ลาวเหนือไม่ได้น่าเที่ยวแค่หลวงพระบาง ?!
ถ้าพูดถึงเมืองท่องเที่ยวทางเหนือของลาว หลายคนคิดว่าแค่หลวงพระบางคือที่สุดของลาวแล้ว
แต่เหนือหลวงพระบางขึ้นไปอีก ผมอยากจะแนะนำ ‘พงสาลี’
อีกหนึ่งเมืองที่มีเสน่ห์เรื่องบรรยากาศ เพราะเหมือนได้ไปทั้งจีนและเวียดนามในทีเดียว

 

ทาํ ไมต้องไป “พงสาลี” ?
เหตุผลง่าย ๆ เลยคือ ผมไม่ชอบไปที่เที่ยวที่มีคนไปกันเยอะอยู่แล้ว
และอยากไปดูวฒั นธรรมของคนที่นั่น ที่ผสมผสานระหว่างลาวกับชนเผ่าพื้นเมือง

 

ถ้าคุณได้เห็นภาพย่านเก่าในพงสาลี เรื่องสถาปัตยกรรมอาจไม่ได้ต่างจากเมืองอื่น ๆ เลย
แต่ความแตกต่างอยู่ที่ “อารมณ์” ไม่เชื่อก็ลองเสพภาพไปเรื่อย ๆ ดูสิ
ไปครับ ไปเล่าเรื่องเมืองพงสาลีกัน

 

EP 1 : เมืองผ่าน

ก่อนอื่นผมขอบอกว่า ถ้าไม่ถึกจริง อาจไปไม่ถึงพงสาลี
เพราะที่ตั้งของเมืองคือ อีกไม่กี่สิบกิโลก็จะถึงชายแดนลาว – จีนแล้ว
แถมไม่ใช่เมืองที่ใช้เวลาเดินทางแค่ไม่กี่ชั่วโมง และไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยด้วย
สรุปง่าย ๆ คือ ต้องแวะค้างคืนที่เมืองผ่านอย่างน้อย 1 คืนแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยเดินทางต่อ

 

EP 1.1 : สะบายดีหลวงพระบาง

ผมเริ่มเดินทางจาก จ.น่าน ขึ้นรถบัสสายน่าน – หลวงพระบางที่เพิ่งเปิดใหม่
ถ้าเดินทางจากกรุงเทพฯ ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินไปหลวงพระบางเพื่อบินตรงลงมาพักที่หลวงพระบางก่อนได้เลย
แต่ถ้างบน้อย ก็บินมาที่น่านก่อน แล้วค่อยขึ้นรถไปหลวงพระบางก็ได้
ซึ่งจองตั๋วง่าย ๆ สบาย ๆ กับ Traveloka ได้ครับ มีข้อมูลให้ดูครบ ทั้งสายการบิน ชั้นที่นั่ง และโปรสุดคุ้ม

จองตั๋วเครื่องบินไปน่าน กับ Traveloka 

จองตั๋วเครื่องบินไปหลวงพระบาง กับ Traveloka 

 

รถบัสสายน่าน – หลวงพระบาง มีทุกวัน แต่มีแค่รอบเดียวคือ 08.00 ที่สถานีขนส่งน่าน
ค่าตั๋วคนละ 660 บาท และใช้พาสปอร์ตยื่นซื้อตั๋วเท่านั้น
เพราะพนักงานขายตั๋วจะจัดการเรื่องเอกสารผ่านด่านตม. ให้จนแทบไม่ต้องไปเสียเวลาที่ด่านเลย

 

ซึ่งรถบัสใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองน่านไปด่านห้วยโก๋นราว 2 ชั่วโมงเศษ
เขาก็ให้ผู้โดยสารทุกคนลงไปยื่นเอกสารผ่านด่านกับตม. ทั้งฝั่งไทยและลาว
เขาก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะผมบอกตม.แค่ว่า มาเที่ยวหลวงพระบางครับ
โดยใช้เวลาอยู่กับตม. แค่ 20 นาทีเอง ชิล ๆ

คำแนะนำเพิ่มเติม
นั่งรถไปลาวควรซื้อเสบียงไว้ไปกินระหว่างทางด้วย เพราะใช้เวลาเดินทางนานมาก
และเตรียมขวดเปล่ากับกระดาษทิชชู่ไปให้พร้อม (โดยเฉพาะสุภาพสตรี)
เข้าใจมั้ยครับว่าผมหมายถึงอะไร 5555555 (ถ้าไม่ไหวจริง ๆ บอกพี่คนขับได้ครับ)
ถ้าจังหวะดี (ผ่านหมู่บ้านหรือเมือง) ก็ได้แวะปั๊ม แต่ถ้าเจอจังหวะซวย (ช่วงขึ้นเขา) ก็…เชิญกลางป่าโลด

