ถ้าพูดถึงอินเดีย สิ่งที่จะได้รับกลับมาจากเพื่อน คนรู้จัก คนสนิท หรืออะไรก็ตามแต่ มักจะได้คำตอบกลับมาแบบมองล่องอย่างเหยียดๆ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าอินเดียอ่ะ สวยโคตรๆ ไม่ไปก็พลาดโคตรๆ ละ !!!

 

สำหรับเราเมื่อมีคนถามว่าตั้งแต่เที่ยวมาชอบประเทศไหนมากที่สุด ตอบโดยไม่คิดเลยว่า “ชอบอินเดียว่ะ” ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ไป เกินความคาดหมายไปหมดทุกอย่าง สนุกในความเป็นอินเดีย คน วัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ เป็นความแปลกใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่าเป็นประเทศที่คาดไม่ถึง และเป็นประเทศที่เหนือความคาดหมายไปพร้อมพร้อมกัน ( ตบมือรัว รัว !! ) อินเดียมีดีมากกว่าบัง แกงกะหรี่ ธรรมชาติบริสุทธิ์ ค่าใช้จ่ายถูก และหาอากาศหนาวได้ง่าย สำหรับคนไทยที่โหยหาอากาศหนาว และหิมะอย่างเรา และมีงบประมาณอันจำกัดจำเขี่ย ( หรือเรียกว่าจน ) ที่นี่เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะเปิดโลกทรรศน์อันกว้างขวางให้ยูวววว อินเดียที่เราเห็นด้วยตัวเองเป็นอินเดียที่น่ารักจนเราตกหลุมรักมากมากจะเป็นยังไง ตามไปชมกันเลยค่ะ 🙂

ข้อควรรู้ก่อนไปสิกขิม 1.sikkim เป็นดินแดนปกครองพิเศษ เหมือนกับเลห์ลาดักห์ การเดินทางที่นี่ต้องเดินทางผ่าน local tour เท่านั้น ต้องทำเอกสาร permit การเข้าพื้นที่เช่นกัน เนื่องจากเป็นดินแดนที่ติดกับเนปาล ภูฎาน เป็นเส้นทางภูเขาชัน และค่อนข้างอันตราย บางเวลาเราจะต้องนั่งรถผ่านค่ายทหาร เขตชายแดน เพราะฉะนั้นการเดินทางทั้งหมดต้องใช้ local tour ในการเดินทางค่ะ
localtour sikkim มีที่ไหนบ้าง ?  มีหลายรายให้บริการนะคะ เจ้าที่ค่อนข้าง popular จะเป็น Blue sky ที่คนไทยนิยมกัน แต่เราเดินทางแค่ 3 คน ที่นี่เสนอราคามาสูงกว่าที่อื่น คนนิสัยไม่ค่อยรวยแบบเราก็เลยเลือกอันอื่น ราคาขึ้นอยู่กับทริป / จำนวนคน / จำนวนวัน และโรงแรมค่ะ สรุปแผนการเดินทางแล้วส่งให้ทาง local tour เสนอราคาได้เลยค่ะ ใช้การติดต่อผ่านทางอีเมลล์เป็นหลัก ( ตอบเมลล์ไม่นาน สบายใจได้เลย )

Blue sky ( popular ) : [email protected]
Gelek Gyasto ( เจ้าที่เราเลือกใช้ ) : [email protected]
Galaxy Tours and Treks : [email protected]
Eviron : [email protected]

 

