หลังจากไต้หวันประกาศข่าวดีว่าต่อฟรีวีซ่าอีก 1 ปี สำหรับคนไทย เชื่อว่าหลายคนที่ยังไม่เคยไปไต้หวันคงได้เฮกันชัวร์ๆ แต่สำหรับคนที่เคยไปมาแล้วอาจจะคิดว่า แล้วไง ก็ไปมาแล้ว ทั้งจิ่วเฟิ่น ทั้งไทเป 101 จะไปอีกทำไม?? เดี๋ยวก่อนจ้า อยากบอกว่าไต้หวันมีดีกว่านั้นซ่อนอยู่อีกเยอะ เพราะนอกจากสองที่ที่เป็นแหล่งเช็คอินสุดฮิตนั่นแล้วนะ เค้ายังมีวิวเจ๋งๆ ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้ไปอยู่ในฉากหนังดีๆ ซ่อนอยู่อีกเพียบเลยจ้า วันนี้เราเลยจะขอพาไปทำความรู้จักแหล่งท่องเที่ยวแบบ Unseen ของไต้หวันที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี และบอกตรงนี้เลยว่ามันว้าวมากกกกกกกก จนคุณอาจจะไม่อยากเชื่อเลยละว่านี่คือไต้หวันจริงๆ เหรอ??? แล้วถ้าดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากบินไปเห็นกันวันนี้พรุ่งนี้เลยละก็ ขอแนะนำให้ส่องดีลตั๋วเครื่องบินเด็ดๆ จาก Traveloka กันดูก่อนได้เลย เพราะเค้ามีให้เลือกจนลายตา แถมราคาก็ดี๊ดี จองง่าย สะดวก ประหยัด ก็จัดเลยดิค้าบบบบบ

จองตั๋วเครื่องบินไปไต้หวัน กับTraveloka

 

 25 ที่เที่ยวแบบ Unseen ไต้หวัน 

1. Liushishi Mountain

บอกได้เลยว่านี่คือสวรรค์บนดินที่แท้ทรู! เพราะเป็นเนินเขาสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ทอดตัวต่อเนื่องกัน กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างใหญ่ และทั้งหมดปกคลุมไปด้วยลิลลี่ป่าสีส้มอมเหลืองที่ชูช่อเบ่งบานชนิดตระการตา ตัดกับสีเขียวของพื้นหญ้าที่อยู่ด้านล่างแบบสุดสดใส ซึ่งวิวนี้จะพีคมากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนของทุกปี บริเวณนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน Zhutian เมือง Fuli ในมณฑล Hualien และทิวทัศน์จะเปลี่ยนไปในแต่ละฤดู อยากรู้ว่าสวยแค่ไหน ต้องไปโดน!

2. Dongyong Lighthouse

ประภาคารสีขาวซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาของเกาะกลางทะเลแห่งนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 โดยวิศวกรชาวอังกฤษ ซึ่งในยุคนั้นมีการก่อสร้างท่าเรือขึ้นหลายแห่งทั้งบนเกาะนี้และอีกหลายสถานที่ของไต้หวัน จึงมีการสร้างประภาคารขึ้นเพื่อนำทางให้เรือต่างๆ ในยามค่ำคืน โดยที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติในลำดับที่ 3 ของไต้หวัน ตัวประภาคารทำจากอิฐทาสีขาว สูงราวๆ 14 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ Dongyin และมีบันไดทอดตัวยาวลงไปจากด้านบน บอกเลยว่าที่นี่น่ะให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ยืนอยู่ในฉากหนังรักดีๆ ซักเรื่องเลยจริงๆ นะคุณ

