปยุโรปอยู่บ่อยๆ ก็เลยเลือกที่จะบินกับ Korean Air และเอาไมล์ไปสะสมเข้ากับโปรแกรมของเอมิเรตส์ค่ะ

สำหรับไฟลท์บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปกรุงโซล เกาหลีใต้ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าๆ ออกจากเมืองไทย 23.30 ไปถึงโซล 6.55 ตามเวลาท้องถิ่น การได้นั่งไปแบบสบายๆ เอนเบาะนอนราบได้ มันช่วยให้การเดินทางของเราเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

ชั้นธุรกิจของ Korean Air เขามีชื่อเรียกเฉพาะว่า Prestige Class เริ่มจากการเช็คอินที่สุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์ M ให้เรามองหาช่องที่เขียนว่า Prestige ก็จะเป็นช่องเช็คอินเฉพาะของชั้นธุรกิจซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องต่อคิวยาว จากนั้นจะได้ Boarding pass มาพร้อมกับบัตร Premium Lane เพื่อให้เราไปผ่านด่านเอ็กซเรย์และตม. แบบไม่ต้องต่อคิวยาวอีกเช่นกัน จากนั้นก็เข้าไปพักผ่อนที่เลานจ์ก่อนขึ้นเครื่อง

เลานจ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิจะเป็น Miracle Lounge อยู่แถวๆ Concourse G ซึ่งมีหลายสายการบินที่ไม่มีเลานจ์เป็นของตัวเองที่สุวรรณภูมิมาใช้ร่วมกัน ด้านในก็ใหญ่โตทีเดียว มีอาหารการกินพร้อมทั้งคาวหวาน ตามมาตรฐานของเลานจ์ทั่วๆ ไปค่ะ มีมุมเงียบสงบและไม่แออัด

พอถึงเวลาบอร์ดดิ้ง ผู้โดยสารชั้น First Class, Prestige Class และสมาชิก SkyTeam ที่ได้รับสิทธิ์ Sky Priority จะได้รับสิทธิ์ให้ขึ้นเครื่องได้ก่อน โดยมีแถวแยกเฉพาะ

จริงๆ ได้ข่าวว่าตอนนี้ Korean Air เขาได้สั่งเครื่องบินใหม่และก็ออกแบบชั้นธุรกิจใหม่ให้สวยงามและสะดวกสบายมากขึ้น แต่สำหรับไฟลท์ที่ไม่ยาวมากอย่างกรุงเทพฯ-เกาหลี เขายังใช้แบบเดิมอยู่ นั่นก็คือ Airbus A330-300 ซึ่งในชั้นธุรกิจเขาจะจัดที่นั่งแบบ 2-2-2 คือทุกเก้าอี้อยู่ในระนาบเดียวกันหมด และก็มีเว้นแถวทางเดินสองฝั่ง ตรงนี้อาจจะเป็นจุดเดียวที่เราว่ามันลำบากคนนั่งด้านในริมหน้าต่างอยู่สักหน่อย เพราะถ้าคนฝั่งนอกเอนเบาะนอนราบแล้ว คนฝั่งในจะออกไปห้องน้ำคือต้องปีนข้ามเก้าอี้อีกคน ไม่งั้นก็ต้องปลุกเขาขึ้นมาเขยิบเบาะ เราก็เลยเลือกที่นั่งริมทางเดินเพื่อตัดปัญหานี้ไปค่ะ

แอร์โฮสเตสสายการบินนี้เป็นอะไรที่ผิวดีมากกกกก หน้าฉ่ำกันทุกคน ขนาดเราเป็นผู้หญิงยังรู้สึกมองเพลินมากๆ ค่ะ เริ่มแรกเขาจะเดินมาทักทายเราก่อนที่จะเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ พร้อมกับขนมขบเคี้ยว แล้วก็ถามเมนูอาหารเช้าที่เราต้องการ ซึ่งเราสามารถเลือกได้จากเมนูที่วางไว้ในช่องด้านหน้าที่นั่ง