ปล.โรตี เนย นม น้ำตาล หาไม่ได้ในอินเดีย มีแค่แป้งนานเท่านั้น นานเนยสด นานกระเทียม เป็นเมนูที่อร่อยดีเลยแหละ สั่งเป็นเมนูสิ้นคิดเหมือนสั่งผัดกระเพราที่เมืองไทยได้ ( ไม่ต้องหวังไปกินโรตีที่อินเดีย) แต่พวกเธอจะเจอกะหรี่ กะหรี่ และกะหรี่ เต็มบ้านเต็มเมือง
Attitude sickness อันตรายอย่าเสี่ยง attitude sickness อันตรายมาก อย่าฝีนตัวเอง ใครไม่มั่น แนะนำกินยา diamox ไปก่อนเดินทาง 24-48 ชม. แข็งแรง ออกกำลังกายบ่อย ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นโรคนี้ ถ้าไม่เคยเดินทางสูงระดับนี้มาก่อน แนะนำว่าให้กินยาป้องกัน หรือเคยขึ้นที่สูงแบบนี้มาแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าไปอีกจะไม่เป็นอีก เป็นโรคที่พูดยาก กินแล้วจะมีอาการข้างเคียงบ้างนิดหน่อย เช่น ลิ้นชา ปากเบิน ต่อมรับรสได้น้อยลง ซึ่งอาการข้างเคียงแล้วแต่ละคน มีอาการไม่เหมือนกัน แต่ยังไงก็ดีกว่าป่วยแบบหัวจะแตกตาย อ้วกไม่หยุดแหละโน้ะ สรุปอีกที กินยาด้วยค่ะ สำคัญมาก ( ยานี้อยู่ในควบคุมจะหาซื้อยากหน่อย แนะนำตามหาตามร้านขายยาใหญ่ๆ)

 

การเดินทาง: แคว้นสิกขิม ดินแดนตอนเหนือของอินเดีย แต่ดูจะเป็นดินแดนของชาวเนปาลมากกว่า ( คนที่นี่เค้าบอกว่าเค้าเป็นคนสิกขิม ไม่ใช่อินเดีย ไม่ใช่เนปาล เก๋สุดตรงนี้ ) แต่หน้าตานี่โคตรพ่อโคตรแม่เนปาล จะหาคนอินเดียในจินตนาการได้ยากมาก คนที่นี่ใจดีมากมากเลยแหละ เหมือนไปเมืองไทยต่างจังหวัดเลย แค่คุยกันไม่รู้เรื่องเท่านั้นเอง สิกขิมของเราใช้เวลา 4 วัน ไม่รวมเดินทาง มีรายละเอียดตามนี้ค่ะ ปรับเพิ่มเติมตามจำนวนวันที่เหมาะสมได้อีกทีค่ะ

 

Day 1 Bangkok – Kolkata
Day 2 Kolkata – Bagdora – Gangtok
DAY 3 Gangtok – Lachen
Day 4 Chopta valley – Lachung
Day 5 Yumthung Valley , Zero point
Day 6 Tsomgo Lake

การเดินทางมา sikkim มาได้หลายทาง รถประจำทาง เช่ารถ เครื่องบิน วิธีการที่แนะนำคือการนั่งเครื่องบินไปลงที่ Bagdogra แล้วนั่งรถต่อไป Gangtok ค่ะ เรานั่งเครื่องจากกรุงเทพ ไปลงที่ kolkata แล้วต่อเครื่องไปลงที่ Bagdogra ( ใครมีเวลาหน่อยก็นั่งรถไปก็ได้ค่ะ ไม่ไกลมาก แค่วันกว่าๆเอ๊ง ) ส่วนเราเลือกบินไปลง Bagdogra ขาไป เพราะทริปนี้เรานั่งรถกันเป็นหลักอยู่แล้วย่นระยะเวลาหน่อย ส่วนขากลับเราเลือกนั่งรถล่องลงมา Darjeeling และนั่งรถไฟล่องลงมากัลกาตา สนามบิน kolkata ค่อนข้างดีมากเลย ดีมากถึงมากที่สุด ใหม่ทันสะมัยและสะอาดดี เรามาถึงสนามบินไฟล์ดึก และบินไป Bagdogra ตอนเช้า พกถุงนอนมาจากบ้านและกางนอนบนพื้นสนามบินเลย หลับเต็มตื่น ตื่นเช้ามาหาอาหารแล้วพร้อมบินเลย 🙂

สำหรับตั๋วเครื่องบินก็เลือกจองได้ใน Traveloka เหมือนเดิมเลย ทั้งง่าย สบาย สะดวก และรวดเร็วแบบนี้ ไม่ว่าจะกี่ทริปๆ ก็เลือกจองกับเจ้านี้ตลอดๆ

จองตั๋วเครื่องบินไป Bagdogra กับ Traveloka 

 

สนามบิน kolkata

 

อินเดียไสตล์

 

001 จุดเริ่มต้นที่กังต๊อค ( Gangtok )

