Florence (ฟลอเรสซ์) เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัศคานี ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี  ในอดีตฟลอเรนซ์เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลีในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1865 ถึงปี ค.ศ. 1870 ซึ่งมีตระกูลที่มีอำนาจในการปกครองอย่างยาวนานในเมืองฟลอเรนซ์คือตระกูล Medici ผู้ซึ่งมีความชื่นชอบในการสะสมผลงานของศิลปะและงานสถาปัตยกรรม ฟลอเรนซ์จึงเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและวัฒนธรรม โดนในส่วนของใจกลางเมืองเก่าของฟลอเรนซ์นั้นได้รับเลือกโดยองค์กรยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ 1982
นอกจากศิลปะ ที่นี่ยังสถาปัตยกรรมและพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญระดับโลกอีกด้วย และฟลอเรนซ์ยังโดดเด่นขึ้นชื่อในเรื่องแฟชั่น มีแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดที่ฟลอเรนซ์ ฟลอเรนซ์จึงได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับการช้อปปิ้ง โดยเฉพาะ outlet ของเมืองนี้นั้นมีหลายแบรนด์ให้ไปเลือกซื้อ เพราะราคาถูกกว่ามากจริงๆ

ถ้าลองดูเมืองนี้จากแผนที่ เมืองนี้คือมีขนาดเล็กมากก คือสามารถเดินชมเมืองชิวๆได้ และการเดินนี่แหละ ที่ทำให้เราได้เจออะไรใหม่ๆมากมาย ที่ประทับใจโดยที่ไม่ได้คาดคิดตลอดรอบๆเมือง

จองตั๋วเครื่องบินไปอิตาลี กับTraveloka

 

มหาวิหารฟลอเรนซ์(Florence Cathedral) วิหารแห่งนี้ ตั้งอยู่กลางจัตุรัส Piazza del Duomo ซึ่ง Duomo ในภาษาละติน domus แปลว่าบ้าน เมื่อมาใช้กับโบสถ์ประจำเมืองจึงแปลว่า บ้านของพระเจ้า นั่นเอง ถ้ามาอยู่ตรงจตุรัสนี้แล้ว จะเรียกได้ว่าคุณมาอยู่ในจุดศูนย์กลางของเมืองแล้วค่ะ วิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารเก่าแก่มีอายุมากกว่า 800 ปี ซึ่งมีความใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอิตาลีรองลงมาจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่รัฐวาติกัน ในกรุงโรม  และยังเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 4 ในทวีปยุโรปเลยนะ 

วิหารแห่งนี้มีความยาวถึง 153 เมตร และมีฐานของโดมที่กว้างถึง 90 เมตรเลยทีเดียวเชียวว ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วยังเป็นสถานที่สำคัญและสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองฟลอเรนซ์ด้วย มีโดมขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในยุคเมื่อ 500 กว่าปีที่แล้วที่ได้รับการออกแบบให้ไม่มีคานหรือเสาค้ำใดๆ และการออกแบบนี้เองที่เป็นต้นแบบของโดมต่างๆ ในยุคต่อมา คือ เค้าให้ความสำคัญกับสถานที่แห่งนี้มาก จนมีเหมือนการตั้งกฎหมาย ห้ามสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆก็ตาม ที่สูงกว่ามหาวิหารแห่งนี้โดยเด็ดขาดดด !!! นี่แหละทำให้ของจริงของวิหารฟลอเรนซ์ ยิ่งใหญ่อลังการมากจริงๆ

โทนสีของมหาวิหารแห่งนี้มาก โดยจุดเด่นจะมี3 สี คือโครงสร้างภายนอกอาคารที่เป็นหินอ่อนสีขาว และแต่งด้วยหินสีเขียวและชมพู คือหินทั้ง 3 สีนี้ ได้ถูกนำมาจาก 3 เมือง ที่ตั้งอยู่ในทัสคานี (Tuscany) ที่สำคัญคือเค้าให้เข้าชมได้ฟรี!!!!!!

