ไหน ใครว่าเดี๋ยวนี้ไปเที่ยวญี่ปุ่นนี่น่ะเกร่อแล้ว!? มา เราจะบอกลายแทงที่เที่ยวเจ๋งๆที่ญี่ปุ่น แบบอินดี้ๆ ให้ลองไปโดนกันอีกสักที เผื่อทริปญี่ปุ่นครั้งหน้าแพลนเที่ยวของคุณจะแหวกแนวออกไปได้มากกว่านี้ เพราะทุกการเดินทางนั้นรอสร้างความทรงจำดีๆ ให้แก่ทุกคน

ก่อนอื่นก็ลงมือค้นหาเที่ยวบินแบบง่ายๆ จ่ายสบาย กับ Traveloka ก่อน จะบอกว่าเที่ยวบินต่างประเทศพร้อมตัวเลือก Smart Combo ของเขาช่วยเซฟคอสต์ไปได้เยอะเชียว

เมื่อพร้อมแล้วก็บินลัดฟ้า ออกเดินทางสู่ญี่ปุ่นกันเลย!

 

1. โอไดบะ

โอไดบะเป็นเกาะที่สร้างขึ้นมาจากการถมทะเล ถือเป็นส่วนหนึ่งของโตเกียว และเป็นย่านที่เราเดินสวนนักท่องเที่ยวด้วยกันเป็นปกติ ถึงอย่างนั้นโอไดบะก็ไม่ใคร่จะติดท็อปลิสต์สถานที่ห้ามพลาดของคนทั่วไปนัก แต่รู้ไหมว่าภายในเกาะเล็กๆ นี้มีแลนด์มาร์กสุดเด็ดที่จะปลุกอินเนอร์ของนักท่องเที่ยวทุกสายให้ลุกโชน การเดินทางก็สะดวก เดินทางจากศูนย์กลางโตเกียวมาได้หลายวิธี แต่วิธีที่เราใช้คือนั่ง JR Rinkai Line จากสถานีใหญ่ๆ ในโตเกียวมาลงสถานี Tokyo Teleport

teamLab Borderless

สถานที่จัดงานแสดงศิลปะแบบอินเทอร์แอ็กทีฟสุดเก๋โดย teamLab ทีมงานชื่อดังระดับโลกที่สายอาร์ตจะพลาดไม่ได้ teamLab มีต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่น แต่ได้กระจายออกไปจัดแสดงผลงานในหลายๆ ประเทศ ทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร ส่วน teamLab Borderless ที่ Palette Town เป็นการแสดงผลงานแบบถาวรซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นเข้าไปเยี่ยมชมไม่ขาดสาย แนะนำให้จองบัตรล่วงหน้า และควรไปแต่เช้าๆ เพราะขนาดเราไปรอก่อนเขาเปิด 1 ชั่วโมงยังต้องยืนต่อแถวรอนานพอสมควร

 

Palette Town / Venus Fort / Diver City / Decks / Aqua City

เมื่อเดินขึ้นมาจากสถานี Tokyo Teleport แล้วหันมองไปรอบๆ ก็จะเห็นทั้งศูนย์สันทนาการและศูนย์การค้าเหล่านี้อยู่ในระยะสายตา แถมถ้าขยันเดินพอ ก็เดินถึงกันทั้งหมดได้ภายในวันเดียว! เอาสิ มีทั้งร้านขายของที่ระลึก เครื่องประดับ ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้าและของใช้แบรนด์เนมขึ้นห้างมากมาย ชาช้อปขากินจะได้กระเป๋าแหกกันก็งานนี้ ไม่นับว่ายังมีแลนด์มาร์กแปลกๆ อย่างพิพิธภัณฑ์ทาโกะยากิใน Aqua City หรือแหล่งเที่ยวถูกใจคนเฉพาะกลุ่มอย่าง Joyapolis สำหรับคอเกมรุ่นเก๋า หรือกันดั้มคาเฟ่ที่ Diver City สำหรับแฟนๆ กันดั้มอีกนะ ครบเครื่องเหลือกินใช่ไหมล่ะ! แวะตรงโน้นตรงนี้เสร็จแล้วก็ยังออกมาเดินเลาะริมทะเล เก็บภาพธรรมชาติยามอาทิตย์อัสดงสวยๆ หรือจะรอดูไฟของสะพานสายรุ้ง (Rainbow Bridge) ยามกลางคืน ก็ถูกใจสายชิลไปอีกกก

