สวัสดีค่า รีวิววันนี้ภูมิใจนำเสนอมากๆ เพราะเราไปกันไกลถึงทวีปออสเตรเลีย เพื่อไปขับรถตะลุย  เที่ยว (Road trip) บนถนนเลียบมหาสมุทรแปซิฟิกที่ยิ่งใหญ่และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก นั่นก็คือ Great Ocean Road ประเทศออสเตรเลียนั่นเอง Great Ocean Road เป็นถนนสายที่เราจะได้ขับเลียบชายฝั่ง โดยเส้นทางจะผ่านทั้งทะเล ภูเขา ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเมืองเล็กๆ ต่างๆที่สวยงาม ระยะทางรวมประมาณ 250 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่เมืองเล็กๆที่ชื่อว่าทอร์คีย์ (Torquay) ซึ่งไม่ไกลจากเมลเบิร์น (Melbourne) มากนัก เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการไปชายหาดเพื่อเล่นเซิร์ฟบอร์ด และยังเป็นเมืองต้นกำเนิดแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง Rip Curl ด้วยนะเออ ไล่ไปจนถึงเมืองวอนัมบูล (Warrnambool) ซึ่งระหว่างทางก็มีสถานที่เที่ยวสวยงามมากมาย ให้เราได้แวะจอดเที่ยวกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งจะมีที่ไหนบ้าง เดี๋ยวเราจะมาเล่าให้ฟังในรีวิวด้านล่างเลยจ้า

         ทริปนี้เราเดินทางออกจากประเทศไทยด้วยการนั่งเครื่องบินตรงยาวไปลงที่สนามบิน Melbourne Tullamarine ด้วย การบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ใช้เวลาบินทั้งหมดประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง เหตุผลที่เราเลือกการบินไทยที่เป็น Full service นั้น ไม่ได้เป็นเพราะว่ามีเงินเหลือเฟือแต่อย่างใด แต่เพราะว่าคำนวณแล้วว่าคุ้ม เพราะจองผ่าน Traveloka ที่เปรียบเทียบราคาของแต่ละสายการบินให้เราเห็นเลย ทำให้เราตัดสินใจเลือกสายการบินที่เหมาะกับ Budget เราได้ง่าย

 

เช็คราคา จองตัวเครื่องบินไปออสเตรเลีย

 

ก่อนไปเราเช็คอินออนไลน์ผ่านมือถือเรียบร้อยแล้ว เพราะขี้เกียจต่อคิว พอไปถึงสนามก็มองหาแค่คำว่า Internet Check-in หรือ All Flight Check-in เพื่อเอากระเป๋าไปโหลดเท่านั้นเอง

ได้ Boarding Pass มาแล้ว

          ส่วนเหตุผลหลักที่เราไปกับการบินไทยเลยคือ บนเครื่องมีอาหารแสนอร่อยบริการถึง 2 มื้อ เนื่องจากบินนาน ก็จะได้ทานรอบแรกตอนเครื่องขึ้นไปแล้วสักพัก ซึ่งมี 2 เมนูให้เลือกด้วยกัน จะทานแบบไทยอย่างข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวก็ได้ หรือจะอินเตอร์ทานพาสต้าก็ดี

          และอีกรอบก็คือก่อนลงนั่นเองจ้า ไม่ต้องนั่งทนหิว ฟังเสียงท้องตัวเองร้องไปจนถึงออสเตรเลียเด้อ รอบนี้เป็นอาหารเช้าแบบฝรั่งมาเลย ก็คือออมเล็ตนั่นเองงงง

          นอกจากนี้บนเครื่องบินยังมีตัวช่วยที่เพิ่มความสะดวกสบายให้เราอีกมากมาย เช่น Entertainment Flight เลือกไปเลยค่ะอยากดูหนัง ฟังเพลงอะไร ที่ชาร์ตแบตมือถือก็มี เผื่อใครเล่นเกมส์จนแบตหมด ใครจะนอนหมอนผ้าห่มก็มีให้นะคะที่นั่งค่อนข้างกว้าง ตอนเราไปเพื่อนผู้ชายตัวใหญ่นั่งติดกันสามคน ก็ยังขยับตัวขยับขาได้ค่ะ เรียกว่าหลับสบายรู้ตัวอีกทีก็ถึงเมลเบิร์นแล้ว

