-JAISALMER-

ชื่ออาจจะฟังดูไม่ค่อยคุ้นเคยกันว่ามันคือที่ไหน มาทำอะไรกันที่นี่!? ที่นี่คือเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในราชาสถานที่ติดกับประเทศปากีสถาน มีชื่อเล่นว่า “Golden City” หรือ เมืองสีทองนั่นเองเพราะสิ่งก่อสร้างที่นี่จะเป็นสีเหลืองทองกันทั้งเมือง แต่ก่อนเป็นเส้นทางการค้าขายที่มั่งคั่งมาก จนมีมหาเศรษฐีอยู่ที่นี่เยอะ จนมีคฤหาสน์สวยๆที่เรียกว่า Haveli เต็มไปหมด แต่พอมุมไบกลายเป็นเมืองการค้าที่ใหม่ ที่นี่จึงกลายเป็นเมืองที่ถูกลืมไปซะงั้น ท่ามกลางทะเลทราย Thar ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการมา desert safari
กับทะเลทรายที่สวยงามกับราคาที่ประหยัดเว่อแบบไม่ต้องชายตามองดูไบอีกต่อไป และจุดมุ่งหมายของเราในเมืองนี้คือการไปนอนกลางทะเลทราย ขี่อูฐ ท่ามกลางดวงดาวกันนั่นเอง!

Jalsaimer เป็นเมืองติดชายแดนระหว่างปากีสถานกับอินเดีย ที่โด่งดังในเรื่องของทะเลทรายและเมืองที่สวยงาม มีภูมิทัศน์แตกต่างจากเมืองอินเดียที่เราคุ้นเคย มีป้อม Jaisaimer Fort ที่สวยงามและยิ่งใหญ่ตั้งอยู่กลางเมือง และนี่คือหนึ่งในรูทที่มีคนทำจำนวนหนึ่งในทริปเดียวกับการไปเลห์ลาดักอีกด้วย ไฮไลท์ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการได้ไปนอนกลางทะเลทรายกลางแจ้ง ดูดาวสวยๆ ในราคาคนละไม่เกิน 800 บาทไทย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าเว่อวัง ราคาหลักร้อย วิวหลักล้านที่แท้ทรู

ไป Jaisalmer ช่วงไหนดี?

ช่วงที่อากาศดีและเมืองสวยที่สุดคือช่วงปลายปีไปถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์จะไม่ค่อยแนะนำช่วงที่เราไปเท่าไหร่เพราะเราไปช่วงฤดูร้อน ซึ่งจะร้อนจัด และป้อมปราการไม่เปิดไฟเนื่องจากเป็นช่วง Low Seasonจึงทำให้เราอดเห็นแสงสวยๆที่ส่องไปทั่วเมืองอาจจะต้องเลือกระหว่างจะไปเลห์ช่วงพีคหรือไ ป Jaisalmer ในช่วงที่ดีที่สุดเพราะอากาศจะต่างกันค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้แย่มากขนาดนั้น แต่ถ้าเจออากาศร้อนมากๆก็น็อคได้อยู่เหมือนกัน

ของที่ควรเอาไปเมื่อไปนอนกลางทะเลทรายที่ Jaisalmer

ด้วยความที่เราไม่ได้นอนโรงแรมติดแอร์สะดวกสบายแต่ไปนอนกันกลางทะเลทราย เลยต้องมีอุปกรณ์ให้พร้อมดังนี้

ทิชชู่เปียก – เวลาไปเข้าห้องน้ำตามพุ่มไม้ละเช็ดตัวเพราะไม่มีที่อาบน้ำ
ร่ม – เอาไว้บังเวลาเข้าห้องน้ำได้ดีมาก
ผ้าปิดปาก – ปิดไม่ให้ทรายเข้าปากเวลานอนตอนกลางคืน เรากินทรายไปเยอะมากตอนตื่นมา
ที่อุดหู – เสียงลม เสียงอูฐกินหญ้า พกมาไว้หลับบายแน่นอน
ไฟฉาย – ทะเลทรายมืดมากก ยกเว้นว่าวันนั้นจะมีพระจันทร์ พกไฟฉายเวลาเดินไปหาห้องน้ำหรือส่องนู่นนี่
แบตสำรอง – ชาร์ตมาให้เต็ม ไม่มีที่ไหนให้เสียบนะจ๊ะ
เสื้อหนาว – เผื่อในช่วงที่ไปหนาว ควรเอาไปเผื่อด้วย