3. Zhaishan Tunnel

สำหรับคนที่ชอบวิวแปลกตาในบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร นี่อาจจะเป็นหนึ่งสถานที่ที่ตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นหนึ่งสถานที่ในหน้าประวัติศาสตร์ทางการทหารของไต้หวัน ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบ Gugang ในมณฑล Fujian โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1961 และใช้เวลาก่อสร้างถึง 5 ปี ด้านในแบ่งเป็น 7 ห้องใหญ่ เคยถูกใช้เป็นค่ายลับทางการทหาร และใช้เป็นที่ซ่อนเรือเพื่อพรางตาคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดี อุโมงค์น้ำแห่งนี้มีความยาว 101 เมตร สามารถจอดเรือได้ถึง 42 ลำ และมีทางเข้าออก 2 ทางเพื่อความปลอดภัย โดยในปัจจุบันนี้ ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก และมีการจัดแสดงคอนเสิร์ตด้านในอุโมงค์ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีภายใต้ชื่อ Kinmen Tunnel Music Festival เจ๋งพอป่ะล่ะ

4. Sandiao Cape Lighthouse

ประภาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณปลายสุดทางทิศตะวันออกของไต้หวัน และเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกเลยเชียวนะ ถึงขนาดได้รับฉายาว่า Eye of Taiwan กันเลยละ ประภาคารสูง 16.5 เมตรแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1935 โดยชาวญี่ปุ่น และได้รับความเสียหายครั้งใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นจึงมีการบูรณะที่นี่ขึ้นมาใหม่ และทุกวันนี้มันก็ยังทำหน้าที่คล้ายพิพิธภัณฑ์บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี รอบประภาคารเป็นพื้นที่กว้างบนเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าสีเขียวราวกับผืนพรมกว้างขวาง เป็นอีกหนึ่งวิวที่ทำให้นึกถึงหนังรักสุดโรแมนซ์ได้เป็นอย่างดีเชียวหละ

5. Weathering Ring

ชั้นหินแสนสวยสุดอัศจรรย์แห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขตอุทยาน Yehliu ซึ่งในส่วนของบริเวณหน้าหาดในอุทยานแห่งนี้เกิดจากการที่มีตะกอนหินทับซ้อนกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน จนเกิดลวดลายสีน้ำตาลอ่อนและเข้มสลับชั้นกันอย่างสวยงามแปลกตาราวกับว่าเป็นชิ้นงานศิลปะชั้นดี และนอกเหนือจากความสวยงามของลวดลายชั้นหินในบริเวณนี้แล้ว ไม่ไกลกันนักยังเต็มไปด้วยหินสวยงามรูปร่างแปลกตาที่เกิดขึ้นจากฝีมือของธรรมชาติอีกมากมาย ยังไงก็เตรียมเมมกล้องไปส่องมุมไว้ถ่ายรูปเจ๋งๆ มาโพสต์อวดชาวบ้านให้พอก็แล้วกัน

รูปจาก http://gotaiwan.sg/en/taipei/place-of-interest/laomei-green-reef/

6. Laomei Green Reef

ชายหาดหินสีเขียวที่ให้ความรู้สึกสวยงามแปลกตาแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขต Shimen ในกรุงไทเป บริเวณพื้นที่ที่เป็นส่วนเหนือสุดของไต้หวัน โดยลานหินซึ่งอยู่ติดกับผืนน้ำทะเลแห่งนี้สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ Datun เมื่อหลายร้อยปีก่อน และเกิดเป็นลาวาไหลลงมายังทะเล ต่อมาลาวาเหล่านั้นแข็งตัวจนกลายเป็นลานหินขนาดใหญ่ในรูปร่างแปลกตา เนื่องจากการกัดเซาะของคลื่นและน้ำทะเล ซึ่งจะเกิดความสเปเชียลยิ่งขึ้นไปอีกในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมของทุกปี เพราะจะเป็นช่วงที่สภาพแวดล้อมลงตัวเหมาะเจาะพอดีกับการที่สาหร่ายสีเขียวสดจะสามารถเจริญเติบโตงอกงามขึ้นมาได้ และด้วยเหตุผลทั้งหมดที่บอกมา จึงทำให้เราได้เห็นภาพทิวทัศน์ที่แปลกตาและน่าสนใจแบบนี้ยังไงล่ะคุณ

