พูดถึงประเทศอินโดนีเซีย หลายคนคงนึกถึงแต่บาหลี ไม่ก็ภูเขาไฟโบรโม่ แต่จริงๆ แล้ว อินโดนีเซียมีสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่มากกว่าที่คิดนะ เพราะอินโดฯ ถือเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยมากมายนับหมื่นเกาะ เรียกว่าเป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก! ฉะนั้นธรรมชาติของประเทศนี้จึงมีความอุดมสมบูรณ์มาก น้ำทะเลของอินโดฯ บางเกาะใสแจ๋วไม่แพ้มัลดีฟส์เลยทีเดียว

 

ทริปนี้เราก็จะเลยจะพาไปเที่ยว หมู่เกาะโคโมโด (Komodo Island) หรือเกาะที่มีเจ้ามังกรโคโมโดอาศัยอยู่ .. ฟังดูเหมือนไกลตัวหรือไปยากใช่ไหม แต่ไม่เลย เพราะเกาะโคโมโดสามารถเดินทางจากบาหลีไปได้ เพียงแต่อาจจะมีขั้นตอนในการเดินทางจากประเทศไทยหลายต่อหน่อย ไม่เหมือนบาหลีที่มีเที่ยวบินตรงก็ถึงเลย สำหรับหมู่เกาะโคโมโดนั้น เราต้องต่อเครื่องบินจากบาหลีไปยังเมืองลาบวน บาโจ (Labuan Bajo) ที่ตั้งอยู่บนเกาะฟลอเรส (Flores Island) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศอินโดนีเซียก่อน แล้วค่อยซื้อ Boat Tour ออกไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ อีกที

 

สำหรับการเดินทางสู่บาหลี มีเที่ยวบินตรงในราคาไม่เกิน 5,xxx บาท ให้เลือกอยู่หลายสายการบิน ไม่ว่าจะเป็น AirAsia / Thai Lion Air ฯลฯ โดยใช้เวลาบินแค่ประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้น แนะนำให้จองผ่าน Traveloka เพราะจองง่าย จ่ายสะดวก แถมราคายังดีเวอร์ ถ้าใครอยากแวะเที่ยวบาหลีด้วย สามารถจองแบบตั๋วเครื่องบิน + โรงแรมก็จะได้ราคาคุ้มหนักเข้าไปอี๊ก!

 

จองตั๋วเครื่องบินไปบาหลี (Bali) กับ Traveloka

 

หลังจากพาตัวเองมาถึงบาหลีได้แล้ว ถ้าไม่อยากเหนื่อยจนเกินไปก็แวะเที่ยวบาหลีก่อนสัก 2-3 วัน ก็ได้ หรือถ้าอยากบินต่อไปเกาะโคโมโดเลยก็ต้องจองไฟลท์ให้สัมพันธ์กับเวลาที่มาถึงด้วย เพราะเที่ยวบินจากบาหลีดีเลย์อยู่บ่อยๆ เนื่องจากมีควันรบกวนจากภูเขาไฟที่ปะทุอยู่เป็นเนืองๆ ส่วนสายการบินสู่เมืองลาบวน บาโจนั้น มีให้เลือกอยู่ประมาณ 3 สายการบิน คือ Nam Air / Wings Air ซึ่งเป็นสายการบินในเครือของ Lion Air แล้วก็ Garuda Indonesia ที่มีราคาแพงสุด

ส่วนตัวเราบินกับ Nam Air เป็นสายการบินลูกของ Sriwijaya Air อีกที ฉะนั้นเวลาจองจะต้องเข้าไปจองในเว็บไซต์ของ Sriwijaya Air (sriwijayaair.co.id) โดยเหตุผลที่เราเลือก Nam Air ก็เพราะราคาถูกที่สุด แต่ใช้เครื่องบินลำใหญ่กว่า ที่นั่งเป็นแบบ 3-3 อาจจะเก่าบ้างตามสภาพ แต่สำหรับการเดินทางประมาณ 50 นาทีนั้นถือว่าไม่มีปัญหาเลย ระหว่างเดินทางแอร์จะแจกของว่างเป็นขนมปังและน้ำเปล่า ส่วนราคา แม้จะถูกที่สุดในบรรดาสายการบินสู่ลาบวน บาโจ แต่ก็ยังนับว่าแพงอยู่ดีสำหรับการบินแค่ประมาณ 50 นาที เพราะเราจองได้ที่ราคา ไป – กลับ 5,710 บาท/คน แต่เพื่อแลกกับการพาตัวเองไปสัมผัส Pink Beach และเจ้ามังกรโคโมโดแล้ว เราถือว่าเป็นเที่ยวบินที่คุ้มค่ามากทีเดียว

