– ชิทก่อนชิลล์ –

เกือบไม่ได้ไปชิลล์ตั้งแต่ยังไม่ออกจากสนามบิน! ด้วยความที่รู้มาอยู่แล้วว่าไต้หวันเป็นประเทศสโลว์ไลฟ์ ชิลล์ เราเลยไม่ได้กระตือรือร้นเตรียมตัวอะไรมาก กะว่าค่อยๆ ไปสัมผัสเอาข้างหน้า เก็บของขึ้นแท็กซี่มาสุวรรณภูมิเช็คอินเรียบร้อย เตรียมเข้าด่านสแกนร่างกาย

“เฮ้ยบ๊วย…พี่ลืมกล้อง”

“พูดจริงอ่อ”

ควานหาทุกช่องของกระเป๋า

“ไม่ได้เอามา!”

ตอนนั้นประมาณ 6 โมงกว่า เวลาบอร์ดดิ้งคือ 7 : 50 น.

เราแยกกันตรงจุดตรวจ คนนึงบึ่งแท็กซี่กลับไปเอากล้อง อีกคนเข้าไปรอข้างใน ถ้ามันจะไม่ทันจริงๆ อย่างน้อยก็มีการเสียเงินซื้อตั๋วใหม่แค่ที่นั่งเดียว

หลังจากพี่แบ๊งค์คว้าตัวโชเฟอร์หนุ่มที่ดูไฟแรงที่สุด “ขับรถเร็วได้ไหม”

“เต็มที่ครับ” โชเฟอร์ซึ่งที่ป้ายคนขับหน้ารถระบุชื่อจริงเหมือนกันตอบ

ออกลาดกระบังไปสักพัก รถสะอึก กึก กึก

“เป็นไรอะ”

“แก๊สหมดครับพี่”

ระทึกขวัญดั่งหนัง Gone in 60 seconds สะดุดตั้งแต่ขาไปยังไม่นับขาตีรถกลับสุวรรณภูมิอีก

ระหว่างนั้นเราทำใจเดินเล่นชิลล์ในดิวตี้ฟรี ดูนั่นดูนี่สลับกับดูนาฬิกาเรื่อยๆ เรื่อยๆ

7 : 18 น.

ก็อกแก๊ก ก็อกแก๊ก พิมพ์ไลน์

“ถึงไหนแล้ว”

“เข้ามาแล้ว คิวสแกนตัวยาวมากๆ น่าจะอีก 15 นาทีเลย”

“โอเค”

เราไปยืนวนเวียนอยู่ตรงปากทางเข้าหลังสแกนพาสปอร์ตไทยเข้ามาได้สักพัก เห็นสีหน้าซีดๆ กระหืดกระหอบเข้ามา

“ได้แล้ว กล้อง” กล้องเลนส์คู่ใจที่ใช้ทุกทริปเช็คอินเข้าสุวรรณภูมิแล้ว “เฮ้ออออออ”

อาจด้วยความตื่นเต้นร้อนรนตั้งแต่หัวทริป ทำให้เราไม่ได้มีอารมณ์เอ็นจอยอะไรบนเครื่องมากนัก กดดูหนังจากจอทีวีเครื่อง Dreamliner ที่เพิ่งออกข่าวว่าการบินไทยได้มาใหม่ และจะไม่ขายตั๋วให้คนมีรอบเอวเกิน 56 ในชั้นบิซิเนส อ๋ออ ลำนี้นี่เอง ม่านหน้าต่างพลาสติกกลายเป็นปุ่มกดขึ้นลงปรับเฉดสีกระจก พร้อมกับแสงไฟสายรุ้งเจ็ดสีที่เพดานเครื่องคอยบรรเลงระหว่างการเดินทาง อาหารมาเสิร์ฟ เรากินเป็นมื้อสาย ซีฟู้ดที่ให้เหมือนน้อยแต่อิ่มมาก

