บาหลีเป็นเมืองที่มีมนต์ขลังเป็นของตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย จึงไม่ต้องแปลกใจที่เมืองนี้จะกลายเป็นเมืองที่เราจะเห็นคนรอบๆ ตัวไปโผล่เช็คอินกันอยู่ตลอดเวลา เราจึงอยากรู้ว่าไอ้เจ้าเกาะเล็กๆ แห่งนี้น่ะมันมีอะไรดี ถึงดึงดูดใจให้ใครต่อใครเดินทางไปที่นี่กันได้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องมาตลอดนับสิบๆ ปี และแล้วก็ได้เวลาไปหาคำตอบด้วยตัวเองซักทีละว่าเกาะนี้จะน่าประทับใจอย่างที่เราคิดเอาไว้หรือเปล่า เมื่อได้เจอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาดีจาก Traveloka หลังจากล็อคคอเพื่อนมาได้ 2 – 3 คน เราจึงไม่รอช้าที่จะรีบตะครุบตั๋วเครื่องบินเอาไว้ ก็ถ้าไม่ไปคราวนี้จะไปกันคราวไหนล่ะค้า จริงมะ?

วันที่ 1

ออกสตาร์ทกันจากเมืองกรุงในตอนเช้า ใช้เวลา 4 ชั่วโมงก็ได้มาเหยียบเกาะบาหลี ครั้งนี้เราลองใช้บริการรถรับ – ส่งสนามบินของ Traveloka ดู เพราะเท่าที่เปรียบเทียบราคาดูแล้ว ถือว่าราคาไม่ได้ต่างจากการเรียกแท็กซี่ แต่มีความสบายกว่ากันเยอะ เพราะหลังจากกรอกรายละเอียดจุดรับ – ส่ง และจ่ายเงินผ่านเว็บไซต์ คุณก็แค่เก็บรายละเอียดคอนเฟิร์มที่เค้าเมลมาเอาไว้ แล้วยื่นให้คนขับรถที่มาถือป้ายรอรับที่สนามบินดู แค่นี้คือจบ หารออกมาค่ารถคนละไม่กี่สิบบาท แต่ง่ายมาก ปลอดภัยมาก สะดวกมาก เพราะไม่ต้องไปรอเรียกรถที่ด้านนอก แถมมีรถให้เลือกหลายไซส์สำหรับใครที่มากันหลายคน ราคาก็ตายตัวแน่นอนไม่มีชาร์จเพิ่มแต่อย่างใด และมีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงอีก ไหน บอกซิว่าทำไมถึงจะไม่ใช้ พูด!!

เช็คราคา จองรถรับส่งสนามบินบาหลี กับ Traveloka 

หลังเอาข้าวของไปเก็บกันเสร็จสรรพ เราก็มุ่งหน้าไปวัดกำลังขาพร้อมชมสถาปัตยกรรมแบบบาหลีกันที่วัด Uluwatu ซึ่งเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 บนเกาะบาหลี วัดนี้มีจุดเด่นตรงที่เป็นวัดซึ่งสร้างอยู่บริเวณริมหน้าผา ด้านล่างมองลงไปจะเห็นความสูงชวนเสียวและคลื่นสีฟ้าลูกใหญ่ของมหาสมุทรอินเดียที่โดนพัดเข้ามากระทบเกาะแก่งหินริมฝั่ง เวลาเดินเที่ยววัดนี้ขอให้ระวังลิงเจ้าถิ่นซักนิดนะ ถือข้าวของทรัพย์สมบัติลงไปเท่าที่จำเป็นก็พอ นี่คือคำเตือน ถ้าไม่รีบ แนะนำให้อยู่ถึงช่วงใกล้ค่ำเพื่อรอชมวิวพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่ไปเลย เนื่องจากที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ถือเป็นไฮไลท์ในยามเย็นซึ่งควรค่าแก่การมาเช็คอินกันนะ ไหนๆ มาถึงก็ช่วงบ่ายแล้ว อยู่กันยาวๆ ไปเลยจ้า ถือว่าได้ดูจนคุ้มเชียวละ

