“ไปเที่ยวอินโดนีเซียกัน!” ทันทีที่จบประโยค สามชื่อที่มักจะโผล่พรึ่บพรั่บเข้ามาในหัวสมองของเราแบบไม่ต้องถามอากู๋ก็คงหนีไม่พ้น บาหลี โบรโม่ และคาวาอีเจียน สามสถานที่ฮอตฮิตที่ใครๆ ก็ล้วนอยากจะไปประทับรอยเท้ากันทั้งนั้น แต่ใครหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีหมู่เกาะเยอะที่สุดในโลกนั้นยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ มีฉากหลักเป็นเรื่องราวมนต์ขลังของชนเผ่าพื้นเมือง มีสิ่งปลูกสร้างที่มีเอกลักษณ์ มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี และมีความสงบ ที่ตรงนั้นมีชื่อว่า ทะเลสาบโทบา (Lake Toba) ทะเลสาบบนปากปล่องภูเขาไฟ (Volcano crater) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทะเลสาบโทบา (Lake Toba หรือในภาษาอินโดฯ เรียกว่า  Danau Toba) มีเนื้อที่กว่า 1,700 ตารางกิโลเมตร อยู่สูง 900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีความยาวของทะเลสาบกว่า 100 กิโลเมตร กว้าง 30 กิโลเมตร ความลึกของทะเลสาบเฉลี่ยอยู่ที่ 450 เมตร และตั้งอยู่บนเกาะสุมาตราเหนือ (North Sumatra) บ้านของภูเขาไฟที่ไม่ค่อยยอมหลับ สิ่งมหัศจรรย์นี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากเหตุการณ์ซูเปอร์ภูเขาไฟระเบิด (Super volcano) เมื่อ 70,000 กว่าปีก่อน จากหลักฐานทำให้เชื่อกันว่า “โทบา” คือการระเบิดครั้งรุนแรงที่สุดในโลก และยังมีการสันนิษฐานว่าการระเบิดครั้งนั้นทำให้อุณหภูมิโลกลดลงและเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง

มันเป็นอะไรที่โคตรเจ๋ง ที่แอ่งภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่เกิดจากการพังทลายของภูเขาไฟกลับถูกเติมเต็มด้วยน้ำฝน ผ่านกาลเวลาจนเกิดเป็นทะเลสาบสีฟ้าอมเขียวที่สวยงามบนปากปล่อง แถมพ่วงด้วย เกาะซาโมซีร์ (Samosir Island) เกาะที่ผุดขึ้นมาอยู่ใจกลางของทะเลสาบโทบา  เกาะที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนพื้นเมือง เช่นชนเผ่าบาตัก (Batak) และยังเป็นเกาะที่ให้เราได้ไปใช้เวลาเอนหลังนอนผึ่งพุง ตากอากาศคูลๆ ในตอนนี้

วิธีการมาเที่ยวทะเลสาบโทบา สามารถมาได้ทั้งแบบโร้ดทริปขับเอง  จ้างไกด์พร้อมคนขับ หรือจะแบกเป้ขึ้นแท็กซี่หารกับนักท่องเที่ยวอื่นๆ ชาวต่างชาติมักนิยมใช้วิธีนี้กัน โดยปกติเส้นทางการไปทะเลสาบโทบาจะเริ่มจาก เมืองเมดาน (Medan)  – บาราสตากี้ (Berastagi) – ทะเลสาบโทบา (Lake toba) จากนั้นก็วนกลับทางเดิม และจบทริปลงที่เมืองเมดาน ซึ่งจากเมดานสามารถมาถึงทะเลสาบโทบาได้ภายในวันเดียว ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง  

แต่อีกหนึ่งวิธีการที่เราอยากจะแนะนำมากๆ คือ การนั่งรถไฟ!  ถึงจะใช้เวลา แต่คลาสสิก!’ คือประโยคที่ทำให้เราหลงใหลการเดินทางด้วยรถไฟ และอยากจะลองดูที่ประเทศเพื่อนบ้านสักครั้ง โดยเส้นทางของเราจะเริ่มที่ เมืองเมดาน (Medan) แล้วนั่งรถไฟมาลงที่ เมืองปาเมนตังเซียนตา (Pemantangsiantar) และต่อรถไปยัง ทะเลสาบโทบา (Lake Toba) จากนั้นก็หารแท็กซี่กับนักท่องเที่ยวอื่นไปที่ เมืองบาราสตากี้ (Berastagi) และต่อรถบัสไปจบทริปลงที่เมืองเมดานเช่นปกติ แม้จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นจากปกติไปสักหน่อยแต่เราการันตีได้เลยว่าสนุกและคุ้มค่า! นับได้ว่าเป็น “การเดินตามเข็มนาฬิกาบนเกาะสุมาตราเหนือ (a clockwise movement in North Sumatra) อย่างสมบูรณ์

การเดินทางครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการใช้ระบบขนส่งของอินโดฯ ครบ!   

…ไปกันเลย ปะ!

[Day 1]:  เริ่มต้นที่เมืองเมดาน (Medan)

“เมดาน” เป็นเมืองหลวงของจังหวัดสุมาตราเหนือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของอินโดนีเซีย รองจากจาการ์ต้า สุราบายา และบันดุง เราสามารถบินตรงจากประเทศไทยมาลงที่สนามบินนานาชาติกัวลานามู (Kualanamu International Airport)  เมืองเมดันได้เลย โดยจะใช้เวลาอยู่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเราสามารถเข้าไปเช็คดูสายการบินและรอบเวลาได้ง่ายๆ ที่ Traveloka นี่เลย มีหมด!

จากสนามบินเมดานเราก็สามารถเข้าไปในตัวเมืองได้ง่ายๆ ด้วยแท็กซี่ รถบัส หรือรถไฟ Airport Link สามารถเข้าไปเช็คดูตารางและรายละเอียดได้จาก http://kualanamu-airport.co.id/en/guides/transportation เวลาเดินทางเข้าเมืองจะอยู่ที่ประมาณ  45 – 60 นาที

คืนแรกในเมดาน เราพักที่  K77 Guesthouse  (เช็คราคาที่ Traveloka >> https://www.traveloka.com/en-ph/hotel/indonesia/k77-guest-house-medan-2000000372278) เป็นที่พักเล็กๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับนอนอยู่บ้าน สะอาด และอบอุ่น เจ้าของที่พักมี service mind และน่ารักมาก ที่อยากจะขอบคุณสุดๆ ก็คงจะเป็น welcome drink และขนมปังกรอบที่ช่วยชีวิตเด็กตาดำๆ ที่มาพร้อมกับความหิวโหยในค่ำคืนนั้น

ตลอดช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้เดินเล่นไปตามถนนในเมืองเมดานกับเพื่อนใหม่ชาวจีนที่นี่ เราสัมผัสได้ถึงมนต์เสน่ห์ที่เกิดจากการผสมผสานกันในวัฒนธรรมจากผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เช่น คนจีน คนมลายู คนอินโดฯ คนอินเดีย และสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง ผ่านกาลเวลาและเรื่องราว มีทั้งความทันสมัยของตึก บ้าน และห้างสรรพสินค้า ความศรัทธาของวัดพุทธ ความขลังของวัดฮินดู ความยิ่งใหญ่ของมัสยิด และความสวยงามของสิ่งก่อสร้างของชาวดัตช์ที่ยังหลงเหลือ ทำให้เมดานไม่ได้เป็นแค่เมืองค้าขายหรือทางผ่าน

[Day 2]: รถไฟจากเมืองเมดาน (Medan) ไปเมืองปาเมนตังเซียนตา (Pemanangsiantar)

เมดานเช้านี้มีความวุ่นวายที่ไม่ได้ต่างจากกรุงเทพฯ เลย บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และรถสามล้อ หรือเบจะห์ (motorized becaks) ระบบคมนาคมที่พาเราเที่ยวรอบเมืองเมดานได้ง่ายที่สุด ส่วนค่ารถก็แล้วแต่ทักษะการว่าความ (ฮ่าๆ) แนะนำให้ใช้วิธีเขียนราคาลงกระดาษแล้วยื่นให้เขาดู

