Berlin พึ่งผ่านความเลวร้ายของสงครามมาไม่นาน ถ้าพูดถึง landmark ของเมืองนี้ทุกคนคงนึกถึงกำแพง Berlin เป็นอย่างแรก แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากกำแพงแล้ว ยังมีอีกหลายที่ให้เราตามไปดู แต่ละที่อาจไม่ใช่ที่ที่สวยงามที่สุดที่เราเคยเห็น แต่ทุกที่กลับมีเรื่องราวน่าสนใจชวนให้นึกถึงอดีตที่ผ่านมา หากใครได้ไปเยอรมนีอยากให้หาโอกาสไป Berlin สักครั้ง ทริปนี้เราจะพาไปดูให้เห็นว่า Berlin เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีเสน่ห์น่าไปเที่ยว แม้จะมีความทรงจำเกี่ยวกับสงครามให้เห็นอยู่มากมายก็ตาม

ก่อนไปนอกจากจะลิสต์สถานที่เที่ยวแล้ว ตั๋วเครื่องบินก็สำคัญไม่แพ้กัน เราเปรียบเทียบราคาตั๋วสายการบินต่างๆจาก Traveloka แล้วกดจองเลย เพราะสะดวกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

จองตั๋วเครื่องบินไปเยอรมณี กับ Traveloka 

 

ส่วนโรงแรมที่เราเลือกนอนในครั้งนี้ชื่อว่า Select Berlin The Wall เป็นโรงแรมที่ทำเลดีมาก อยู่ใกล้กับ Checkpoint Charlie ซึ่งเป็นจุด landmark หนึ่งที่เราจะไปเก็บในทริปนี้ สามารถดูรูปโรงแรมและจองห้องพักได้จาก Traveloka เช่นกัน

จองที่พัก Select Berlin The Wall กับ Traveloka

 

ออกจากโรงแรมเดินไปไม่ไกลเราจะเจอกับ Checkpoint Charlie

ในช่วงที่ประเทศเยอรมนีถูกแบ่งเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตกนั้น เมือง Berlin ก็ถูกแบ่งเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตกเช่นกัน กำแพง Berlin ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรในฝั่งตะวันออก หนีไปอยู่ในฝั่งตะวันตก เพราะผู้คนในฝั่งตะวันตกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า หลังจากกำแพงถูกสร้างได้ไม่นานประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้สั่งกองทัพสหรัฐให้สร้าง Chekpoint ขึ้น 3 จุด คือ A, B และ C (Alpha, Bravo และ Charlie) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเดินทางผ่านเข้าไปในฝั่งตะวันตกได้

 

ที่จุด Checkpoint นี้เราจะเห็นว่ามีการจำลองกองทหารกลุ่มเล็กๆและป้อมตั้งอยู่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปถ่ายรูปด้วยได้ แต่ว่าไม่ฟรีนะ ต้องจ่ายเงินให้พี่ๆทหารเค้าก่อน

 

ไม่ไกลจากตรงนั้นมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดในร้านเลยคงจะหนีไม่พ้นเจ้าเศษกำแพง Berlin ของจริงนี้ที่ถูกทาสีและแบ่งเป็นหลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่ ทำเป็นของที่ระลึกอย่างดีให้นักท่องเที่ยวซื้อกลับไปไว้ที่บ้าน

 

เสร็จจาก Checkpoint Charlie เรานั่งรถ tram ออกจากตัวเมืองเพื่อมุ่งหน้าสู่ landmark สำคัญของ Berlin ซึ่งได้แก่ East Side Gallery นั่นเอง

 

East Side Gallery คือกำแพง Berlin ของจริงที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็น Gallery แสดงภาพวาดกลางแจ้ง ความยาวทั้งหมด 1.3 กิโลเมตร งานทั้งหมดที่เห็นบนกำแพงนี้ใช้จิตรกรทั้งหมด 118 คน จาก 21 ประเทศทั่วโลกสร้างสรรค์มันขึ้นมา บริเวณนี้มีจุดสำคัญที่อยากให้ลองตามไป 3 จุด ได้แก่ 1. พิพิธภัณฑ์ The Wall Museum 2. ตัวกำแพง Berlin และ 3. ทางเดินริมแม่น้ำ Spree

 

เราขอแนะนำให้เข้าพิพิธภัณฑ์ก่อนเดินชมกำแพง เพราะจะได้ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจเหตุการณ์ได้ดีขึ้นมาก พิพิธภัณฑ์ The Wall Museum อยู่บนตึกข้างๆกำแพงเลย หาเจอได้ไม่ยาก ด้านในแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสงครามโลกและสงครามเย็น รวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆเกี่ยวกับกำแพง ข้อมูลทำดีมาก ใช้เวลาประมาน 1 ชั่วโมงก็เดินดูได้ครบ

