Cassis (กาซิส) หมู่บ้านเล็กๆอีกเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ไม่ไกลจากเมืองมาร์เซย์ (Marseille) โดยจะตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองมาร์กเซย์ ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์  ปัจจุบันเมืองนี้ได้กลายจุดปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมากมาย ทำให้ Cassis นั้นคึกคักตลอดทั้งปี

เมืองนี้เป็นเมืองเก่าที่มีร้านค้ามากมายขายสินค้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ Provence ร้านอาหารต่างๆ ไวน์สีชมพู และอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดคือ การล่องเรือชมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและหน้าผาหินที่สวยงาม ที่เรียกว่า les Calanques (เล กาลองก์) ซึ่งสถานที่ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองกาซิส แต่ถ้าหากใครพอมีเวลา ก็สามารถปีนเขา ซึ่งเปฺ็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่นักท่องนิยมกันเป็นอย่างมาก เมื่อมาที่เมืองนี้ ซึ่งพลอยก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องการจะชมเมืองนี้และธรรมชาติต่างๆ ด้วยการปีนเขา..

การเดินทางไปเมืองCassis สามารถไปได้หลายทาง ทั้งรถไฟ รสบัส เรือ เช่ารถ แท็กซี่ ฯลฯ แต่พลอยเลือกไปโดยรถบัสระหว่างเมืองสาย M8 สถานีต้นทาง Castellane Prado ปลายทางสถานี Gendarmerie หรือถ้าใครจะเอาสะดวก ก็สามารถซื้อตั๋วเครื่องบิน บินตรงมาลงที่เมือง Marseille ได้เลย

จองตั๋วเครื่องบินไป Marseille กับ Traveloka 

 

สำหรับสถานี Castellane Prado จะเป็นป้ายรวมกับรถบัสสาย 73 และ 74 โดยป้ายจะอยู่ทางใต้สถานีเมโทร Castellane สาย M1 และ M2   โดยสามารถซื้อตั๋วได้กับคนขับ รถเต็มแล้วคือออก ไม่มีให้ยืน หากไปเมืองนี้ควรไปช่วงเช้า เพื่อนจะได้มีลาเก็บบรรยากาศได้ทั้งวัน รอบแรกคือ 9.15 น. รอรอบต่อไปอีกทีตอน 11.00 น. เลย ดังนั้น มาให้เร็ว พอรถมาแล้วขึ้นให้ไว้ ได้ไปแน่นอนนนจ้าาาาาา

บรรยากาศเมือง เป็นสีสันต่างๆ แต่พลอยมาในช่วงที่แดดน้องนิดเหลือเกิน สลับกับฝน แต่ความน่ารักและสีสันของเมืองก็ไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด และด้านหน้าขวามือจากในรูป คือ ภูเขาที่เป็นหิน ด้านบนเป็นป้อมปราการเก่า “Château de Cassis” สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันคือโรงแรม ส่วนราคาค่าห้องนั้น ก็สูงตามสถานที่ และวิวของเมือง ซึ่งก่อนที่จะเข้าพักควรทำการจองไว้ก่อน เพราะโรงแรมนี้จะเต็มตลอด อยู่ๆหากจะ Walk in เข้าไป จะผิดหวังกันนะคะ

อีกหนึ่งกิจจกรรมที่เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจอย่างมากกกกก คือ การล่องเรือชม “Les Calanques”  ก็คือ “หน้าผาหินที่ยื่นเข้าไปในทะเล” นั่นเอง โดยจะเริ่มต้นที่ ท่าเรือ St. Pierre ซึ่งเค้ามีเรือให้บริการทุกวันตั้งแต่ 9.30-17.30 น. ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสภาพอากาศด้วยนะคะ แต่ที่พลอยบอกไปตอนต้นว่าพลอยเลือกที่จะปีนเขามากกว่า ดังนั้นการเดินทางในเมืองนี้ทั้งหมด คือ เดิน… เดิน… แล้วก็เดินค่ะ ซึ่งเป้าหมายของการปีนเขาก็คือ ไปดู Les Calanques และ ชายหาดที่สวยงาม ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติของเมืองนี้