 

จากสนามบินดอนเมืองสู่ไจปูร์และไจซัลแมร์


เราจองตั๋วเครื่องบินจาก Traveloka เพราะมีโปรบ่อยๆ ใช้คูปอง Promo แล้วคุ้มมาก แถมเพื่อนบางคนไม่มีบัตรเครดิตก็จ่ายเซเว่นกันไปชิวๆนะจ้า

 

จองตั๋วเครื่องบินไปไจปูร์กับ Traveloka คลิก

เราต้องนั่งเครื่องจากกรุงเทพฯลงที่ไจปูร์ และนั่งเครื่องในประเทศต่อไปที่ไจซัลเมอร์ หรือจะนั่งจากเดลีไปก็ได้ แต่ลงไจปูร์จะใกล้และราคาถูกกว่า เราบินอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งกับความวุ่นวายบนเครื่องของคนอินเดีย ได้ยินกิตติศัพท์มาเยอะ รู้สึกถึงของจริง และเทรนด์ selfie ของคนอินเดียที่มาแรงมากก คุณพี่จะถ่ายแต่เครื่องบิน ไม่ยอมขึ้นเครื่องกันแล้ว

ขอเกริ่นก่อนว่า เที่ยวบินของเราก่อนหน้านี้ถูกแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงเวลา จากที่จริงๆเราควรจะถึงที่ Jaisalmer ประมาณ เที่ยงครึ่งกลายเป็นว่าไปถึงสี่โมงกว่าแทน โชคดีว่าได้คุยกับทางทัวร์ก่อนและสี่โมงยังเป็นเวลาที่ทันอยู่ แต่ก็ต้องรีบนิดนึงก่อนฟ้ามืด เที่ยวบินนี้เราบินไปกับ Spice Jet สายการบินเพียงหนึ่งเดียวและเวลาเดียวจาก Jaipur โดยเครื่องบินจะเป็นแบบเครื่องบินใบพัด เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเราเลย แต่รู้สึกไม่น่ากลัวนะ คือโอเคมาก ที่นั่งสบายด้วย เราใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่งก็มาถึง Jaisalmer

อยากถ่ายสนามบินมาให้ดูมากแต่เค้าไม่ให้ถ่ายทางข้างนอกสนามบินที่นี่จิ๋วมากๆแต่เพดา
นสูงเป็นโถงใหญ่ ออกมาจากอาคารสนามบิน รู้สึกถึงความเวิ้งว้างในทะเลทรายเลยทีเดียว คือมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ! ในที่สุดเราเจอชื่อเรากับพี่คนขับมาพร้อมป้าย มากับผู้ชายอีกคน ที่เหมือนหลุดมาจากหนังอะลาดิน พวกเค้าช่วยเราถือกระเป๋ากันไปขึ้นรถ เดินไปซักพักก็ถึงรถของเรา แบบเฮ้ยยย! มันคือ อินเดียน่า โจนนส์ชัดๆ สภาพรถจี๊บคือเตรียมบุกทะเลทรายของจริง รอยนู่นนี่ กระจกแตก คือมาหมด คือสมบุกสมบันเหมือนในหนังมาก เอาจริงๆพวกเราตื่นเต้นที่ได้นั่งรถจี๊บมาก เตรียมพร้อมลุยทราย (และไม่ได้อาบน้ำ) กันแบบเต็มที่แล้ว

ข้อมูลเกี่ยวกับการจองขี่อูฐและนอนกลางทะเลทราย Thar

ทัวร์นี้เราได้มาจากพี่ของเพื่อนอีกคนที่จองมาก่อนหน้า ราคาแค่ 800 กว่าบาทต่อคนรวมทุกอย่างแล้ว ความคุ้มและถูกมันมีอยู่จริงงง ใครต้องการจอง ติดต่อไปได้ที่อีเมลนี้เลย [email protected] คุยกับ คุณ Aniket ได้เลย ส่วนเว็บไซต์เค้าตอนนี้ไม่มีต้องติดต่อทางอีเมลอย่างเดียวเลย

รถจี๊บของเราไม่มีกระจกอะไรจะมาปิดบังเราจากอากาศและทรายได้ ทุกอย่างคือธรรมชาติล้วนๆ ระหว่างทางจากสนามบินไปทะเลทราย แทบจะไม่เห็นมีสิ่งชีวิต สัตว์หรืออะไรซักตัว คือเป็นทะเลทรายแห้งแล้งจริงๆเลย จนชั่วโมงนึงผ่านไป..