เบาะยืดขายืดตัวได้เต็มที่เลยค่ะ ปุ่มควบคุมอยู่ด้านข้างที่นั่ง ปรับได้ 3 ระดับ ก็คือตั้งตรง เอนหลัง แล้วก็เอนราบ แต่ไม่ถึงขนาด 180 องศานะคะ แค่เกือบๆ แต่ก็หลับสบายดีค่ะ

ก่อนเครื่องจะลงประมาณสองชั่วโมง เขาจะเสิร์ฟอาหารเช้า ไฟลท์นี้มีให้เลือก 3 อย่าง ได้แก่ ข้าวต้มสไตล์เกาหลี, ควิชชีสโมซะเรลล่าและมะเขือเทศเสิร์ฟพร้อมเบคอนและผัก, ก๋วยเตี๋ยวลักซาเสิร์ฟพร้อมกุ้ง เต้าหู้ และลูกชิ้นปลา แถมยังมีขนมปังมาให้เลือกตั้งหลายแบบแน่ะ

เราเลือกข้าวต้มค่ะ เห็นหน้าตาเรียบง่ายแบบนี้ อร่อยมากๆ เลย ความเด็ดก็คือรสชาติของเครื่องเคียงนี่แหละ มีแตงกวาดอง ผักหั่นสับ แล้วก็เนื้อเปื่อยหั่นชิ้น

——————————————–

มาดูไฟลท์ขากลับกันบ้าง สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศของสายการบิน Korean Air, Asiana Airlines, Jeju Air, T’way Air และ Eastar Jet สามารถเช็คอินและโหลดกระเป๋าได้ที่ในเมืองเลยนะคะ นี่คือสิ่งที่เราชอบมากกกก เพราะว่าได้เอากระเป๋าใบใหญ่ไปโหลดและจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ เสร็จแล้วก็เดินตัวปลิวไปช็อปปิ้งที่เมียงดงต่อ และถ้าเรายังอยากจะเอาของที่ช็อปปิ้งไปโหลดเพิ่ม ก็ไปทำได้ที่สนามบินอินชอนเลยค่ะ

ขั้นตอนการทำ City Check in นั้นง่ายมาก แค่ว่าเราต้องเช็คอินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงก่อนไฟลท์บิน ถ้าพร้อมแล้วก็เดินทางไปที่ Seoul Station City Airport Terminal ตั้งอยู่ที่ Seoul Station สถานีรถไฟใจกลางเมือง มองหาป้าย City Check in เดินตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ จะอยู่ที่ชั้น B2 ค่ะ

ก่อนอื่น เราต้องซื้อตั๋วรถไฟด่วน AREX Express Train เพื่อไปสนามบินอินชอน ย้ำว่าเขาจะมีประเภทรถไฟธรรมดาที่แวะจอดตามป้ายต่างๆ กับรถไฟด่วนที่ตรงไปยังสนามบินอินชอนเลย เราต้องซื้อตั๋วรถไฟด่วนเท่านั้นถึงจะเช็คอินและโหลดกระเป๋าในเมืองได้ จากนั้นก็นำตั๋วรถไฟและพาสปอร์ตไปยังเคาน์เตอร์เช็คอิน ทำขั้นตอนเหมือนกับเช็คอินที่สนามบินเลย แล้วพอโหลดกระเป๋าเสร็จ เราก็จะได้ Boarding Pass ให้นำไปที่ห้อง Immigration เพื่อตรวจเอกสารและประทับตรา เท่านี้จอบอ

หลังจากช็อปปิ้งต่อจนพอใจ พอใกล้เวลา เราก็กลับมาขึ้นรถไฟที่สถานี Seoul ได้แบบชิลๆ ไม่ต้องรีบเร่งอะไร ยิงตรงมาที่ Terminal 2 สนามบินอินชอนที่เกาหลีนี่เขาติดอันดับ 1 ใน 10 สนามบินที่ดีที่สุดในโลกมาหลายปีต่อเนื่อง โดยปี 2019 ล่าสุด อยู่อันดับ 3 รองจากสนามบินชางงี สิงคโปร์ และสนามบินฮาเนดะ โตเกียว ญี่ปุ่น จัดอันดับโดย Skytrax สถาบันวิจัยบริการการบินชั้นนำสัญชาติอังกฤษ ซึ่งก็แน่นอนว่าจะทำให้การรอขึ้นเครื่องบินนั้นกลายเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อเลย