          การเดินทางบนสาย Great Ocean Road ของเรานั้นสามารถทำได้ 2 แบบคือซื้อทัวร์ไปค่ะ ราคาอยู่ที่คนละประมาณ 90-120 AUD แล้วแต่รูปแบบว่าจะเป็นไปเช้าเย็นกลับ หรือแบบ 2 วัน 1 คืน หรือว่าจะเป็นการเช่ารถแล้วขับเที่ยวเอง ซึ่งเราแนะนำแบบเช่ารถเอง และไปนอนค้างสัก 1 คืนกำลังดีเลยค่ะ เอาจริงๆไป 2 คน เช่ารถแล้วหารกันก็ถูกกว่าราคาซื้อทัวร์แล้ว! เราออกจากสนามบินเราก็ลาประมาณบ่ายโมงตรงดิ่งเพื่อไปรับรถ ซึ่งการขับรถในออสเตรเลียเหมือนขับที่ไทยนะคะ คือพวงมาลัยขวา ขับชิดซ้าย แต่เลี้ยวซ้ายต้องรอสัญญาณไฟก่อนน้า และให้คนเดินข้ามทางม้าลายไปก่อนเสมอ ส่วนอีกหนึ่งหัวข้อที่ถกเถียงกันมากในโลกโซเชียลคือ ต้องใช้ใบขับขี่สากลหรือไม่ อันนี้ขอบอกเลยว่าแล้วแต่ผู้ให้บริการ เราถามมาแล้ว แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เช็คให้ดีก่อน แต่ทางที่ดีก็ทำไปเผื่อเถอะค่ะ

          เอาล่ะเมื่อได้รถเรียบร้อยแล้ว รอช้าทำไม Road Trip Begin! โดยเราเริ่มออกเดินทางจากสนามบินข่วงบ่ายๆแล้ว ในวันแรกเราจะไปแวะค้างคืนกันที่เมืองจีลอง (Geelong) พักผ่อนกันตามอัธยาศัย เพราะวันรุ่งขึ้นเรามีจุดมุ่งหมายอยู่ที่เมืองพอร์ตแคมเบล (Port Campbell) แล้วก็ต้องขับรถกันยาวๆทั้งวันไปเลยจ้า

          เช้าวันที่ 2 เราออกเดินทางกันแต่เช้าเพราะตั้งใจจะไปให้ถึง The Twelve Apostle ก่อนห้าโมงเย็น ส่วนเส้นทางวันนี้ใครจะไปตามให้ปัดหมุดตามนี้เลย เริ่มจากเมือง Geelong – Memorial Arch at Eastern View – Apollo Bay – Princetown Wetland Broadwalk – The Twelve Apostle และ Port Campbell

          จริงๆไฮไลท์ของตรงนี้ก็มีแค่ประตูอันนี้เท่านั้นแหละ กับทางเดินลงชายหาดอีกนิดหน่อย ซึ่งลงไปแล้วก็ไม่มีอะไรมาก สามารถข้ามไปได้เลย หลังจากนี้เราก็ตรงยาวไป Apollo Bay เพื่อทานข้าวเที่ยงกัน

         Apollo Bay เมืองเล็กๆริมทะเล คนไม่พลุกพล่านมาก ส่วนมากก็เป็นนักท่องเที่ยวที่มาแวะก่อนจะขับไปต่อเหมือนพวกเรานั่นเอง ร้านอาหารมีให้เลือกตามใจชอบเลย แต่ร้านที่เราแนะนำคือร้านนี้ค่ะ Great Ocean Road Brewhouse ข้างในร้านบรรยากาศอบอุ่น มีเตาผิงในร้านด้วย ส่วนเมนูที่เราเลือกสั่งเป็นแซนวิชเนื้อ อร่อยน้ำตาไฟลมากค่ะ ฮือๆ ทั้งขนมปังและเนื้อนุ่มหอมไปหมด ละมุนปากมากๆ