7. Baitou Cape Hiking Trail

นี่คือเส้นทางเดินบนสันเขาที่เลาะเลียบชายทะเล ซึ่งว่ากันว่าวิวระหว่างเส้นทางนั้นสวยขั้นเทพเลยเชียวคุณ และแม้ว่าที่นี่จะอยู่ไม่ไกลจากเมือง Ruifang ใน New Taipei และห่างจากแหล่งท่องเที่ยวยืนหนึ่งของไต้หวันอย่างจิ่วเฟิ่นมาไม่ไกล แต่เชื่อมั้ยว่าบรรยากาศมันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง บนเส้นทางเดินเขาแห่งนี้ไม่มีผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย คุณจึงได้เดินไปชมวิวไปแบบสงบและสุดชิลล์ แม้เส้นทางเดินจะเรียกว่าค่อนข้างไกลสำหรับใครที่ไม่ชอบเดิน แต่เชื่อเถอะว่ามันคุ้มเหลือเกินจริงๆ เพราะนอกจากวิวจะสวยน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว เส้นทางเดินยังทำได้ค่อนข้างดี แฮปปี้คุ้มเหนื่อย เชื่อเรา

8. Caoling Historic Trail

เอาใจสายเทรกกิ้งกันอีกสักหนึ่งแห่งในบริเวณ New Taipei กับเส้นทางเดินเขาที่ถือเป็นหนึ่งเส้นทางประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของเส้นทางเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ชิงเมื่อราวๆ 130 ปีที่แล้ว เพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่างทางบกลงสู่ทะเล โดยเส้นทางที่เราเอามาแนะนำกันนี้มีความยาวราวๆ 10 กิโลเมตร และมีทิวทัศน์ตลอดเส้นทางที่สวยไม่แพ้ใคร นอกจากนั้น ตลอดเส้นทางยังมีห้องน้ำสาธารณะและศาลาสำหรับนั่งพักให้ได้ใช้บริการกันเป็นระยะๆ แถมยังทำพื้นสำหรับเดินเท้าเอาไว้ให้อย่างสะดวกสบาย ใครเป็นสายธรรมชาติห้ามพลาดเลยเชียวหละ

9. Queen’s Head

เรียกว่านี่คือหินสุดมหัศจรรย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในพื้นที่ของอุทยาน Yehliu ซึ่งเต็มไปด้วยหินรูปร่างลักษณะแปลกตานานารูปแบบ โดยคุณอาจจะต้องใช้เวลาเดินชมกว่าครึ่งวันถึงจะดูได้อย่างทั่วถึงเลยหละ ไม่ว่าจะเป็นหินเห็ด หินเทียน หรือรองเท้านางฟ้า แต่บอกเลยว่า Queen’s Head ก็ยังยืนหนึ่งครองแชมป์เป็นหินยอดฮิตที่ทุกคนอยากมาเซลฟี่ด้วยอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ด้วยรูปทรงที่แลดูคล้ายรูปปั้นครึ่งตัวของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธ แห่งประเทศอังกฤษ ชนิดที่เหมือนการแกะสลักมากกว่าการเกิดเองตามธรรมชาติ และตอนนี้ด้วยการสึกกร่อนไปตามแรงลม ทำให้ผู้คนเริ่มกังวลว่าส่วนที่เล็กที่สุดของหินก้อนนี้จะหักโค่นลงในซักวันหนึ่ง อย่ารอให้ถึงวันนั้นเลยน่า รีบไปดูด้วยตาคุณเองก่อนดีกว่าว่าอเมซิ่งจริงมั้ย?

10. Elephant Trunk Rock

อีกหนึ่งสถานที่อเมซิ่งซึ่งเกิดจากหินตามธรรมชาติของไต้หวันแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เขต Ruifang ใน New Taipei ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งตรงจุดนี้เป็นผาหินขนาดใหญ่ที่ผ่านการจัดแต่งของธรรมชาติมาได้อย่างลงตัวพอดิบพอดี จนมีลักษณะเหมือนหัวของช้างอย่างกับมีคนแกะสลักแล้วเอามาตั้งวางไว้ ตรงบริเวณส่วนหัวของช้างเป็นผาหินที่ผู้คนนิยมไปถ่ายรูปและยืนชมความสวยของท้องทะเลด้านหน้าแบบสุดชิลล์ จะปีนป่ายขึ้นไปก็อย่าลืมใช้ความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยกันด้วยละกันเน้อ