เราหลับพักสายตาไปนิดนึงก็ถึงสนามบินเถาหยวน ด้วยความชิลล์อีกครั้งเราเลยไม่ได้เตรียมเสื้อหนาวพกไว้ตั้งแต่บนเครื่อง มีแค่เสื้อแขนกุด ยีนส์ขาสั้น กับเสื้อสเว็ตเตอร์บางๆ สีกรมท่าแบบที่นักศึกษาชอบใส่ไปมหา’ลัย โอ๊ยย สั่นอยู่นะ

สนามบินดูทันสมัย ตม. ก็ไม่ถึงกับยิ้มแย้มแต่ดูไม่ดุ บรรยากาศค่อนข้างเงียบเชียบ คนเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ต้องคอยกลัวคนจะแซงแถว ก็อย่างที่คนไต้หวันยืนยันไว้ โลกโปรดเข้าใจ ไต้หวันไม่ใช่จีน

หากใครสนใจจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวไต้หวันก็สามารถจองกับ Traveloka ได้ ตั๋วเครื่องบินไต้หวันรอคุณอยู่

– ชีวิตชิลล์เว่อ –

เป็นการปรับตัวอีกรูปแบบหนึ่ง ในแต่ละประเทศที่เราไปตั้งแต่เล็กแต่น้อย อารมณ์ในสังคมแต่ละถิ่นย่อมไม่เหมือนกัน  ที่นี่แม้หน้าจะตึ่งนั้ง แต่เราไม่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกกันโหวกเหวก หรือเสียงเขกขากในลำคอ มีแต่เสียงเนิบช้ากับอารมณ์เยือกเย็นในอากาศ

คนไต้หวันไม่รีบ!

เหมือนจะรู้สึกผิดนิดๆ ที่ต้องใส่เครื่องหมายตกใจ หลัง “คนไต้หวันไม่รีบ” เพราะเขาดูกรุบกริบงุบงิบจนเครื่องหมาย ! เราอาจทำให้เขาตกใจได้ เราเดินช้าลง ช้าลง ตามครรลองสังคมพาไป ลากกระเป๋าเข้าประตูรถไฟที่ไม่ปิดสับขานักท่องเที่ยวเหมือน BTS เมืองไทย

เหมือนจังหวะหัวใจเราจะเต้นชิลล์ลง ชิลล์ลง

“เออทำไมลากกระเป๋าที่นี่ไม่เหนื่อยเลยนะ”

คนแก่ คนเจ็บ คนพิการ สามารถขับวีลแชร์ ลากถุงช็อปปิ้งติดล้อ ไปนู่นมานี่ได้สบาย เราว่าเมืองเขาสร้างแบบ universal design ไว้ให้แล้ว ทุกจุดเชื่อมต่อทางลง บันได มีทางลาด ลิฟท์ที่ไม่ต้องคอยคนมาพาขึ้นไป เปิดไว้ให้ใช้บริการได้จริง

“ทำไมค่าเงินก็ใกล้ๆ แต่ประชาชนเขาได้อะไรเจริญกว่าเราจัง”

ภาษาไทยโต้ตอบกันไปมาในอากาศ 16 องศาเมือง “ไท” เป พูดๆ บ่นๆ ปนเสียดาย อยากให้แบบนี้เกิดในเมือง ไท “ย” จัง

เรานั่งรถไฟจากสนามบินตรงมาต่อ Taipei Main Station ที่ค่อนข้างกว้าง x ยาว กว่าสถานีไหน เลยต้องเดินลากกระเป๋ากันในสถานีไกลหน่อย (แต่ยังคงความสะดวก) แถมยังคงความสะอาด ประหลาดแท้ คนของเขาเดินถือแก้วชานมไข่มุกดูดกันจุ๊บจั๊บในรถไฟฟ้า ไม่ต้องมียามมาเป่าปรี๊ดยืนห้าม แต่เขาเอาขยะไปทิ้งตามถัง แยกแยะชิ้นไหนรีไซเคิลได้ เราแอบมองตามดูวิถีความสะอาด แอบสะอึกนิดๆ เขาใช้วิธีทำให้คนหัดคิด ไม่ใช่วิธีบังคับ หรือบ้านเขาปรับจริง ปรับหนักกันแน่นะ?