 

เส้นทางจากน่านไปหลวงพระบางใช้เวลาเดินทางราว ๆ 8 – 9 ชั่วโมง ผมจะสรุปไทม์ไลน์คร่าว ๆ ดังนี้

08.00 รถออกจากขนส่งน่าน
10.30 ถึงด่านห้วยโก๋น
11.00 รถออกจากด่านห้วยโก๋น
12.00 แวะพักกินข้าวที่เมืองหงสา
15.30 แวะเข้าห้องน้ำที่ไชยบุรี
17.15 ถึงสถานีขนส่งหลวงพระบาง

 

ถึงหลวงพระบางแล้ว ผมรีบไปเช็คเที่ยวรถพงสาลีก่อน ซึ่งมีแค่เที่ยวเดียวคือ 06.30 น.
เฮ้ย ! เช้าไปไหมวะ ฝันสลายไปสิ นึกว่าจะได้เดินดูตึกเก่า ๆ วัดสวย ๆ ในหลวงพระบางตอนเช้าก่อน
งั้นจองรอบนี้ไว้ก่อนก็ได้ กันเหนียว พลาดทีอาจได้เที่ยวหลวงพระบางแทน

จองตั๋วเสร็จ (แลกเงินลาวไปในตัวด้วย) เดินออกมาจากช่องขายตั๋วเท่านั้นแหละครับ
พี่ ๆ ทั้งจัมโบ้และสกายแล็ป (ชื่อเล่นรถสามล้อของลาว) ก็พากันมาเซย์ไฮ “สะบายดี”
พร้อมต้อนผมให้ไปขึ้นรถกับพวกนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่จะเข้าตัวเมือง
ผมที่ไม่มีข้อมูลหลวงพระบางในหัวเลย ก็หลวมตัวไปกับจัมโบ้อย่างง่าย ๆ (ไม่ได้ตั้งใจจะมาเที่ยวที่นี่ไง)
พี่คนขับถามผมว่าสิไปไส เออว่ะ…ลงไหนดี
เดาเอาว่า หลวงพระบางน่าจะมีถนนคนเดิน ซึ่งต้องมีโซนที่พักแน่นอน ก็เลยขอลงแถวนั้นละกัน
ค่าจัมโบ้จากสถานีขนส่งมาลงถนนคนเดินอยู่ที่คนละ 80 บาท (20,000 กีบ)
แต่ต้องมีคนร่วมรถด้วย 5 คนขึ้นไปเด้อ

 

ยัง ความสนุกยังไม่จบ เพราะลงจากรถแล้ว ผมต้องเสี่ยงดวงวอล์กอินหาที่พักอีก
ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้นครับ เดินมั่ว ๆ จนได้ที่พักเป็นเกสต์เฮาส์แถว ๆ ถนนริมโขง ตามภาพเลยจ้า
เฮือนพักวังจำปา คืนละ 300 บาท (75,000 กีบ)

 

คือมันดีย์งามพระรามแปดเก้าสิบมาก ที่ปิดจ๊อบหาที่พักได้เร็วกว่าที่คิด 555
แต่ถ้าจะให้ดีย์กว่านี้ จองที่พักล่วงหน้าผ่าน Traveloka ดีกว่าเนอะ จะได้ไม่เป็นภาระเพื่อนร่วมทาง
อยากได้ที่พักเรทไหน มีให้ดูทุกเรท กดเลือกได้ตามใจชอบ

จองที่พักลาว กับ Traveloka 

 

19.00 ผมทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็ออกมาเดินหาของกินที่ถนนคนเดินหน่อย (มีทุกวัน)
และผมก็ได้พับกบซอย Street Food Night Market ที่ขึ้นชื่อของหลวงพระบาง

เข้ามาซอยนี้ อย่าได้พลาดสิ่งนี้เด็ดขาด
ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ รอบละ 60 บาท (15,000 กีบ) ตักได้ไม่อั้นใน 1 ชาม
ถ้าให้รีวิวรสชาติแบบดิบเถื่อนเลยคือ พอกินได้ ไม่ได้อร่อยขนาดนั้น

 