กังต๊อค คือเมืองหลักของสิกขิม ( โซนสิกขิมตะวันออก) จากสนามบิน bagdogra ต้องนั่งรถต่อมาอีก ~5 ชั่วโมง ( ไม่ไกลเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับการนั่งรถที่เหลือ ฮ่าาา ) เรามาถึงที่นี่ตอนสายๆ โดยนัดรถมารับล่วงหน้าไว้แล้ว รอดูป้ายชื่อแล้วขึ้นรถได้เลย สนามบินบักโดรา เป็นสนามบินเล็กๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นอินเดียได้เป็นอย่างดี

 

 

บรรยากาศสองข้างทางที่ Bagdora เราว่ามีความคล้ายเมืองบ้านนอกของพม่า ครั้งนี้เป็นอินเดียครั้งแรกของเราเลยค่อนข้างตื่นเต้นกับอินเดียสไตล์มาก เพราะอ่านมาเยอะอยากรู้อยากเห็นว่าจะเป็นแบบที่เราอ่านมาหรือเปล่า รถขับออกมาเรื่อยๆ เราก็ได้เจอกับความเป็นอินเดียขึ้นเรื่อยๆ วุ่นวาย แต่มีเสน่ห์มากมาก ทุกอย่างดูเรียลไปหมด ขับมาได้สักพัก คนขับก็จอดรถแล้วบอกเราว่าเค้าหิว เค้าจะทานข้าว พวกยูจะทานด้วยเลยมั้ย ? ( เออดี !! เวลากินข้าวก็ต้องกินจ้า) แล้วฮีก็เดินพุ่งเข้าไปในร้านเลยไม่รอให้เราตอบตกลงใดใด เราลงไปดูอาหารแล้วต่อมความอยากไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เลยหาน้ำกินและถ่ายรูปเล่นๆแถบนั้นรอพี่คนขับ ( พี่จะทำอะไรก็ทำเลยค่ะ หนูไม่ห้าม กลัวถูกทิ้ง )

delivery chicken – มาทั้งตัวแถมขนตัวเป็นๆ สนุกอ่ะ

 

พอพี่เค้าอิ่มก็ได้ฤกษ์เดินทางต่อ อยากคุยกับเค้าแต่เค้าพูดอังกฤษไม่เค้าได้ ( กูก็ไม่ค่อยได้ ) เลยนั่งดูวิวเรื่อยๆ สองข้างทาง สักพักก็เริ่มเปลี่ยนใจละ เออ มันเหมือนเนปาลมากกว่าพม่าละ หลับตื่น ตื่นหลับจนคอเคล็ด เราก็มาถึง Gangtok สักทีเว้ยยย ( จากเมืองไทยมาเกือบ 24 ชั่วโมงละ เพิ่งมาถึง) วันนี้มาถึงควรพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ ถึง Sikkim จะไม่สูงเท่ากับเลห์ลาดัก แต่ก็อย่าประมาท attitude sickness มันน่ากลัวมาก วันแรกพี่ในทีมเราสลบไปหนึ่ง ( และสลบจนวันสุดท้าย ) เอาจริงมาเที่ยวแล้วป่วยเนี่ยชีวิตเศร้ามากอ่ะเมิง อิห่า หมดสนุก เพราะฉะนั้น อย่าเปรี้ยวค่ะ พี่ขอเตือน

วันแรก หลังจากสรุปทริปกับทัวร์ เก็บกระเป๋า ล้างหน้าล้างตาเสร็จ เราเลยเดินสำรวจเมือง อากาศกำลังดีไม่เย็นมากการเดินเล่นที่นี่จึงไม่ยาก แต่หอบมาก เพราะกังต๊อคเป็นเมืองบนเขา อากาศบางๆทำให้เราเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เลยเดินเล่นนิดหน่อยแล้วกลับมาพัก บทสรุปวันนี้เราว่า สุดท้ายที่นี่มันก็คืออินเดีย ไม่ได้เหมือนพม่า ไม่ได้เหมือนเนปาล แต่มันคืออินเดีย ที่จะเป็นแบบที่เป็น 🙂 ** ย้ำว่าถึงจะสรุปกันทางอีเมลล์แล้ว ก็ต้องสรุปโปรแกรมกับทัวร์อีกที สรุปกับทัวร์แล้วก่อนเดินทางสรุปกับคนขับรถอีกทีด้วยเด้อ 🙂 เพราะมันคืออินเดียอ่ะนึกออกใช่ไหม อะไรก็เกิดขึ้นได้

 