11. Shimen Kite Park

เมื่อว่าวกลายเป็นของเล่นที่หาดูได้ยากแล้วในบ้านเราปัจจุบันนี้ เราจึงอยากชวนคุณมาเดินเล่นกินลมชมวิวกันแบบชิลล์ๆ ที่สวนว่าวแห่งไต้หวัน สวนขนาดกำลังดีในพื้นที่ราวๆ 38 ไร่ แห่งนี้ กลายเป็นจุดยอดฮิตที่มีลักษณะทางธรรมชาติพอเหมาะพอดีที่จะใช้เป็นสถานที่เล่นว่าว และที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่แข่งว่าวนานาชาติของไต้หวันอีกด้วยนะ เพราะเป็นชายหาดกว้างริมทะเล ผู้คนจึงนิยมมาใช้พักผ่อนหย่อนใจในวันปกติ จะเล่นว่าว จะอาบแดด ก็ชิลล์ๆ เพลินๆ แต่ถ้าอยากเดินดูเทศกาลว่าวนานาชาติ แนะนำว่าต้องไปที่นี่ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนะ คนเยอะหน่อยเป็นธรรมดา แต่ถ้าคุณชอบ รับรองว่าเพลิน

12. Tamsui Fisherman’s Wharf

ท่าเรือเก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แห่งนี้ ในยุคก่อนจัดเป็นย่านการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของไต้หวันเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบัน ที่นี่ได้รับการปรับปรุงจนกลายมาเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจโดยมีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ๆ กัน จึงมีผู้คนจำนวนมากนิยมมาปั่นจักรยานหรือวิ่งออกกำลังกายกันอย่างหนาตา นอกจากนั้น ยังเป็นศูนย์รวมของร้านอาหารบรรยากาศดี และมีร้านค้าเปิดให้บริการอยู่มากมาย ด้วยทิวทัศน์เก๋ๆ ของท่าเรือที่ให้บรรยากาศสุดโรแมนติก จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์และซีรี่ส์อีกเพียบ รวมถึงยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวันเลยด้วยนะ อย่าพลาดเชียว

13. Sanxia Old Street

นี่คือย่านเศรษฐกิจเก่าแก่แห่งหนึ่งของไต้หวัน เพราะตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำถึง 3 สาย และเคยเป็นย่านการค้าที่เฟื่องฟูมากในยุคที่การขนส่งทางเรือเป็นเส้นทางหลักที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมใช้ และแม้ว่าทุกวันนี้จะไม่ได้ฮ้อตฮิตเท่าในสมัยก่อน แต่คุณค่าและความงดงามทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจของถนนสายนี้ยังคงมีอยู่อย่างครบครัน ด้วยอาคารแบบโบราณที่สร้างด้วยอิฐแดงเรียงเป็นแนวยาวซึ่งได้รับอิทธิพลจากยุคที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง เมื่อได้รับการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคใหม่ ถนนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งเดินเล่นและถนนช้อปปิ้งที่น่าสนใจ ซึ่งเหมาะที่จะใช้เป็นอีกหนึ่งโลเกชั่นถ่ายรูปเจ๋งๆ ได้เป็นอย่างดี

14. Lugu Tea Culture Center

ถ้าใครชื่นชอบบรรยากาศเขียวๆ สวยๆ ของไร่ชา บอกเลยว่าไต้หวันก็มีเด้อ และก็ยังสวยในระดับที่จะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังเลยละ โดยใน Xiaobantian นั้นถือว่าเป็นย่านที่มีไร่ชาสีเขียวกว้างใหญ่สุดสายตา และศูนย์บริการลูกค้า ที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับชาให้ได้ลองใช้บริการกันอีกด้วยนะ ไร่ชาสวยๆ ของที่นี่เริ่มมีการเพาะปลูกกันตั้งแต่ในราวๆ ปี ค.ศ.1855 เป็นต้นมา ยาวนานขนาดนี้จึงเชื่อใจในคุณภาพชาของที่นี่ได้เลย แวะมาดูไร่ชา มาถ่ายรูปสวยๆ แล้วละก็อย่าลืมชิมเชียว