หม่าล่าที่ลาวขายแค่ไม้ละ 4 บาท (1,000 กีบ) ถูกกว่าที่ไทยตั้งครึ่งแน่ะ แต่ที่ลาวเรียกว่า ปิ้งจีน

 

เบเกอรีลาวราคาเริ่มต้นที่ 32 บาท (8,000 กีบ) แต่ปริมาณอัดแน่นมาก

 

กินอิ่มแล้วก็เดินเล่นดูบรรยากาศของถนนคนเดินหลวงพระบางกันหน่อย
คนที่นี่เรียกว่า ตลาดมืด

ไปถึงหลวงพระบางก็มืดแล้ว แถมตลอดทั้งวันที่ 1 ก็หมดไปกับการเดินทาง
ความง่วงจึงเริ่มเข้ามาแทนที่ จึงปิดจ๊อบเมืองผ่านวันที่ 1 ตอนสามทุ่มกว่า ๆ
ก็เดินกลับที่พักไปนอนละจ้า ไม่ไหวล้าววว

 

EP 1.2 : สะบายดีเมืองขวา

เริ่มต้นวันที่ 2 ของทริปลาวเหนือกันที่เวลา 06.00 ที่พบว่า
ชิพหานแล้ว ตื่นสายจนได้ เวรเอ๊ยยยย !! รถออก 06.30
รีบทำเวลาเลยครับ ตั้งแต่วิ่งผ่านน้ำ เก็บของเช็คเอาท์ วิ่งแบกเป้ไปที่คิวรถตรงถนนคนเดิน
แล้วเหมาน้องสกายแล็ปไปที่ขนส่งภายในชั่วเวลาไม่ถึง 5 นาที
ซึ่งราคาเหมาเดี่ยวก็จะอยู่ที่ 120 บาท (30,000 กีบ) ถือว่าซื้อเวลาละกัน

 

06.20 ผมมาถึงสถานีขนส่ง ก็ไปปี้ (ตั๋ว) ที่จองไว้เมื่อวานไปเช็คกับพนักงานขายตั๋วอีกที
เขาก็ชี้ให้ไปที่รถแดงคันนี้เลย

ปรากฏว่ารถคันนี้เป็นรถบัสสายหลวงพระบาง – เดียนเบียนฟู
ผมเลยถามพนักงานหน้ารถว่าผ่านพงสาลีหรือเปล่า
เขาก็บอกว่า บ่ผ่าน แต่ไปต่อรถที่ปากน้ำน้อยได้ ถึงแล้วเดี๋ยวบอกเด้อ
ค่าปี้ (ตั๋ว) จากหลวงพระบางไปปากน้ำน้อยเท่ากับ 400 บาท (100,000 กีบ)

ทำไมต้องมาโดนรถเวียดนามด้วยวะ ?
งงมากว่ารถบัสระหว่างเมืองหายไปไหนหมด พอเดินดูชานชาลาอื่น ๆ ถึงได้รู้ว่า
ที่นี่คือสถานีขนส่งระหว่างประเทศ (มีรถไปคุนหมิงด้วย)
ซึ่งถ้าจะไปสถานีขนส่งภายในประเทศต้องไปอีกที่หนึ่ง ไกลมากกกก

 

06.30 รถบัสสายหลวงพระบาง – เดียนเบียนฟู ก็เคลื่อนออกจากหลวงพระบาง
เช่นเดียวกับรถน่าน – หลวงพระบางคือ บนรถไม่มีห้องน้ำ
ถ้าจะทุกข์เบาหรือทุกข์หนัก บอกคนขับให้จอดพักได้ครับ

 

บอกก่อนพอเป็นอินโทรก็ได้ว่า วันที่ 2 ก็ยังคงหมดไปกับการเดินทางอีกเช่นเคย TT
เพราะกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางก็บ่ายสามกว่า ๆ แล้ว
เดี๋ยวมาสรุปไทม์ไลน์การเดินทางในวันที่ 2 กันนะครับ

 

06.30 รถออกจากขนส่งหลวงพระบาง
11.30 ถึงเมืองอุดมไชย จอดแช่อยู่ที่สถานีขนส่ง 30 นาที
12.00 แวะกินข้าวเที่ยงในตัวเมืองอุดมไชย (เป็นมื้อแรกของทริปที่ได้กินข้าวสวย จิล้องห้ายเพราะคิดถึงน้องข้าวสวยมากถึงมากที่สุด คือตั้งแต่เข้าลาวมาก็ได้กินแต่เมนูเส้นกับข้าวเหนียวไง)