ถึงสถานี Taipei 101 สัมผัสแรก มุมมองแรกแห่งความเป็นไต้หวันคือตึก 101 ชั้นที่อยู่ตรงหน้า เราแหงนมองปลายยอดชี้ฟ้าตึกทรงประหลาดนี้ รอบด้านละแวก Xinyi มีตึกออฟฟิศสวยๆ ดีไซน์ดีเต็มไปหมด

ค่ำๆ ก็ปลอดภัย ออกมาเดินเล่นได้ไม่น่ากลัว

– นอนชิลล์ฟีลโฮม –

และนี่คือที่เราจะใช้เวลาทั้งพักทั้งผ่อน คลายความอ่อนล้าตลอด 3 คืน

นึกว่าตัวเองไม่เหนื่อย ไม่ต้องการพัก แต่ความอ่อนล้ามันสะสมมากกว่าที่คิดไว้ เข้ามาในห้องผนังไม้สีอุ่นๆ สูดลมบริสุทธิ์จากเครื่องฟอกอากาศแล้วมันสดชื่นปอด สบายใจ คืนแรกเราเผลอหลับไปต่อเนื่องยาวนาน

อ่านรีวิวโรงแรม Home Hotel ได้ที่นี่ http://www.deejourneytv.com/trip/abroad/home-hotel-taipei-traveloka/

และจองที่พัก Home Hotel กับ Traveloka ได้ที่นี่ >>> https://www.traveloka.com/th-th/hotel/taiwan/home-hotel-1000000386532

ชิลล์จนเที่ยงถึงได้ฤกษ์ออกเดิน เป็นทริปแรกที่นอนเพลินจนลืมตาลุกแทบไม่ไหว เหมือนอยู่ในภวังค์ ในความเบาหวิว ในอากาศเย็นๆ อุณภูมิสิบกว่า ฟ้าเป็นใจ เราไม่รีบร้อนเช็คอินแลนด์มาร์คใดๆ เหมือนทุกทริปที่ผ่านมา

– ชิลล์เอทีฟ –

ถึงจะเป็นรอยต่อปลายหนาวเข้าฤดูใบไม้ผลิ กิ่งก้านใบยังไม่แตกความเขียวสดเต็มที่ แต่เราก็ยังเดินข้ามถนนเลี้ยวไปที่นี่อยู่ดี Huashan 1914 Creative Park ตั้งใจจะเป็นโรงงานผลิตไวน์ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน แต่เปิดได้ไม่กี่ปีมีอันต้องพับไป เหลือไว้แค่อาคารดีไซน์ฝรั่ง ถูกปลุกให้ฟื้นอยู่หลายครั้ง ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายที จนสุดท้ายกลายมาเป็นศูนย์แสดงศิลปะและสวนสาธารณะของเมืองอย่างที่เห็น

ข้างในก็จะเป็นพื้นที่โล่งกว้างกลางแจ้ง เปิดไว้ให้ทำกิจกรรม เดินเล่น นั่งชิลล์ จิบกาแฟ กินพิซซ่าก็ได้ บางคนเอาสเก็ตบอร์ดมาไถฟรีสไตล์ที่นี่ เราเห็นฝรั่งพาน้องหมามาวิ่งเล่นปาลูกบอลด้วย ดูมีความสุขดี เรียกว่าเป็นพื้นที่ๆ ครีเอทไว้ใช้สำหรับส่วนรวมจริงๆ

