โตเกียวถือเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักเดินทางมาอย่างยาวนาน แต่ทำไม เที่ยวโตเกียว กี่ทีก็เก็บที่เที่ยวไม่ครบซักที วันนี้เราจะพาทุกคน เที่ยวโตเกียว แบบเก็บครบทุกที่เที่ยวในทริปเดียว

ก่อนอื่นเราต้องจองตั๋วเครื่องบินกันก่อน ตั๋วเครื่องบินไปโตเกียว ก็มีเยอะแยะไปหมด ถ้าไม่อยากปวดหัวก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินผ่านทาง Traveloka ที่จัดเรียงราคาตั๋วให้เลือก จองง่าย และมีดีลดีๆมาให้ตลอด เรียกว่าเตรียมตัว เที่ยวโตเกียว รอบนี้เหมือนมีผู้ช่วยเลยค่ะ เราเลือกเวลาออกเดินทาง 23:50 บินตรงไปลงสนามบินนาริตะถึงประมาณ 8:10 เราตั้งใจนอนบนเครื่องแล้วไปถึงก็เที่ยวเลยค่ะใช้เวลาให้คุ้มการเดินทางไปญี่ปุ่นใช้เวลาประมาณ 6 ชมนะคะ เวลาที่ญี่ปุ่นจะเร็วกว่าที่ไทย 2 ชม ค่ะ ส่วนที่พัก และ Pocket Wifi เราก็จองผ่านทางช่อง Xperience ใน Traveloka เช่นกันค่ะ 

จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น กับTraveloka

พร้อมแล้วก็ตามมา เที่ยวโตเกียว ได้เลย

เรามาถึงสนามบินนาริตะตามเวลาเป๊ะๆรับกระเป๋าเดินทางแปรงฟันล้างหน้าแล้วก็เดินไปจองรอบรถเข้าโตเกียวค่ะครั้งนี้เราเดินทางโดย Keisei Skyliner ค่ะเพราะจากที่หาข้อมูลมาเราว่าอันนี้สะดวกดีตรงเวลาด้วยค่ะโดยจะไปลงที่สถานี Ueno นะคะใช้เวลา45 นาทีโดยประมาณค่ะ

เราซื้อตั๋วจากที่ไทยไปเลยค่ะผ่าน Traveloka พร้อมกับตั๋ว Tokyo Subway Ticket 72 hr. เพราะเราลองดูแล้วว่าที่ๆเราจะไปแต่ละที่ส่วนใหญ่รถไฟฟ้าใต้ดินถึงหมดค่ะมาลองคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วซื้อแบบเหมาชมยังไงก็คุ้มกว่าค่ะ

สำหรับตั๋วที่ซื้อที่ไทยเค้าจะให้มาเป็นแบบvoucher นะคะเราก็เอาไปยื่นที่เคาน์เตอร์Keisei Skyliner และจองรอบรถได้เลยแต่ต้องเผื่อเวลาขึ้นรถหน่อยอย่างน้อย10 นาทีนะคะเพราะรถไฟเค้าออกตรงเวลามาก แอบถ่ายรูปวิวระหว่างนั่งมา สวยมากเลยค่ะ

ถึงสนานีอูเอโนะเราก็มาเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อเดินทางไปยังที่พักของเราค่ะสำหรับการเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินโตเกียวไม่ยากเลยค่ะเพียงแค่รู้ว่าที่ที่เราจะไปต้องลงสถานีไหนเราก็จัดการโหลดแอปtokyo subway navigation แล้วพิมพ์ชื่อสถานีได้เลยค่ะอย่างเราจะไปลงสถานีKuramae เพื่อไปที่พักมันก็จะขึ้นเลยค่ะว่าให้เราไปสายOedo Line (สายสีชมพู) เราก็เดินตามป้ายบอกทางได้เลยค่ะง่ายๆไม่หลงแน่นอนหรือถ้าใครกลัวหลงหรืออยากได้ข้อมูลที่เที่ยวต่างๆที่สถานีก็จะมีInformation สำหรับนักท่องเที่ยวให้สอบถามด้วยนะคะโบชัวร์ต่างๆก็มีภาษาไทยด้วยค่ะบางสถานีที่เป็นสถานีเล็กๆจะไม่มีแบบนี้นะคะแต่เราสามารถถามกับพนงทุกคนได้เลยค่ะไม่ต้องกังวล

ส่วนที่พักที่เราเลือก คือ APA Asakusa-Kuramaeซึ่งใกล้สถานีมากๆไม่ถึง300 เมตรมาได้ทั้งสถานี Asakusa และสถานี Kuramae ค่ะ โรงแรมหน้าตาดูดีทีเดียว ฝั่งตรงข้ามมีเซเว่นด้วยนะคะสะดวกมากรอบๆที่พักก็มีร้านอาหารหลายร้านราคาไม่แพงค่ะไฮไลท์ของที่นี่คือมีออนเซ็นให้แช่ฟรีๆด้วยนะคะจะอยู่ที่ชั้น12 ถ้าใครไปเที่ยวมาเหนื่อยๆแล้วมาแช่คงดีมากเลยค่ะส่วนเราไม่ได้แช่เพราะว่าที่นี่เค้ามีกฎห้ามคนที่มีรอยสักแช่ค่ะอดเลย 55

ฝากกระเป๋าไว้ก่อนเพราะมาถึงก่อนเวลาเช็คอินน์ (เช็คอินน์ 15.00 นะคะ) ที่แรกที่ตั้งใจจะไปคือไปไหว้พระที่วัดเซ็นโจจิกันก่อนค่ะคือถ้าออกจากโรงแรมก็เลี้ยวขวาเดินตรงไปเรื่อยๆค่ะใกล้มากๆ เดินไปเรื่อยๆก็จะเห็นTokyo Skytree เด่นแบบนี้ค่ะแสดงว่าใกล้ถึงแล้วตรงมาเรื่อยๆจะเห็นสถานีAsakusa ค่ะเป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆสีแดงๆตั้งเด่นอยู่ตรงสี่แยกมองไปทางตึกTokyo Skytree ก็จะเห็นสะพานสีแดงๆค่ะ ตรงสะพานแดงจะมีท่าเรือนั่งไปOdaiba ได้ด้วยนะคะเป็นเรือเมล์แบบอวกาศๆหน่อย ถ้าใครพอมีเวลาเพิ่มอีกวันเราแนะนำให้ลองนั่งดูนะคะ

หลังจากนั้นก็เดินข้ามแยกเพื่อที่จะไปวัดเซ็นโจจิค่าาาจะเห็นรถสามล้อเที่ยวรอบเมืองอาซากุสะจอดเรียงอยู่ข้างทางค่ะ และแล้วแท่นแทนแท๊นนน… เจอแล้วค่าาาาคนเยอะมากเลยยยย เดินเข้ามาเราจะเจอกับNakamise Shopping Street ก่อนค่ะมีทั้งขนมต่างๆและของฝากค่ะ

เดินตรงไปเรื่อยๆก็จะเจอวัดค่ะ ซื้อธูปไหว้ราคาคนละ100 เยนนะคะ โดยคนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าควันจากธูปจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปค่ะดังนั้นจุดธูปเสร็จก็กวักๆควันเข้าตัวซะหน่อยนะคะ

เสร็จแล้วก็มาทำการชำระล้างร่างกายและจิตใจตรงนี้เรียกว่า”โชสุยะ” ค่ะโดยมีขั้นตอนดังนี้นะคะ
1.ใช้มือขวาจับกระบวยขึ้นมา ตักน้ำขึ้นมาแล้วล้างมือซ้าย
2.เปลี่ยนจับกระบวยด้วยมือซ้ายล้างมือขวา
3.เปลี่ยนจับกระบวยด้วยมือขวาเทน้ำใส่อุ้มมือซ้ายแล้วนำมาบ้วนปาก
4.เมื่อบ้วนปากเสร็จแล้วล้างมือซ้ายอีกรอบ
และนำกระบวยตั้งฉากขึ้นเพื่อให้น้ำล้างที่จับกระบวยเสร็จแล้วก็นำไปวางคว่ำที่เดิมตามนี้ค่าาาาอย่าลืมลองทำตามดูนะคะ

เสร็จแล้วเราก็ขึ้นไปไหว้ขอพรด้านบนค่ะพอขึ้นไปถึงโถงข้างบนแล้วก็มีขั้นตอนไหว้ดังนี้ค่ะ
1.โค้งคำนับ1 ครั้ง
2.จากนั้นโยนเหรียญเข้ากล่องทำบุญค่ะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้เหรียญ 5 เยนเพราะในภาษาญี่ปุ่นคำว่า5 เยนจะออกเสียง”โกะเอ็น” หมายถึงการมีบุญค่ะ
3.โค้งคำนับ2 ครั้งแล้วปรบมือ2 ครั้งพนมมือค้างไว้แล้วอธิษฐานขอพร
4.เสร็จแล้วก็โค้งคำนับอีก1 ครั้ง
เป็นอันจบขั้นตอนค่าาา

เราเดินเข้ามาเรื่อยๆก็จะเจอกับAsakusa Nishi-sando Shopping Street ค่ะหันหลังกลับไปก็จะเห็นTokyo Skytree ไกลๆ เดินเข้ามาเจอร้านนี้ร้านแรกเลยค่ะขนมปังเมล่อนในตำนานชื่อร้าน”Asakusa Kagetsu-do” คนต่อคิวซื้อค่อนข้างเยอะเลยค่ะส่วนรสชาดก็ถือว่าอร่อยดีแต่ไม่ถึงกับว้าวนะคะอารมณ์คล้ายๆมิสเตอร์บันบ้านเราแต่ข้างนอกจะกรอบๆหน่อยค่ะ