มาแนะนำสมาชิกเพิ่มกันหน่อย พี่คนขับสุดเท่ของเราคนนี้ชื่อ เดล คุณลุงอะลาดินชื่อ ดาเดีย ซึ่งนั่งรถไปกับเราด้วย คุณลุงดาเดียนวดเท่คนนี้จะมาทำหน้าที่เป็นพ่อครัวหัวป่าให้เราในทริปนี้นั่นเองง นั่งรถไปอีกซักพักนึง เราจะต้องเริ่มการขี่อูฐไปที่ๆพักของเราแล้วจ้า ตอนนี้ตื่นเต้นสุดด ส่วนข้าวของต่างๆ พี่คนขับจะขับรถจี๊บไปรอที่ๆเราจะพักคืนนี้แล้วเพราะต้องไปเตรียมจัดของให้เรา

How to ขี่อูฐ

เรามาเจอพี่หน้าเท่อีกคนชื่อจีราร์ด เป็นคนดูแลอูฐทั้งหมดที่เราจะขี่ในวันนี้ เป็นคนอินเดียที่แบบถ่ายเค้าออกมาเหมือนจะไปเล่นหนังอินเดียตลอดเลย ก่อนอื่นก็มีการสาธิตอ่านนั่งอูฐก่อน ซึ่งดูแล้ว มันต้องเสียวมากแน่ๆ
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรจนมาถึงตอนที่เราจะนั่งจริงๆ เค้าทดลองทำท่าขึ้นอูฐให้เราดู พวกเราจึงเริ่มทีละคน ตอนขึ้นอูฐขอให้แน่ใจว่าเราตั้งท่าดีแล้ว เท้าสองข้างใส่เข้าไปในที่ใส่เท้า พอพี่จีราร์ดสั่งอูฐให้ยืนไม่ต้องเกร็งตัว ให้ไปตามมันเลย ตัวเราจะเอียงไปข้างหลังนิดนึงตอนมันกำลังลุก จากนั้นก็จะยืนเร็วมาก เสียวคือตอนมันกำลังจะยืนเนี่ยแหละ!

เราขี่น้องอูฐไปประมาณครึ่งชั่วโมง – 40 นาทีได้ จากที่มีหญ้าเยอะแยะ มีดินบ้าง เราเริ่มขึ้นเนินทรายไปเรื่อยๆ เจอแพะเยอะเหมือนกัน จนเราเริ่มไม่เจอหญ้า เจอแต่ทรายไปเรื่อยๆ เราโชคดีเรื่องอากาศเพราะจริงๆช่วงนี้คือจะร้อนมาก แต่วันนั้นฟ้าครึ้มๆ เมฆเลยบดบังความร้อนไว้กับเราได้ ดูวิวเพลินๆ เสียวๆกับการขี่อูฐไปเวลาลงเนินเสียวสุดๆ อูฐแต่ละตัวก็จะมีชื่อ อย่างของเราจะชื่อว่า Captain ซักพักเจ้าอูฐทั้งหลายก็พาเรามาถึงที่พักของเราในค่ำคืนนี้ ทะเลทรายกลางแจ้งอันกว้างใหญ่จะเป็นห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยมีมา
พี่เดลชี้ให้เราดูเนินทรายข้างหน้า ให้รีบขึ้นไปถ่ายรูปดูพระอาทิตย์ตก ก่อนที่ที่นี่จะมืดจนมองอะไรไม่เห็น จะวิ่งขึ้นเนินก็ต้องใส่เกียร์หมานิดนึง ขึ้นไปแล้วสวยดี เห็นวิวกว้างมากๆ เดินไปเดินมาเจอแพะกำลังเดิน เหมือนเดิน catwalk กลางทะเลทรายมากกก เราเดินสำรวจทะเลทรายอยู่พักใหญ่ เจอกลุ่มอื่นขี่อูฐอยู่ไกลๆ จะบอกว่านี่เป็นทัวร์ที่ไพรเวทมากเพราะรอบข้างเรา จะแทบไม่เห็นใครเลย ไม่เห็นมนุษย์คนไหนอยู่ใกล้ๆเรา มีแค่เราและทะเลทรายแค่นี้จริงๆ เราไปถ่ายรูปจนพระอาทิตย์ตกดิน มีน้องหมาจากไหนไม่รู้มาหา มาเล่นด้วย พี่คนขับบอกว่าเป็น wild dog ไม่ได้แปลว่าเป็นหมาป่า แต่เป็นเหมือนหมาจรจัดหรือหมาที่อาศัยอยู่แถวนี้ เชื่องมากและชอบอยู่กับคน