หากใครจะขึ้นไปชมโดมด้านบนก็ได้ แต่ต้องเดินเอานะคะ โดยไม่มีวิธีลัดใดๆ แต่ต้องขึ้นบันไดประมาณ 463 ขั้น แนะนำว่าควรไปในช่่วงเช้า เพราะ ถ้าหากไปช้าแถวจะยาวมาก

และที่ตั้งอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของวิหาร คือ มหาวิหารที่สวยงามและเก่าแก่ อีกที่หนึ่ง เรียกว่า Baptistery of St. John วิหารขนาดเล็ก ซึ่งมีการตกแต่งโทนสีเดียวกัน ก็อย่าเข้าใจผิดนะ เพราะคนละวิหารกัน แต่อยู่ใกล้กันมาก เท่านั้นเอง

มหาวิหารแห่งนี้เป็นสถานที่ทำพิธีศีลจ์ของฟลอเรนซ์และเป็นอนุสาวรีย์ทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในฟลอเรนซ์จนมาถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เลยทีเดียว ชาวคาทอลิกทุกคนในเมืองฟลอเรนซ์นั้นจะเข้ามาประกอบพิธีรับศีลจุ่มภายในนี้
ปัจจุบันนี้นั้นในทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนก็ยังคงมีเด็กเล็กๆ ที่อาจได้เข้ามารับศีลล้างบาป แต่เนื่องจากพื้นที่ที่จำกัดและเวลาที่จำกัด เลยเป็นอะไรที่ค่อนข้างยากที่จะมาประกอบพิธีที่นี่

โดยต้นกำนิดนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักแน่ชัดนัก แต่มีความเชื่อที่เล่ากันต่อๆว่า ถูกสร้างขึ้นในซากปรักหักพังของวิหารโรมันที่มีการอุทิศให้กับดาวอังคารซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงในศตวรรษที่ 4

บรรยากาศโดยรอบของวิหาร จะมีร้านค้า หรือร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆมากมาย ซึ่งเราสามารถแวะนั่งซึมซับบรรยากาศชิวๆได้ตลอดทั้งวัน แบบไม่เบื่อ แม้ราคาอาจจะสูงนิดหน่อย แต่มันคุ้มค่ากับวิวที่ได้จริงๆ

ในส่วนตอนกลางคืน จะมีทั้งบาร์ต่างๆ บรรยากาศก็จะต่างไปจากตอนกลางวัน คือ เราจะได้ฟิวของความโรแมนติกมากๆๆๆ

แสงของเมืองก็จะสวยมากก ประมาณนี้ แม้ว่าอากาศจะหนาว แต่การมารับความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ เป็นอะไรที่พอดีมากกก

Palazzo Vecchio เป็นหนึ่งในโบราณสถานและแลนด์มาร์คสำคัญแห่งหนึ่งของฟลอเรนซ์ ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza della Signoria มีหอคอยสูงที่สามารถขึ้นไปชมวิวเมืองฟลอเรนซ์ได้แบบ 360 องศา เป็นสัญลักษณ์หลักของอำนาจพลเมืองของเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งโครงการเดิมเป็นของ Arnolfo di Camino การก่อสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งบนซากปรักหักพังของพระราชวังที่เป็นของครอบครัว Ghibelline Uberti ซึ่งถูกขับไล่ออกจากเมืองในปี 1266 ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1299

ปัจจุบันมีในส่วนของโรงละครโบราณ และ อีกส่วนสำคัญ คือ Salone dei Cinquecento ส่วนนี้เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในแง่ของมูลค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ เป็นห้องโถง มีแผงเพดานและภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยทองคำและประติมากรรม

ประติมากรรมหินอ่อน เดวิด (David) แต่นี่เป็นเพียรูปปั้นจำลองที่นำมาตกแต่งด้านหน้าอาคารเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง ซึ่งที่เมืองนี้ เราจะได้พบเห็บรูปปั้นต่างๆ เยอะมากกกก ยิ่งเพิ่มให้ชวนหลงใหลกับเมืองนี้มากขึ้นไปอีก 

ถนนต่างๆ ก็จะมีรูปปั้นตกแต่ง คือไปทางไหนก็จะได้สัมผัส ถึงศิลปะ รวมทั้งบ้านเรือน ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองไว้อย่างสวยงาม

อาหารไม่ต้องพูดถึง อร่อยหมดทุกอย่าง อร่อยทุกมื้อ และที่ห้ามพลาดเมื่อมาอิตาลีนั่นคือ Pizza ,Pasta และ Gelato

Florence จะมีซอยมากมายๆ เราก็เดินชิวไปเรื่อยๆ จะเจอกับร้านอาหาร หรือร้านที่ขายของที่แบบพิเศษ สุดๆ เหมือนของHandmade คือ ถ้าเรียกแบบไทยๆ ก็ประมาณของที่มาจากภูมิปัญญาของเมือง แต่มันพิเศษแบบบอกไม่ถูก เพราะ เหมือนเค้าออกแบบด้วยการผสมความเป็นเอกลักษณ์ ของเมืองเข้าไป บวกกับศิลปะ

และทั่วๆเมือง ขอย้ำว่าทั่วเมืองจริงๆ เราจะเห็นศิลปินมาวาดรูป ขาย แสดงผลงานมากมายย ราคาก็สมเหตุสมผล ยังไงถ้าชอบ ก็อย่าลืมอุดหนุนเค้าหน่อยหละ..บางคนก็วาดจริงจังแบบ เป็นศิลปินจริงๆ แต่บางคนก็เหมือนcopy เอา ก่อนจะซื้อดูดีๆนะ แต่ ที่ Florence นี่ ส่วนมากจะเป็นภาพวาดจริง ของศิลปินนั้นๆ และสไตล์การวาดก็แตกต่างกันออกไป คือแค่เดินก็ก็เพลินเหมือนเข้าไปใน Gallery แล้ว

นอกจากนั้น ยังมีการวาดรูปโชว์ตามพื้นถนน ต่างๆ สวยมากกกก และใหญ่มากกกก เพิ่มสีสันและความสนใจ ให้กับคนที่เดินผ่านไป ผ่านมาได้อย่างดี

ที่นี่แสงแดดสวยมากกกก และตึกราบ้านช่องต่างๆ ก็เป็นโทรสีเดียวกัน บรรบากาศกลางวันว่าโรแมนติกแล้ว ตอนกลางคืนโรแมนติกยิ่งกว่า เหมือนได้เข้าไปในโลกความฝันยังไงยังงั้น

สะพานเวคคิโอ (Ponte Vecchio) ภายในสะพานประกอบไปด้วยร้านค้าจำพวกอัญมณีต่างๆ คือเราจะเห็นภาพถ่ายหรือภาพวาดที่เป็นเหมือนกับ เอกลักษณ์เมืองนี้ คือภาพของสะพานและอาคารบ้านเรือนที่สะท้อนบนผิวแม่น้ำ มีเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆกันมาว่า สาเหตุที่สะพานแห่งนี้รอดจากการโดนเยอรมันระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นก็เพราะว่าเป็นคำสั่งโดยตรงจากฮิตเลอร์ที่ไม่ต้องการระเบิดสะพานแห่งนี้ทิ้ง สะพานนี้เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นจากระเบิดทำลายล้างของกองทัพนาซีเป็นและสะพานแห่งนี้เองจึงได้นับว่าเป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองฟลอเรนซ์

Florence ยังไมีอีกหลายมุมมากๆ ถ้ามีโอกาสไปอิตาลี เมืองนี้คืออีกหนึ่งเมืองที่ห้ามพลาดเด็ดขาด!!