เริ่มหิวแล้วเราเลยเดินย้อนกลับไปแถวNakamise Street เลี้ยวขวาเข้าซอยเดินไปเรื่อยๆก็จะเจอร้าน”Isomaru Suisan” ค่ะร้านนี้มีหลายสาขามากๆเมนูดังส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าวหน้าปลาดิบต่างๆค่ะส่วนอาหารทะเลสดๆก็มีนะคะแบบเป็นๆเลยที่สำคัญร้านนี้เปิด24 ชมด้วยนะคะ แต่ร้านนี้เค้าสูบบุหรี่กันในร้านนะคะถ้าใครทนกลิ่นไม่ไหวก็ควรเลี่ยงน๊าาาา

ข้าวหน้าปลาดิบรวมราคารวมtax ประมาณ1,000 เยนส่วนข้าวหน้าปลาแซลมอนราคารวมtax ประมาณ800 เยนค่ะอาหารค่อนข้างสดนะคะชาร้อนฟรีสั่งเพิ่มซุปมิโสะด้วยตังหาก

หลังจากทานอิ่มแล้วเราก็มาเดินเล่นที่สวนสุมิดะค่ะฆ่าเวลารอเช็คอินก็คือเดินกลับมาตรงท่าเรือตรงสะพานแดงนะคะจะเจอสวนอยู่ริมแม่น้ำแบบนี้ถ้าช่วงที่ซากุระบานตรงนี้จะสวยมากๆค่ะเป็นอีกจุดนึงที่คนนิยมมาดูดอกซากุระ ในสวนจะมีsculpture สีขาวๆหน้าตาปะหลาดๆตั้งอยู่อันนึงเจาะรูรอบๆถ้าลองมองรอดรูไปจะเห็นTokyo Skytree และมีต้นไม้ใบหญ้าอยู่รอบๆแบบนี้แปลกดีค่ะ

ถึงเวลาเช็คอินน์ซะที และนี่คือหน้าตาห้องพักค่าาาเราจองแบบห้องdouble bed แบบปลอดบุหรี่ค่ะ

ตอนจองห้องพักอย่าลืมดูดีๆด้วยนะคะว่าเป็นdouble bed หรือsmall double bed ถ้าแบบแรกก็คือเตียงควีนไซส์ปกติบ้านเราค่ะแต่ถ้าเป็นsmall จะกลายเป็นเตียงแบบกว้างแค่ 120ซม.

เนื่องจากพื้นที่ของญี่ปุ่นค่อนข้างจำกัดโรงแรมส่วนใหญ่จะใช้เตียงแบบsmall double bed เพราะประหยัดพื้นที่มากกว่า ราคาขายห้องก็จะถูกกว่าแบบแรกด้วยค่ะแต่เรากลัวอึดอัดเลยยอมจ่ายแพงขึ้นอีกนิดหน่อยดีกว่าสามีเราตัวใหญ่5555555

ห้องก็แบบคอมแพคมากค่ะแบบพอดีเตียงวางแทบจะไม่มีที่วางกระเป๋าเลย TTแต่ว่าสะอาดมากๆเลยนะคะมีหน้าต่างด้วยแต่เปิดไปก็ไม่เห็นอะไรเลยเห็นแต่ผนังตึกข้างๆค่ะ

ส่วนห้องน้ำก็เล็กจิ๋วแต่มีคุณภาพมากๆเลยค่ะมีอ่างอาบน้ำไว้แช่น้ำร้อนด้วยที่สำคัญข้าวของเครื่องใช้ที่นี่ครบมากแทบจะไม่ต้องพกมาจากที่ไทยเลยมีตั้งแต่ผ้าเช็ดตัวสำลีโฟมล้างหน้าหนังยางมัดผมบลาๆๆเยอะมากค่ะส่วนสบู่แชมพูก็ใช้ของดีจาก Shiseido หอมดีค่ะ

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เราก็เดินทางไปย่าน Akihabara ต่อค่ะโดยย่านนี้ถือว่าเป็นย่านที่ขายพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่มากๆ และมีพวกโมเดล ของเล่น ตุ๊กตา ตัวการ์ตูนของสะสมต่างๆเยอะเลยค่ะ ชาวโอตะคุมา เที่ยวโตเกียว ห้ามพลาดเลยนะคะ

มาที่นี่ต้องห้ามพลาด Yodobashi Akiba เลยนะคะ ห้างนี้ใหญ่มากกกก ในแต่ละชั้นก็จะขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทนะคะ ใครหาอะไรก็ลองดูป้ายในห้างได้เลยค่ะ ส่วนเรื่องราคาก็ลองเทียบดูกับห้างอื่นๆนะคะ เช่น Bic Camera เพราะแต่ละที่ราคาไม่เท่ากัน โปรโมชั่นก็ต่างกันด้วยค่ะ ต้องขยันเดินนิดนึงเพื่อหาของถูก

มาที่จุดไฮไลท์ของตึกนี้ค่ะ ร้านอาหารบนสุดของตึก ร้านอาหารน่าทานเยอะมากเลยยยย นอกจากอาหารญี่ปุ่นแล้ว ยังมีอาหารเกาหลี อาหารอิตาลี รวมถึงอาหารไทยด้วยค่ะ

เรามาเจอร้านนี้ค่ะ “Echigoya Heiji” เป็นร้านที่ขายเมนูย่างๆเป็นเซ็ทๆ เห็นว่าราคาไม่แพง ดูน่าทาน เลยลองซะหน่อยค่ะ

เราสั่งGrilled Salmon rib plate ราคา 950 เยนค่ะ ในเซ็ทมีข้าว ซุปมิโสะ แล้วก็เครื่องเคียงมาให้ คืออร่อยมาก หนังปลากรอบ เนื้อปลานุ่มมม เค็มๆกำลังดี ไม่มีกลิ่นคาวเลยค่ะ ซุปก็อร่อย ส่วนอีกจานก็เป็น Grilled Pork rib plate ราคา 990 เยน นี่ก็อร่อยค่ะ หมูนุ่ม เค็มแบบกินกับข้าวกำลังดีค่ะ ชอบๆๆ

วันที่ 2 ของทริป…

มา เที่ยวโตเกียว ทั้งทีที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ภูเขาไฟฟูจิ

เราแพลนไปทะเลสาบคาวากูจิโกะ เพื่อไปดูฟูจิซังกันค่ะ
โดยก่อนวันเดินทางประมาณอาทิตย์นึง เราลองเช็คสภาพอากาศก่อนค่ะว่าวันไหนเวิร์คสุด (เพราะเราไปช่วงที่ยังมีฝนอยู่) ซึ่งก็ได้เป็นวันศุกร์ วันอาทิตย์ และวันจันทร์ แต่วันจันทร์เราแพลนไปดิสนี่ย์แล้ว ส่วนวันอาทิตย์ก้กลัวคนเยอะ เลยเลือกวันศุกร์ค่ะ

หลังจากได้วันแล้ว เราก็มาทำการจองตั๋วเดินทางไปคาวากูจิโกะค่ะ คือเราลองเสิร์ชอ่านมาจากหลายๆที่ สรุปคือที่ง่าย ไม่วุ่นวาย และประหยัด ต้องนั่งรถบัสค่ะ โดยสามารถจองผ่านเว็บ https://highway-buses.jp/ ได้เลยค่ะ ซื้อจากไทยแล้วปริ้นท์ตั๋วไว้เลย แต่ว่าวันที่เราจะไปตั๋วขาไปไม่มีรอบเช้าเลย เต็มหมด เราเลยซื้อแต่ขากลับค่ะ เลือกไว้ตอน 16:50 คนละ 1,750 เยนค่ะ ส่วนขาไปเลยต้องไปแบบรถไฟแทน โดยค่าตั๋วคนละ 1,320 เยนค่ะ และวันนี้เรารู้สึกว่าเราออกสายแล้ว กลัวเที่ยวไม่ครบ เลยตัดสินใจซื้อตั๋วแบบด่วนเพิ่มค่ะ คือแบบ Limited Express จะมีตู้ให้กดตรงนี้ คนละ 930 เยน รถแบบด่วนนี้คือจะแวะแค่ 2 สถานีเท่านั้น คือสถานีอะไรซักอย่าง กับ Otsuki เลยค่ะ ไม่หวานเย็นแบบรถไฟธรรมดา

ตั๋ว Limited Express สามารถจองเวลาและที่นั่งล่วงหน้าได้นะคะ แต่ถ้าใครไม่ได้จอง มาซื้อและรอขึ้นแบบเราเลยจะต้องไปนั่งในช่วงขบวน 6-8 ค่ะ จะมีติดบอกไว้ที่สถานี แต่ถ้างงว่าอะไรเป็นขบวนไหนก็ไม่ต้องห่วงนะคะ ที่พื้นเค้ามีเขียนบอกไว้ด้วยค่ะ

รถไฟก็ดูดีเลยทีเดียวค่ะ สะอาดมาก มีปลั๊กให้ชาร์จแบตเช่นเคย บนรถสามารถทานอาหารได้นะคะมื้อเช้าเราซื้อมาจากเซเว่นค่ะ เป็นข้าวปั้นอันนึง กับกาแฟลาเต้แก้วนี้ รสชาตพอทานได้ค่ะ ส่วนของสามีก็เป็นข้าวปั้นกับกาแฟเช่นกัน แต่ซื้อมาจาก Lawson จะบอกว่ากาแฟอันนี้อร่อยมากกก หอมมม ดีกว่าของเราค่ะ ฮือๆ แต่ถ้าใครไม่ได้เตรียมเสบียงมาก็ไม่ต้องกังวลค่ะ บนรถไฟเค้ามีขายด้วย