Fuji TV ตรงข้าม Aqua City ฉากของการ์ตูนดังเรื่องหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็นแลนด์มาร์กย้อนวัยเด็กสำหรับแฟนการ์ตูนหลายคน

 

เดินเลียบท่าเรือโอไดบะ เก็บภาพแสงสุดท้ายของวัน

Oedo Hot Spring บ่อน้ำพุร้อนโอเอโดะ

เดินมาทั้งวันจนเหนื่อย แถมเรามาเที่ยวหน้าหนาวท่ามกลางอุณหภูมิเกือบติดลบ พอเจอบ่อน้ำร้อนก็แทบจะร้องไห้วิ่งเข้าใส่ ขอบอกเลยว่าฟินมว้ากกกกก (วิบัติเพื่อเสียง) นอกจากจะได้เปลี่ยนชุดยูกาตะ สัมผัสบรรยากาศโรงอาบน้ำออนเซ็นแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แล้ว ที่นี่ยังมีโซนจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในธีมเทศกาลแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอีกด้วย อินมาก บอกเลอออ

 

คุณสามารถจองบัตรเข้า Joyapolis กับ Oedo Hot Spring ผ่าน Traveloka ในหมวด ‘ที่เที่ยวและกิจกรรม’ ได้แล้ววันนี้!

 

2. อิเคะบุคุโระ

อิเคะบุคุโระเป็นย่านการค้าใหญ่อีกแห่งที่เดินทางไปมาสะดวกมาก แม้ว่านักท่องเที่ยวจะยังไม่นิยมเท่าอุเอโนะ ชินจูกุ หรือชิบูย่า เราเลือกพักในย่านนี้เองแหละ พูดเลยว่าสะดวกกับชีวิตและถูกจริตจริงๆ แต่เพราะอะไรนั้นเดี๋ยวรู้กัน 555

 

สถานีอิเคะบุคุโระ

เคยเห็นแต่คนทำรีวิวสถานีโตเกียว สถานีอิเคะบุคุโระเองก็เก๋าไม่แพ้กัน ทางเดินใต้ดินของสถานีกินพื้นที่กว้างมาก มีลักษณะเป็น complex คือเชื่อมทางเข้าห้างใหญ่หลายแห่งเข้าไว้ด้วยกัน แล้วก็ยังมีโซนของกิน โซนขายของยิบย่อยมากมายทุกระดับ ไล่ตั้งแต่ร้านตั้งแผงลดราคาไปยันร้านหรูแบบที่เผลอเดินเข้าไปแล้วสะดุ้งแบบว่า เอ๊ะ! นี่มาอยู่ผิดที่หรือเปล่า ส่วนตัวแล้วขอเชียร์เรื่องการเดินทางที่สุด เรานั่งรถด่วน NEX จากสนามบินนาริตะมาลงที่นี่ได้แบบต่อเดียว สถานีนี้เป็นจุดเชื่อมของเส้นทางรถไฟหลายสายหลายเจ้า ไม่ใช่แค่เฉพาะ JR วันที่วางแผนตะลอนออกนอกเมือง ก็ได้ใบบุญว่าพักที่อิเคะบุคุโระช่วยไว้นั่นแหละ ถึงได้เดินทางง่าย

 

Sunshine City

ย่านอิเคะบุคุโระมีห้างใหญ่น่าเข้าหลายห้าง แต่ต้องขอพูดถึง Sunshine City สักหน่อยเพราะเป็นเป้าหมายแรกๆ ของเราในการไปญี่ปุ่น! สามารถเดินเท้าไปถึงได้เลยโดยใช้ทางออกทิศเหนือของสถานีอิเคะบุคุโระ ห้างนี้เป็นที่ตั้งของ J-World (จะปิดตัวใน ก.พ. 2019 นี้แล้ว), Namja World, Kiddy Land และ Pokemon Center พูดได้เลยว่าคอการ์ตูนญี่ปุ่นทั้งหลายหลงเข้ามาแล้วต้องกรีดร้องหน้ามืดเป็นแน่ (กระเป๋าฉีกหนักมาก ฮือออ)