 

Labuan Bajo Komodo Airport เป็นหนึ่งในสนามบินที่มีบรรยากาศชวนให้ตื่นเต้น เราเห็นฝรั่งพากันถ่ายรูปกันใหญ่ เพราะมีรูปมังกรโคโมโดตัวยักษ์คอยต้อนรับเราตั้งแต่สองขาลงจากเครื่องบิน แต่ตัวสนามบินนั้นไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ออกจะเล็กๆ ด้วยซ้ำ พอรับกระเป๋าเสร็จ เดินออกมาจะเจอแท็กซี่มายืนออรอเรียกแขกกันเพียบ ถ้าใครพักโรงแรมไหนแล้วไม่ได้จองรถรับ – ส่ง เอาไว้ แนะนำว่าให้ต่อรองราคากับแท็กซี่ที่ไม่เกิน 50,000 IDR ส่วนที่พัก เราพักที่โรงแรม La Cecile Hotel & Cafe เป็นโรงแรมค่อนข้างใหม่ อยู่ใกล้สนามบิน ราคาไม่แพงมากเท่าไร 2 คืน ตกประมาณ 3,900 บาท (2 คน) ก็เรียกแท็กซี่จากสนามบินให้ไปส่งที่โรงแรม แต่ดันไม่รู้ว่าโรงแรมนี้บริการรถรับ – ส่ง สนามบินฟรี! ฉะนั้นเราก็เลยเสีย 50,000 IDR ไปฟรีๆ เลย T^T

 

วันแรกมาถึงโรงแรมก็เริ่มเย็นแล้ว เลยไม่ได้ทำอะไรมาก พยายามพักผ่อนเยอะๆ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการผจญภัยหมู่เกาะโคโมโดในวันรุ่งขึ้น เพราะเรานัดกับทัวร์ไว้ตั้งแต่เช้ามืด โดยทัวร์ Komodo Island นั้นมีให้เลือกเยอะมากๆๆๆ จะจองล่วงหน้าไปก่อนก็ได้ หรือจะไปเดินหาเอาแถวท่าเรือก็ได้ อาจจะได้ค่าทัวร์ที่ถูกกว่า ส่วนตัวเราจองแบบ Private Trip ราคา 3,500,000 IDR หรือประมาณ 8,000 บาท ราคารวมรถรับ – ส่งจากที่พัก อาหารกลางวัน แล้วก็เรือส่วนตัวพร้อมไกด์ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าเป็น Join Tour ราคาก็จะถูกกว่า สามารถเข้า google แล้วพิมพ์หา Komodo Island Tour ได้เลย ส่วนตัวเราจองกับทัวร์นี้ > Tours to Komodo จ้า

โปรแกรมทัวร์แบบ One Day Trip ส่วนใหญ่จะพาไปประมาณ 3-4 เกาะ แต่ส่วนมากฝรั่งเขาจะนิยมซื้อแพ็คเกจแบบนอนค้างบนเรือ อาจจะ 3 วัน 2 คืน ล่องเรือแวะเที่ยวตามเกาะต่างๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็กิน นอน อยู่บนเรือ แต่ถ้าใครคิดว่านอนบนเรือไม่ไหวแน่จ้านายจ๋า เพราะเป็นคนเมาเรือง่าย ก็สามารถไปแบบเช้า – เย็นกลับ โดยตั้งฐานนอนที่ลาบวน บาโจ เหมือนเราก็ได้ ทัวร์จะเริ่มที่ประมาณตี 5 แล้วพากลับมาส่งที่ลาบวน บาโจ ช่วงเย็นๆ ประมาณ 5 – 6 โมง

 

ทริปนี้เราแวะไปทั้งหมด 3 เกาะ คือ เกาะปาดาร์ (Padar Island) แวะเป็นเกาะแรกเลย ใช้เวลาเดินทางจากลาบวน บาโจ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ไฮไลท์ของเกาะปาดาร์ คือ วิวสามอ่าว ถ้าใครเล่น IG บ่อยๆ ก็ต้องเคยเห็นผ่านตาล่ะ แต่กว่าจะไปถึงมุมพีคที่เขาถ่ายรูปกันนี่ก็ต้องใช้เรี่ยวแรงในการเดินขึ้นไปถ่ายรูปกันหน่อยนะ เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะวันที่เราไปมันประจวบเหมาะพอดีหรือเปล่า เพราะคนอินโดมาเที่ยวกันเยอะมาก แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะวิวสวยมากกก เรียกว่าคุ้มค่าต่อการดั้นด้นเดินทางมาละนะ : )