13.00 รถออกจากร้านข้าวที่มีชื่อเป็นภาษาเวียดนาม
14.00 รถถึงปากน้ำน้อย ก็ลงรถสิครับ เพราะต้องต่อรถไปพงสาลีอีก
ปล. สงสัยว่าคนขับรถเวียดนามดูดเนื้อหรือเล่นม้ามาหรือเปล่า ฟิลลิ่งคือดีดตลอดทางเลย เหยียบคันเร่งทีมีเสียวไปใต้พิภพอยู่หลายช็อต

 

พอไปเช็กรอบรถที่จะไปพงสาลีในวันนี้ รู้เรื่องเลยครับ
ตกรถแล้วครับ แบบนี้ก็ได้เหรอ
แต่ความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่ เพราะพี่ที่ขายปี้อยู่ปากน้ำน้อยเขาแนะนำให้ผมไปพักที่เมืองขวา
ซึ่งไม่ไกลจากปากน้ำน้อยก่อน 1 คืน แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยนั่งรถจากเมืองขวา (มีรอบเดียวคือ 08.30)
กลับมารอรถไปพงสาลีที่นี่ก่อน 10 โมงเช้า

 

แล้วจะไปเมืองขวายังไงครับ ผมนั่งตบยุงคิดได้ไม่ทันไร ก็มีรถสายบ่อแก้ว – เดียนเบียนฟูผ่านมาพอดี
พี่เขาก็บอกให้ขึ้นรถคันนี้ไปเลยเพราะผ่านเมืองขวา
ค่าปี้ไปเมืองขวาอยู่ที่ 200 บาท ( 50,000 กีบ) กับระยะทางแค่ 36 กิโลเมตร

14.45 รถออกจากปากน้ำน้อย
15.30 ถึงเมืองขวา พอลงรถแล้วก็หาที่พักก่อนเป็นอันดับแรก

 

หาแบบไม่ต้องคิดเยอะครับ (กระเป๋าหนัก ขี้เกียจเดินหา) เอาที่ที่ใกล้กับจุดลงรถที่สุดนี่แหละ
เฮือนพักแสนสบาย คืนละ 300 บาท (75,000 กีบ) สภาพห้องพักก็พอนอนได้ครับ

เก็บของเสร็จเรียบร้อย ก็ออกจากห้องพักไปเดินดูบรรยากาศในเมืองกัน

 

เมืองขวา อยู่ในแขวงพงสาลี เป็นเมืองผ่านของคนที่จะไปเวียดนาม
ซึ่งถ้าจะไปเที่ยวเดียนเบียนฟูหรือซาปา สามารถแวะพักค้างคืนที่เมืองขวาก่อนได้

 

แต่ด้วยความที่เมืองขวาไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ
(กำลังจะเป็นวังเวียง 2 ตามนโยบายการท่องเที่ยวลาว)
ภายในเมืองจึงไม่มีจุดเช็กอินสำคัญให้ถ่ายภาพเป็นที่ทะลึก เอ้ย ! ระทึก ! เอ้ย ! ระลึก !
ถูกแล้ว ! เป็นที่ระลึกเลย นอกจากสะพานไม้ แลนด์มาร์กประจำเมืองขวาที่ถ่ายจากกลางสะพานแล้วจะเห็นบ้านเรือนที่มีขุนเขาแนวยาวอยู่เบื้องหลัง ซึ่งวิวบางมุมผมก็รู้สึกว่า ช่างคล้ายกับกาญจนบุรีหรือไม่ก็แม่ฮ่องสอนเหลือเกิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ในตัวเมืองขวามีโซนดริงก์สำหรับนักท่องเที่ยวด้วยนาจ๊า ผมก็มาหากินข้าวเย็นแถวนี้แหละ

 

ผมเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่ในตัวเมืองขวาจนถึงเวลา 18.30 ฟ้าก็มืด แถมบางบ้านก็ปิดไฟนอนแล้ว
ขอจบทริปเมืองผ่านวันที่ 2 แบบเซ็ง ๆ แต่ได้บรรยากาศหยั่งคูลแบบเกินคาดเพียงเท่านี้ครับ

 

รุ่งเช้าวันที่ 3 ผมก็มาเก็บตกในส่วนของบรรยากาศยามเช้าที่ตลาดเช้ากัน

 

ตอนอยู่หลวงพระบาง ผมไม่ได้ถ่ายรูปตักบาตรข้าวเหนียวเก็บไว้ (รีบไง)

 