Korean Air Lounge ที่สนามบินอินชอนมีอยู่หลายที่ค่ะ แล้วแต่ว่าเกทของเราใกล้กับจุดไหน ก็ไปใช้บริการที่นั่น โดยเขาจะแยกเลานจ์สำหรับผู้โดยสาร First Class กับ Prestige Class

ในเลานจ์วันที่เรามา ไม่ค่อยมีคนเลย บรรยากาศก็เลยค่อนข้างเงียบสงบ พื้นที่ด้านในกว้างใหญ่มาก มีที่นั่งทั้งโซนติดกระจกดูวิวเครื่องบิน ที่นั่งที่เป็นพาร์ทิชั่นกั้น แล้วก็ที่นั่งโซฟาทั่วไป นอกจากอาหารกับขนมแล้ว ก็เห็นจะเป็นโซนบะหมี่สำเร็จรูปของเกาหลีที่มีให้เลือกเยอะมากๆ

ขากลับนี่เป็นไฟลท์เย็น 18.05 ถึงเมืองไทย 21.45 บนเครื่องเขาจะเสิร์ฟอาหารค่ำ เราก็เลยไม่ได้ทานในเลานจ์แบบจัดเต็มมากนัก ต้องเผื่อท้องไปชิมอาหารบนเครื่องด้วย

ไฟลท์ KE 651 เขาก็ใช้เครื่องบินแบบเดียวกับตอนขามาเลย ที่นั่งทุกอย่างเหมือนกัน งั้นเรามาดูเรื่องอาหารกันดีกว่า

เริ่มจากพรีดริงค์เป็นแซลมอนรมควันทาร์ทาร์เสิร์ฟพร้อมแป้งโรตีลาวอช ต่อด้วยออร์เดิร์ฟอย่างสลัดมะเขือเทศ ซุปครีมหน่อไม้ฝรั่ง โดยเราสามารถเลือกเมนคอร์สได้ดังนี้ ข้าวยำเกาหลีใส่เนื้อวัวบดและผักเสิร์ฟพร้อมกับน้ำมันงาและโคชูจัง (ซอสพริกเกาหลี), ปลาหมึกผัดซอสเผ็ดสไตล์เกาหลี เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยและเครื่องเคียง, เนื้อสันในย่างราดซอสโรสแมรี่ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งบดและผักอบ, ซีฟู้ผัดซอสน้ำมันหอยเสิร์ฟกับข้าวผัดและผัก เรียกได้ว่าใครที่ชอบอาหารเกาหลีก็จะฟินไปเลย ก่อนจะปิดท้ายของหวานด้วยผลไม้และไอศกรีมฮาเก้นดาสด้วยนะ

ขากลับเราไม่ค่อยได้หลับเพราะว่ากลัวไปถึงเมืองไทยตอนดึกแล้วจะนอนไม่หลับ ก็เลยนั่งเปิดหนังดูค่ะ มีหนังเกาหลีทั้งเก่าและใหม่ให้เลือกเต็มเลย โดยรวมก็ถือว่าโอเคสำหรับการบินกับ Korean Air ครั้งนี้ บริการดี เครื่องบินสะอาดและดูใหม่ ติดอย่างเดียวเรื่องการออกแบบที่นั่งที่ไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวมากเท่าไร แต่สำหรับไฟลท์ไกลๆ ที่มีการออกแบบชั้นธุรกิจมาใหม่แล้ว น่าจะดีขึ้นมาก ถ้ามีโอกาสได้นั่งจะแวะมารีวิวอีกนะคะ หรือถ้าอยากไปติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวอื่นๆ ของเรา ก็เข้าไปได้ที่ lavieenroad.com ค่า