J World Cafe มาสั่งเมนูของการ์ตูนโปรดเป็นการอำลา

อยากเอากลับบ้านหมดเลย

Otome Road โอโตเมะโร้ด

หากย่านอากิฮาบาระเป็นสวรรค์ของคอการ์ตูนชายฉันใด ย่านอิเคะบุคุโระก็นับว่าเป็นแดนสุขาวดีของคอการ์ตูนหญิงได้ฉันนั้น ชื่อ ‘Otome’ ก็บอกอยู่ในตัวว่าเพื่อเพื่อนหญิง เพียงแค่เดินไปตามทางคุณก็จะโดนดักด้วยสินค้าและของสะสมมากมาย ทั้งร้านใหญ่ระดับเชนอย่าง Animate และร้านย่อยแบบแนวๆ ความสนุกอยู่ที่ราคาของสะสมแต่ละร้านจะไม่เท่ากัน ของสะสมตัวละครยอดนิยมอาจราคาถูกเหลือเชื่อในอีกร้าน ในขณะที่อีกร้านอาจราคาพุ่งไปสามเท่า ที่อินดี้กว่าคือมีของสะสมระดับการ์ตูนรุ่นพระเจ้าเหา แถมยิ่งเก่ายิ่งแพงด้วยแน่ะ!

คว้าเจ้าตัวนี้แบบลดราคามาได้ที่แถว Otome Road รู้สึกคุ้มชีวิตแล้ว

3. ยานากะ

ย่านยานากะเป็นย่านฮิปๆ นิ่งๆ แต่มีเสน่ห์ในตัวเองแห่งหนึ่งของโตเกียว เมื่อก่อนเขาว่าเต็มไปด้วยแมวจนเป็นที่มาของ Cat Street ซึ่งมีหลายๆ คนเคยรีวิวไว้แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าแมวหายไปไหนหมด ก็เลยเหลือแต่ชื่อถนนอย่างนั้น ปัจจุบันคนแถวนี้ก็ยังเอาแมวมาเป็นกิมมิกเล็กๆ เพื่อโฆษณาท้องถิ่นตัวเองกันอยู่นะ

สุสานยานากะ

วันเท็นโนจิที่ดูแลสุสานยานากะ เงียบสงบมาก

คู่หูร่วมทิปหลงทางเข้าไปอีท่าไหนไม่ทราบได้ กลับมาค้นข้อมูลทีหลังก็ดันพบว่าเป็นสุสานใหญ่ที่มีบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นฝังไว้ ทั้งโชกุนคนสุดท้าย นักเขียนใหญ่ระดับศิลปินแห่งชาติ และอีกมากมาย สุดท้ายพวกเราก็เลยลากกันกลับไปเยือนอย่างใส่ใจกว่าเดิม บรรยากาศในสุสานสงบมาก มีวัดในสุสาน สถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น ต้นไม้กิ่งก้านโกร๋นในหน้าหนาวตามรายทางก็คงสวยน่าดูตอนช่วงซากุระบาน (ที่นี่น่าจะเป็นจุดชมซากุระอีกแห่ง เหมือนเราจะเห็นป้าย) แล้วถ้ากลับไปอ่านตัวคันจิบนจารึกหินแผ่นใหญ่ๆ ได้ ก็คงจะอินกว่านี้แหละ

แมวเหมียวย่านยานากะที่หายไป ส่วนใหญ่ก็จะมาซุกตัวอยู่แถวๆ สุสานนี่เอง

 

เส้นทางสัมผัสประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและศิลปะร่วมสมัย พร้อมแวะคาเฟ่แบบฮิปๆ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแมว แบบแนวๆ…เสียดายมาก เจอกันวันเขาปิด เลยต้องหยุดแค่หน้าประตู

จากสุสาน ถ้าลองเดินเล่นไปเรื่อยๆ ตามถนนในย่านยานากะ (อันที่จริงคือเราบังเอิญเดินมั่วขนานกับ Cat Street) คุณจะได้พบกับความแนวที่แท้ทรู เช่น จู่ๆ ก็พบป้ายอธิบายประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเรื่อยๆ จู่ๆ ก็เจอแกลเลอรี่เล็กๆ แต่ผลงานอย่างนัวร์เพราะจัดแสดงผลงานของศิลปินฝรั่งเศส จู่ๆ ก็เจอพิพิธภัณฑ์ศิลปะแมว (?) แล้วจู่ๆ ก็เจอคาเฟ่ธีมแมว… แมวเหมียวเต็มไปหมดเลย