ก็มาเก็บตกที่เมืองขวาแทน (สงสัยมากว่าทำไมพระที่ลาวยืนให้พรญาติโยมซะไกลขนาดนั้น)

เป็นธรรมเนียมของสาวเมืองลาวทั้งเดอะเกิร์ล จูเนียร์ และซีเนียร์ ที่จะสวมชุดประจำชาติลาว
(นุ่งซิ่น ห่มสไบ) มารอใส่บาตรทุกเช้า ถือเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของลาวเลยทีเดียวครับ

 

มื้อเช้าก็ยังหนีไม่พ้นเมนูเส้นเช่นเคย ภาพที่เห็นคือ ข้าวซอยลาว
ซึ่งคนละเรื่องกับข้าวซอยจาวเหนือเลยก้า

 

08.00 ผมกลับมาเช็คเอาท์จากที่พัก แล้วเดินไปขึ้นรถบัสสายเมืองขวา – อุดมไชย ที่ท่ารถเมืองขวา
(ห่างจากที่พักประมาณ 1 กม. กว่า ๆ เดินไป 15 นาทีก็ถึงแล้ว)
พอ 08.30 รถก็ออกจากท่ารถตรงเวลาพอดี
ค่ารถ 200 บาท (50,000 กีบ) เท่าเดิม

 

09.30 รถมาถึงปากน้ำน้อย จะบอกว่าวิวข้างทางของลาวดีมาก เป็นธรรมชาติแบบออร์แกนิกชิคสุด ๆ

 

ระหว่างรอรถก็มีเวลาเดินถ่ายรูปเล่นบ้าง

 

10.15 มีรถนอนสายเวียงจันทน์ – พงสาลี แวะจอดรับ – ส่งผู้โดยสารที่ปากน้ำน้อยพอดี
แต่จริง ๆ ผมต้องรอขึ้นรถหวานเย็นสายอุดมไชย – พงสาลี ซึ่งจะมาถึงปากน้ำน้อยประมาณ 10.30
แต่พี่คนขับแกบอกว่ามีที่ว่างเหลืออยู่ ไปได้ ๆ ขึ้นรถโลด

พอขึ้นรถแล้ว เตียงไหนว่างก็สามารถขึ้นไปจับจองได้เลยครับ
(แต่ถ้าเดินทางวันหยุดอาจซวยหน่อย เพราะต้องนอนเป็นคู่ในเตียงเดียว)
ส่วนค่าตั๋วจากปากน้ำน้อยไปพงสาลีอยู่ที่ 260 บาท (65,000 กีบ)

 

10.30 รถออกจากปากน้ำน้อย ไม่ถึง 5 นาทีก็เริ่มเป็นทางขึ้นเขาแล้ว โค้งไปโค้งมา
ข้ามเขาลูกนี้เลาะไปเขาลูกโน้นที บอกก่อนว่าถ้าไม่ใช่สายแข็งต้องมีอ้วกกลางทางแน่

 

จากปากน้ำน้อยไปพงสาลีมีวิวเป็นแนวเขาน้อยใหญ่ทอดเป็นแนวยาว
สลับกับหมู่บ้านหรือเมืองต่าง ๆ เป็นช่วง ๆ ไปจนถึงปลายทางครับ

 

ขึ้นรถบัสในลาว อย่าลืมพกเสบียงพอกินอย่างน้อย 2 มื้อติดรถไปนำเด้อ
เผื่อหิวกลางทางจะได้รองท้องไปก่อน เพราะบางทีรถก็ไม่จอดพักกลางทางเลย

 

17.00 รถบัสมาถึงสถานีขนส่งพงสาลี ตลอด 7 ชั่วโมงที่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนรถคือ อย่างเพลีย
ถามว่ามีเที่ยวบินมาพงสาลีไหม คำตอบคือไม่มีนาจ๊า

 

จากสถานีขนส่งเราต้องนั่งรถสองแถวเข้าเมืองต่อไปอีกหน่อย
เพราะโซนโรงแรม ที่พักจะอยู่ในตัวเมืองหมดเลย

 

ผมเลือกพักที่โรงแรมวิพาพอน 2 คืน ๆ ละ 320 บาท (80,000 กีบ)
เหตุผลคือ อยู่ใกล้ทั้งตลาดเช้า ย่านเมืองเก่า และที่สำคัญคือ
ไม่ไกลจาก “พูฟ้า” จุดสูงสุดของเมืองพงสาลีอีกด้วย (พี่คนขับแนะนำมา)
ถ้าพูดถึงสภาพห้องพักก็…ถ้าไม่คิดอะไรมากก็นอนไปเถอะครับ