วันแรกเสียพลังไปเยอะ เจอไอติม + รอยยิ้มบังเข้าไป อิ่มเลย ไอติมว่าหวานแล้ว บังยิมหวานกว่าไปอีก

 

002 จุดเริ่มต้นที่แท้จริง Gangtok – Lachen

วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง จะเป็นการนั่งรถ นั่งรถ และนั่งรถ นั่งรถทั้งวันยาวยาวไปเลยจ้า เช็คเอาท์จากโรงแรมตอนเช้า ทานอาหารให้พร้อมแล้วเราจะออกเดินทางกัน แต่ปรากฎว่าเอ้ย รถที่มารับไม่ใช่รถคันเมื่อวานว่ะ เมื่อวานเราเอาของวางไว้ในรถ เป็นยาและหมอนรองคอ ( กูจะไม่มีหมอนรองคอในการนั่งรถวันละ 6-8 ชั่วโมง oh my gods !!) ยังไงเช็ครถกันด้วยนะคะ สะกิดถามสักนิด พี่คะ พรุ่งนี้พี่จะมารับหนูอีกใช่ไหม ( อย่าเด๋อเหมือนเรา ซวยเลย) แต่ว่าเรายังถือว่าโชคดีไปเจอกันระหว่างทางเลยได้คืนมาทั้งยาและหมอนรองคอ 🙂

 

บรรยากาศระหว่างทางค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนขับรถอยู่ในภูเขา ขึ้นเขา ลงเขาสลับกัน จากที่ตั้งใจจะหลับก็หลับไม่ลงเลย มันเสียวและสวยไปพร้อมพร้อมกัน 🙂 ระหว่างทางมีน้ำตกเยอะมาก คนขับก็จะแวะให้เรื่อยๆ ดูคนอินเดียจะชอบน้ำตกกันมาก แต่เราเฉยๆกับน้ำตก ก็จะลงบ้าง ไม่ลงบ้าง ฮ่าา

 

สำหรับอาหารเที่ยงก็เป็นร้านระหว่างทาง ออกจาก Gangtok มาแล้วขอให้ทำใจเลยว่าจะมีแต่แกงกะหรี่เท่านั้น เนื้อสัตว์จะมีน้อยมากมาก ใครทานยากต้องพกมาม่า โจ๊กมาเยอะๆเลยค่ะ คือมันก็อร่อยแต่พอเรากินทุกวัน เราจะจะค่อนข้างโซแซด T_T แต่แลกกับวิวที่เจอ เชื่อเถอะว่าคุ้ม

อาหารเหมือนเดิมทุกวัน 🙂 ดูหน้าแล้วอร่อยเลย !!

 

เส้นทางก็จะเป็นแบบนี้ตลอดๆ

 

คืนแรกเราพักกันที่ ลาเชน (Lachen) เมืองเล็กๆทางตอนเหนือของสิกขิม. ห่างจากเมืองกังต็อก 123 กิโลเมตร ความสูง 2,850 เมตร สูงไม่มากหายใจสบายสบาย ลาเชน เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงามโอบล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัย เมืองเล็กๆ ชาวบ้านน่ารักมากมาก เราไปถึงลาเชนตอนเย็นแล้วเลยไม่มีเวลาออกไปเดินที่ไหน สัมผัสได้แต่ความหนาวเย็น บ้านที่เราพักเป็นเหมือนโฮมเสตย์ของชาวบ้าน ไม่มีผ้าห่มไฟฟ้า ไม่มีฮีสเตอร์ แน่นอน เราเลือกที่จะไม่อาบน้ำ คือหนาวไป๊ ใส่เสื้อผ้าครบชุด ซุกตัวเข้าถุงนอนที่เตรียมไป จากที่พักมองเห็นภูเขาหิมะได้แล้ว อยากจะนั่งมองให้นานกว่านี้แต่หนาวค่ะ หนาวมาก หนาวสุดๆ ไปเลย

 

วิวริมหน้าต่าง 🙂

 

หน้าบ้าน

 

ตอนเย็นๆเราว่าสวยแล้ว แต่ตื่นมาตอนเช้าฟ้าเปิด โคตรสวยอ่ะ เปิดหน้าต่างมาแบบ นี่เมื่อวานกูนอนที่นี่เหรอวะ สวยจังโว้ย

 