ย่านยานากะ เดินๆ ไปก็จะเจอศาลเจ้าเล็กๆ ประปราย แล้วก็จะมีป้ายอธิบายตำนานที่มาของศาลเจ้านั้น มีความน่ารักตรงที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเล่าท้องถิ่นมาก

SCAI THE BATHHOUSE แกลเลอรี่อาร์ตเล็กๆ แต่หมุนเวียนจัดแสดงผลงานของศิลปินจากฝรั่งเศสที่ทรงพลัง

คาเฟ่ธีมแมว แนวตั้งแต่การจัดโต๊ะกลาง

 

ศาลเจ้าเนะซึ

จุดเด่นของศาลเจ้านี้คือโทริอิ (ซุ้มประตูบอกเขตศักดิ์สิทธิ์) สีสด ที่เรียงรายเป็นแนวยาวจากด้านตะวันตกจรดตะวันออกของสวนในศาลเจ้า ผู้มาเยือนนิยมเดินลอดเพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วก็ไม่พ้นต้องชักภาพเก็บเป็นที่ระลึก แถมที่นี่ยังอยู่ใกล้กับโตได (มหาวิทยาลัยโตเกียว) มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นซะด้วย ใครผ่านมาแล้วจะเถลไถลต่อไปชมตัวมหาวิทยาลัย แล้วแอบเหลือบแลคนแถวนั้นไปในตัวก็ได้ไม่เกี่ยงกัน

  1. คาวาโกเอะ

คาวาโกเอะ อยู่ในจังหวัดไซตามะ ได้ฉายาว่า “Little Edo” หรือ “เอโดะน้อย” สมัยก่อนมีฐานะคล้ายๆ เมืองหน้าด่าน เป็นแหล่งเที่ยวสไตล์ย้อนยุคที่เดินทางไปง่าย นั่งรถไฟจากโตเกียวแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาทีเอง!

 

ศาลเจ้าฮิกาวะ

ศาลเจ้าแห่งนี้มีทางอุโมงค์ไม้เป็นซุ้มห้อยคำอธิษฐาน แล้วยังโด่งดังเรื่องความรักมาก เครื่องรางความรักจากศาลเจ้าฮิกาวะจะเป็นดินสอแดง ตรงด้ามเป็นลายด้ายแดง มีหนุ่มสาวผูกอยู่แต่ละฝั่ง นัยว่าถ้ายิ่งใช้ดินสอนั้นมากจนหดสั้นลง ด้ายแดงบนด้ามก็จะสั้นลงเหมือนกัน แล้วในที่สุดคุณก็จะได้เจอเนื้อคู่ คือไม่รู้ว่าของเขาขลังแค่ไหน แต่วันที่ไปน่ะ ศาลเจ้ามีจัดงานแต่งงานสองคู่เชียวนะ

มีคนมาแขวนคำอธิษฐานปากอุโมงค์แบบนี้ ดังเรื่องความรักแค่ไหนถามใจเธอดู

 

ปราสาทคาวาโกเอะ

ปราสาทคาวาโกเอะเคยเป็นที่บัญชาการรบเพื่อป้องกันนครเอโดะ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและเก็บค่าเข้าเพียง 100 เยน สามารถเดินเท้ามาได้ชิลๆ จากย่านหอนาฬิกา หรือจะนั่งรถบัสมาก็ได้ แล้วคุณจะได้สัมผัสบรรยากาศปราสาทยุคเอโดะพร้อมกับวิวสวนเซ็นไปเต็มๆ

ประชุมทัพเคร่งเครียดดดด

ลายก้นหอยนี้ จะให้คำตอบอะไรแก่ชีวิตได้บ้าง?

 

ย่านหอนาฬิกา

ย่านช้อปปิ้งสไตล์ย้อนยุคแห่งเอโดะน้อย ร้านรวงต่างๆ ตกแต่งให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่าหลุดเข้าไปในยุคเอโดะจริงๆ ที่นี่มีของกินของที่ระลึกให้เลือกซื้อมากมาย สินค้าขึ้นชื่อที่ห้ามพลาดคือมันและข้าวหน้าปลาไหล ลองไปเถอะ แล้วจะได้รู้ว่าสตาร์บัคส์ยุคเอโดะน่ะเป็นยังไง ถ้าคุณเดินช้อปมากๆ จนเมื่อย ก็ไปปิดท้ายวันด้วยคาเฟ่ออนเซ็นเท้าเพื่อคลายความเมื่อยล้าท่ามกลางบรรยากาศแสนชิลได้เลย