 

ไปถึงพงสาลีก็ไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว แถมที่นี่มืดเร็วมาก เลยไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลย
นอกจากไปนั่งดวดเบียร์ลาวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นั่งรถมาพงสาลีด้วยกัน

 

จบทริปการเดินทางในวันที่ 3 แต่เพียงเท่านี้ครับ

 

EP 2 : สะบายดีพงสาลี อยู่ที่นี่ 1 วันเด้อฮู้บ่

แพลนหลักในวันนี้คือ ตอนเช้าขึ้นไปชมวิวแบบมองเห็นทั่วทั้งเมืองที่ “พูฟ้า
สาย ๆ ก็ลงมากินข้าว แล้วเดินชิลดูย่านเก่าในเมืองกัน

04.30 ผมตื่นตามนาฬิกาปลุก ภายใต้อากาศที่หนาวถึง 12 องศา
(เด็ก ๆ ที่พงสาลีบอกว่าถ้าหนาวจริงต้องอุณหภูมิหลักหน่วย)
ลืมไปบอกว่า มาเที่ยวพงสาลีฤดูไหนก็ได้อากาศเย็น ๆ แบบดีต่อใจตลอดทั้งปีครับ

05.00 ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ผมเดินออกจากโรงแรมไปพูฟ้า
ซึ่งห่างจากโรงแรมประมาณ 2 กิโลเมตร
ความซวยอยู่ที่ ตีห้าฟ้ายังมืดสนิทเลยจ้า แถมถนนที่ขึ้นพูฟ้าไม่มีแสงสว่างเลยจ้า
(ต้องเปิด Google Map ช่วยแบบไม่มีทางเลือก)

ทางขึ้นพูฟ้ามืดมากจนต้องส่องไฟฉายนำทางไปด้วย เดี๋ยวมาเก็บรายละเอียดช่วงนี้ตอนขาลงนะจ๊ะ

05.45 ผมเดินขึ้นมาถึงยอดพูฟ้า ก่อนอื่นต้องถอดเสื้อหนาวออกก่อนครับ
เพราะตอนขึ้นบันไดอาจจะใช้พลังงานเยอะไปหน่อย 555

ขึ้นมาถึงแล้วก็ต้องรอจนฟ้าสว่างราว ๆ 06.15 ถึงจะเริ่มถ่ายภาพตัวเมืองพงสาลีได้
บอกเลยว่าคุ้มกับเหงื่อที่เสียไปจริง ๆ ครับ
เพราะเป็นวันที่ได้บรรยากาศเมืองเหนือหมอก
ที่ทั้งเขาค้อและภูทับเบิกยังต้องเรียกพงสาลีว่าพี่ใหญ่เลยก็ว่าได้
แถมบนยอดพูยังมี “พระธาตุพูฟ้า” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองพงสาลี
ที่ผู้มาเยือนทั้งลาวและต่างชาติมาถึงแล้ว ก็จะไหว้เป็นสิริมงคลครับ

 

07.15 ผมลงจากพูฟ้ามาจนสุดทางลงก็พบว่า บันได 431 ขั้นที่ขึ้นไปเมื่อตอนเช้า
ถ้าได้เห็นตอนฟ้าสว่าง ผมว่าต้องมีหลายคนที่ถอดใจแน่ ๆ 555
อย่าไปกลัวสิ ภูกระดึงก็ผ่านมาแล้ว แค่นี้จิ๊บ ๆ นะน้องเอ๊ย !

 

บรรยากาศยามเช้าในใจกลางเมืองพงสาลีครับ

 

เปิดการ์ดมื้อเช้าด้วยส้มตำสูตรพงสาลี
เอกลักษณ์จะอยู่ที่ ใส่กะปิ มะเขือดิน และถั่วดินลงไปในส้มตำด้วย
ใครที่มีโอกาสตามรอยผม อย่าลืมไปโดนกันเด้อ
ร้านอยู่ตรงข้ามโรงแรมวิพาพอนที่ผมพักพอดีเลย

 

เติมพลังกับมื้อเช้าแล้ว ก็จะได้เริ่มต้นเที่ยวในตัวเมืองพงสาลีอย่างจริงจังซะที

พอเห็นสภาพบ้านเมืองของที่นี่ โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าแล้ว
ฟิลลิ่งคนละเรื่องกับตอนที่ยัง On the way เลยครับ
เพราะบ้านที่นี่จะไม่ใช่บ้านแบบลาวจ๋า แต่เป็นบ้านที่มีกลิ่นอายของจีนยูนนานผสมอยู่ด้วย