– ชิลล์ชมวิว –

เคยเป็นที่ 1 สร้างไว้เคาท์ดาวน์เข้าวันที่ 1 เดือน 1 ตึกไทเป 101 ที่วันนี้แพ้อันดับให้ Burj Khalifa ที่ดูไบ แต่คนยังหลั่งไหลกันมาขึ้นลิฟท์อันไวเว่อ บันทึกลงกินเนสบุ๊คไว้ว่าเป็นลิฟท์ที่มีความไวที่สุดในโลก จากชั้น 5 ไปชั้น 89 ใช้เวลาแค่ 37 วินาที

ตีตั๋วเข้าคิวสัก 20 นาที จะได้ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 89 ที่เดินชมวิวได้ 360 องศา แต่ถ่ายรูปออกมาอาจจะไม่ได้แสงอย่างที่คิด เพราะติดตรงกระจกตัดแสงสีฟ้า นอกจากชมวิว บนนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกไว้ให้ช็อปข้าวของ 101 คอลเลคชั่นกันเพลินๆ ด้วย

แต่อย่าเพิ่งรีบร้อนลงไป เพราะเราสามารถขึ้นไปสัมผัสอากาศที่เขาล้อมรั้วกันตกได้จากชั้น 91 แล้วค่อยลงไปชมลูกตุ้มถ่วงตึก damper สีทองขนาด 660,000 ตัน ที่ช่วยป้องกันตึกเขย่าตอนแผ่นดินไหว อันเป็นที่มาของสัญลักษณ์เด็กหัวกลม damper baby สีๆ ทั้งหลายในร้านซูวีเนียร์นั่นเอง

– อิ่มชิลล์ชิค –

เขาบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าของดีอยู่แถวไหน ให้ไปหาตามซอกหลืบ แล้วถ้าอยากสืบว่าร้านไหนอร่อยฮิต ให้ตามติดกลุ่มนักศึกษาไป มักจะได้ของอร่อยราคาเบาๆ ออกจากสถานี Taipower Buliding Station เราเดินตรงเลาะไปตามตึกแถวมุ่งสู่มหาวิทยาลัยไต้หวัน แถวๆ นี้จะเริ่มเห็นคนหนุ่มสาวสะพายเป้ แต่งตัวเท่ๆ คิ้วท์ๆ กันเยอะแยะ

เดินไปเรื่อยๆ ตามทาง สะดุดหยุดแวะหิวบ้างกับร้านบุฟเฟ่ต์ที่กองถ้วยไอศครีมฮาเก้นดาสไว้ข้างหน้าเป็นภูเขา สูงราวกับต้นคริสต์มาส เราเห็นนักศึกษายังพากันจ้ำต่อไป เราจึงยังก้าวไปต่อ จนเห็นตรอกเล็กๆ ทางซ้ายมีร้านขายน้ำห้องหัวมุมสวยดี ด้วยความหิวน้ำเราเลยแวะเข้าซอยไปสั่งน้ำเกรปฟรุตใส่อโลเวร่าสักแก้วใหญ่ๆ ราคาไม่แพงแค่ NT$75 แต่ได้เนื้อเกรปฟรุตของจริงมาเต็มแก้ว

ไหนๆ ก็เลี้ยวเข้ามาแล้ว เราเลยเดินต่อไปข้างใน ข้างนึงเป็นฝาสังกะสีเขียวๆ กับมอเตอร์ไซค์จอดเต็ม อีกข้างเป็นร้านเล็กๆ เรียงรายเต็มไปหมด ดิสเพลย์ร้านแรกเรียกเราให้หยุด ห้ามข้าม เป็ดย่างแขวนอย่างเยอะ หมูกรอบ หมูแดง แสดงความอร่อยอยู่เต็มตู้ คนนั่งไม่เยอะมาก คนซื้อกลับบ้านยังไม่กี่คิว เราเลยลองเข้าไปสั่งดู เขามีเมนูภาษาอังกฤษอยู่เหมือนกัน (แต่ต้องขอ) ในร้านจะมีป้ายสะบัดพู่กันภาษาจีนติดรอบๆ อ่านไม่ออกแต่เขียนเลข 90 90 90 90 เต็มไปหมด ลองเทียบกับเมนูอังกฤษดูก็ได้ อาหารส่วนใหญ่ของร้านนี้จานละ NT$90 ทั้งนั้น จะข้าวหมูแดง หมูกรอบ เป็ดย่าง หรือผสมสามอย่างก็ราคาเดียว