หลังจากถ่ายรูปกับวิวสามอ่าวสุดพีคของเกาะปาดาร์แล้ว เรือก็พาเราไปยังจุดหมายที่เราเฝ้ารอคอย นั่นก็คือ Pink Beach หรือหาดทรายสีชมพูนั่นเอง! โดยหาดทรายสีชมพูนี้เกิดจากเศษปะการังสีแดงที่รวมกับทรายสีขาวที่โคตรนุ่ม เวลาแสงแดดสะท้อนลงมาจะทำให้มองเห็นเป็นหาดทรายสีชมพู ซึ่ง Pink Beach แบบนี้มีอยู่แค่ไม่กี่ที่ในโลกนาจา แต่ถ้าจะจองทัวร์ ต้องลองถามให้ชัวร์ก่อนนะว่าจะพาลงไปเดินบนชายหาดไหม เพราะบริเวณรอบเกาะนี้มีปะการังที่อุดมสมบูรณ์มาก เรือใหญ่ไม่สามารถจอดเทียบฝั่งได้ ต้องนั่งเรือยางหรือไม่ก็ว่ายน้ำเข้าไปลูกเดียวเลย ซึ่งแน่นอนว่าคนอย่างเรานั้น .. ว่ายน้ำเข้าไปจ้า โอ๊ย ทุกลักทุเล หอบแหลกมากเลยทีเดียว เพราะคลื่นค่อนข้างแรง แต่ปะการังรอบๆ นั้นก็สวยงามมากจริงๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์รองๆ จากหาดทรายสีชมพูเลย

.. แล้วก็มาถึงเกาะพระเอกของทริป Komodo Island นั่นก็คือ เกาะรินจา (Rinca Island) ที่มีมังกรโคโมโดอาศัยอยู่นั่นเอง โดยในอินโดนีเซียจะมีอยู่ประมาณ 4 เกาะที่มีโคโมโดอาศัยอยู่ มี 2 เกาะที่มีคนอยู่ด้วย คือ Rinca Island กับ Komodo Island ส่วนอีก 2 เกาะนั้นเป็นบ้านของโคโมโดเพียวๆ เลย คนห้ามเข้าไปเด็ดขาด เพราะโคโมโดบนสองเกาะนั้นค่อนข้างดุร้าย และไม่ชินคน ต่างจากสองเกาะที่เปิดเป็นอุทยานสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ก็ต้องมีไกด์ถือไม้ตามประกบ เพราะมังกรโคโมโดเป็นสัตว์กินเนื้อ น้ำลายของมันมีเชื้อแบคทีเรียอยู่มากกว่า 50 ชนิด ถ้าถูกกัดขึ้นมาจะเกิดอาการโลหิตเป็นพิษ ทิ้งไว้ไม่เกิน 3 วันก็จะสิ้นลมกันเลยทีเดียว

ก่อนเข้าอุทยานจะต้องเสียค่าธรรมเนียมก่อน คนละ 250,000 รูเปีย หรือประมาณ 570 บาท ราคานี้รวมไกด์ที่จะพาเราเดิน Trekking ด้วย สามารถเลือกได้ว่าจะเดินระยะสั้นหรือระยะยาว แต่เราว่าเดินระยะสั้นก็พอ เพราะมังกรโคโมโดมีให้ดูอยู่ไม่กี่ตัวตรงปากทางเข้าอุทยานนั่นแหละ ระหว่างทางที่เทรคไม่เจอเลย อาจเป็นเพราะเราดันไปตรงกับช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลของมันพอดี แต่ได้เห็นแค่ไม่กี่ตัวนี่ก็ถือว่าเป็นบุญตาละ เพราะปัจจุบันมังกรโคโมโดจะอาศัยอยู่แค่บริเวณนี้เท่านั้น แล้วตัวมันก็ใหญ่กว่าวรนุชบ้านเรามากกกก ฉะนั้นยังไงก็คุ้มค่าต่อการเดินทางไปดูแน่นอน!