 

ในโซนย่านเมืองเก่าในพงสาลีมีมุมถ่ายภาพสวย ๆ
ทั้งแบบฮิปสเตอร์และมินิมอลตามบ้านเก่าให้ได้ถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกกันด้วย
แต่อย่าลืมขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อนถ่ายรูปเด้อ

ข้อควรรู้ : ห้ามเรียกว่า “จีนฮ่อ” เด็ดขาด
เพราะคนจีนที่พงสาลีมีที่มาจากการอพยพหนีภัยสงคราม
ควรเรียกว่า “จีนยูนนาน” จะสุภาพกว่าครับ

 

วันที่ผมอยู่พงสาลีเป็นวันธรรมดาที่คนออกไปทำงานกับเรียนกันหมด
ส่วนใหญ่ก็จะเหลือแต่สว. นี่แหละครับที่อยู่บ้าน

 

โดดเด่นด้วยวัฒนธรรม

ผมรู้สึกว่าที่พงสาลีมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร
โดยเฉพาะบ้านเรือนผู้คนในย่านชุมชนเก่าที่มีทั้งความเป็นจีนและฝรั่งเศสผสมกัน

เดินนาน ๆ เริ่มเหนื่อย ต้องพักบ้าง ระหว่างพักก็นั่งคุยกับคนแถวนั้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนพงสาลี
เขาบอกว่าคนพงสาลีส่วนใหญ่เป็นชาวเขาหลายชนเผ่ารวมกัน ไทลื้อจะเป็นเผ่าที่มีสัดส่วนเยอะหน่อย
เพราะเมื่อก่อนพงสาลีอยู่ในอาณาจักรสิบสองปันนา ทำให้วัฒนธรรมหลากหลายมาก

 

สำหรับนักเที่ยวสายบุญ ที่พงสาลียังมีวัดแก้วฟ้าให้เข้าไปไหว้พระขอพรกันด้วยเด้อ

 

มุมนี้ถ้ามองดี ๆ จะมีบางมุมที่รู้สึกว่าคล้ายกับซาปามาก
ซึ่งบริเวณนี้เรียกว่า หนองเขียว ที่นอกจากจะเป็นโซนดริงก์ของสายปาร์ตี้ไนท์แล้ว
ตอนเย็น ๆ ยังมีคนมาวิ่งรอบหนองเขียวเป็นประจำด้วยครับ

 

ช่วงบ่ายข้ามมาที่โซนสถานที่ราชการในพงสาลีกัน
ซึ่งอาคารสถานที่ราชการของที่นี่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกับฝรั่งเศส

 

เดินไปเดินมาตั้งแต่เช้า แดดที่นี่แรงจริง ขนาดอุณหภูมิตอนบ่ายแค่ 20 องศาเองนะ
ผมคงต้องกลับห้องไปพักสักประเดี๋ยว
แล้วประมาณ 16.00 ค่อยออกมาเก็บบรรยากาศใหม่ในช่วงที่กำลังเลิกเรียนและเลิกงานพอดี

 

17.00 มานั่งกินหม่าล่า เอ๊ย! ปิ้งจีน ก็เจอน้อง ๆ 3 คนนี้มานั่งกินเป็นเพื่อนผมด้วย
โคตรโชคดีที่น้อง ๆ พูดไทยกลางได้ ผมก็ชวนน้องคุยว่า วัยรุ่นที่นี่ชอบอะไร ใช้ชีวิตยังไง
ซึ่งก็ไม่ต่างกับวัยรุ่นไทยเท่าไหร่คือ คุยไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก
แต่ถ้าเรื่องฟุตบอล คนลาวจะชอบดูลีกเอิงของฝรั่งเศสมากกว่าพรีเมียร์ลีก
ปล. น้องเป็นเด็กเปแอสแช ชอบเนย์มาร์

 

ปิดท้าย 1 วันที่พงสาลีด้วยภาพบรรยากาศแบบ Night Shot ครับ
จะบอกว่าพอฟ้ามืดแล้ว เมืองทั้งเมืองจะเงียบเหงามาก เพราะคนพงสาลีปิดไฟนอนตั้งแต่หัวค่ำ
แต่ตอนกลางดึกผมตื่นมาถ่ายดาวบนดาดฟ้าโรงแรม สวยมากกกกก