20 นาทีจาก K77 guesthouse ภาพสถานีรถไฟเมดาน ‘Stasiun Medan’ ก็ปรากฏขึ้น ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างแตกต่างกับภาพที่จินตนาการไว้ในหัวยิ่งนัก “It is not good idea to take train here” ประโยคที่คนขับรถแท็กซี่สนามบินพูดเตือนเอาไว้สลายวับหายไปกับตา จากจินตนาการที่ร่างมาจากประสบการณ์ที่ได้รับจากรถไฟไทยสุดคลาสสิก การเปิดประสบการณ์ใหม่ในการการนั่งรถไฟในอินโดฯ ครั้งนี้เรียกได้ว่า It is a better idea กว่าเยอะ! (แต่ยังไงเราก็ยังรักความวินเทจของรถไฟไทยอยู่ดีนะ )

ภายในสถานีรถไฟเต็มไปด้วยผู้คนที่หนาแน่น ที่นั่งค่อนข้างสบาย ในสถานีดูสะอาดสะอ้าน มีตู้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่มือถือ และมี Roti O ที่เหมือนกับ Roti Boy! ขนมปังสุดฮิตสมัยผูกคอซอง กลิ่นหอมๆ และความอ้วนที่เกิดจากรสชาติที่ขาดหายไปสิบกว่าปีได้กลับมาสู่กระเพาะอีกครั้ง … ช่างเป็นมื้อเช้าก่อนออกตัวที่ดี

Siantar Express U58 เป็นรถไฟขบวนเดียวที่วิ่งจากเมืองเมดานไปยังเมืองปาเมนตังเซียนตา ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ค่าโดยสารอยู่ที่ประมาณ Rp.22,000 หรือประมาณ 66 บาท  ซึ่งเมื่อเทียบกับรถไฟที่สภาพค่อนข้างดี มีแอร์ เบาะนิ่ม พิงนอนได้ เราสามารถเช็ครอบเวลา และซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่ https://en.tiket.com/kereta-api/ka-siantar-ekspres โดยตัดผ่านบัตรเครดิต ปริ้นท์ใบคอนเฟิร์มแล้วก็ค่อยเอาไปเปลี่ยนเป็นตั๋วกระดาษที่สถานีอีกที

เกือบๆ บ่าย 2 รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนออก กว่าจะถึงเมืองปาเมนตังเซียนตาก็น่าจะปาไป 5โมงเย็นนู่น ตลอด 4 ชั่วโมงที่นั่งก็ดูวิวข้างทางไปบ้าง หลับบ้าง แหย่เด็กในขบวนเล่นบ้าง … เป็นช่วงที่เวลาไหลไปอย่างช้าๆ และได้อยู่กับตัวเองดี

[Day 3]: ปาเมนตังเซียนตา (Pemanangsiantar) – ท่าเรือปาราพัท (Parapat) – ทะเลสาบโทบา (Lake Toba)

เมืองปาเมนตังเซียนตา (Pemanangsiantar) เป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับสองบนเกาะสุมาตราเหนือรองจากเมดาน เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ของชนเผ่าบาตัก และกลายเป็นที่อยู่ส่วนมากของคนจีนในปัจจุบัน เขาว่ากันว่าอาหารจีนที่นี่เด็ด!

1 คืนสั้นๆ ในเมืองปาเมนตังเซียนตาก็เกิดขึ้นที่โรงแรม Hotel Sing a Song (เช็คราคาที่ Traveloka >> https://www.traveloka.com/en-th/hotel/indonesia/hotel-sing-a-song–3000010002577) ล็อบบี้ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังเดินเข้ามาร้านร้องเพลงจริงๆ นั่นแหละ

50 กิโลเมตรคือระยะห่างระหว่างเมืองปาเมนตังเซียนตากับทะเลสาบโทบา จากปาเมนตังเซียนตาเราสามารถไปทะเลสาบโทบาได้ด้วยรถตู้ประจำทางขนาดเล็ก (Minibus) ราคาอยู่ที่ประมาณ Rp.20,000 หรือประมาณ 60 บาท ไปลงที่ท่าเรือในเมืองปาราพัท (Parapat) เมืองเล็กๆ ที่เป็นหน้าด่านสำหรับต้อนรับผู้คนที่จะข้ามไปยังเกาะซาโมซีร์ (Samosir Island) และยังเป็นเมืองตากอากาศอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับใครอยากจะมานอนเล่นริมทะเลสาบโทบา