มาถึงก็ซื้อตั๋วรถไฟไป Fujikyu Railway กันต่อค่ะ คนละ 1,140 เยน ค่ะ

จ่ายเพิ่มอีกคนละ 400 เยน ก็จะได้นั่งรถไฟไปฟูจิเลยค่ะด้านขวาลายการ์ตูนจะเป็นรถไฟปกตินะคะ (แวะทุกสถานี) ส่วนด้านซ้ายสีแดงเป็นรถไฟแบบด่วนแบบที่เราซื้อตั๋วเพิ่ม

ถึงแล้วค่าาา อากาศเย็นมากกกก ต่างกับที่โตเกียวลิบลับเลยยย 555 จากนั้นซื้อตั๋วนั่งบัสค่ะ เป็นตั๋วแบบใช้ได้ 2 วัน คนละ 1,500 เยน แต่เราเป็นทริปไปเช้าเย็นกลับ (แอบเสียดาย) สามารถนั่งได้ทั้ง 3 สาย แต่ที่เที่ยวหลักจะอยู่สายสีแดงค่ะ

อย่าลืมหยิบแผนที่จาก information มาด้วยนะคะ จะได้ดูว่าป้ายไหนเป็นอะไร ส่วนใครที่เน้นมาถ่ายรูปฟูจิซังก็ดูในแมพเลยค่ะ ตรงไหนที่มีรูปภูเขาไฟแสดงว่าเห็นฟูจิชัดเจนค่ะ

เย่ๆ เห็นฟูจิซังแล้วววว ยิ่งใหญ่อลังการมากค่าาา เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นเวลามาดูภูเขาไฟฟูจิแล้วรู้สึกเหมือนได้พลังกลับไปปป วันนี้มีเมฆบังยอดเล็กน้อย ก็จินตนาการว่าเป็นหิมะแทนค่ะ 55555 เรานั่งรถบัสสายสีแดง มาลงป้าย 21 ก่อนเลยค่ะ แถวๆ Oshi Park เพราะกลัวฝนจะตกก่อน เดี๋ยวจะไม่เห็นฟูจิซัง ช่วงที่ไปดอกไม้ไม่ค่อยมีเลยค่ะ จะเป็นเขียวๆส่วนใหญ่ ต้องหามุมถ่าย

ป้ายหมายเลข 18 เป็นอีกป้ายที่เป็นจุดชมภูเขาไฟฟูจิค่ะ วิวตรงนี้ก็สวยมากเห็นทะเบสาบกว้างใหญ่เลยลมแรงมากด้วย 5555

หลังจากนั้นก็มาลงที่สถานี 11 ค่ะ แถวๆที่มีนั่งกระเช้า ตั้งใจจะมาทานชีสเค้กค่ะ แต่ตรงนี้มีร้านอาหารที่ขายโฮโต (Houtou) อยู่หลายร้าน ซึ่งเป็นเมนูท้องถิ่นของที่นี่ เลยขอทานคาวก่อนหวานนะค้าาา เราลองร้านที่ชื่อ Lake Side ค่ะโฮโตของเราราคา 1,500 เยนค่ะ อร่อยดีค่ะ ทานซุปแล้วสดชื่น เหมาะกับการทานช่วงอากาศเย็นๆแบบนี้ เส้นเค้าจะคล้ายๆอุด้ง แต่แบน และเหนียวกว่าค่ะส่วนอีกจานก็เป็นข้าวหน้าหมูทงคัตสึ อร่อยค่ะ กรอบ หอม 1,400 เยน

เสร็จแล้วก็มาต่อที่ร้านชีสเค้กค่ะขนมในตู้มีหลายอย่างมากกกก ใครมา เที่ยวโตเกียว พลาดไม่ได้เลยค่ะ แต่ตัวที่ฮิตๆจะเป็น No.1 และ 2 ค่ะ เราสั่งมาลองทั้ง 2 แบบ แบบแรกจะนุ่มๆ แบบสองจะเกรียมๆด้านบน ทั้งหมด 900 เยน รวมกาแฟแล้วด้วยยย คือซื้อเค้ก 1 ชิ้น จะได้กาแฟร้อนมาด้วย 1 แก้วค่ะ

ขากลับเรานั่งรถบัสที่จองไว้ กลับมาที่ชินจูกุค่ะ ถึงที่นี่เลทกว่าที่แจ้งไว้หน่อยเพราะรถติดค่ะ ต่างกับรถไฟที่ถึงตรงเวลาเป๊ะๆเลย แล้วก็เดินเล่นต่อ พร้อมกับหาข้าวมื้อเย็นกินค่ะ

เดินไปเดินมา มาเจอร้านนี้ค่า Nimura Shabu Shabu ชาบูเนื้อเกรดดี ราคาไม่แพงมากค่ะ มีเมนูภาษาไทยด้วย
ที่นี่เป็นแบบเซ็ทนะคะ เซ็ทนึงทานได้ 2 คนค่ะ มีทั้งชาบู สุกี้ วันนี้เราทานแบบสุกี้ค่ะ มีให้เลือก 3 แบบ
– ชุดสุกี้เนื้อวากิว 4,200 เยน
– ชุดสุกี้เนื้อวากิว เกรดดี 4,900 เยน
– ชุดสุกี้เนื้อวากิว เกรดพรีเมี่ยม 6,900 เยน
เราสั่งเซ็ทเกรดดีค่ะ และเพิ่มเนื้อวากิวธรรมดา 1 ที่ ราคา 3,000 เยนค่ะ

ตัวเนื้อวากิวแบบเกรดดีจะมีถั่วลันเตาวางไว้ด้านบนค่ะ เห็นลายเนื้อมั้ยค้าาาา เนื้อดีมากกกก แบบละลายเลยค่ะ ส่วนแบบธรรมดาก็เหมือนเนื้อเกรดดีๆตามร้านชาบูดีๆบ้านเราเลยค่ะ

ที่นี่พนักงานจะเอาผักไปผัดกับซุปให้เรา พร้อมกับลวกเนื้อให้เรานะคะ เรารอทานอย่างเดียว พอสุกได้ที่ก็มาจิ้มๆไข่ไก่ดิบแบบนี้เลยค่าาา ตามด้วยของหวานปิดท้ายค่ะ อยู่ในเซ็ทอยู่แล้ว เป็นไอติมและชาร้อนค่ะ

วันที่ 3 ของการ เที่ยวโตเกียว ตรงกับวันเสาร์ค่ะ เราออกจากที่พักประมาณ 8 โมงค่ะ โดยที่แรกที่เราจะไปคือ “ตลาดปลาซึกิจิ” เราเดินทางโดยนั่งรถไฟใต้ดินจาก Kuramae มาลงที่สถานี H10-Tsukiji โดย Hibiya Line (สายสีเทา) ออกทางออก 1 เดินตรงมาเรื่อยๆเลยค่ะ ไม่ไกลมาก ถ้าเดินมาเจอป้ายคุณลุงคนนี้ตามภาพ แปลว่ามาถูกแล้วนะคะ 55555 หรือใครอยากลงแล้วถึงเลย ก็ลงที่สถานี E18-Tsukijishijo โดย Oedo Line (สายสีชมพู) ได้เหมือนกันค่ะ

แต่ตอนนี้ตลาดปลาแห่งนี้กลายเป็นตำนานแล้วนะคะ เพราะตอนนี้ได้ปิดตัวลงแล้ว และย้ายไปที่ใหม่เมื่อต้นเดือน ตค ที่ผ่านมานี่เอง (ย้ายไปเป็นตลาดปลาโทโยสุ อยู่ในย่านโทโยสุ เขตโกโต) ถ้าใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ไป ขอให้จินตนาการตามรูปที่เราลงนะคะ เสมือนได้ไปเที่ยวด้วยตัวเองเลยค่ะ

ตลาดปลาซึกิจิถือว่าเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเช้ามืดราวๆตี4 ที่จะมีการเปิดตลาดขายปลาและอาหารทะเล รวมไปถึงการประมูลปลาทูน่าที่อยู่ด้านในสุดซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก แต่เราจะต้องทำการลงทะเบียนก่อนนะคะ ไม่ใช่ว่าใครก็จะเข้าไปได้ ส่วนถ้าใครไม่ได้ลงทะเบียนก็ไม่ต้องเสียใจค่ะ ช่วงหลัง 9 โมงเค้าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆเข้าไปดูกันได้ค่ะ

ถ้ามีโอกาสได้ไปตลาดปลาแห่งใหม่ เราจะมารีวิวให้ดูกันนะคะ

อันนี้จะเป็นตลาดโซนติดแอร์ค่ะ โดยตึกนี้จะมีทั้งหมด 3 ชั้น แต่เราจะเข้าได้แค่ชั้น 1 กับชั้น 3 นะคะชั้น 1 ก็จะมีอาหารทะเลสดๆให้เราเลือกเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ทั้งที่ยังเป็นๆ และแบบที่ตายแล้วแต่สดมากๆๆๆๆๆเราสามารถสั่งกุ้งหอยปูปลาสดๆขึ้นมานั่งทานชั้น 3 ได้นะคะ จริงๆมีโซน outdoor ด้วย อารมณ์ rooftop แต่ตอนนั้นร้อนมากกก เลยไม่ได้ถ่ายมาค่ะ เลือกนั่งได้เลยตามสบายค่ะ