หลังจากนอนขดแบบซักแห้งมาทั้งคืน เช้านี้เราก็เตรียมพร้อมออกเดินทางไป Chopta valley วิวข้างทางค่อยๆพีคขึ้น เราค่อยๆมองเห็นภูเขาหิมะเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

ทางจะคดโค้ง เพื่อนเราก็จะพักอ้วกเรื่อยๆ เลยมีจุดพักอ้วกสวยสวยค่อนข้างเยอะ

 

เราแวะทานอาหารเช้าระหว่างทาง อาหารเช้าวันนี้เป็นเมนูเด็ดเลย มาม่าแม็กกี้ มาม่าประจำชาติอินเดีย รสแกงกะหรี่หน่อยๆ แต่กินร้อนๆในอากาศหนาวๆเราว่าโอเคเลย ดีกว่ากระหรี่กับข้าวชืดๆมากอยู่

 

กินมาม่ากันในครัว เลยได้เจอครัวแบบสิกขิม เรียลมากเลย ชอบ

 

003 Chopta valley

Chopta valley เป็นหุบเขาพื้นที่ราบขนาดใหญ่ ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงชัน ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ดอกไม้ป่าจะบานสะพรั่งบนหุบเขา ส่วนเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม จะเป็นสถานที่ที่เล่นสกีหรือใช้ทำกิจกรรมเดินข้ามแม่น้ำที่จับตัวกันเป็นน้ำแข็ง ส่วนเราไปช่วงเมษาหญ้าเป็นสีเหลืองทองล้อมรอบด้วยภูเขาหิมะแบบ ถ่ายรูปแล้วโพสไม่แจ้งพิกัดเนี่ยเพื่อนไม่รู้เลยว่าอยู่อินเดีย ( อยากจะโพส แต่ติดที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ) คือจะใส่โลเกชันว่าสวิสก็ไม่มีใครรู้จ้า เราถ่ายรูปอยู่นานมาก ถ่ายไปมุมไหนก็สวย เลยหยุดถ่ายไม่ได้

 

เสร็จจาก Chopta valley เรากลับไปที่พักเก็บของและทานอาหารเที่ยง ความน่ารักของเจ้าของเกสเฮาส์คือเค้าเห็นเมื่อวานเราทานอาหารไม่ค่อยได้ ( เอาจริงเป็นคนทานง่ายมากมากแล้วน๊า แต่มันเอือนนน เต็มคอไปหมด ) วันนี้เค้าเลยเตรียมเมนูไข่มาให้ทาน รสชาติเหมือนไข่ลูกเขย รักมาก น้ำตาไหล เลยสมนาคุณโดยการกินไข่หมดแผง

 

อันนี้เป็นมันฝรั่งอร่อยดี

 

ความน่ารักยังไม่หมด เจ้าของเกสเฮาส์เห็นเพื่อนเราไม่สบาย ( attitude sickness ) เค้ามีความรู้ทางการแพทย์ เหมือนจะเรียนรู้มาและเป็นแพทย์ประจำหมู่บ้าน เลยเตรียมอุปกรณ์มาตรวจร่างกายให้ พร้อมจ่ายยาให้ด้วย เฮ้ยยย น่ารักมาก ( แม้สุดท้ายจะไม่กล้ากินยาเขา เพราะยาที่เตรียมมาน่าจะปลอดภัยกว่า ) เรากินข้าวเสร็จเร็วเลยมีเวลานั่งคุยกับเค้าเรื่อยเปื่อย เลยได้ของแถมมาเป็นเพลงสิกขิมสไตล์พร้อมเล่นกีตาร์ให้ฟัง น่ารักจังอยากยกกลับบ้าน อบอุ่นเหมือนนอนที่บ้าน 🙂

จากลาเชน เราไปต่อกันที่ลาชุง นั่งรถไม่นานเท่าเมื่อวาน สบายๆ บรรยากาศระหว่างทางยังดีไม่หยุดหย่อน

 

 