 

พอเดินดูพิพิธภัณฑ์เสร็จก็ได้เวลาเดินชมกำแพงกันแล้ว East Side Gallery ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายนปี 1990  แน่นอนว่าภาพวาดเก่าแล้วแหละ แต่เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์บอกเราว่าทุกๆ 10 ปี จิตกรจะถูกเรียกตัวกลับมาที่ Berlin เพื่อบูรณะภาพวาดให้ดูเหมือนใหม่อีกครั้ง หากจิตรกรไม่มีชีวิตอยู่แล้วจะให้คนใหม่มาทำแทน โดยมีภาพถ่ายของกำแพงนั้นตอนวาดเสร็จใหม่ๆเป็นต้นแบบ

 

ภาพวาดทั้งหมดมีเป็นร้อยภาพ บางภาพเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองในยุคนั้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมภาพและถ่ายรูปคู่ไปได้เรื่อยๆตลอดทั้งแนวกำแพง เราใช้เวลาทั้งหมดประมาน 2 ชั่วโมงกว่าๆ ใครชอบถ่ายรูปแนวสตรีทอาร์ทน่าจะชอบตรงนี้มาก แต่มีสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรจะระวังคือแก๊งต้มตุ๋นที่มีอยู่หลายกลุ่มตลอดทั้งแนวกำแพง เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์เตือนไว้ว่า ห้ามไปเล่น “เกม” ที่เค้ามาชวนเล่นเด็ดขาด เพราะเค้าจะหลอกจนเราเสียเงินไปฟรีๆ

จบจากการถ่ายรูปเราก็ไปเดินเล่นริมแม่น้ำ Spree นอกจากบรรยากาศดีริมแม่น้ำแล้ว เรายังจะได้เห็นผลงาน Graffiti ที่อยู่ตามใต้สะพานและข้างกำแพงอยู่หลายจุด เป็นศิลปะที่พบเห็นได้ทั่วไปใน Berlin

 

เดินเยอะๆแบบนี้อย่าพึ่งหมดแรงกัน เพราะตอนนี้เราจะพาไปตามล่า landmark ที่ต่อไปกันเลย สถานที่นี้ชื่อว่า Brandenburg Gate

Brandenburg Gate ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ peace หรือ สันติภาพ แต่ด้วยความที่ตัวประตูตั้งอยู่ใกล้กับเขตแดนแบ่งระหว่าง Berlin ตะวันออกและ Berlin ตะวันตก ทำให้ในช่วงสงครามเย็น ประตูนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ถูกแบ่งแยก แต่พอสงครามเย็นจบลงประตูก็กลับมาเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวกันของเมือง Berlin อีกครั้งหนึ่ง

ประตูเมืองนี้มีทางให้ลอดผ่านทั้งหมด 5 ช่อง ข้อมูลจาก www.aviewoncities.com ระบุว่า ช่องตรงกลางกว้างที่สุดสำหรับกษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์ 2 ช่องถัดมาสำหรับชนชั้นสูง และ 2 ช่องด้านนอกสุดให้คนทั่วไปเดินผ่าน

ช่วงที่เราไปนั้นเป็นช่วงคริสมาสต์พอดี ทำให้มีต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้าด้วย

ไม่ไกลจากประตูมีพิพิธภัณฑ์ Brandenburg Gateให้เข้าชมด้วยเช่นกัน ใครไม่อยากเสียเวลาต่อคิวซื้อตั๋ว แนะนำให้ซื้อไปเลยล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็ว

ซื้อบัตรเข้าพิพิธภัณฑ์ประตูบรันเดินบวร์ค กับ Traveloka 

เดินออกมาจาก Brandenburg Gate ไม่ไกลนักเราจะเจอ The Reichstag หรือ Parliament Building นับเป็น landmark ที่ต่อไปของเราในทริปนี้

Parliament building สร้างเสร็จในปี 1894 รวมๆเวลาก็ร้อยกว่าปีแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในได้ด้วยแต่ต้องจองคิวก่อนล่วงหน้า highlight ของที่นี่คือโดมแก้วทรงกลมขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านใน

 

เดินต่อมาไม่ไกลเราจะเจอกับ Holocaust Memorial หรือเรียกชื่อทางการคือ the Monument to the Murdered Jews in Europe จุดเด่นของ landmark นี้คือแท่งคอนกรีตจำนวนมาก เรียงรายอยู่เต็มลานกว้าง