หลังจากเดินเล่นในตลาดเสร็จ เราก็เตรียมจะไปที่อื่นต่อ แต่ก่อนที่จะไปขอแวะวัดซึกิจิก่อน หลายๆคนอาจจะดูไม่ออกนะคะว่านี่คือวัดหรอ เพราะวัดสึกิจิ เป็นวัดในศาสนาพุทธ นิกายสุขาวดี ออกแบบโดยอิโต ชูตะ ศาสตราจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว (แห่งชาติ) ตัวอาคารปัจจุบันสร้างแล้วเสร็จในปี 1934 ภายนอกอาคารหลักเป็นการสร้างด้วยหินตามแบบสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาโบราณของอินเดีย แต่การตกแต่งภายในนั้นเป็นแบบเคร่งขรึมตามแบบวัดนิกายสุขาวดีดั้งเดิม ในปี 2014 ตัวอาคารหลักและรั้วหินโดยรอบรวมถึงประตูหลัก ประตูทิศเหนือและประตูทิศใต้ ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศค่ะ

หลังจากที่ไปตลาดปลาแล้ว เราก็มาที่กินซ่าค่ะ จริงๆสองที่นี้ใกล้กันมากๆนะคะ เดินมาได้ แต่ว่าเราขี้เกียจค่ะ 555 เลยนั่งรถไฟใต้ดินมาลงสถานี H-08 Ginza โดย Hibiya Line (สายสีเทา) ค่ะ หรือถ้าเกิดมีใครมาจากสายสีแดง ก็ลงที่สถานี M-16 Ginza แล้วก็สายสีส้ม G-09 Ginza ก็ได้เช่นกันค่ะเราเดินมาออกที่ห้าง Wako เลยค่ะ เพื่อที่จะมาถ่ายรูปหอนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์ของห้างแบบนี้

ย่านกินซ่าถือว่าเป็นย่าน Hi-end นะคะ เป็นย่านที่คนโตเกียวชอบที่จะใช้เวลาช้อปปิ้ง ทานข้าว ทานขนม เพราะเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านสวยๆ คาเฟ่ ร้านอาหาร บาร์ ที่ล้วนตกแต่งอย่างหรูหรา ตึกทั้งหลายก็ออกแบบได้สวยงามแบบไม่มีใครยอมใครเลยค่ะ

ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ตอนบ่ายเค้าก็จะปิดถนนไม่ให้รถเข้ามา มีกางร่ม จัดเก้าอี้ให้เรามานั่งเล่นกลางถนนแบบนี้ด้วยนะคะ คิ๊วท์มาก ถ่ายรูปสวยมากค่ะมุมนี้ อยากให้ทุกคนได้มาถ่ายรูปสวยๆบ้าง

สาวๆคนไหนที่ได้มาญี่ปุ่นก็ต้องห้ามพลาดนี่เลยนะคะ ที่ SHISEIDO THE GINZA ส่วนตึกข้างๆสีแดงๆก็จะเป็นคาเฟ่ของทางแบรนด์ค่ะแต่แนะนำว่าให้ไปเดินดูเล่นๆนะคะ ถ้าจะซื้อจริงๆแนะนำให้ซื้อในห้างที่มีหลายๆแบรนด์รวมกัน เพราะเราต้องซื้อของเกิน 5,000 เยน ถึงจะได้สินค้าราคาปลอดภาษีนะคะ บางทีเราอยากได้ของแบรนด์อื่นด้วย แต่มันไม่ถึง 5,000 เยน เราก็ต้องจ่ายในราคารวมภาษี เพราะฉะนั้นวางแผนช้อปปิ้งดีๆนะคะ ^^

ก่อนที่จะไปที่อื่นต่อ เราแวะซื้อ “อันปัง” ของที่ร้าน GINZA KIMURAYA กันก่อนค่ะ ร้านนี้เปิดมานานมากๆ เจ้าอันปังเนี่ยก็คือขนมปังไส้ถั่วแดงที่คิมุรายะ ยาสึเบ เป็นผู้คิดค้นทำขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1847 คือคิมุรายะเนี่ยเคยเป็นเหมือนซามูไร แต่ช่วงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการปลดซามูไร ทำให้คิมุรายะหันมาทำขนมปังนี้ขึ้นมานั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันนี้เค้ามีให้เลือกหลายรสชาตินะคะ ไม่ได้มีแต่ถั่วแดง (ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์) คือปกติเราเป็นคนไม่ชอบกินพวกถั่วนะคะ เลยสั่งไส้ครีมๆมาลองทาน ตัวแป้งขนมปังต้องบอกเลยว่าอร่อยมากค่ะ นุ่ม หอม อาจจะเพราะยังร้อนๆอยู่ด้วย เต็ม 5 ให้ 4 ค่ะ เพราะมีไส้ที่เราทานได้ไม่เยอะมาก

ด้านบนเป็นคาเฟ่นะคะ สามารถขึ้นไปนั่งและสั่งอันปังทานได้เช่นเดียวกัน หรือถ้าใครจะซื้อไปฝากเค้าก็มีเป็นถุงๆวางขายอยู่หน้าร้านเช่นกันค่ะ

หลังจากซื้ออันปัง เราก็นั่งรถใต้ดินมายังสถานี M-17 Tokyo โดย Marunouchi Line (สายสีแดง) จริงๆแล้วก็ใกล้กันอีกเช่นเคยเพราะนั่งมาแค่สถานีเดียว 555 แต่ว่าเราซื้อตั๋วแบบเหมามาแล้ว ก็ไม่ต้องเดินให้เมื่อยนะคะ ใช้ให้คุ้ม เราออกมาตรงทางออกที่ 1 และมุ่งหน้ามาที่นี่เลยค่ะ “Kitte Department Store” ชั้น 6 ของที่นี่จะเป็นเหมือน Rooftop Garden ที่สามารถมองเห็นวิวสถานีโตเกียวแบบอลังการงานสร้างมาก ที่สำคัญคือฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเลยค่ะตัวตึก Kitte นี่ถ้าสังเกตดีๆจะมีรูปทรงคล้ายเค้กที่ตัดเป็นชิ้นๆเลยค่ะ สวยมาก ภายในอาคารโปร่งและรับแสงธรรมชาติได้ดีเลยค่ะ ไม่ร้อนด้วยนะ

ชั้น Rooftop มองเห็นสถานีโตเกียวชัดเลยค่ะ สวยงามอลังการมาก เห็นรถไฟชินคันเซ็นวิ่งเข้าวิ่งออกหลายขบวนเลยค่ะ คนญี่ปุ่นเองก็จะชอบพาเด็กเล็กๆขึ้นมาดูชินคันเซ็นกันบนนี้ค่ะ เด็กๆเพียบเลยยย

เสร็จแล้วเราก็มาทานมื้อกลางวันกันต่อที่ Ramen Street ค่ะ อยู่ใต้สถานีโตเกียวนี่เอง ซึ่งที่นี่เค้าได้รวมร้านราเมนทั้ง 8 ร้านชื่อดังในโตเกียวมาไว้ที่นี่ที่เดียวเลยค่ะ ไม่ต้องไปตระเวนหา

วันนี้เราลองทานร้าน Hirogao ค่ะ คนต่อแถวเยอะพอสมควร ที่นี่เป็นราเมนสไตล์ซุปเกลือ ก่อนไปต่อแถวก็้ไปกดออเดอร์ที่ตู้ก่อนนะคะ แล้วค่อยมาต่อแถว สำหรับมื้อนี้เราสั่งตัวซิกเนเจอร์ของร้านคือ Shio ramen ราคา 930 เยน ถือว่าใช้ได้ค่ะ ซุปมาร้อนแบบกำลังดี เส้นนุ่ม หน่อไม้ไม่มีกลิ่นฉุน เต็ม 5 ให้ 3.5 ส่วนอีกชามเป็น Tsukemen ค่ะ 1,130 เยน เส้นให้มาเยอะมากกกกก ส่วนหมูในซุปก้ค่อนข้างเยอะค่ะ เอาไป 4 คะแนนค่ะ

นอกจาก Ramen Street แล้ว ใต้สถานียังมี Character Street และส่วนที่เป็น Gallery ด้วยค่ะ

เสร็จแล้วเราก็ลองเดินจากสถานีโตเกียวมา Imperial Palace ดูค่ะ เห็นเค้ารีวิวว่าเดินได้ ก็เลยลอง โอ้โหหหห คุณพระ ไกลมากกกกก มาถึงได้แค่ตรงนี้ค่ะ เดินต่อไม่ไหว ท้อแท้มาก เพราะช่วงที่ไปอากาศร้อน เดินไม่ค่อยชิว เลยถอนตัวมูฟไปที่อื่นดีกว่า แหะๆ แนะนำใครที่จะไปขอให้นั่งรถไฟไปนะคะ

ที่ต่อไปที่เราจะไปคือ Aqua Park ค่ะ เราก็นั่งรถไฟ JR ที่สถานีโตเกียวมาลงที่สถานี Shinagawa โดย Yamanote Line ค่ะ อันนี้เราซื้อตั๋วเพิ่มเพราะเรามีแต่บัตรรถไฟใต้ดินเหมา ชม นะคะ เพราะเราแพลนแล้วว่าที่เที่ยวที่เราจะไปส่วนใหญ่นั่งใต้ดินได้ และคำนวณแล้วว่าคุ้มค่ะ สำหรับค่าตั๋วก็คนละ 170 เยนค่ะ

พอออกจากสถานีไปทางโรงแรม wings นะคะ ตรงมาเรื่อยๆก็จะเจอป้ายเขียนว่า Maxell Agua Park ค่ะส่วนตั๋วค่าเข้าถ้าซื้อที่ญี่ปุ่นก็คนละ 2,200 เยนนะคะ แต่ว่าเราซื้อจากไทยผ่าน Traveloka เลยเอา voucher ไปแลกตั๋วมาน่ารักมาก เราได้ลายเพนกวินกับฉลามค่ะ

โซนนี้สวยมากกกกก เป็นโซนโชว์แมงกระพรุนชนิดต่างๆ พร้อมจัดแสงสีอย่างสวยงาม สีจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะคะ ภายในห้องตกแต่งด้วยกระจกเงา เข้าไปแล้วเหมือนมีดาวสีๆอยู่รอบตัวเลยค่ะ