เสร็จแล้วไปซื้อไอศครีมกินดีกว่าค่ะ เดินผ่านมาเห็นคนเยอะเชียว ชื่อว่า Doodle’s Ice Cream ถ้วยใส่อาจจะดูบ้านๆ แต่ร้านนี้เขาการันตีด้วยรางวัลที่เยอะสุดๆไปเลย ไอศครีมรสไหนที่ได้รางวัล เขาจะเอาป้ายปักไว้

เติมพลังกันแล้ว ได้เวลาไปต่อที่ Princetown Wetland Broadwalk ตรงนี้ถ้ามากับทัวร์เขาน่าจะไม่ได้พามานะคะ ที่นี่จะเป็นทางเดินไม้ทอดตัวยาวไปบนทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง เอาไว้ดูนกค่ะ ตอนเราไปไม่เจอนกสักตัว เจอแต่เป็ด แต่เราไปไม่มีคนเลย มีเราแค่กลุ่มเดียว ดีงามสุดๆ

เมื่อเก็บภาพจนเป็นที่พอใจแล้ว รีบไปต่อกันดีกว่าเพราะกลัวแสงจะหมด จาก Princetown Wetland Broadwalk อีกไม่ไกลก็ถึงแล้วค่ะ สถานที่ที่เรารอคอย นั่นก็คือ The Twelve Apostle นั่นเอง

The Twelve Apostle เป็นกลุ่มหินขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล จำนวน 8 ต้น ใช่ค่ะ มีแค่ 8 ไม่ใช่ 12 ตามชื่อนะจ๊ะ จริงๆแต่เดิมมี 9 ต้นค่ะ แต่เป็นที่น่าเสียดายมาก เมื่อปี 2005 มีเสาหินต้นนึงได้พังลงไปจากการกัดเซาะของน้ำทะเลนั่นเอง รู้แบบนี้แล้วต้องรีบไปดูกันแล้วนะ ที่นี่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญหากใครมาเที่ยวที่เมลเบิร์น ส่วนค่าเข้าชมนั้นฟรี! และช่วงที่สวยที่สุดของการมาชมเสาหินก็คือช่วงเช้ากับช่วงเย็น เพราะแสงอาทิตย์จะสาดลงมาที่กลุ่มเสาหินพอดี ถ่ายรูปสวยมากๆ บอกเลย นอกจากนี้ใครอยากเดินเลียบชายหาดไปดูเสาหินแบบใกล้ๆก็ได้ โดยเดินตามป้าย Gipson steps ไป ห่างจาก The Twelve Apostle ไปประมาณ 2 กิโลเมตร แต่ถ้าใครขี้เกียจจะขับรถไปก็ได้ค่ะ Gipson Step จะเปิดให้ลงไปเดินเล่นได้ก็ต่อเมื่อน้ำทะเลลดระดับ ซึ่งเราไปตอนที่น้ำขึ้นแล้วจ้า และกระแสน้ำก็แรงมากๆด้วย อดลงไปเดินชายหาดตามระเบียบ อ้อ! ที่นี่เรายังสามารถชมวิวจากมุมสูงได้ด้วยการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ด้วยนะคะ 

                เราอยู่ที่ The Twelve Apostle กันจนใกล้มืดก่อนจะขับรถเข้าไปพักค้างคืนกันที่เมืองพอร์ตแคมป์เบล (Port Campbell) เมืองเล็กๆที่มีประชากรอยู่ไม่ถึง 500 คน เพราะฉะนั้นร้านอาหารที่นี่ก็มีตัวเลือกให้ไม่มากนัก เราเลยเลือกทานอะไรง่ายๆก่อนจะเดินกลับเข้าไปที่พัก

ระหว่างทางขับไปที่เมือง Port Campbell

บรรยากาศบริเวณโดยรอบของเมือง Port Campbell คือจะอยู่ติดทะเลแบบนี้เลย เงียบสงบมากๆ