เรากลับมาจากเนินทรายและเจอขนมขบเขี้ยวที่พ่อครัวเอกของเราทำไว้ให้ พร้อมทั้งชาหรือ Chai Tea ชานมสไตล์อินเดียที่เราชอบมากก จะบอกว่าซัดไปหลายแก้ว ดูลุงแกดีใจมากที่ของเค้าขายออก ส่วนเดลกำลังกางเตียงหรือที่นอนคล้ายๆแคร่ให้เราสำหรับที่นอนในค่ำคืนนี้ พร้อมด้วยฟูกมากมายและผ้าห่มกลางทะเลทราย ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เราทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากดูการทำอาหารกลางทะเลทราย นั่งคุย เปิดเพลงกัน

เรารู้สึกว่าตอนช่วงพระอาทิตย์ตกและท้องฟ้าเป็นสีชมพูแดงไปหมด รู้สึกเหมือนต้องมนต์มากๆ ทุกอย่างเงียบ มีแต่เสียงลม (และเสียงพวกเรา) เราอยู่ในทะเลทรายที่ไหนไม่รู้บนโลกนี่ มันรู้สึก surreal มาก คิดย้อนไปถึงเวลานี้ในกรุงเทพฯจะวุ่นวายขนาดไหน ไม่อยากคิดเลย น่าแปลกที่เวลาเดียวกัน คนละสถานที่ บรรยากาศจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้

ท้องฟ้ามืดสนิท อาหารเราเสร็จแล้ว วันนี้อาหารของเราก็ยังไร้เนื้อสัตว์ตามเคย เป็นแกงกะหรี่สีเหลือง คล้ายแกงกะหรี่ไก่บ้านเรา ข้าวและมันฝรั่งผัด ที่นี่เน้นแป้งเป็นอาหารหลัก อาจจะเรียกว่าเป็นอาหารง่ายๆที่หาได้ทั่วไป แถมมาทำกินในทะเลทราย กินแค่นี้ก็หรูละเอาจริงๆ

ทุกคนกินข้าวพร้อมกัน พร้อมไฟฉายไว้ส่องอาหาร ต้องรีบกินข้าวกันหน่อย เพราะทรายปลิวมาตามลม ซักพักจะเริ่มกินทรายเข้าไปเยอะละ กับข้าวพี่เค้าไม่ได้แย่เลย ถือว่ารสชาติโอเค แต่กินชาเยอะไปจุกมาก สังเกตว่าที่นี่ล้างจานโดนใช้ทรายทะเลทรายขัดจนจานสะอาด !?! เห็นละช็อคนิดนึง หลังจากนั้นไปอ่านมา เค้าก็บอกว่าจริงนะ มันเป็นการทำความสะอาดที่ดีที่สุด แต่ก็หวังว่าจะกลับไปล้างกันอีกรอบนะ..

เมื่อพุ่มไม้ห้องน้ำของเรา

ทุกคนแยกย้ายไปพุ่มไม้ที่ดูปลอดภัยไร้การมองเห็น อีกอย่างที่สำคัญคืออย่าเผลอไปขุดที่ๆคนกลบไป เดี๋ยวจะเจอของดี อย่าลืมพกไฟฉายไปด้วยเพราะเราไม่รู้เราจะเจออะไรในตอนกลางคืน พยายามหาเพื่อนไปด้วยซักหนึ่งคนช่วยดูและเฝ้าทางไว้

เวลาสามทุ่ม หนุ่มสามสหายแก๊งอินเดียก็เตรียมเข้านอนเรียบร้อยแล้วจ้าา อะไรจะเร็วปานนั้น พวกเราก็จะพยายามนอนด้วยเพราะไม่มีอะไรทำ+ล้ากันมามาก พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เสียดายคืนนี้ไม่เห็นดาวเลยเมฆบังหมดแถมยังมีพระจันทร์ด้วย เรา ซึ่งเป็นคนที่หลับยากทีสุดและตื่นเต้นกับการนอนทะเลทรายครั้งแรก นอนไม่หลับจ้าา เสียงลม เสียงอูฐกินหญ้าและอะไรอีกมันดังจริงๆนะ ทำเราหลับไม่ได้จริงๆ เราจะไม่ลืมที่จะเอาที่อุดหูมารอบหน้าแน่นอนน