โซนนี้ก็จะโชว์ปลาต่างๆ มีหลายชนิดมาก มีพวกข้อมูลปลาให้อ่านด้วยนะคะ แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนเลย 5555 มีอุโมงค์ปลาด้วย พี่หลามและพี่เบนเยอะมากกกกก ตัวใหญ่ๆทั้งนั้นเลยค่ะ

อันนี้คือไฮไลท์ของที่นี่เลยค่าาาา นั่นคือโชว์โลมาประกอบแสงสีเสียง เราชอบอันนี้มาก คือทุกอย่างมันดูเข้ากันหมด ไม่ว่าจะจังหวะของโลมา เพลง แสง น้ำพุ คือดีมากๆเลยค่ะ ถ้ามาดูรอบหลัง 6 โมงเย็น ก็จะเห็นแสงสีที่เค้าจัดไว้อย่างสวยงามนะคะ เราแนะนำเลยห้ามพลาด แต่ถ้าอยากดูใกล้ๆก็ต้องระวังเปียกนะคะ 55555

 

หลังจากดูโชว์เสร็จเราก็ไปชิบูย่าต่อค่ะ คนเยอะมากค่าาาา เรานั่ง JR มาลงที่นี่เลยค่ะง่ายดีย่านชิบูย่าก็เป็นย่านช้อปปิ้ง กิน เที่ยวอีกย่านที่ไม่ควรพลาดนะคะ ถึงไม่มาซื้ออะไรก็ขอแนะนำให้ลองมาเดินข้ามแยกซักครั้งนึงค่ะ แล้วก็ไปช้อปปิ้งต่อ ไม่รอแล้วน้าาาาา

วันที่ 4 เราออกจากที่พักแต่เช้าเช่นเคย ประมาณ 8 โมงค่ะ ที่แรกที่ไปคือศาลเจ้าเมจิ เดินทางโดยรถไฟใต้ดินเช่นเคย จากสถานี Kurame มาลงที่สถานี E02 : Higashi-Shinjuku เพื่อมาเปลี่ยนเป็น Fukutoshin สายสีน้ำตาล ไปลงยังจุดหมายปลายทางของเราคือสถานี F15 : Meiji-jingumae ค่ะ ใช้เวลาเดินทางรวมๆเกือบครึ่ง ชม. แต่ว่านั่งสบายค่ะเพราะเป็นวันอาทิตย์ ขบวนค่อนข้างโล่ง ออกจากสถานีมาเดินตามทางเรื่อยๆ จะเจอสะพานแบบในรูปก็คือถึงศาลเจ้าเมจิแล้วค่ะ ส่วนฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นถนนโอโมเตะซานโดะแล้ว แต่ว่าตอนเช้าเราขอไปไหว้พระกันก่อนละกันนะคะ ส่วนใครที่มาแต่เช้าไม่ต้องกลัวหิวนะคะ ตรงหน้าศาลเจ้าเค้ามีร้านกาแฟเปิดแต่เช้าให้หาอะไรทานรองท้องกันด้วยนะคะ (เรามาเมื่อหลายปีที่แล้วยังไม่มีเลยค่ะ ร้านสวยดี) ส่วนเรากับสามีก็ซื้อทานจากมินิมาร์ทมาเรียบร้อยเช่นเคย

ศาลเจ้าเมจิ(Meiji Jingu) เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต เพื่ออุทิศถวายแด่ดวงวิญญาณของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ และสมเด็จพระจักรพรรดินีโชเก็ง พระพันปีหลวง ราชวงศ์เมจิที่ครองราชย์ ในสมัยปี 1867-1912 ตั้งอยู่ในเขตชิบุยะ กรุงโตเกียว หลังจากที่พระจักรพรรดิ์เมจิสิ้นพระชนม์ ผู้คนในโตเกียวนั้นต่างเรียงร้องที่อยากจะสร้างศาลเจ้าเพื่อใช้สักการะพระจักรพรรดิ์เมจิ การลงมือก่อสร้างนั้นเริ่มในปี 1915 จนถึงปี 1920 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 5 ปี จากพื้นที่รกร้างก็ได้มีการนำต้นไม้ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั่วประเทศญี่ปุ่น คาบสมุทรเกาหลี ไต้หวัน มาช่วยกันปลูกต้นไม้รวมประมาณ 120,000 ต้น ผลรับที่ได้ในหลายร้อยปีต่อมาคือ พื้นที่สีเขียวที่สวยงามจนผู้คนมากมายต่างหลงรักค่ะ

เมื่อมาถึงเราจะเจอกับ “เสาโทริอิ” ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตแดนระหว่างมนุษย์และเทพเจ้าตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้าเลยค่ะ โดยก่อนเข้าไปเราควรโค้งคำนับก่อนนะคะ แล้วเดินชิดซ้ายหรือขวา เพราะตรงกลางคนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเป็นทางเดินของเทพเจ้าค่ะ เมื่อเข้ามาข้างในแล้วเราจะรู้สึกได้ถึงความสงบเลยค่ะ แตกต่างจากตอนที่ขึ้นมาสถานีเลย ถึงแม้ว่าทางเดินจะค่อนข้างไกล แต่เราเชื่อว่าทุกคนที่ได้เข้ามาเดินต้องชอบค่ะ รู้สึกสบายใจ เข้ามาก็จะเจอกับถังสาเกเรียงกันแบบนี้ค่ะ หลายๆคนหยุดแวะถ่ายรูปตรงนี้

ก่อนจะเข้าไปก็เช่นเคยนะคะ ทำการชำระร่างกายและจิตใจ

วันนี้เรามาตอนที่เค้ากำลังจัดพิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่นกันอยู่พอดีเลยค่ะถือว่าโชคดีมากๆเลยแล้วเราก็ขึ้นไปไหว้เทพเจ้าข้างบนค่ะหรือถ้าใครอยากเขียนขอพรก็จะมีให้ตรงนี้นะคะมีทั้งแบบไม้และแบบกระดาษแล้วแต่ชอบเลยค่ะ

ภายในบริเวณศาลเจ้าคือเขียวมากกก เราชอบมากๆค่ะพอเสร็จจากศาลเจ้าเมจิแล้ว ก็แล้วแต่เพื่อนๆเลยนะคะว่าจะไปเดินเล่นที่ไหนก่อน ระหว่างถนนโอโมเตะซานโดะ หรือจะ Cat Street หรือจะไปเดินถนนทาเคชิตะก่อนค่ะ เพราะว่าทั้งหมดนี่คือเดินถึงกันหมด เป็นถนนที่ตัดกันไปตัดกันมาค่ะ

แต่เราเลือกที่จะมาเดินถนนทาเคชิตะกันก่อนค่ะ ซึ่งเป็นเหมือนแลนด์มาร์คของฮาราจูกุเลย ก็คือเราข้ามสะพานตรงทางเข้าศาลเจ้ามาแล้วเลี้ยวซ้าย เหมือนจะเดินไปสถานีอ่าค่ะ ก็จะเจอถนนนี้ มีป้ายเบ้อเร่อเลย แล้วก็คนเดินเยอะมากๆๆๆๆด้วย

เดินไปเดินมามาเจอนี่ค่ะ ร้าน Zaku Zaku คือคนต่อแถวเยอะมากกกกก แล้วเราเห็นคนถือออกมาน่ากินมากกกก เลยยอมต่อแถวรอหน่อย แต่ไม่นานมากนะคะ เราสั่งไอติมแบบโคนค่ะ เป็นไอติม Soft Cream ข้างๆโรยกรอบๆ อร่อยมากกกก ชอบมากเลยค่ะ แต่ว่าไอติมละลายเร็วมากกก เพราะอากาศค่อนข้างร้อน ราคาโคนละ 450 เยน ส่วนที่ร้านเค้ามี Croquant Chou ด้วยนะคะ อารมณ์เหมือนชูครีมอ่าค่ะ แต่ว่าเราไม่ได้ลองทาน

พอเดินตรงมาสุดถนนทาเคชิตะ ตรงข้ามถนนมาเลยก็จะเข้าเขต Cat Street แล้วค่ะ เสื้อผ้าชิคๆวัยรุ่นเพียบเลย แล้วถนนก็สะอาดสะอ้านมาก น่าเดินมากค่ะแม้อากาศจะร้อน ที่นี่มีร้านรองเท้าผ้าใบหลายร้านเลยนะคะ ใครหาอยู่ก็แนะนำให้ลองมาเดินดูค่ะ มีทั้งมือ1 มือ2

อันนี้คือ Cat Street อีกฝั่งนะคะ คือ Cat Street เนี่ยจะตัดกับถนนโอโมเตะซานโดะ อันนี้คือเราข้ามมาอีกฝั่งก่อนเลยค่ะ ก่อนจะกลับมาเดินเล่นที่โอโมเตะ

ร้าน Luke’s Lobster นี่คนเยอะมากกกก เค้าบอกว่าเป็นร้านดัง แต่เรารอไม่ไหว คนเยอะเกินไปปป ส่วนร้านชาไข่มุก Gong cha ก็คนเยอะเหลือเกินนน แถวยาวแบบมากๆๆๆๆ ใครเคยทานสองร้านนี้ช่วยบอกทีนะคะว่าอร่อยมั้ย

แล้วเราก็เดินทะลุๆกลับมาที่ถนนโอโมเตะซานโดะค่าาาาาเป็นถนนเส้นใหญ่ที่ตัดกับ Cat Street ค่ะ มีสินค้า Hi-end ต่างๆ แบรนด์เท่ห์ๆ ดีไซน์เก๋ๆมากมายรวมอยู่บนถนนเส้นนี้