วันที่ 2

หลังหลับกันอย่างเต็มตื่น ก็สตาร์ทออกมาแต่เช้าซักนิด เพื่อมุ่งหน้ามาถ่ายรูปเช็คอินจุดแรกที่ปักหมุดเอาไว้แล้วว่าถ้ามาบาหลี ชั้นต้องได้รูปที่นี่กลับไป! นั่นคือที่ Pura Luhur Lempuyang temple วัดเก่าแก่ที่ถือว่ามีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ไฮไลท์ของวัดนี้สำหรับเราคือการมาเช็คอินที่ Heaven Gate หรือประตูสวรรค์ โดยมองเห็นด้านหลังคือวิวของภูเขาไฟ Agung ซึ่งถือว่าเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดของบาหลี บอกเลยว่ายิ่งทำให้วิวตรงนี้มันว้าวมากกก อันนี้คือห้ามพลาดจริงๆ

จากประตูสวรรค์ เราก็มาดูความอลังการงานสร้างของสถาปัตยกรรม แบบที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ตระการตากันที่วัดหลวงแห่งบาหลี หรือ Besakih Temple ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของการมาเที่ยวเกาะนี้เลยละ ตรงนี้จะมีวัดย่อยหลายๆ วัดซ้อนอยู่ในอาณาเขตเดียวกัน จึงได้บรรยากาศของความตื่นตาตื่นใจซ้อนกันในหลายเลเยอร์ แถมทีเด็ดของเค้าคือการมีแบ็คกราวนด์ด้านหลังเป็นภูเขาไฟ Agung ซึ่งทำให้ที่นี่มีวิวที่ชวนว้าวเข้าไปใหญ่ มาบาหลีแล้วไม่มาที่นี่ไม่ผิดนะ แต่ถือว่าพลาด พูดเลย!!!

นั่งรถต่อมาอีกระยะ เราก็มาถึงอีกหนึ่งแหล่งเช็คอินที่คิดว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นรูปผ่านตากันมาพอสมควรแล้ว ในวัดที่จะได้รับทั้งความชุ่มฉ่ำชื่นใจและได้สิริมงคลไปด้วยในเวลาเดียวกัน กับการลงไปอาบน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์แห่งวัด Tampak Siring โดยน้ำในบ่อนี้เกิดจากตาน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านลงความเห็นกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า ที่จะช่วยปัดเป่าเคราะห์โศกโรคภัยและสร้างความเป็นมงคลชีวิตให้ได้อีกด้วย ที่นี่จึงมีคนต่อคิวกันลงไปอาบน้ำในบ่ออยู่อย่างต่อเนื่องไม่มีขาดสายเลยละ แต่เรายังมีอีกหลายที่ต้องไปนะ รอบนี้เลยต้องขอผ่านไปก่อนอย่างน่าเสียดาย

เราแวะมาชมวิวนาขั้นบันไดสุดอลังการกันที่ Tegalalang ซึ่งเป็นหนึ่งในนาขั้นบันไดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนบาหลีเป็นที่สุดท้ายของวัน เนื่องจากที่นี่ค่อนข้างเดินทางง่าย สะดวกสบายเพราะมีร้านขายของล้อมอยู่เพียบ! แถมถ้าใครอยากได้รูปชิคๆ บน Bali Swing แถวนี้ก็มีให้ลองนะ จัดไป

วันที่ 3

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้ในการมาบาหลี นั่นคือการมาที่ Pura Ulan Danu Bratan Temple เพื่อชมความงามของศาลาหรือเจดีย์กลางทะเลสาบสูง 11 ชั้น ที่เรามักจะเห็นได้จากในหน้าหนังสือไกด์บุ๊กหรือโปสการ์ดแนะนำสถานที่เที่ยวของบาหลี ตอนเช้าที่นี่อากาศดีมาก มาเดินเล่นได้สบายๆ คนไม่เยอะแถมอากาศก็ดี นับว่าเป็นอีกหนึ่งที่ที่ควรต้องแวะมาเช็คอินเลยเชียวละ ขอแนะนำ

Pura Goa Gajah หรือวัดถ้ำช้าง เป็นวัดสวยแปลกตาอีกหนึ่งที่ในบาหลีที่ไม่ควรพลาด ไฮไลท์ของวัดนี้อยู่ตรงปากทางเข้าถ้ำซึ่งใช้วิธีการเจาะหน้าผาและแกะสลักเป็นรูปงดงามที่บางคนก็มองว่าเป็นช้าง บางคนก็ว่าเป็นยักษ์ ในขณะที่ชาวบาหลีเองบอกว่าเป็นหน้าของปีศาจร้าย แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปอะไรก็ให้อารมณ์ขรึมขลังสวยสะกดสายตา ใครจะว่าเป็นรูปอะไรก็ปล่อยให้เค้าเถียงกันต่อไป ส่วนเรามีหน้าที่เที่ยวชมและถ่ายรูปเก็บไว้ดูก็พอ