* ถ้าอยากเลือกแค่อย่างเดียวแต่ลังเลใจ ขอกาดอกจันให้ หมูแดงแห่งซอย 283 อร่อย หอม กลมกล่อม ขนาดคนไม่ชอบกินหมูแดงยังยอมยกนิ้วให้ *

ป้ายหน้าร้านมันจะเซอร์ๆ นิดๆ ถ้าเห็นคือท่านมาถูกทิศแล้วเชิญค่ะ

อิ่มแล้วเดินทะลุผ่านซอยเข้าไป เป็นเหมือนย่านกินดื่มเล็กๆ คล้ายทองหล่อ เอกมัย มีร้านอาหาร ร้านค้า สลับบ้านคน ถนนไม่กว้าง รถวิ่งมาบ้างแต่ไม่เร็วมาก กินหมดไม่ไหวแค่ไปเดินชิลล์ชมบรรยากาศก็ชิคอยู่

Lane 283 เลขนี้จำไว้ ตรอกดีมีของอร่อย ย่านมหาวิทยาลัยไต้หวัน

ออกจาก Lane 283 ก่อนกลับเรายังแวะกินข้าวหน้าเต้าหู้มาโปอีกสักชาม น้ำซุป น้ำชาฟรี แถมทางร้านยังใจดีเอาไก่ทอดมาให้ บอก Welcome to Taiwan อีกด้วย อะไรมันจะรวยน้ำใจปานนี้

จากย่านมหาวิทยาลัย ต้องไปต่อกันที่ย่านฮิต Ximen ย่านเที่ยวดึกครึกครื้นที่แน่นไปด้วยอาหาร ร้านค้า และผู้คน ร้านส่วนใหญ่เรียกได้ว่าคึกคัก คิวยาว บางร้านถ้ายังไม่หิว เข้าคิวไม่ไหว ก็ใช้กล้องชิมเอาแบบเราก็แล้วกัน

บะหมี่อาจงที่เขาเรียกว่า “ต้าฉางเมี้ยนเสี้ยน” เส้นเป็นแป้งข้าวเหมือนเส้นหมี่ขาวบ้านเรา มาในถ้วยกระดาษ ซุปเหนียวข้นเหมือนน้ำกระเพาะปลา คนเข้าคิวไม่ขาดสาย รายได้ไม่ขาดตอนทีเดียวร้านนี้

เราแวะนั่งพักกินราเม็งท็อปปิ้งเทมปุระ กะให้คลายเมื่อยก่อนค่อยเดินต่อละแวกนี้ เพราะเดินได้หลายบล็อครอบด้านเหมือนเดินสยามร้อนบ้านเราเลยล่ะ

นอกจากของกินกรุบๆ กริบๆ ข้างทาง ปลาหมึกทอดเอย ไก่ทอดเอย เยอะแยะมากมายที่มัวตะกละกินหมดจนลืมถ่ายมา ย่านนี้ก็มีตึกแดง The Red House ที่เคยเป็นตลาดสาธารณะแห่งแรกของไต้หวัน ปัจจุบันเทิร์นสภาพเป็นหอศิลป์ให้เข้าไปเช็คอินความติสท์ด้วยนะ