แล้วเราก็เดินมาทางต้นถนนโอโมเตะค่ะ เดินเล่นไปเรื่อยๆมาเจอร้านนี้ “Kyoto Style Beef” เป็นร้านทงคัตสึเนื้อวากิวค่ะ เราเดินผ่านดูเมนูน่าทานมากเลยค่ะร้านจะอยู่ใต้ดินลงไปชั้นนึงนะคะคนต่อแถวเยอะเหมือนกันเข้าไปมีแต่คนญี่ปุ่นทานค่ะ

อันนี้จะเป็นวากิวแบบธรรมดาค่ะ คือน่าทานมากกกกก เนื้อก็นุ่มค่ะ ข้างนอกกรอบ หอม คุ้มค่ามากๆค่ะ

ส่วนซอสเค้าจะมีให้ลองทั้งหมด 5 แบบนะคะ มีแบบ wasabi soy sauce / worcester sauce / ไข่ลวก / เกลือพริกไท / curry sauce เลือกแล้วแต่ความชอบเลยค่ะ

ส่วนอันนี้เป็นเนื้อแบบพรีเมี่ยมขึ้นมาระดับนึงค่ะ อันนี้นุ่มมากกกก ละลายในปากเลยค่ะ ถ้าได้ไปอีกเราก็จะกลับไปทานอีกค่ะ อร่อยมาก สายเนื้อต้องจัดดด

หลังจากนั้นเราก็มูฟไปที่รปปงหงิค่ะ นั่งจากสถานี C03 : Meiji-jingumae สายสีเขียว (Chiyoda Line) มาลงสถานี C08 : Katsumigaseki เพื่อเปลี่ยนไปสายสีเทา (Hibiya Line) ไปลงสถานี H04 : Roppongi ค่ะ

ออกจากสถานีมาก็จะเจอลานโล่งๆแบบนี้ มีแมงมุมเป็นแลนด์มาร์ค ลานนี้เย็นมากค่ะเพราะเค้ามีปล่อยไอน้ำออกมาตลอด

และนี่คือจุดไฮไลท์ที่เราจะมาค่ะ คือ Mori Art Museum Tokyo City View เราว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวที่เวิร์คที่สุดสำหรับเราค่ะ โดยซื้อตั๋วราคาคนละ 1,800 เยน ราคานี้สามารถเข้าจุดชมวิว และนิทรรศการที่จะหมุนเวียนไปเรื่อยๆได้นะคะ แต่ถ้าเกิดใครอยากชมวิวที่สูงขึ้นไปอีกก็เสียค่าเข้าเพิ่มค่ะ น่าจะคนละ 500 เยนนะคะ

และนี่คือวิวที่เราเห็นค่าาา เห็นทั้งโตเกียวทาวเวอร์ โตเกียวสกายทรี(แบบไกลๆ)รวมไปถึงภูเขาไฟฟูจิด้วยยยยย โอ้โหหหห มาที่เดียวเห็นครบทุกจุดสำคัญๆเลยนะคะ มุมนี้มีคนตั้งกล้องเยอะมากกก รอถ่ายรูปช่วงพระอาทิตย์ตกค่ะ

ส่วนอันนี้จะเป็นส่วนนิทรรศการแล้วค่ะ วันนี้เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นค่ะ ภายในเค้าห้ามถ่ายรูปนะคะ แต่เข้าไปถึงกับร้องโอ้โหเลยค่ะ ตัวนิทรรศการดีมากถึงมากที่สุด ถ้าใครสนใจลองเปิดเช็คในเว็บก็ได้ค่ะว่าช่วงไหนมีนิทรรศการเรื่องอะไรบ้าง ดีมากๆเลยค่ะ

เสร็จจากรปปงหงิ เราก็กลับมาที่ชิบูย่าต่อค่ะ แต่ว่ามาญี่ปุ่นนี่ยังไม่ได้ลองทานข้าวหน้าปลาไหลแบบแท้ๆเลย จะไปร้านดังก็ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมที่แพลนไว้ เราเลยลองเสิร์ชหาร้าน Top 10 ในโตเกียวดูค่ะว่ามีร้านไหนบ้าง จริงๆในชิบูย่ามีร้านข้าวหน้าปลาไหลที่ติดอันดับอยู่ด้วยนะคะ แต่ว่าเราเดินไปแล้วร้านปิด TT (ร้านส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์ค่ะ) เราเลยลองหาร้าน Top 5 ในชิบูย่าดูอีกครั้งค่ะ เจอร้าน Unagi Toku ที่วันอาทิตย์ไม่ปิดแน่ๆ เพราะร้านอยู่ในห้างค่ะ 555555

ร้าน Unagi Toku อยู่ในห้าง Shibuya Hikarie ชั้น 6 นะคะ ภายในร้านตกแต่งเรียบหรูสไตล์ญี่ปุ่น ตอนเราไปถึงคนเริ่มน้อยแล้วนะคะเพราะว่าเกือบ 3 ทุ่มแล้ว (เสียเวลาเดินหาร้านอื่นก่อนหน้านี้ไปค่ะ)ที่สำคัญตอนนี้มาเปิดในไทยแล้วด้วยนะคะ ใครอยากลองไปลองได้ที่ ICONSIAMเลยค่ะ

ร้านนี้อาจจะไม่ออริจินัลมาก แต่ว่าเค้าใช้เนื้อปลาสดๆแท้นะคะ ไม่ใช่แบบบ้านเราที่เป็นเนื้อฟรีซมา ถ้าใครเป็นคอข้าวหน้าปลาไหลก็จะรู้ว่าจริงๆแล้วขั้นตอนในการทำค่อนข้างยาก และในไทยมีไม่กี่ร้านที่ทำจากเนื้อปลาสดจริงๆด้านซ้ายเป็นแบบธรรมดานะคะ สั่งแบบที่มีซุปกามาด้วย ส่วนด้านขวาเป็นแบบพิเศษก็จะได้ปลาเยอะกว่าแบบแรกค่ะ

ส่วนวิธีทาน เค้าให้เราแบ่งข้าวออกเป็น 4 ส่วนค่ะ ส่วนแรกตักมาทานเปล่าๆไม่ใส่อะไร ส่วนที่ 2 ให้ลองทานแบบใส่ต้นหอมญี่ปุ่น ส่วนที่ 3 ให้ลองทานแบบใส่ต้นหอมนิดๆแล้วเติมน้ำซุป ส่วนที่ 4 ให้ทานแบบที่เราชอบค่ะ

หลังจากทานอิ่ม เราก็ไปเดินเล่นต่อกันอีกนิดหน่อย พอ 4 ทุ่มร้านก็เริ่มทยอยๆปิดแล้วค่ะ

วันที่ 5 เราพามาบุกโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์ค่าาา ใครไปโตเกียวต้องห้ามพลาด ไปให้ได้ซักครั้งในชีวิตเลยนะคะ

วันนี้เป็นวันที่เราตั้งใจตื่นเช้ามากๆๆๆเลยค่ะ ถ้าจำไม่ผิดเราตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาอาบน้ำเตรียมของ ตั้งใจจะไปถึงที่ดิสนี่ย์ไม่เกิน 8 โมง (กลัวคนเยอะแล้วจะเล่นไม่คุ้ม 5555) เราออกจากที่พัก เดินทางจากสถานี A17 : Kuramae โดยครั้งนี้เดินทางโดย Asakusa Line (สายสีส้มๆแดงๆ) ไปลงที่สถานี A14 : Ningyocho เพื่อเปลี่ยนไปใช้ Hibiya Line (สายสีเทา) และไปลงยังสถานี H11 : Hatchobori ค่ะ

เมื่อเราถึงที่สถานี Hatchobori เราก็เปลี่ยนไปใช้ JR Line ไปถึงที่นั่นไม่ต้องกลัวหลงหรืองงนะคะ เพราะเค้าจะมีป้าย Access to Disney Resort แบบนี้ติดไว้แถวๆที่ซื้อตั๋วเลยค่ะ ก็ทำการซื้อตั๋วโลด คนละ 220 เยน โดยจุดหมายปลายทางของเราก็คือสถานี Maihama ค่ะ

เมื่อมาถึงสถานี Maihama ก็จะมีป้ายเขียนบอกทางออd Tokyo Disney Resort เลยค่ะ ตามป้ายไปเลยนี่ขนาดมาแต่เช้านะคะ แล้วยังเป็นวันจันทร์ด้วย คนยังเยอะมากๆ แต่ว่าโชคดีที่เราไม่ต้องไปเสียเวลาต่อแถวซื้อตั๋วอีก เพราะว่าเราซื้อมาจากที่ไทยแล้ว ผ่าน Traveloka ค่ะ เราปริ๊นท์ตั๋วมากจากที่ไทยเลย แต่ถ้าเกิดใครอยากได้ตั๋วจริงเก็บเป็นที่ระลึก ก็สามารถนำตั๋วที่เราปริ๊นท์มาไปยื่นที่เคาน์เตอร์แล้วแลกซื้อตั๋วจริงเพิ่มอีกคนละประมาณ 400 เยนค่ะ