ก่อนเข้านอนเราคุยกับพนักงานโรงแรมแล้วได้ข้อสรุปว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะเรียกรถตู้ให้มารับเราในโรงแรม ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมากเพราะไม่งั้นตามที่ศึกษามาเราคงต้องแว๊นซ์สามล้อไปที่ France Bakery ที่เราคงต้องใช้การว่าความอีกเยอะมาก  

และ ~แต่น แตน แต๊น~  เช้าที่สดใสของเรามาพร้อมกับลุงผิวคล้ำผู้มากับรถกระบะสีแดง แทนที่จะเป็นรถตู้ประจำทางที่ร้องขอไป เราได้แต่มองพนักงานตาปริบๆ ที่พูดกับเราว่า  “go by this is better” ไอ้ตัวเราก็ไม่รู้จะโกรธหรืออะไรดี ถามว่ากลัวไหมก็โคตรกลัว อยู่ดีๆ จะให้ผู้หญิงคนเดียวนั่งรถไปกับคุณลุงแปลกหน้าที่ไว้ใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้! แต่ ณ จุดนั้น the trip must go on!! จะเรียกว่าเป็นเด็กที่รักความเสี่ยงเป็นชีวิตจิตใจก็ใช่ (ฮ่าๆ) เพราะไม่ว่ายังไงเราต้องไปที่ท่าเรือปาราพัทภายในเช้านี้ให้ได้

ตลอดทางที่มุ่งสู่ท่าเรือปาราพัท มีลุงแปลกหน้านั่งอยู่ข้างๆ เพลงฝรั่งยุค 90 ที่บันทึกไว้ใน USB ของลุงถูกเปิดผ่านวิทยุให้ฟัง กลิ่นควันบุหรี่ของลุงเหม็นบ้าง ฉุนบ้าง แถมยังมีชวนให้สูบอีกแหนะ

คน 2 คน ต่างวัย ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา และที่ภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษไม่ช่วยอะไร …ไปกันรอด  

ลุงมักจะเอานิ้วชี้นู่นชี้นี่ให้ดูไปตลอดทาง เวลางงๆ พูดกันไม่เข้าใจก็ใช้การพยักหน้าบ้าง ส่ายหัวบ้าง ยิ้มแทนเอาบ้าง บวกๆ ไปกับการใช้ภาษามือมั่วๆ ไปเรื่อย   

‘Maybe we’re perfect strangers

Maybe it’s not forever

Maybe intellect will change us

Maybe we’ll stay together

Maybe we’ll walk away

Maybe we’ll realize

We’re only human

Maybe we don’t need no reason’

– Perfect stranger, Jonas Blue

กว่า 1 ชั่วโมงที่รถกระบะสีแดงแล่นไปตามถนน ในใจของเราก็ค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกดีๆ แทนที่ความกลัวในใจที่ค่อยๆ หายไป… อืม มันเป็นความประสบการณ์ที่แปลกใหม่และตลกดี

ยิ่งวิ่งเข้าเขตเมืองปาราพัท ภาพสีน้ำเงินของทะเลสาบโทบาที่ตัดกับภาพขาวฟ้าของท้องฟ้าและก้อนเมฆ โอบล้อมด้วยสีเขียวของต้นไม้และน้ำตาลของภูเขาก็ชัดเจนขึ้น

บริเวณทาเรือปาราพัทเต็มไปด้วยทั้งชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวที่กำลังรอเวลาข้ามเรือไปยังเกาะเกาะซาโมซีร์

ข้างๆ มีตลาดตั้งแผงขายของรองรับผู้คนที่หิ้วท้องหิวๆ มานั่งรอเรือที่นี่ ส่วนจุดขายตั๋วจะเป็นห้องตึกแถวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับท่าเรือ หาไม่ยาก เราสามารถสอบถามและซื้อตั๋วรถแท็กซี่กลับเข้าเมืองเมดาน หรือไปต่อที่อื่นจากที่นี่ได้เลย

ทุกวัน รอบเรือจากท่าเรือปาราพัทไปตุ๊กตุ๊ก (TukTuk) ชื่อเรียกชุมชนหมู่บ้าน และบริเวณที่โรงแรมตั้งอยู่บนเกาะซาโมซีร์ จะเริ่มต้นตั้งแต่ 08.30 น. และหมดรอบสุดท้ายที่ 19.00 น. ในขณะที่ขากลับออกมาจากเกาะจะเริ่มตั้งแต่ 7.00 น. และหมดที่เวลา 17.30 น.