004 Lachung หมู่บ้านกลางหุบเขา

ลาชุง ( Lachung ) แปลว่า ภูเขาขนาดเล็ก เมืองลาชุง เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ อยู่ทางตอนเหนือของสิกขิม และมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศจีน โดยประชากรของเมืองนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเลปซา และชาวทิเบต เป็นจุดสุดท้ายในภาคเหนือที่ทางการอนุญาตให้พักแรมค้างคืนในการท่องเที่ยวสิกขิม ไฮไลต์อยู่ที่หุบเขายุมถัง และวัดลาชุง แต่ในช่วงหน้าหนาวโอกาสขึ้นอยู่กับดวง โอกาสขึ้นไปไม่ได้สูงลิบลิ่วเพราะหิมะจะปิดทางขึ้นทำให้รถไม่สามารถขึ้นได้ ซึ่งเราคิดว่าเราคงไปได้เพราะมีรุ่นพี่ไปก่อนเรา ~2-3 วันสามารถขึ้นถึง zero pint ได้ เลยมั่นใจมากมาก เราไปถึงลาชุงช่วงบ่ายมีเวลาให้เดินเล่นสบายๆ จิบชาวิ่งไล่แกะได้

หมู่บ้านไม่มีนักท่องเที่ยวเลยมีแค่พวกเราที่เป็นคนหน้าแปลกอยู่ 3 คน เดินไปเจอชาวบ้านน่ารักๆ แล้วกลับมาจิบน้ำชาพร้อมคุกกี้แบบอินเดียที่โฮมสเตย์ ชา กาแฟ ที่นี่จะมีส่วนผสมของขิงเข้าไปทุกแก้ว ชาก็มีขิง นมก็มีขิง ไมโลก็มีขิง กาแฟก็มีขิงอ่ะ จากตอนแรกเกลียดขิงกินไรกินมารักมันก็ได้วะ ถ้าไม่รักไม่ได้กินจ้า

 

005 Yumthung Valley ในวันหิมะตก

หิมะตกบนเขาหน้าบ้าน

 

ความมั่นใจจะขึ้นให้ถึง zero point ของเรามลายหายไปทันทีเมื่อตื่นมาเจอหิมะตก หิมะตกสวยนะแต่ทางมันปิดอ่ะแก ตกพรุ่งนี้แทนได้ไหม ??? แต่เช้านี้เราก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กระโดดขึ้นรถแล้วไปตามทาง หิมะตกแบบมองไม่เห็นอะไร ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่คืออินเดีย

สุดท้ายเราก็ไปไม่ถึง zero point หิมะตกจนจนทุกวันนี้เรายังไม่รู้เลยจ้า ว่าเราไปได้ถึงไหน ฮ่าๆ เอาวะถือว่าได้เจอหิมะแบบนี้ก็สวยไปอีกแบบ จากที่จะแพลนอยู่ที่นี่ 4 วัน หิมะปิดทางเลยทำให้เราเปลี่ยนแผนกลับ Gangtok เลย วันที่เหลือก็ค่อยไปหาที่เที่ยวใหม่แทน

 

โชคดีฟ้ายังมีตาระหว่างทางกลับเราเลยได้เจอกับทะเลหมอกที่สวยมากมาทดแทนความบอบช้ำทางใจ

 

006 Tsomgo lake ทะเลสาบฉางโก

ทะเลสาบฉางโก ทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์ประจำสิกขิม อยู่ห่างจากเมืองกังต็อกประมาณ 35 กิโลเมตร อยู่บนถนนสายกังต็อก-นาธูลา (ระหว่างทางอินเดียไปจีน) ดูเหมือนไกล้แต่จริงๆแล้วใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมง เพราะเป็นถนนบนเขาและมีรถติด หินถล่มค่อนข้างบ่อย ตอนเราไปก็เจอรถติดต้องให้รถทีละฝั่งผ่านทางเพราะซ่อมถนน แต่ยังโชคดีที่ไม่เจอหินถล่ม

รถติดยาวเฟื้อย

 

ชื่อของทะเลสาบฉางโกนี้เดิมสะกดว่า “Changu” เป็นภาษาภูฏาน แปลว่า แหล่งกำเนิดทะเลสาบ ซึ่งชาวสิกขิมเชื่อว่าเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ จึงให้ความเคารพนับถือมาก ส่วนที่มาของทะเลสาบนั้น เกิดจากการละลายของน้ำแข็งและหิมะบนยอดเขามารวมกันในแอ่งรูปร่างคล้ายไข่ ( ที่นี่ตั้งอยู่บนระดับความสูง 3,794 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เตรียมตัวมาให้พร้อมนะคะ ทั้ง attitude sickness และอากาศหนาว)