การมาดิสนี่ย์ครั้งนี้เราวางแผนมาอย่างดีมากว่าเราอยากเล่นเครื่องเล่นไหน แล้วต้องไปโซนไหนก่อน โซนแรกที่เราไปก็คือโซนทูมอร์โรว์แลนด์ค่ะ (เข้ามาก็เจอเลย) เมื่อไปถึงอย่างแรกเลย คือเราไปกด fastpass ของ Buzz Lightyear ก่อนเลยค่ะ กลัวไม่ได้เล่น ข้อดีของ fastpass ก็คือมันเป็นตั๋วแบบด่วนค่ะ เราไม่ต้องไปต่อคิวรอนานๆ แค่เราไปในช่วงเวลาที่ตั๋วบอกไว้ เข้าช่อง fastpass ก็เล่นได้เลย (แต่บางเครื่องเล่นก็ต้องรอนะคะ แต่ไม่นานเท่าไปต่อคิวปกติแน่ๆ) ซึ่งตู้กดมันจะหน้าตาเหมือนหุ่นยนต์สีแดงๆแบบนี้นะคะ จะตั้งอยู่ใกล้ๆบริเวณเครื่องเล่นนั้นๆ แค่สแกน QR Code ที่เครื่อง ก็จะได้ตั๋ว fastpass ออกมา ซึ่งปกติแล้วการกด fastpass ในแต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 2 ชม. นะคะ อย่างของเรามันก็จะขึ้นว่าช่วงที่เข้าไปเล่นได้คือ 9:30-10:30 และช่วงเวลาที่จะสามารถกด fastpass ครั้งต่อไปได้คือ 9:30 ค่ะ

หลังจากนั้นเราก็ลองเช็คเวลาในการรอเครื่องเล่นในโซนนี้ก่อนค่ะว่าอันไหนที่ไ่ม่ต้องรอคิวนานๆบ้าง ซึ่งเราเช็คจากในแอพ TRDAlert (หรือเพื่อนๆลองเสิร์ชหาชื่อแอพว่า TDR wait times อะไรประมาณนี้ก็ได้นะคะ ดูว่าแอพไหนเราใช้ง่ายสุด)หลังจากเช็คก็พบว่า Star Tours รอแค่ 5 นาทีค่ะ ก็เลยดิ่งไปเล่นโลดดดดด

คือเครื่องเล่นแต่ละเครื่องใช้เวลาเล่นไม่นานค่ะ ประมาณ 10 นาทีได้มั้ง 55555 (แต่ว่ามันคุ้มค่ากับการต่อคิวมากเลยนะคะ) พอออกมาจาก Star Tour ยังพอมีเวลาเล่นเครื่องเล่นอีกอย่างก่อนที่จะไปเล่น Buzz Lightyear เลยเช็คว่า Space Mountain รอประมาณ 20 นาที (คือแค่ช่วงเวลาแป้บเดียวเท่านั้น ก่อนเข้า Star tour ยังรอแค่ 10 นาทีเอง) ก็โอเคมาต่อคิวค่ะ เพราะ Buzz เล่นได้ถึง 10:30

แต่ก่อนจะเล่น เราไปกด fastpass ของ Monster Inc รอไว้ก่อนค่ะ เพราะถึงเวลาที่กดได้แล้ว เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา 55555 ซึ่งได้เล่นอีกทีก็ตอนเที่ยงๆเลยค่ะ แล้วค่อยมาต่อคิว Space Mountain นี้ก็มันส์ค่ะ เป็นรถไฟแบบมืดๆ ลุ้นดีค่ะ 55555

และแล้วก็ถึงเวลาของ Buzz Lightyear ค่ะ อันนี้คือน่ารักมากกกกก มันจะเป็นเครื่องเล่นแบบยิงปืนเลเซอร์ไปตามจุดต่างๆสะสมคะแนน แต่คือเค้าทำดีมากจริงๆ น่ารักกกก (ส่วนตัวเราชอบ Toy Story อยู่แล้วค่ะ)

แล้วเราก็ออกมาเติมพลังค่ะ เพราะแต่เช้าเรายังไม่ได้ทานอะไรกันเลย (เช้าจัดทานไม่ลง) คือเราอ่ะซื้อพวกข้าวปั้น กาแฟ ไรงี้มาจากมินิมาร์ทอยู่แล้ว กะทานตอนเช้า เราก็เลยลองซื้อเซ็ทพัฟซีฟู้ดมาแบ่งกันทานค่ะ คือต้องบอกก่อนว่าอาหารของแต่ละโซนเค้าจะไม่เหมือนกันนะคะ บางโซนก็จะเป็นไก่ทอด เบอเกอร์ ไรงี้ค่ะ รสชาติถือว่าโอเคค่ะ ทานได้ ราคาก็สูงนิดนึงตามปกติของสวนสนุก

หลังจากทานข้าวเสร็จเวลาก็ยังเหลือค่ะ เลยเปิดแอพเช็คโซนคริตเตอร์คันทรีค่ะ ว่ามีตัวไหนรอไม่นานบ้าง ก็เลยตัดสินใจว่าจะไปกด fastpass ของ Big Thunder Mountain ก่อน (เรากดได้อีกทีตอน 11.30) แล้วไปต่อคิวรอเล่น Splash Mountain เพราะใช้เวลารอน้อยกว่า

ระหว่างที่เดินไป ก็เห็นเค้ากั้นทางเดินสำหรับพาเหรด แต่อันนี้ยังไม่ใช่พาเหรดกลางวันของดิสนี่ย์นะคะ แต่เป็นพาเหรดพิเศษ เนื่องจากใกล้ครบรอบ 35 ปีของที่นี่ ดังนั้นงานฮาโลวีนในปีนี้จึงเพิ่มความยิ่งใหญ่อลังการเข้าไปอีกค่ะ คือเป็นพาเหรดผีที่น่ารักมากกกกก ถึงกับต้องหยุดดูค่ะ นักแสดงทุกคนแสดงได้พร้อมเพียงมากๆ

ดูพาเหรดเสร็จก็มากด fastpass ของ Big Thunder Mountain ต่อค่ะ แล้วก็ไปต่อแถวเล่น Splash Mountain คือเหมือนจะไม่สูงนะคะ แต่ว่าระดับความชันนี่เรียกเสียงกรี้ดได้สบายๆเลยค่ะ มันส์มาก ระหว่างที่เล่นเค้าจะแอบถ่ายรูปเราไว้ด้วยนะคะ ตอนขาออกเราสามารถเลือกรูปแล้วเอา QR Code แบบนี้ไปซื้อรูปตรงทางออกไว้เป็นที่ระลึกได้ด้วยค่ะ

เล่นจนเหนื่อยหมดแรง ก็ยังไม่ถึงเวลาเล่น Monster Inc ค่ะ เลยมาเล่นม้าหมุนรอ เป็นการนั่งพักไปในตัว ^^” (อยู่ในโซนแฟนตาซีแลนด์นะคะ) ตรงนั้นมีดัมโบ้ด้วยนะคะ

ยังไม่ถึงเวลา Monster Inc อีก เราเลยลองเปิดแอพเช็คดูว่าโซนแฟนซีมีอะไรที่เล่นได้เลยไม่ต้องรอคิวบ้าง ก็มาเจอ It’s a small World คือจริงๆก็ไม่ใช่ว่าไม่ต้องรอคิวนะคะ แต่ว่าเค้าปิดรับ fastpass แล้ว แล้วเหมือนปล่อยคนไหลๆเข้ามาเล่นเรื่อยๆ ก็เลยรอไม่นานค่ะประมาณ 20 นาที (ก่อนหน้าที่เราจะมาต่อคิวเล่น เราเห็นในแอพให้รอ 50 นาที) ตอนแรกก็คิดว่ามันคงเหมาะกับเด็กเล็กมากๆๆๆๆๆ เราคงเล่นไม่สนุก แต่พอเข้าไปเล่นจริงๆคือมันน่ารักมากค่ะ คือดีมากกกก ทุกอย่างเพอร์เฟค เข้าไปแล้วเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปตอนที่ยังเป็นเด็กๆ มีตัวการ์ตูนจากหลายๆเรื่องที่เคยดูโผล่มาให้เห็นตลอด เพลงก็เพราะ คือดูไปยิ้มไปค่ะ ดีมากๆ ขนาดสามีเราแบบแมนๆนี่ยังบอกว่าดีเลย

และแล้วก็ถึงเวลาของ Monster Inc ที่รอคอยค่าาาาาา คือมันจะเป็นเกมใช้ไฟฉายส่องไปที่ตัวละครนะคะ คือน่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เหมือนหลุดออกมาจากในการ์ตูนเลยค่าาา

ระหว่างที่กำลังเดินกลับไปเล่น Big Thunder ก็มาแวะเสี่ยงโชคกันค่ะ จะอยู่แถวๆ Space Mountain ก็คือเราเอา QR Code ที่ไว้สแกน fastpass นี่แหละ มาสแกนลุ้นว่าเราจะได้ดูโชว์อื่นๆมั้ย คือบางโชว์ต้องสุ่มคนดูนะคะ ไม่ใช่ว่าไปต่อแถวก็เข้าไปดูได้ แต่ว่าเราสองคนชวดหมดเลยค่ะ 55555555 อดไป

และแล้วก็ถึงเวลาพาเหรดช่วงกลางวันค่าาาาา คือถ้าสังเกตจริงๆคนญี่ปุ่นที่มาจะมี 2 แบบนะคะ แบบแรกคือมาเพื่อเล่นเครื่องเล่น แบบที่สองคือมาเพื่อดูพาเหรด เพราะเค้าจะนั่งเฝ้าตั้งแต่เช้าเลยค่ะเพื่อให้ได้จุดชมที่ดีที่สุด (นับถือความพยายามและความอดทนมากๆ) พาเหรดกลางวันก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยค่ะ ยิ่งใหญ่มาก เปิดด้วยพี่มิกกี้ของเรา คือดีมากๆจริงๆค่ะ รู้สึกถึงความตั้งใจของเค้าจริงๆ

แล้วก็ถึงเวลาของ Big Thunder ค่าาาา (ประมาณบ่าย 3) อันนี้ก็สนุกดีค่ะ ไม่ถึงกับหวาดเสียวมาก แต่ก็มีเสียวๆเป็นบางช่วง 5555555