15. Qingjing Farm

ฟาร์มแสนสวยแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่เมือง Nantou โดยเริ่มเปิดทำการกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1961 โน่นละ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน พร้อมด้วยธรรมชาติสวยงามเขียวขจีแสนอุดมสมบูรณ์ ที่นี่จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์ของแดนไต้หวันกันเลยละ ด้วยความที่มีทั้งทุ่งหญ้าและฟาร์มแกะขนาดใหญ่ในพื้นที่สูงเสียดฟ้า พร้อมด้วยบ้านเรือนหลังเล็กๆ ในสไตล์แสนน่ารักที่อยู่ระหว่างทางขึ้นมายังด้านบนของภูเขา เราว่าใครที่เป็นสายชิลล์ รักธรรมชาติ ชอบความสโลว์ไลฟ์ ถูกใจที่นี่แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์!

16. Aowanda National Forest

เขตป่าสงวนของไต้หวันแห่งนี้อยู่ไม่ไกลมากนักจากเมืองไถจง ที่นี่จะพีคแบบสุดๆ ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เนื่องจากในเขตป่าสงวนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลมากมาย ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โด่งดังแห่งหนึ่งของไต้หวัน นอกจากนั้น ในช่วงฤดูร้อนป่าแห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วยหิ่งห้อยในยามค่ำคืน แถมยังมีแม่น้ำและน้ำพุร้อนอยู่ในพื้นที่ป่าอีกด้วย และแม้ว่าจะอยู่ไม่ไกลจากเมืองไถจง แต่ที่นี่ก็ถือว่าค่อนข้างสงบและไร้ซึ่งความวุ่นวาย ใครเป็นสายเดินป่าบอกเลยว่าที่น่าสนใจและไม่อยากให้พลาดเลยเชียว

17. Hehuanshan National Forest

ภูเขาเหอหยวน นอกจากจะเป็นภูเขาที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวันแล้ว ยังเรียกว่าเพียบพร้อมในด้านความสะดวกสบายในการเดินทาง เพราะแม้จะเป็นภูเขาที่มีความสูงประมาณ 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ที่นี่ก็มีถนนตัดผ่านขึ้นมาถึงด้านบน และว่ากันว่าถนนเส้นนี้คือถนนที่สูงที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกอีกด้วยนะ บนภูเขาแห่งนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ราวๆ 6 องศา ในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะตกลงมาปกคลุม ด้วยเส้นทางที่สะดวกสบายและยังมีที่พักให้บริการ ที่นี่จึงเป็นจุดหมายที่ชาวไต้หวันมักจะปักหมุดมุ่งหน้ามาชมทิวทัศน์ของทะเลหมอกและมานอนดูดาวกันตลอดแทบจะทั้งปีเลยทีเดียวนะคุณ

18. Xiluo Bridge

สะพานสีแดงสดที่ทอดตัวยาวผ่านทุ่งนากว้างซึ่งมีแบ็คกราวนด์ด้านหลังเป็นทิวเขาแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งทิวทัศน์สุดคลาสสิกที่ดูได้ไม่มีเบื่อเลยละ สะพานแห่งนี้ทอดข้ามแม่น้ำ Zhoushui และเป็นสะพานที่เชื่อมผ่านเมือง Changhua และ Yunlin เอาไว้ เห็นสีแดงสดขนาดนี้ แต่นี่คือสะพานที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคที่ญี่ปุ่นยังปกครองไต้หวันอยู่เลยนะ โดยสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1953 ซึ่งในเวลานั้นสะพานแห่งนี้มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกรองจากสะพานโกลเด้นเกตในอเมริกา ด้วยระยะทางยาวเกือบ 2 กิโลเมตร แม้ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีการใช้งานแล้ว แต่ชาวไต้หวันก็ยังคงเก็บที่นี่ไว้เป็นหนึ่งในสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ทั้งสวยงามและสำคัญ ครบครันขนาดนี้ถ้ามีเวลาก็อย่าลืมแวะไปแชะรูปกันให้ได้เชียว