ช่วงหน้าหนาวน้ำในทะเลสาปจะเป็นน้ำแข็ง

 

เราออกเดินทางมาที่นี่ตั้งแต่เช้า ระหว่างทางก็เป็นทิวเขาสูงสลับไปเรื่อยๆ อากาศตอนเช้าค่อนข้างดี มีแดด เรามั่นใจแล้วว่าได้เจอทะเลสาปฉางโกแบบฟ้าเปิดแน่แน่ แต่ทุกอย่างก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยกับอากาศเดือนเมษาที่สิกขิม กว่าจะถึงฉางโกอากาศก็เปลี่ยนไป กลายเป็นฟ้าปิด ตอนแรกก็เสียใจมาก นี่จะเป็นทริปที่อกหักตลอดเลยใช่ไหม แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เพราะน้ำนิ่งไม่มีลม การเจอภูเขาหิมะสะท้อนน้ำนี่มันเจ๋งมากเหมือนกันนะ

 

ที่นี่มีตัว YAK ( จามรี ) ให้เช่าขี่ด้วย แต่เราแนะนำว่าเดินรอบทะเลสาปแล้วถ่ายภาพไปเรื่อยๆจะชิลกว่า เพราะคนจูงจามรีค่อนข้างทำรอบจูงเดินเร็วมากกกก การจะนั่งจามรีชิลๆดูจะเป็นไปได้ยาก นั่งแล้วเหมือนวิ่งยิกควายแถวบ้านมากกว่า 🙂 จริงๆแล้วเราชอบกินจามรีมาก เคยไปจีนแถบแชงกรีล่าได้ไปทานชาบูเนื้อจามรี อร่อยมากกก หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยอยากเข้าใกล้มันเท่าไหร่ เดี๋ยวอยากกินอีก 🙂

 

เล่ากันว่าในสมัยโบราณนั้น มีพระลามะได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสีของน้ำในทะเลสาบ และการพยากรณ์เกี่ยวกับอนาคตไว้ว่า ถ้าน้ำในทะเลสาบเป็นสีดำเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าปีนั้นจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น และเกิดความไม่สงบภายในรัฐ แต่ถ้าในทะเลสาบมีปลาเรนโบว์เทราต์ปรากฎขึ้นมา แสดงว่าปีนั้นจะโชคดี แต่ตอนเราไปไม่เจอทั้งสองอย่าง แสดงว่าคงโชคกลางๆ (หินไม่ถล่มปิดทางก็ดีใจมาแล้วเนี่ย)

แนะนำให้เดินรอบๆทะเลสาบจะเห็นบรรยากาศหลายมุมที่แตกต่างกัน สวยหลากหลาย เราเอาลิ้นจี่กระป๋องไปแช่หิมะกิน อร่อยแบบโคตรๆอร่อยเลย อยากจะลองเอาหิมะเข้าไปผสมเหมือนกันแต่หิมะตอนนั้นตกมาสักพักแล้ว คนเดินเหยือบกันเป็นเทือก เกรงว่าถ้ากินจะไม่ปลอดภัย ( หิมะที่กินได้แนะนำให้กินหิมะที่เพิ่งตกใหม่เท่านั้นจ้า )

 

เราชอบที่นี่สวยแบบคนไม่เยอะดี ได้รูปกลับมาจากที่นี่เยอะมาก กดแบบไม่รู้ตัว จนรู้สึกถ่ายเยอะไป อยากให้ลองนั่งเฉยๆดูวิวที่นี่ดู ไม่ต้องถ่ายรูป ไม่ต้องถ่ายวีดีโอ นั่งเฉยๆ สูดอากาศให้เต็มปอด เก็บบรรยากาศให้เต็มตา พลังชีวิตเพิ่มขึ้นเยอะเลยนะ

 

กลับจากฉางโกแล้วยังมีเวลาไปร่อนในเมือง gangtok เดินเล่นถนนเอ็มจีมาร์ก (Mahatma Gandhi Road) ถนนมหาตมคานธีเป็นถนนช้อปปิ้งสายหลักของสิกขิมที่มีร้านค้าจำนวนมาก โดยถนนเส้นนี้ในช่วงเย็นจะกลายเป็นถนนคนเดิน ห้ามรถวิ่งผ่านไปมา เป็นถนนที่น่าเดินเล่นเหมือนสยามบ้านเรา เดินสนุกมากมีร้านขายของและร้านอาหารอย่างเยอะ และมีความเรียลแบบอินเดีย ชอปปิ้ง ซื้อของ หาของกินอร่อย ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเลยเพราะมีอาหารให้เลือกเยอะแยะมาก ร้านประจำที่แนะนำให้ไปฝากท้องเลยคือ ‘Test of Tibet’