แล้วเราก็มาพักกันด้วยการนั่งเรือมาร์กทเวนค่ะเค้าก็จะพาล่องเรือรอบนึงแบบช้าๆก็จะเห็นวิวต่างๆของสวนสนุก แล้วก็เหตุการณ์จำลองการเดินทางท่องรอบแม่น้ำอเมริกาชิวๆอากาศดีค่ะ

คือเราไม่รู้จะเล่นอะไรต่อแล้ว เพราะเรารู้สึกว่ามันเริ่มเป็นของเด็กๆแล้ว กับตอนแรกไม่คิดว่าจะมาเล่นหมีพูห์ เพราะว่าเราไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แต่ว่าเวลามันเหลือ ประกอบกับไปอ่านรีวิวที่อื่นมามีแต่คนบอกว่าต้องมาเล่น เราก็เลยไปต่อคิวรอค่ะ (fastpass ปิดรับแล้ว) คือเข้าไปก็เหมือนเรากำลังอ่านนิทานหมีพูห์ที่เคยอ่านตอนเด็กๆเลยค่ะ เค้าตกแต่งได้น่ารักดีเหมือนเอากระดาษที่มีนิทานมาซ้อนกันไปมา และเราจะบอกว่าหมีพูห์เนี่ยผิดคาดจากที่เราคิดไว้มาก คือเฮ้ยยย มันดีมากอ่ะ น่ารักมาก แบบทำได้ไง เป็นเครื่องเล่นอีกอันที่ต้องห้ามพลาดจริงๆด้วยค่ะ

พอออกมาจากหมีพูห์ ฝนมาค่ะ 55555 ตอนแรกๆก้ไม่หนักมาก เราเลยไปหาที่นั่งพักแถวโซนตูนทาวน์ กะว่าจะไปถ่ายรูปกับตัวละครฝนเริ่มตกหนักขึ้นค่ะ เราเลยรีบเดินกลับมาโซนข้างหน้าทางเข้า แถวๆทูมอร์โรว์แลนด์ แล้วก็นั่งพักตั้งหลักว่าจะเอายังไงต่อ จะอยู่ต่อหรือว่าจะกลับเลย เพราะใจนึงก็อยากรอดูพาเหรดกลางคืน แต่อีกใจนึงก็กลัวว่าฝนจะตกหนักขึ้นอีก เราสองคนเลยคุยกันว่านี่เราก็เล่นคุ้มแล้ว เก็บทุกเครื่องเล่นไฮไลท์แล้ว เพราะงั้นกลับดีกว่าก่อนที่จะตกหนักกว่านี้ 5555555

พอออกมาจากดิสนี่ย์ เราตัดสินใจไปอากิฮาบาระต่อเพราะสามารถนั่ง JR ไปได้ ในราคา 220 เยนเท่ากันกับ Hatchobori แล้วก็ไปที่ตึกเดิมที่เราไปทานข้าวหน้าปลาย่างในคืนแรก จริงๆเราเล็งร้านนี้ไว้ตั้งแต่วันนั้นแล้วค่ะ เพราะคนเยอะมากกกก และมีแต่คนญี่ปุ่นจริงๆ ร้านนี้ชื่อว่า “Nikusyo no Gyutan Tannosuke” เป็นร้านลิ้นวัวย่างเตาถ่านค่ะ

และนี่ก็คือที่เราสั่งมาทั้งหมดค่าาาา ของเราเป็นเซ็ทโปรโมชั่นค่ะมีน้ำแกงกระหรี่เพิ่มมาให้ด้วย แต่ราคาถูกมากๆ ต้องบอกก่อนว่ามันอร่อยมากกกกก ยิ่งทานกับข้าวกับซุปคือเข้ากันมากๆๆๆๆ อร่อยมากๆๆๆๆ

วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับไทย…
วันนี้เป็นวันชิวๆสบายๆ ตื่นไม่เช้าไม่สาย เราเดินทางกลับไฟลท์เย็น ก่อนกลับเราเลยมาช้อปปิ้งทั้งของส่วนตัวและของฝากที่อูเอโนะค่ะ

เรานั่งรถไฟใต้ดินมาลงสถานี Ueno ค่ะ มาถึงประมาณ 9 โมง พอมาถึงเราก็มุ่งหน้ามาที่เคาน์เตอร์ Skyliner ก่อนเลยค่ะ เพื่อจองรอบรถที่จะนั่งกลับสนามบิน โดยเอา voucher ที่ได้มาตั้งแต่ตอนที่ซื้อจากไทยมายื่นค่ะ พอจองรอบรถเสร็จเราก็เอากระเป๋าเดินทางทั้งหมดมาฝากที่ล็อกเกอร์ค่ะ จะได้สะดวกเวลาไปช้อปปิ้ง ซึ่งล็อกเกอร์ก็มีหลายขนาดนะคะ เลือกให้เหมาะกับขนาดกระเป๋าของเรานะคะ

เรามาเดินที่ตลาดอาเมโยโกะกันที่แรกเลยค่ะ เดินมาจากสถานีนิดเดียวเท่านั้นตอนเช้าร้านอาหารจะยังไม่ค่อยเปิด แต่ร้านขายของเปิดเยอะแล้วค่ะ ด้านซ้ายจะเป็นตลาดอะเมโยโกะซึ่งจะขายพวกของสด ส่วนทางด้านขวาคือถนนอุเอชุนก็จะขายของทั่วๆไปค่ะ

ใครที่หารองเท้าผ้าใบที่นี่ก็มีหลายร้านนะคะ เช่นร้าน ABC Mart ที่เป็นร้านรองเท้าผ้าใบร้านดัง แต่ก็ระวังนะคะเพราะบางร้านก็ไม่ได้ขายของแท้น้าาา

หลังจากเดินตลาดอะเมโยโกะแล้ว ก็มาเดินที่ตึกม่วงกันต่อค่ะ ของก็เยอะประมาณนึง แต่เราว่าเดี๋ยวนี้ที่โตเกียวในย่านอื่นๆหรือแม้แต่ในตลาดอะเมโยโกะเองก็มีของให้เลือกซื้อเยอะมากแล้ว ส่วนพวกของแบรนด์เนมมือสองก็ราคาไม่ได้ต่างกับที่ไทยมากค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่เลยว่าเพื่อนๆจะไปเดินกันดูมั้ย

พอ 11 โมง ร้านอาหารเริ่มเปิดกันแล้ว เราเลยมาเจอร้านนี้ค่ะ ชื่อร้าน Gyu no chikara เป็นร้านข้าวหน้าเนื้อค่ะ อยู่ข้างๆร้านขายของเล่น Yamashiriya ที่นี่ตัวซิกเนเจอร์เค้าเป็นข้าวหน้าเนื้อใส่เนยนะคะคือพอเข้ามาก็กดสั่งอาหารที่ตู้หยอดเหรียญก่อนเลยค่ะ แล้วก็เอาคูปองไปยื่นตรงเคาน์เตอร์บาร์ที่เราจะนั่ง ซึ่งราคาก็จะรวมซุปใสมาให้แล้วนะคะเราสั่งอันที่มันเหมือนมีซอสราดอ่าค่ะอีกชามสั่งที่มีต้นหอมญี่ปุ่นโรยเพิ่ม คือเนื้อเค้าดีมากกกก นุ่มมากกก ที่นี่คนมาทานเยอะมากเลยค่ะ คือร้านเปิดปุ๊บคนทยอยๆเข้ามาตลอดเลยค่ะ ถ้ากลับไปเที่ยวอีก เราจะกลับไปทานอีกแน่นอน

หลังจากอิ่มท้องแล้ว เราก็มาไหว้พระกันที่วัดโทคุไดจิกันต่อค่ะ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้กับตลาดอะเมโยโกะ

ประวัติคร่าวๆของที่นี่คือ วัดโทคุไดจิเป็นวัดที่มีขนาดเล็กและเป็นวัดที่สวยงามมีความประณีต เป็นสถานที่สักการะเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความแข็งแรง และความโชคดี วัดแห่งนี้ไม่เคยได้รับผลกระทบจากทั้งสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่คันโตแม้แต่น้อย ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนที่ห่างไกลจากเสียงจอแจในตลาด และตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับความวุ่นวายโดยรอบ ซึ่งที่วัดแห่งนี้ พระสงฆ์จะตีกลองไทโกะ เพื่อที่จะพบปะกับพ่อค้าแม่ค้าและเรียกพวกเขามาสวดมนต์ วัดนี้มีของขายด้วยเช่นกัน นั่นก็คือตราประทับฮังโกะ (ตราประทับชื่อ) รวมไปถึงพวงกุญแจต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ในฝันของบรรดาช่างภาพอีกด้วย

 

ลงมาจากวัดแล้วจะเจอกับร้านขายขนมร้านนี้ค่ะ คือถ้าใครหาขนมราคาไม่แพงไปเป็นของฝาก เราแนะนำร้านนี้เลยค่ะ มีตั้งแต่ 100 เยนไปจนถึงแพงๆเลย หรือขนมที่กล่องสวยๆดูพรีเมี่ยมก็กล่องละ 300-400 เยนเองค่ะ

ซึ่งข้อดีของร้านนี้คือเค้ามี Tax Free ด้วยนะคะถ้าเกิดเราช้อปถึง 5,000 เยนค่ะ

หลังจากซื้อของที่อูเอโนะเสร็จ ก็แพคของ นั่งรถมายังสนามบินค่าาาา เราเผื่อเวลามาถึงสนามบินก่อนเวลาประมาณ 2 ชม เผื่อเวลามาช้อปปิ้งต่ออีกหน่อย เพราะพวกขนมพรีเมี่ยมๆอย่างช็อกโกแลต royce ก็ซื้อได้ที่สนามบินเลยค่ะ