มองดูดาวกลางทะเลทราย

จำได้ว่าไปๆมาตื่นมาประมาณตี 4 ทุกคนหลับหมดไม่มีใครตื่นแล้ว เราหลับๆตื่นๆตลอดเวลา จนลืมตาขึ้นมาดูดาวสวยมากๆ เมฆหายไปหมดแล้ว เราลืมตาดูดาวที่อยู่ตรงหน้านานมาก เห็นดาวตกไปหลายดวงมาก เห็นทางช้างเผือกด้วยคือดีมากก ถ้าใครไม่เห็นช่วงหัวค่ำ ช่วงตี 4 ถ่ายออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะไม่มีขาตั้งกล้องและลมแรงมาก คราวหน้าจะไม่พลาดแน่นอน ที่นี่เวิคมากสำหรับการดูดาวเลยคอนเฟิร์ม สรุปนอนเช้ากันไปปป แต่ถ้าใครอยากดูทางช้างเผือกแนะนำให้เช็คเวลาขึ้นตกของเค้าด้วยเน้อ แต่ละเดือนจะเห็นได้ไม่เหมือนกัน ยิ่งช่วง พฤศจิกายนถึงมกราคมคือหมดสิทธิ์

เช้าวันต่อมาเราตื่นกันมาประมาณหกโมงครึ่ง เจ็ดโมง อย่าเรียกว่านอนเลย เรียกว่างีบอาจจะดีกว่า เราหาพุ่มไม้ล้างหน้าแปรงฟัน ทำธุระต่างๆ เช้านี้แดดไม่แรง ส่วนใหญ่เมฆเยอะ เราไปเดินเล่นนิดหน่อยก่อนพวกดาเดียกำลังทำอาหารเช้าให้พวกเรา เราต้องออกเดินทางกันในวันนี้ คงคิดถึงโมเม้นต์นี้มาก แต่อยากแก้ตัวใหม่เรื่องที่ตัวเองนอนไม่หลับ

ดาเดียเตรียมอาหารให้วันนี้เป็น ชานมแสนอร่อย ขนมปังปิ้งกองใหญ่ (ไหม้ไปเยอะ) กับแยมรสชาติแปลกๆ เหมือนไม่ใช่สตรอเบอรี่และกล้วยแบบหลายหวีมาก เรากินกันแบบชิวๆ กินไปคุยไป ถ่ายรูปต่างๆ รวมถึงถ่ายรูปกับผู้ร่วมทริปทุกคน เก็บเป็นความทรงจำ จากนั้นเราขี่น้องอูฐต่อเพื่อจะกลับไปที่เดิมและกลับไปในตัวเมือง Jaisalmer ก่อนที่จะร้อนกว่านี้

เราขี่อูฐไปในระยะทางเดิมประมาณครึ่งชั่วโมง เจอแพะบ่อยมาก หมาทะเลทรายเจอบ้างตามทาง พยายามมองตรงหน้าให้ได้มากที่สุดก่อนที่เราจะต้องออกจากทะเลทรายที่นี่ ที่ๆเราคงไม่ได้มาบ่อยๆ หรืออาจจะไม่ได้มาอีกก็ได้

ในที่สุดก็ถึงเวลาบอกลากับดาเดียและพี่จีราร์ดหนุ่ม Ballywood ของเรา ส่วนพี่พี่เดลของเราจะพาเราไปส่งในเมืองที่ ที่ๆเราจองที่พักไว้เพื่ออาบน้ำ ลาก่อนเมืองทะเลทราย เราจะไปผจญภัยในเมืองกันบ้างแล้วว