การเดินทางใช้เวลาเพียง 30 – 60 นาที นักท่องเที่ยวสามารถเอาที่อยู่ของโรงแรมให้เรือดูได้เลย คนขับเรือจะแวะส่งให้เราเป็นจุดๆ ไล่ตามทางที่ผ่าน ค่าโดยสารจะอยู่ที่ Rp.15,000 หรือ 45 บาทต่อคนต่อเที่ยว

ภาพที่น่ารักที่สุดบนเรือวันนี้ คงต้องยกให้กับเด็กน้อยตรงหน้า

“…Baby, I’m dancing in the dark with you between my arms

Barefoot on the grass, listening to our favorite song

When you said you looked a mess, I whispered underneath my breath

But you heard it, darling, you look perfect tonight….”  ‘

– Perfect , Ed Sheeran

1 วัน 1 คืน บนเกาะซาโมซีร์ (Samosir Island)

ที่พักของเราในค่ำคืนบนเกาะซาโมซีร์นี้ คือ Samosir Cottage  (เช็คราคาที่ Traveloka >> https://www.traveloka.com/th-th/hotel/indonesia/samosir-cottages-resort-3000010009939) เราเลือกพักห้องเดี่ยวแบบ standard ไม่มีแอร์ ใช้วิธีแง้มหน้าต่างนอนเอา (ฮ่าๆ)  ยิ่งตกดึกอากาศที่นี่ก็จะยิ่งเย็นขึ้น ขนาดที่คนขี้ร้อนอย่างเรานอนได้สบายๆ แบบไม่ต้องพึ่งแอร์และยุงก็ไม่มี

สำหรับคนที่ขับรถก็ไม่เป็น ขี่มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เป็น คำตอบในการเที่ยวเล่นบนเกาะซาโมซีร์ที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ‘จักรยาน’ วิถีการเดินทางด้วยลำแข้ง  

ร้านเช่าจักรยานของเราชื่อ Roganda เป็นร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ติดกับ Samosir Cottages Resort

จักรยานแม่บ้านสีชมพูที่แถมแผนที่กระดาษมาด้วย

เส้นทางการปั่นของเราเริ่มต้นจากร้านเช่าจักรยานและวิ่งไปทางด้านขวา ซึ่งเป็นเส้นถนนที่สามารถพาเราไปยังหมู่บ้านอัมบาริตา (Ambarita) และหมู่บ้านซิมานิโด (Simanindo) ที่เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมของเผ่ากินคน ในขณะที่ส่วนด้านซ้ายนั่นเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านทัมมอค (Tommok) แต่ละหมู่บ้านเองก็จะมีเอกลักษณ์ เรื่องราว และสิ่งให้เยี่ยมชมแตกต่างกันไป แต่ด้วยกำลังของลำแข้งขาที่มีอันน้อยนิด ชีวิตการปั่นเลยได้สุดและหยุดแถวหมู่บ้านอัมบาริตา

… สำหรับใครที่อยากจะเที่ยวรอบเกาะให้ครบก็เช่ามอเตอร์ไซค์กันเถอะหนา

ระหว่างทางปั่น ลำแข้งของเราก็จะพาเราผ่านสายน้ำสีน้ำเงินของทะเลสาบโทบาที่ทอดยาวไปตลอดแนวเกาะ และความชันของถนนที่กำลังทดสอบประสิทธิภาพของกำลังขา

ผ่านบ้านบาตัก (Batak house) บ้านที่มีเอกลักษณ์เป็นหลังคาสูง มีหน้าจั่วที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต และมีใต้ถุนบ้านไว้เป็นคอกกักเก็บสัตว์เลี้ยงไว้ใช้งาน บ้านที่ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเรือ เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยชนเผ่าพื้นเมืองบาตักโทบา

ผ่านทุ่งหญ้า สัตว์ มนุษย์ และที่ฝั่งศพ ธรรมชาติของการอยู่ กิน และดับ

ผ่านอดีตของความเชื่อในเรื่องของภูตผี ปีศาจ และการบูชาต้นไม้

ผ่าน Huria Kristen Batak Protestan (HKBP) หรือโบสถ์คริสเตียนของชาวบาตัก ศาสนาปัจจุบันของคนที่นี่