ระหว่างทางก็ได้เดินผ่านกับอาคาร บ้านเรือนต่างๆ ลักษณะจะคล้ายกับบ้านพักตากอากาศ คือ เห็นแล้วก็แอบอิจฉา เพราะไม่ว่าหลังไหนก็มีวิว หรือบรรยากาศที่สวยงาม คือ เป็นเมืองที่สร้างให้อยู่กับธรรมชาติได้อย่างลงตัวมาก

เมื่อเดินทางจากท่าเรือ Port de Cassis ออกมาประมาณ 500 เมตร ก็จะมาถึงชายหาดเล็ก ๆ ชื่อ เลอเบสตวน (Le Bestouan) ซึ่งชายหาดนี้  เป็นอีกหนึ่งที่ ที่คึกคักมากในช่วง Summer เพราะจะมีนักท่องเที่ยวมาอาบแดดเล่นน้ำกัน แต่ช่วงที่พลอยไปคือ ช่วง พฤศจิกายน แค่เอามือไปแตะน้ำนี่ก็คือร้อง เพราะไม่ไหว น้ำเย็นมากกกก555 ช่วงที่พลอยอยากจะแนะนำให้มาเที่ยวที่เมืองนี้คือ ช่วงเดือนมีนาคม ไปจนถึงพฤษภาคม จะเป็นช่วงเวลาที่แดดดี ทะเลเลสวย น้ำทะเลใส

เดินมาตามถนน Avenue des Calanques ก็จะพบป้ายบอกว่า “คุณมาถูกทางแล้ว” เป็นรูปคล้ายๆกับคนเดินปีนเขา คือเราจะไม่หลงแน่นอนเพราะป้ายนี่จะมีอยู่เรื่อยๆ แต่หากว่าใครกลัวหลงก็แค่ เปิด Google maps รับรองไม่มีหลงจ่ะะะ… เดินมาอีกสักพัก ประมาณ 600 เมตร ก็จะถึงกาลองก์แรกที่ชื่อ Calanque de Port-Miou ซึ่งมันเป็นอ่าวสำหรับจอดเรือ เราจะเห็นเรือจองเรียงรายกันเป็นแนวยาว และจุดนี้ก็คือการเริ่มต้นของการเดินเขา หรือการปีนเขานั่นเอง

ความจริงแล้วน้ำใสมากกกกกกก แต่ช่วงที่ไปไม่มีแสงแดดเลย น้ำก็เลยออกมาเป็นสีฟ้าอมเขียว หากใครอยากเห็นว่าตอนช่วง Summer เป็นอย่างไร ก็เอาชื่อ Calanque de Port-Miou ไปลองหา ใน Google ดูนะคะ แล้วจะบอกว่าว๊่าวววววว!!!! ขนาดฟ้าปิด ที่นี่ยังสวยมากเลยย ด้วยบรรยากาศที่แตกต่างออกไป

ระหว่างเดิน ก็จะมีจุดที่หินยื่นไป ให้เราได้นั่งพักชมวิวไปเรื่อยๆ หรือ แวะถ่ายรูป คือจุดไหนก็สวย เราก็จะได้มุมมองที่ต่างๆกัน

และนี่คือวิว จากการที่เดินตามเส้นทางที่อุทยานเค้ามีเครื่องหมายให้เราเดินตามเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว มาถึงจุดนี้จะทำให้รู้สึก ตื่นเต้นในธรรมชาติของที่นี่มาก ทิวเขาตระหง่าน ทะเลสีคราม ป่าเขาเขียวขจี บรรยากาศมาครบ และหน้าผาใหญ่ๆ ด้านหน้า ชื่อว่า “ผากาไนย์” หรือ “Cap Canaille” คือ เป็นหน้าผาที่สำคัญที่สุดของเมือง ที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองให้ได้!!