สตาร์บัคส์ เอโดะสไตล์ปะล่ะ
กรีดร้อง ที่คาวาโกเอะมี Ghibli Gift Shop ด้วยแหละ แล้วตาฮาวล์จากเรื่อง Howl’s Moving Castle ราคา 800 เยนที่ Otome Road (แพงกว่าโตโตโร่อีก) ก็ดันเหลือ 300 เยนที่ช็อปออฟฟิเชียลไปซะงั้น
ทัวร์คาวาโกเอะ

 

5. จิจิบุ

จิจิบุ ที่เที่ยวสายธรรมชาติเต็มขั้น

จิจิบุก็อยู่ในจังหวัดไซตามะ มีแลนด์มาร์กให้เที่ยวได้ทุกฤดู เหมาะกับชาวสายธรรมชาติที่แท้ทรู ถ้าวางแผนดีๆ ก็เที่ยวคาวาโกเอะแล้วเดินทางต่อมาค้างที่จิจิบุได้เลยเพื่อเอาบรรยากาศ หรือจะเลือกเดินทางจากโตเกียวรวดเดียวแบบ One-day Trip ก็สะดวก เพราะมีรถด่วน Red Arrow ที่วิ่งบนสาย Seibu จากสถานีอิเคะบุคุโระมาถึงสถานี Seibu-Chichibu ได้ภายใน 3 ชั่วโมง

 

ศาลเจ้ามิตซึมิเนะ

เรานั่งรถบัสหมายเลขห้าต่อจากสถานี Seibu-Chichibu มาลงสุดสาย เพื่อเยี่ยมชมศาลเจ้าอันเงียบสงบบนภูเขาสูงที่มีจุดชมวิวพีกสุดเป็นทะเลหมอกสุดลูกหูลูกตา บอกเลยว่างานนี้กดชัตเตอร์ไม่มียั้ง เพราะตามรายทางที่เดินขึ้นเขาไปยังศาลเจ้านี่มีแต่คำว่าธรรมชาติในโทนพิเศษ ทั้งต้นไม้สีซีดแห้ง แสงเงาใบไม้ ร่องรอยหิมะ ซุ้มประตูหิน รูปปั้นหิน แล้วก็ป้ายหิน ได้ทั้งความสงบและขรึมขลังในเวลาเดียวกัน แถมร้านข้าวหน้าศาลเจ้าก็มีวิวสวย อาหารราคาถูก ให้เยอะ และอร่อยด้วย

วิวทะเลหมอก เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่ามาแค่นี้ก็คุ้มแล้ว

 

จุดชมน้ำแข็งย้อยซึราระ (Misotsuchi no Tsurara)

แลนด์มาร์กหน้าหนาวของจิจิบุที่โด่งดังที่สุด และรู้สึกว่าคุ้มค่าแก่การมาเยือนที่สุดในทริป แม้จะต้องนั่งรถไกลจากโตเกียว ต่อด้วยบัสขึ้นเขาอย่างสมบุกสมบัน แต่เมื่อได้ลงไปเห็นผาน้ำแข็งย้อย ผลงานที่ธรรมชาติรังสรรค์ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เราก็ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศตรงนี้ไปมากกว่า 3 ชั่วโมง แล้วมือก็กดชัตเตอร์รัวๆ อย่างอดไม่ได้เหมือนกัน

Seibuchichibu Ekimae Onsen Matsurinoyu Hot Spring

ออนเซ็นบ่อน้ำร้อนที่อยู่ภายในบริเวณสถานี Seibu-Chichibu เป็นการตบท้ายทริปสุดเพอร์เฟ็กต์ หลังจากเผชิญอากาศหนาวและเดินแทบไม่หยุดพักมาทั้งวัน ในสถานียังมีฟู้ดคอร์ทกับร้านขายของที่ระลึกให้หาอะไรเติมใส่ท้องและซื้ออะไรติดไม้ติดมือก่อนกลับโตเกียวด้วย

ซอฟต์ครีมราสซอสถั่วเหลือง ที่ไทยมีก็ไม่เคยคิดจะกิน ได้มาลองที่ญี่ปุ่นนี่แหละ

ซอฟต์ครีมราสซอสถั่วเหลือง ที่ไทยมีก็ไม่เคยคิดจะกิน ได้มาลองที่ญี่ปุ่นนี่แหละ