ที่แรกเราไปที่ Jaisalmer Fort เป็นไฮไลท์ที่สุดของเมืองนี้ ใน Fort สวยมาก ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Jaisalmer และมีชื่อเล่นว่า “Gold City” อย่างที่เคยบอกไป มีคนอาศัยอยู่ในป้อมค่อนข้างเยอะ มีร้านรวง ที่พักก็มี วัวก็ยังมีให้เห็น แต่เข้าไปข้างในละรู้สึกชอบมากเลย แต่วันนี้ร้อนเว่อมากก เพราะเรามาในช่วงที่ร้อนที่สุดของปีกันเลยจ้าาา (อากาศ 40 องศาขึ้นไป)

เราจะอยู่ที่นี่กันประมาณสองชั่วโมงเพราะเป็นที่ๆมีอะไรให้เดินดูเยอะสุด ก่อนอื่นเราไปหาข้าวกินก่อนที่ร้าน Shanti The Peace เป็นร้านที่เพื่อนไปเจอใน Tripadvisor ซึ่งเป็นร้านแนะนำ จะรออะไรก็ไปกินกันซิคะ!

ร้านที่อยู่ในป้อมวิวดีมาก เห็นนอกเมืองไปไกลลิบ เหมือนอยู่เป็น rooftop ของป้อม อาหารจะช้ามากเพราะมีคนทำอยู่สองคน แต่คนมากินมีหลายโต๊ะ ร้านดูสะอาด อาหารดูน่ากิน ห้องน้ำไม่แย่ด้วย เราสั่งกันไปหลายๆอย่างเอามาลอง ค้นพบว่าตัวเองชอบกิน chicken butter มาก อร่อย อาหารที่นี่รสชาติดี สมคำล่ำลือ วิวดี ชิวมาก ลองซื้อ Lassi มากินดีอร่อยดี เป็นเหมือนนมเปรี้ยวๆแต่เราชอบนะ แนะนำให้มากินร้านนี้เวิคมาก ใครได้ไปช่วยซื้อพัดลมพกพาไปให้เค้าด้วย เค้าอยากได้ขนาดจะขอซื้อต่อเรา ถ้าเอาไปขายเมืองนี้น่าจะรุ่งอยู่ ถือเป็นร้านอาหารที่เป็น life-saver ที่ดีที่ควรค่าแกการมาลอง

เราเดินต่อไปเรื่อยๆ เจอร้านรวงต่างๆมากมาย เวลาเดินต้องระวังคนวิ่งราวด้วยนะ เค้าจะชอบจ้องนักท่องเที่ยวแบบเราเป็นพิเศษ ซึ่งมักจะหลบตามซอก เดินลงมาตามทางเหมือนเป็นจตุรัสจิ๋วๆที่มี Queen’s Palace ตั้งอยู่ เป็นตึกสีเหลืองทองสวยมากๆ สามารถเข้าไปเดินชมได้แต่ต้องเสียเงิน จำราคาไม่ค่อยได้แต่ไม่ได้แพงมาก

เราเดินลัดเลาะไปอีกซักพักก็ถึงอีกที่นึงที่เราตั้งใจมานั่นก็คือ “Patwon Ki Haveli” หนึ่งในไฮไลท์ของป้อม Jaisalmer แห่งนี้ แต่ก่อนที่นี่คือคฤหาสน์เก่าซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าเศรษฐี ซึ่งจะตกแต่งสวยงามมาก ข้างในจะมีตกแต่งประดับอย่างเยอะ มีทั้งเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของแกะสลักในยุคนั้น สามารถเข้าไปข้างในได้แต่ถ่ายรูปไม่ได้ มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่มาจากการแกะสลัก จริงๆมีหลายบ้านเลยแต่ที่นี่เค้าบอกกันว่าสวยที่สุด เราไม่ได้เข้าไปเพราะเจอคนตามตื้อตลอดเหมือนจะมาหลอกขายขาวต่างชาติ เลยไม่เข้าไปดีกว่า ตรงกันข้ามเป็นที่นั่งมานั่งชมความสวยงามของที่นี่ ได้เซลฟี่กับคนอินเดียที่มาเที่ยวด้วย น่ารักกันมากก หลังจากนั้นไม่นานเราออกจากป้อมมาเจอคุณพี่สามล้อที่มารอรับเราอยู่แล้ว คราวนี้พี่เอาลูกมาด้วย