ในส่วนของการปีนเขา บางจุดก็เรียบง่าย บางจุดก็มีความชัน ความหินเยอะ ต้องเตรียมตัวไปให้ดี เช่น รองเท้าผ้าใบ หรือ ชุดที่ระบายอากาศได้ดี คล่องตัว รวมไปถึงการพกน้ำ และ อาหาร เพราะต้องใช้เวลาเดินทางเกือบทั้งวัน และไม่มีร้านอาหารหรือร้านค้าเลย คือธรรมชาติแบบจริงจัง

และนี่คือ  Calanque de Port Pin ที่นี่เป็นชายหาด ซึ่งจะต้องถ่ายจากอีกมุนหนึ่ง แต่พลอยถ่ายจากด้านบน เพราะในช่วงนี้ไม่มีคนมาอาบแดดเล่นน้ำเลย ซึ่งนักท่องที่มาก็จะมาแค่ชมบรรยากาศเท่านั้น เพราะอากาศที่หนาว และสลับกับฝนตก คือ ความจริงแล้วน้ำใสมากกกกกกกกกกกกกกก แหละกับการนั่งริมหาดอาบแดดชิวๆ

หน้าผาของที่นี่เป็นผาหินปูน มีลักษณะเป็นหุบผา ที่เว้าลึกเข้าไปในแผ่นดิน รอบๆผาจะมีดอกไม้ป่าขึ้นแซมไปกับร่องหินอย่างสวยงาม ซึ่งหินปูนที่มีลักษณะสีส้ม ของที่นี่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพอย่างมาก ซึ่งแต่ก่อนเอาไปสร้างถนนที่เมืองมาร์เซย์..

การปีนเขาครั้งนี้ ต้องจบลงกลางทาง เนื่องจากทางลื่นมาก เนื่องจากฝนตก และการเดินทางต่อไปที่จะไปหาด หรือ จุดที่เป็นที่สุดของการปีนเขาครั้งนี้ คือ Calanque ต้องปีนเขาที่ค่อนข้างชัน บวกกับต้องใช้ความระวังอย่างมาก ทำให้ไปได้แบบช้าๆ พลอยกลัวว่าจะกลับไม่ทัน เดี๋ยวฟ้าจะมืดก่อน เพราะ 4 โมง พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ดังนั้น กลับไปชิวต่อที่ในเมือง Cassis จะดีกว่า

กลับมาถึงพระอาทิตย์ กำลังจะตกพอดี และความโชคดี ก็คือ อยู่ๆ พระอาทิตย์ก็มา และฟ้าเริ่มเปิด ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ เปฺนช่วงที่ผู้คนนิยมว่านั่งรอชมกันอย่างมาก เพราะเค้าว่ากันว่าสวยงาม และโรแมนติกมากกก

อาหารเย็นของมื้อนี้ คือประทับใจมากกกกกกกกกก เพราะความที่พลอยหิวมาก และ เหนื่อยมากจากกานปีนเขา ซึ่งรสชาติอาหารดีมากกก ทุกอย่างสด ยิ่งอาหารทะเลยิ่งสดและหวานสุดๆ บวกกับวิวที่สวยงามมม ช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตก จิบกับไว้สีชวมพูชื่อดังของเมือง หรือที่เราเรียกว่า Rosé นั่งเองค่ะ

และนี่ คือ แสงสุดท้ายก่อนจะลาเมือง Cassis คือเห็นแล้วน้ำตาจะไหล สวยยยมากกกกจริงๆๆๆๆๆๆๆ ขอบอกเลยว่า ของจริงสวยกว่าในรูปอีกกกก แม้ครั้งนี้ จะปีนเขาไม่ถึงในจุดที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้ามีโอกาสจะมาใหม่ ในช่วงSummer อย่างแน่นอน สำหรับครั้งนี้กับเมืองCassis เป็นอะไรที่ประทับใจสุดๆ กับเมืองเล็กๆแห่งนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เมืองนี้ ได้คำนิยามจาก “เฟเดอร์ริค มิสทราล” (Fredéric Mistral) นักเขียนรางวัลโนเบลชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า  “Qui a vu paris, s’il n’a pas vu Cassis, n’a rien vu”  ” นั่นก็คือ…

“ใครได้เห็นParis ถ้าไม่ได้เห็น Cassis ถือว่าไม่ได้เห็นอะไรเลย”