19. Alishan National Forest

อุทยานแห่งชาติอาลิซันแห่งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ชาวไต้หวันนิยมมาใช้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจกันอยู่เสมอ เพราะเป็นยอดเขาที่มีความสูงราวๆ 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียสตลอดปี แถมที่นี่ยังมีจุดชมวิวสวยๆ หลายจุด มีการทำทางเดินชมพื้นที่ป่าศึกษาธรรมชาติได้อย่างดีและสะดวกสบาย นอกจากนั้น ที่นี่ยังเดินทางมาถึงได้ด้วยรถไฟ! ทั้งง่ายทั้งชิลล์ จะแค่เดินทางมาชมวิวหรือจะนอนค้างซักคืนก็คุ้มค่าและน่าจะฟินสุดๆ เลยหละ

20. High-Heel Wedding Church

นี่คือโบสถ์สุดแหวกแนวที่ถ้าไม่เห็นด้วยตาคงไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าทำ! โบสถ์รองเท้าส้นสูงแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Budai ใน Chiayi และได้รับการบันทึกจากกินเนสส์ว่าเป็นโครงสร้างของรองเท้าส้นสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้านในมีอุปกรณ์เครื่องใช้ในพิธีแต่งงานครบครัน ที่เจ๋งกว่านั้นคือโบสถ์นี้มีที่มา ไม่ใช่แค่ว่าสร้างให้เก๋ๆ เท่านั้นนะ แต่ที่นี่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่หญิงสาวที่ป่วยเป็นโรค Blackfoot ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำ โดยผู้ป่วยจะมีอาการเนื้อที่เท้าตายจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ และทำการรักษาได้ด้วยการตัดทิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พวกเธอจึงหมดโอกาสที่จะได้แต่งงานหรือสวมรองเท้าส้นสูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหญิงสาวอีกต่อไป โบสถ์นี้จึงสร้างขึ้นมาเพื่อระลึกและอุทิศให้แก่หญิงสาวที่ถึงคราวเคราะห์ร้ายเหล่านั้นนั่นเอง

21. เกาะ Sanxiantai

บริเวณเกาะเล็กๆ กลางทะเลที่เห็นอยู่นี้ เกิดจากการที่น้ำทะเลกัดเซาะผืนแผ่นดินที่เคยเป็นผืนเดียวกันจนขาดหาย และบริเวณส่วนปลายกลายเป็นเกาะซึ่งถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ เดิมทีนักท่องเที่ยวจะสามารถเข้าไปเยี่ยมชมบริเวณพื้นที่บนเกาะได้เฉพาะช่วงน้ำลดเท่านั้น ทางการจึงได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างแผ่นดินใหญ่และเกาะโดยออกแบบให้มีลักษณะคล้ายคลื่นในทะเล หรือจะมองเป็นมังกรก็ยังได้อยู่เช่นกัน สะพานทางเดินที่สร้างขึ้นนั้นจึงกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่มองคล้ายกับมังกรที่ทอดตัวนอนเชื่อมพื้นที่ทั้งสองแห่งอยู่กลางทะเล แหม เก๋ทั้งรูปแบบและจินตนาการ!

22. Baiyang Trail

นี่คือเส้นทางเดินภายในถ้ำที่ความยาวรวมแค่เพียงประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ด้วยเพราะมีเส้นทางเข้าได้จากถ้ำถึง 6 ถ้ำ จึงทำให้คุณได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างกันไปในแต่ละเส้นทาง ทั้งระทึกใจ ลึกลับ หรือแม้กระทั่งโรแมนติกอย่างไม่น่าเชื่อ! เส้นทางในบางถ้ำจะคดเคี้ยวและค่อนข้างมืด ในขณะที่บางถ้ำสว่างด้วยแสงไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ การเข้าจากปากทางแห่งหนึ่งอาจใช้เวลาเดินเพียงแค่ 40 นาที ในขณะที่อีกทางคุณต้องเดินถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง! อยากเดินฟีลไหนก็เลือกกันได้เลย ถ้ำนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยาน Taroko อันโด่งดังและเดินทางได้ไม่ยากเย็น ใครอยากลองเดินหรืออยากเห็นด้วยตาก็มากันเด้อ