เราไปกันที่สุสานจำลองที่เรียกว่า Vyas Chhatri ซึ่งไม่ได้มีศพอยู่จริงแต่ทำจำลองไว้เท่านั้น ตอนแรกดูเหมือนไม่มีอะไรแต่พอเดินไปเดินมาก็สวยดี ถ้าถ่ายรูปจะกล้องหรือมือถือก็มีเก็บค่าธรรมเนียมด้วย พวกเราเลยต้องแอบๆถ่ายกันหน่อย หลุมศพมีเยอะมากก นึกสงสัยของจริงจะเยอะขนาดไหน

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เราไปเดินเล่นกันที่ Gadisar Lake ซึ่งเป็นเหมือนสวนสาธารณะที่มีทะเลสาบเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนที่นี่ มีเรือสามารถพายได้ ติดอยู่อย่างเดียวคือแถวนั้นค่อนข้างสกปรกและมีกลิ่นเหม็นมาก เลยนั่งอยู่ได้แปปเดียวก็ตัดสินใจออกมาเดินข้างนอกกัน แต่น่าจะเป็นที่มาชิวยอดฮิตทั้งมาเป็นครอบครัวและมาเป็นคนรัก

สำหรับอาหารเย็นวันนี้ เราเลือกร้านนี้ชื่อ Romany ของ Jaisalmer วิวตรงกับป้อมพอดี สวยใช้ได้เลย เราสั่งอาหารที่พวกเราพอคุ้นเคยกันมา ไม่ว่าจะเป็น butter chicken, garlic naan และอย่างอื่นอีกมากมาย ตอนนี้พวกเราเริ่มจะเซียนกันมากขึ้นแล้ว

นั่งรออยู่พักใหญ่ ไฟก็มืดแล้ว แต่ไฟป้อมปราการยังไม่ค่อยเปิด จนถามเจ้าของร้าน ได้ความว่าช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ไฟเลยไม่เปิด จะไปเปิดอีกที high season หรือ กันยายนเป็นต้นไป เพราะอากาศจะเริ่มหนาว คนจะมาเที่ยว นอนซาฟารีกัน นะจ้าา ได้อย่างก็เสียอย่างละเนอะถ้าคิดจะเที่ยวรูทนี้ตอนนี้

คืนนี้เราจะมุ่งหน้ากลับไป Jaipur ด้วยรถไฟ ที่สถานีมีทหารเดินไปมาเยอะมาก เนื่องจากที่นี่ติดเขตชายแดนจึงต้องมีการตรวจความปลอดภัยแบบรัดกุม ตรงทางเข้ามีขอทานนอนหลับอยู่เป็นกลุ่มๆ ที่นี่สถานีรถไฟไม่ใหญ่ทำให้เดินหาอะไรค่อนข้างง่าย

เรานอนรถนอนแบบ 2nd tier ขึ้นไป เลยมีห้องรับรองให้เราได้ไปนั่งรอด้วย ลองกินไอศกรีมของยี่ห้อ Amul มาก็ใช้ได้อยู่ เหมือนจะเป็น Dairy brand ที่สำคัญมากของที่นี่ ขนาดมีหนังสือที่ย้อนประวัติศาตร์ความเป็นมาของแบรนด์นี้เลย

เพื่อนบอกว่าในสถานีรถไฟเราสามารถหาชื่อของเราเองเป็นภาษาฮินดูได้ แต่ไม่รู้จะไปหาจากตรงไหน ถ้าเจอคงเจ๋งมากก ประมาณเที่ยงคืนรถไฟขบวนที่เราต้องขึ้นมาถึงแล้ว ด้วยความที่เป็น tier สูงเราจึงไม่ต้องไปแย่งกับโบกี้ปกติที่วิ่งเข้ารถจนรถไฟแทบจะพัง เรามีตัวเลขที่นอนชัดเจน อยู่ในมุมเดียวกัน

ความแปลกใจแรกของการมาเห็นรถนอนของอินเดียที่จินตนาการไว้และไม่ได้คาดหวัง กลับดูดีกว่าคิดเยอะ ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่แต่รู้สึกได้ถึงความเป็นส่วนตัว บางคนก็มีนอนมาจากที่อื่นแล้ว ที่รอจะไปลงที่อื่น หัวเตียงมีปลั๊กประมาณสองหัว สามารถชาร์จแบตได้ มีหมอน ผ้าห่ม แต่บางเตียงก็เหมือนไม่มีคนทำความสะอาด และการเดินทางในเมืองใหม่กำลังจะดำเนินต่อไป..

ติดตามได้ที่: https://www.facebook.com/shortywander/
https://shortywander.wordpress.com/