– คนชิลล์ช็อป ชอบแน่  Xinyi District

วันสุดท้ายบ่ายวันเสาร์ ก่อนขึ้นแท็กซี่สู่สนามบินลาจากไทเปไป เราเดินกวาดเก็บมู้ดแห่งการช็อปปิ้งวันหยุด ย่าน Xinyi ที่เราอยู่ ซึ่งดูมีความเป็นย่านช็อปปิ้งแบบเก๋ๆ ปนแกลมๆ  เราเข้าร้านคาเฟ่หัวมุมถนนเยื้องโรงแรมที่เราเดินผ่านทุกวัน แต่ยังไม่ทันได้ลองชิม ชาหอมรสชาติเบาๆ ดี ดูเหมือนที่นี่จะฮิตพัฟสอดไส้ แป้งกรอบอร่อยแต่ไส้เหลวไปหน่อย พนักงานน่ารัก พูดอังกฤษไม่ค่อยเป็น แต่บริการดี น่าให้อภัย ร้านดูใหม่ สะอาดตา และลูกค้าแน่นทุกเที่ยงวัน

ตั้งแต่มาไต้หวัน เรายังไม่ได้ชิมชานมไข่มุกสักแก้ว จนจะกลับแล้วเราก็ยังไม่ได้สัมผัสชานมไข่มุกสักที เพราะเราดันสั่งไปโดยไม่รู้ว่านี่มันชาใสไข่มุก ชา Sun Moon Lake Black Tea with Bubble ราคา NT$40 แก้วนี่บิ๊กบึ้ม

รอบๆ ย่านนี้ก็จะออกแนวสะอาด ทันสมัย เป็นกลุ่มห้างที่เดินข้ามถนนหากันได้ มีทางม้าลาย สะพานลอยข้ามตึก สะดวกเว่อ มีแบรนด์ใหญ่ๆ ดังๆ หรูๆ อยู่สองข้างทางเพียบ วันนี้เรียกว่าออกแนวเดินชิลล์กินลมชมวิวสไตล์ชาวไต้หวันอย่างแท้ทรู เสพสุขเล็กๆ น้อยๆ รายทางแบบไม่รีบร้อน

และถึงแม้จะเป็นรวบตึงรวมศูนย์แบรนด์ดังเอาไว้มากมาย แต่พื้นที่ว่างระหว่างห้างก็ยังเปิดกว้างให้มีสตรีทอาร์ตเล็กๆ สำหรับชาวไต้หวันผู้มีศิลปะในหัวใจทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ในถนนเดียวกัน

– ชิลล์ขึ้นใจ –

ก่อนไปไต้หวันเราถามว่า “อยากได้อะไรไหม”

มีคนบอก “ฝากเอาอากาศกลับไทยมาหน่อย”

ฟังตอนแรกเราก็เฉยๆ ไม่ได้ฟีลอะไร

แต่หลังเราไปสัมผัสผู้คนในไทเปแล้ว เรากลับพบว่ามันเป็นมากกว่าแค่ “ความเย็นในอากาศ”

มันคือ “บรรยากาศ” ความเย็นจิตเย็นใจในเมืองหลวง ที่ไม่มีเสียงบีบแตรไล่ จอดรถทับทางม้าลาย ฝ่าไฟแดงให้สะดุ้ง ไม่มีมลพิษคลุ้งขยุกขยุยในอากาศ คนในชาติเดินเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อน ไม่คิดถึงแต่คำว่า “ฉันก่อน” ต้องยื้อแย่งแซงคิว

พอแลนดิ้งวันแรก เราเบรคสปีดเท้า รีบปรับตัวให้เข้ากับเมืองเนิบๆ แห่งนี้ วันถัดมาเราคอยสังเกตว่าผู้คนทำอะไร

เข้าอีกวัน เราสงสัย หาคำตอบว่า “เขาช้าไปทำไม” วันสุดท้าย เรารวบรวมทดในใจ ยืน เดิน นั่ง ชิลล์เข้าไว้ ใจโล่งดี