23. Buluowan

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ Taroko ที่นี่เป็นภูเขาสูงราวๆ 370 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่มีอุณหภูมิเย็นสบายคงที่อยู่ที่ประมาณ 21.5 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี บริเวณใกล้กับจุดบริการนักท่องเที่ยวของที่นี่เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวสดที่มีลิลลี่ป่าขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆ ไปในบริเวณนี้ โดยมีการทำเส้นทางเดินเพื่อชมความงามของดอกไม้ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาลอยู่หลายเส้นทาง และยังเป็นระยะสั้นๆ ที่เดินง่ายและไม่ทำให้เหนื่อยเกินไปสำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย ง่ายขนาดนี้ต้องไปแล้วหละ เชื่อเหอะน่าว่าสวยจริง

24. Bi Mountain

หมู่เกาะ Matzu ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของไต้หวัน โดยมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตและยอดเขาที่สูงชัน และมี Bi Mountain เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในบริเวณนี้ ซึ่งมีความสูง 294 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล พื้นที่ละแวกนี้เคยถูกใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการทหาร โดยจะเห็นได้จากป้อมปราการลายพรางสีเขียวที่กระจายตัวอยู่หลายจุดรอบๆ บริเวณ จุดชมวิวมุมสูงด้านบนยอดเขาแห่งนี้จะทำให้คุณได้เห็นทิวทัศน์ของพื้นที่โดยรอบแบบ 360 องศา จะเป็นอ่าว หาดทรายขาว หรือน้ำทะเลสีฟ้าครามใสสะอาด ก็กวาดตามองได้หมดจากจุดนี้เพียงจุดเดียวเลย

25. Twin Heart Stone Weir

เมือง Penghu ได้ชื่อว่าเป็นบ้านของฝายหิน เพราะเมืองนี้เมืองเดียวมีการสร้างฝายหินขึ้นถึง 558 แห่ง และถ้าจะให้พูดถึงฝายหินที่ยืนหนึ่งในตำแหน่งฝายหินสุดมุ้งมิ้งละก็ ต้องขอยกให้ที่นี่จริงๆ ละ เพราะเค้าสร้างฝายแห่งนี้ให้เป็นลักษณะของหัวใจ 2 ดวงที่อยู่คู่กัน โดยฝายหินแบบนี้สร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อจะใช้ดักปลาที่ว่ายมาในบริเวณนี้และติดอยู่ที่บริเวณฝายในเวลาน้ำลง เป็นการทำประมงพื้นบ้านแบบง่ายๆ โดยใช้ธรรมชาติเป็นหลักนั่นเองละ เพียงแต่ว่าทุกวันนี้น่ะ เจ้าฝายหินรูปหัวใจกลับเป็นกับดักดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้มากกว่าปลาน่ะสิ เอ๊ะ ว่าแต่แล้วมันจะดีมั้ยเนี่ย??

หวังว่า 25 แหล่งท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับวิวแบบ Unseen in Taiwan ที่เราเอามาฝากกันน่าจะมีที่ถูกใจคุณบ้างละน่า ดูแล้วไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยว่าไต้หวันน่ะ จะมีสถานที่สวยๆ และแปลกตาแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย แถมจริงๆ คือมีเยอะอย่างไม่น่าเชื่อด้วยนะ เพราะที่ยกมาเนี่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ยังมีแหล่งอันซีนอีกเพียบเลยที่เรายังไม่ได้จัดมา เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะ ทุกวันนี้ไต้หวันเป็นประเทศที่เดินทางง่ายแถมค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง ถ้าคุณเดินทางไปไต้หวันก็อย่าลืมแวะไปดูวิวว้าวๆ ที่เราเอามาฝากกันบ้างนะ เชื่อว่าทั้งหมดนี้จะสวยสะใจและไม่ทำให้คุณผิดหวังที่ดั้นด้นไปอย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม!!!

รูปประกอบส่วนหนึ่งจาก https://eng.taiwan.net.tw/