อนุสรณ์นี้ก่อสร้างขึ้นในปี 2005 (ปีที่ครบรอบ 60 ปีของการล่มสลายของนาซี และ การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2) เพื่อไว้อาลัยให้แก่ชาวยิวที่ต้องเสียชีวิตไปด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี คอนกรีตทุกแท่งจะมี 5 ด้านเรียบเหมือนกัน ไม่มีการสลักชื่อ หรือวันเดือนปีใดๆ ความสูงของคอนกรีตแต่ละแท่งไม่เท่ากัน บางแท่งอยู่แค่เข่า บางแท่งสูงท่วมหัว ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่เป็นคลื่น เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าไม่มีพื้น ไม่มีความมั่นคง ซึ่งตอนเราไปเดินก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ทั้งๆที่คนเดินผ่านไปมาเยอะมาก แต่เรากลับรู้สึกเศร้าและกลัวไปพร้อมๆกัน เป็นอนุสรณ์ที่ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์ได้มากจริงๆ

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชม Holocaust Memorial เวลาไหนก็ได้ แต่ถ้าใครอยากเข้าไปชม Information center ของ Memorial นี้ไปได้แค่ตอน 10.00 – 20.00 เท่านั้น

Landmark ต่อไปเหมาะกับคนชอบพิพิธภัณฑ์มากๆ เพราะมันคือ Museum Island ที่นี่รวบรวมพิพิธภัณฑ์ไว้มากถึง 5 แห่ง ได้แก่ Altes Museum, Alte Nationalgalerie, Bode Museum, Neues Museum และ Pergamon Museum ยิ่งไปกว่านั้นในปี 1999 องค์การ UNESCO ยังได้ประกาศให้ Museum Island นี้เป็น National Heritage Site อีกด้วย

สำหรับใครที่เวลาจำกัด เลือกไม่ถูกไม่รู้ว่าจะเข้าพิพิธภัณฑ์ไหนดี เราเชียร์ให้ไปที่ Altes museum ก่อนเลย เพราะที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์แรกที่เกิดขึ้นใน Museum Island นี้ และ ยังสามารถซื้อตั๋วจาก Traveloka ไปก่อนได้

ซื้อบัตรเข้าชมแบบไม่ต้องต่อคิวที่ อัลเทิส มิวเซียม (Altes Museum) กับ Traveloka

ที่สุดท้ายในทริปนี้เราขอแถมไว้ให้เผื่อใครได้ไป Berlin ช่วงเดือนธันวาคม เพราะเรากำลังจะพาไป ตลาดคริสมาสต์ที่ Gendarmenmarkt!

Gendarmenmarkt ได้รับการยกย่องว่าเป็นจัตุรัสที่สวยงามมากที่สุดที่หนึ่งในยุโรป เพราะรอบๆด้านประกอบไปด้วยสถาปัตยากรรมต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  French Cathedral,  German Cathedral  และ  Concert Hall ส่วนตรงกลางลานยังมีรูปปั้นของนักประพันธ์ชาวเยอรมันผู้โด่งดังชื่อว่า Friedrich Schiller

 

ในช่วงที่เราไปนั้นบริเวณลานกว้างๆโล่งๆของจัตุรัส มีร้านค้ามาตั้งมากมาย จนมองไม่ค่อยเห็นอาคารโดยรอบชัดเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะบรรยากาศคริสมาสต์ที่นี่ถือว่าดีมากเลยทีเดียว นอกจากจะมีอาหารเยอรมันแท้ๆ อย่างเช่น ไส้กรอกเยอรมันย่าง เสต็กหมูย่างเนื้อนุ่มหอม หมูอบหนังกรอบสไตล์เยอรมัน พิซซ่าสไตล์เยอรมัน ขนมปังหน้าชีสเยิ้มๆ พาสต้าสไตล์เยอรมัน ไวน์แดงร้อน และช็อคโกแล็ตร้อนแล้ว ยังมีเวทีการแสดงร้องเพลงคริสมาสต์ และ การแสดงตามทางเดิน รวมไปถึงของที่ระลึกเกี่ยวกับคริสมาสต์น่ารักๆขายอยู่เต็มไปหมด ทำให้ตลาดคริสมาสต์ที่ Gendarmenmarkt นี้ เป็นที่ที่น่าประทับใจมากๆ จนอยากแนะนำให้รอไป Berlin ช่วงเดือนธันวาคมไปเลยทีเดียว

 

 

ก่อนจบรีวิวทริปตามล่า landmark นี้ ขอฝากภาพบรรยากาศเมืองและ “งานศิลปะ” ที่ไม่ใช่ landmark ไว้ให้ดูสักเล็กน้อย เพราะเราเชื่อว่าระหว่างทางในการตามล่าหา landmark จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ใน Berlin ก็มีสิ่งสวยงามให้ชื่นชมมากมายไม่แพ้กัน