          เช้าวันที่ 3 บนเส้นทาง Great Ocean Road ของเรา เราจะไปแค่ 2 ที่เท่านั้นค่ะคือ The Grotto และกลับไปที่ The Twelve Apostle อีกครั้งเพื่อถ่ายแสงตอนเช้า จริงๆยังมีอีกหลายที่ที่ให้ไปนะคะเช่น London Bridge (อันนี้เราแอบชะโงกดูจากในรถเลยค่ะ มองเห็นนะ พอเห็นปุ๊บก็เข้าใจเลยทันทีว่าทำไมถึงชื่อ London Bridge ก็หน้าตามันแอบคล้ายกันจริงๆเลยเชียว) แล้วก็มี The Arch, Bay Of Martyrs, Bay of Islands และอีกหลายที่เลย แต่ทุกที่เป็นการดูเสาหินเหมือนกันหมด เพียงแค่หน้าตาแตกต่างกันออกไป เรากับเพื่อนเลยตกลงกันว่าเพราะอยากกลับไป The Twelve Apostle ถ่ายแสงเช้ามากกว่า เลยเลือกไป The Grotto อีกเพียงแค่ที่เดียว

ระหว่างทางเดินลงไปดู The Grotto

มองเห็นช่องโหว่ตรงนั้นไหม เดี๋ยวเราจะเดินลงไปกัน ตรงนั้นแหละคือไฮไลท์ของที่นี่

          ถึงแล้วค่ะ The Grotto ถือว่าเป็น Sinkhole อันนึงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่เกิดจากการพัดของกระแสน้ำ ทำให้หินดังกล่าวทรุดตัวเกิดเป็นลักษณะหลุมบ่ออย่างที่เห็นค่ะ

          มาแล้ว The Twelve Apostle ในรูปแบบแสงเช้า ซึ่งโดยส่วนตัวเราสรุปได้ว่าชอบแสงเช้ามากกว่าแสงเย็นนะคะ พอเก็บรูปได้อย่างจุใจกันแล้ว เราก็จะตั้งค่า Google Map ขับรถยาวกลับเข้าไปในตัวเมืองเมลเบิร์นเลยค่ะ โดยขากลับจะเป็นกับคนละทางที่มานะคะ ทางนี้จะไม่ค่อยมีวิวเลียบชายฝั่งทะเลสวยๆเหมือนขามา แต่จะเปลี่ยนเป็นภาพของฟาร์มเลี้ยงวัว ม้า แกะ แทน ก็สวยไปอีกแบบ มองดูเขียวสุดลูกหูลูกตา แล้วถนนก็ขับค่อนข้างง่ายกว่า เป็นทางตรงยาวๆไปเลย ผิดกับขามาที่ทางค่อนข้างคดเคี้ยว เดี๋ยวขึ้นเขาลงเขาอยู่ตลอดเวลา

          อย่างที่บอกไปว่า Great Ocean Road คือหนึ่งในถนนที่สวยติดอันดับโลก ถ้าใครมีโอกาสมาที่เมลเบิร์นแล้ว และมีเวลาเที่ยวหลายวันหน่อย ก็อยากให้ลองมาเที่ยวกันค่ะ มันคุ้มค่ามากจริงๆนะ ใช้เวลาสัก 2 วัน 1 คืน กำลังดีเลย วิวสองข้างทางสวยมากเห็นทั้งทะเล ภูเขา ฟาร์ม หลากหลายรสชาติเหมือนเพื่อนร่วมทริปหลายๆคนของเราไงล่ะคะ ที่บางคนอาจจะชอบภูเขา หรือทะเล หรือชอบทุ่งหญ้าของฟาร์มที่มีสัตว์น่ารักๆวิ่งเล่นเต็มไปหมด ตอบโจทย์สมาชิกทุกคนแน่นอน แล้วถ้ามากันหลายคนยังไงก็แนะนำให้เช่ารถขับเอง เพราะเราสามารถ Enjoy the moment ได้ตามที่ใจอยาก ถ่ายรูปกันจนเต็มอิ่มให้พอใจเราค่ะ แล้วก็อย่าลืมนะคะถ้าเช่ารถทำใบขับขี่สากลเผื่อไปด้วย กันไว้ดีกว่าแก้เน้อ ถนนหนทางที่ดีมากในออสเตรเลีย มีบางช่วงที่เป็นทางคดเคี้ยวก็ต้องใช้ความระมัดระวังกันหน่อยนะคะ ขอให้ทุกคนสนุกไปกับการขับรถเที่ยวบน Great Ocean Road เส้นทางเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกแห่งนี้ค่ะ