 ถนนเอ็มจีมาร์ก (Mahatma Gandhi Road)

 

 ทางขึ้นหายากหน่อยตัวร้านจะอยู่ชั้น 2 ค่ะ หาป้านี้ให้เจอแล้วเดินขึ้นไปเลย

 

ชื่อเหมือนจะเป็นอาหารทิเบต หรืออาหารอินเดีย แต่จริงๆมีอาหารหลากหลายมากตั้งแต่อาหารจีน อาหารฝรั่ง อาหารอินเดีย เป็นร้านที่เราไปฝากท้องเป็นประจำ อาหารมีตั้งแต่โมโม่ แกงกะหรี่ ข้าวผัด สลัด ยันสปาเกตตี้ รสชาติดี สะอาด ราคาไม่แพง


 

ตอนอยู่ gangtok เราฝากท้องร้านนี่แหละที่โรงแรมเป็นหลัก รับประกันได้เลยว่าท้องไม่เสียจ้า
นอกจากนั้นที่ ถนนเอ็มจีมาร์ก (Mahatma Gandhi Road) ยังมีร้านอาหารอื่นๆอีกเยอะมาก ทั้งร้านอาหาร local และร้านอาหารจีน ไทย ฝรั่ง มีครบไม่ต้องกลัวอด

 

ร้าน momo ที่ฮอตมาก คนอินเดียต่อคิวยาวมาก เราเลยต่อด้วย สรุปว่าโคตรอร่อยเลย ( ถ่ายมาไม่ทัน)
นอกจากร้านอาหาร บาร์เหล้า เครื่องดื่ม ร้านกาแฟ ก็มีครบเลย ไปสิกขิมมาหลายวันไม่ได้ชิมเหล้าสิกขิม เลยกลับมาจัดในเมือง gangtok ร้านดีๆ มีเยอะ ลองสุ่มเดินเข้าไปเลย ไม่ต้องตามรีวิวบ้างจะได้เจอขุมทรัพย์ดีดีซ่อนอยู่

 

นอกจาก gangtok จะเป็นแหล่งอาหาร ชอปปิ้งแล้ว ที่นี่มีจุดถ่ายรูปทั้งสตรีท life เยอะมากเลย การใช้ชีวิตของเค้ามันดูแปลกใหม่สำหรับเราดี เดินไปไหนก็มีคนมาทักทาย hello my friend!! ถึงจะมาขายของก็เถอะแต่กด็ดีใจนะที่มาคุยด้วย ลองเดินซ่อกแซ่กเดินเข้าซอยโน้นซอยนี้ไปเรื่อยๆ แปปเดียวก็หลงรักอินเดียเข้าเต็มอกเหมือนเราแล้ว

สิกขิมอินเดียโซนเหนือที่อบอุ่น คนใจดี สงบไม่วุ่นวาย ภูเขายิ่งใหญ่เหมือนสวิสเซอร์แลนด์ แต่งบอินเดีย 4 วันในสิกขิม ไม่น่าเชื่อว่าหมดค่าใช้จ่ายไปแค่ประมาณ 5,000 บาท/คน !! รวมอาหาร เช่ารถทุกวัน โรงแรมทั้งหมดแล้ว ( ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน )
เป็นสวิสเซอร์แลนด์ที่อบอวลด้วยกลิ่นแกงหะหรี่ แต่ยิ่งใหญ่และท้าทายเหลือเกิน

จองตั๋วตอนนี้ที่ www.traveloka.com
อินเดียจะดีหรือจะร้าย ประสบการณ์หน้าใหม่รอคุณไปสัมผัส
วันหยุดรอบหน้า ไม่อยากให้พลาดสิกขิมค่ะ ☺

จองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka 

 

นมัสเต 🙂

ติดตามการเดินทางของเราได้ที่
Fanpage: https://www.facebook.com/goanywhere.co/
Website: www.goanywhere.co
Instagram: Goanywhere.co
E-mail: [email protected]