ผ่านสามสหายในชุดนักเรียนผสมกับชุดพื้นเมือง

ผ่านงานกีฬาสีและการแข่งขันปีนต้นไม้

ผ่านการใช้เวลานั่งพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ และซึมซับภาพบรรยากาศที่หาไม่ได้ในเมือง ที่ Panorama café ร้านกาแฟแบบบ้านๆ ที่ลมดี วิวดี และชิลล์ดี

จบเวลาของวันนี้ลงที่โต๊ะเขียนหนังสือริมระเบียงที่พัก เพื่อนั่งบันทึกเรื่องราวและโบกมือลาฟ้าสุดท้าย

ก่อนจะต้อนรับเรือลำใหม่ที่กำลังจะมารับเราออกไปจากที่ๆ น่ามหัศจรรย์แห่งนี้ ในเช้าวันต่อมา  

[Day 4]:  ลาก่อนทะเลสาบโทบา (Lake Toba)

~ น้องมารอพี่ที่ท่าน้ำ  

‘My location unknown tryna find a way back home to you again

Gotta get back to you gotta gotta get back to you

My location unknown tryna find a way back home to you again

Gotta get back to you gotta gotta get back to you’

– Location unknown, HONNE

… เป็นอีกครั้งที่ต้องเก็บกระเป๋าและโยกย้าย

————————————————————

สรุปค่าใช้จ่ายหลัก  

ค่าใช้จ่าย 4 วัน 3 คืน อยู่ที่ประมาณ 10,000 – 13,000 บาท

*** อัตราเงินแลกเปลี่ยน Rp.1 = 0,003 บาท

ค่าใช้จ่ายหลักๆ ยังไม่รวมค่ากินอยู่ เดินทางส่วนเล็กๆ ได้แก่

  • ค่าเครื่องบินไป-กลับ Bangkok – Medan ประมาณ 7,000 – 9000 บาท

(ถ้าช่วงมีโปรฯ จะอยู่ประมาณ 4,000-5,000 บาท)

  • ค่าที่พักเมือง Medan ประมาณ 1,000 – 1,500 บาทต่อคืน
  • ค่ารถไฟจากเมือง Medan – เมือง Pemanangsiantar ประมาณ 65 บาท ( Rp.22,000)
  • ค่าที่พักเมือง Pemanangsiantar ประมาณ 1,000 -1,500 บาทต่อคืน
  • ค่ารถบัสจากเมือง Pemanangsiantar – ท่าเรือ Parapat 60 บาท (Rp.20,000)
  • ค่าข้ามเรือไป-กลับท่าเรือ Parapat – เกาะ Samorsir รวม 90 บาท (Rp.30,000)
  • ค่าที่พักบนเกาะ Samorsir ประมาณ 1,000 – 2,000 บาทต่อคืน
  • ค่า Shared Taxi จากท่าเรือ Parpat – เมือง Berastagi ประมาณ 300 – 400 บาท ต่อคน ( Rp.120,000 – 125,000)

การเตรียมตัวเล็กๆ น้อยๆ

  • เข้าได้ไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้ 30 วัน
  • ฤดูที่หน้าเที่ยวที่สุดจะเป็นช่วงพฤษภาคม – กันยายน เพราะไม่ค่อยมีฝน
  • อากาศที่นู่นเหมือนกับบ้านเรา เอาเสื้อผ้าใส่สบายๆ ไป มีแค่พกเสื้อหนาวกันลมไปหน่อยสำหรับช่วงอยู่ที่ทะเลสาบโทบา
  • อาหารการกินที่นั่นหาไม่ยาก แต่ให้ระวังเรื่องความสะอาดหน่อยนะ เลือกร้านที่ดูดีนิดนึง มาม่าอินโดฯ คือของดี (ฮ่าๆ)
  • คนที่นั่นภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมากนัก พกพวกแผนที่ จดที่อยู่ต่างๆ ใส่สมุดเอาไว้โชว์ให้ดูจะง่ายกกว่า (ที่เจอมาถึงภายนอกจะดูน่ากลัวเพราะเราไม่คุ้นชินแต่ภายในใจดีมากๆ)

*******************************************************

เรื่องและภาพโดย

Afootofwanderlust

Facebook :   https://www.facebook.com/afootofwanderlust/

Instagram :     https://www.instagram.com/afootofwanderlust/

Website : http://afootofwanderlust.blogspot.com/