ต่อจากวัดถ้ำช้างไปไม่ไกล เราแวะไปสูดอากาศสดชื่นเย็นสบายกันในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวบาหลีอย่าง Ubud Monkey Forest บริเวณนี้เป็นป่าเขียวชอุ่มให้ความร่มเย็นแสนจะสดชื่น แถมยังมีเหล่าฝูงลิงที่อยู่อาศัยในละแวกนี้กว่า 600 ตัว นอกจากนั้นในบริเวณเดียวกันนี้ ยังมีวัด เจดีย์ และศาลาเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 14 ใครชอบสถานที่ที่ทำให้เหมือนหลุดไปอยู่ในโลกอีกใบ แนะนำให้มาเดินเล่นที่นี่ เพราะมีบรรยากาศรอบๆ ที่ขลังและสงบดีเหลือเกินจริงๆ

เราแวะมาปิดท้ายวันกันที่ Tanah Lot Temple อีกหนึ่งวัดไฮไลท์ที่ใครมาบาหลีก็พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง กับการมาดูวัดแสนสวยบนเกาะกลางทะเลที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 เพื่ออุทิศให้แก่เทพแห่งมหาสมุทร จะให้ดี แวะหาทำเลแจ่มๆ รอดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ด้วยเลยก็จะเริ่ดมาก เพราะนี่คือหนึ่งวิวที่ได้รับการยอมรับว่างามล้ำสำหรับการชมบรรยากาศยามเย็นแห่งหนึ่งในบาหลีเลยทีเดียวนะ และบอกเลยว่ามันคุ้มค่ากับการรอ

ต่อจากบรรยากาศสวยสงบสยบความเคลื่อนไหว เรามาเปลี่ยนบรรยากาศกันด้วยความชิลล์บริเวณริมหาด Kuta Beach ที่มีร้านริมหาดให้ได้นั่งเอนกาย จิบเครื่องดื่มเย็นๆ นั่งเม้าท์มอยสลับกับการฟังเสียงคลื่นในทะเล คูลมากกก อยากให้ทุกคนได้มาลอง มันเอนเตอร์เทน มันดี และเราควรมีเวลาแบบนี้อีกหลายๆ วัน!!

วันที่ 4

วันสุดท้ายก่อนกลับ เราแวะลองเมนูเด็ดซึ่งมาบาหลีแล้วควรต้องได้กินที่ร้าน Bebek Bengil กับเป็ดทอดกรอบกร๊วบไร้ซึ่งกลิ่นสาบแต่อย่างใด เนื้อเป็ดนุ่มๆ กินกับน้ำจิ้มหวานๆ สไตล์บาหลี แม้ว่าบนเกาะนี้จะมีเมนูแนะนำอยู่หลายรูปแบบ แต่นี่ถือเป็นหนึ่งเมนูไฮไลท์ที่เราอยากแนะนำเลยว่ามาแล้วห้ามพลาดเชียว!

เรามาปิดท้ายด้วยการแวะหาที่ละลายทรัพย์กัน ณ Ubud Market ตลาดขายของที่ระลึกซึ่งมีของให้นักท่องเที่ยวแวะช้อปติดไม้ติดมือกันหลากหลาย ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า งานศิลปะ และสินค้าแฮนด์เมดอีกมากมาย ที่นี่มีแต่ของน่าซื้อ น่าใช้ แต่หลายอย่างก็คล้ายๆ ที่บ้านเรามีอยู่นะ เวลาซื้ออย่าลืมต่อราคากันด้วยล่ะ ไม่งั้นจะหาว่าไม่เตือน

บาหลีถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลมากจากเมืองไทย และยังมีมนต์ขลังในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเองไม่ซ้ำใคร เราจึงไม่แปลกใจเลยที่หลายคนยังคงวนเวียนมาเยือนที่นี่อีกหลายครั้ง และหวังเหลือเกินว่าเราจะเป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสกลับมาเยือนบาหลีซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นสถานที่ที่มีเสน่ห์เหลือใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เราอยากมองหามุมสงบไว้ผ่อนคลาย อยากได้พลังใจดีๆ ด้วยการชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตจากธรรมชาติอันแสนสมบูรณ์ บาหลีจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เราปักหมุดเอาไว้เป็นเบอร์ต้นๆ อย่างแน่นอน