 

EP 3 : ช่วงเวลาสุดโหด

เช้าวันที่ 5 เริ่มต้นแบบโคล ๆ ด้วยอุณหภูมิ 11 องศา ลดลงจากเมื่อวานแค่นิดเดียว
วันนี้ตื่นสายหน่อย 6 โมงเช้า เพราะต้องออมแรงเตรียมนั่งรถไปเวียงจันทน์ เพื่อกลับไทยทางฝั่งหนองคาย

 

พอรู้แล้วว่าต้องมีสิทธิ์หิวกลางทาง 06.30 ผมทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เช็คเอาท์
พร้อมแบกเป้ไปตลาดเช้าเพื่อซื้อเสบียงตุนกลางทาง แนะนำว่าให้ซื้อแบบพอกิน 1 วันเต็มไปเลย
บรรยากาศก็จะประมาณนี้ครับ

 

มื้อสุดท้ายที่พงสาลี ก็ยังหนีไม่พ้นเมนูเส้นอีกเช่นเคย TT

 

07.30 ผมเดินจากตลาดจะไปขึ้นรถสองแถวไปขนส่ง แต่พอเดินไปได้นิดหน่อยรู้สึกว่าอากาศหนาวกว่าที่คิด
เลยต้องหาเรื่องเบิร์นด้วยการ “เดิน” จากในตัวเมืองไปที่ขนส่ง ระยะห่างประมาณ 2 กิโลเมตร

 

08.00 ก็เดินมาถึงขนส่งพงสาลี ไม่เหนื่อยเลย (ลองเดินตอนหน้าร้อนสิ 555) แต่โคตรเมื่อยขา !!

 

ตารางเที่ยวรถจากเมืองพงสาลีไปเมืองต่าง ๆ ก็พออ่านออกเพราะไม่ได้ต่างกับตัวอักษรไทยเลย

 

08.30 รถนอนสายพงสาลี – เวียงจันทน์ก็ล้อหมุนจากสถานี
ส่วนค่ารถนอนแบบยิงยาวถึงปลายทางเลยก็จะอยู่ที่ 1,000 บาท (250,000 กีบ)
ถ้ามีห้องน้ำกับของกินบนรถด้วยแบบรถทัวร์ไทยก็พอรับเรทนี้ได้ แต่นี่ไม่มีอะไรให้เลย TT

 

ชีวิตบนรถนอน ผมก็นั่งบ้าง นอนบ้าง ถ่ายรูปข้างทางบ้าง
จนมาเจอแจ๊คพ็อตกลางทางตรงที่ มีดินถล่มลงมาขวางทาง
เสียเวลารอเขาเคลียร์ทางไปประมาณครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ
(ถ้ามาในช่วงหน้าฝนนี่ไม่อยากจะนึกสภาพเลย)

 

อย่างที่บอกไปครับว่า ไม่ถึกจริงเที่ยวแบบนี้ไม่ได้
เพราะถ้าผมสรุปไทม์ไลน์การเดินทางจากพงสาลีไปเวียงจันทน์
คุณอาจหาว่าผม “บ้าไปแล้ว” ก็เป็นได้

 

08.30 รถออกจากพงสาลี
10.30 แจ๊คพ็อตรอบแรก ดินถล่มขวางถนน ติดแหง็กกลางทางอยู่ประมาณ 30 นาที
15.00 ถึงจุดพักรถที่ปากน้ำน้อย (ระหว่างนี้ถ้าหิวมื้อเที่ยงก็เอาเสบียงมากินไปก่อนเลย ไม่ต้องรอ)
15.30 รถออกจากปากน้ำน้อย
17.30 ถึงเมืองอุดมไชย (ใครจะกลับไทยทางเชียงราย เชิญลงที่นี่แล้วหารถเข้าบ่อแก้วได้เลยนาจ๊า)
18.00 เจอแจ๊คพ็อตรอบสองจ้า รถเสียกลางทางหลังจากที่ขับพ้นจากตัวเมืองอุดมไชยมาได้นิดหน่อย

19.00 ซ่อมรถเสร็จ ออกเดินทางต่อ ผมก็หลับยาวตลอดทางเลย (เริ่มออกอาการเพลีย เซ็ง และเบื่อ)
24.00 สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคนรถปลุกว่า “ฮอดหลวงพระบางละเด้อ” เฮ้ย ! คือแบบ ครึ่งค่อนวันแล้วนะเว้ย ทำไมมันดูเหมือนไปได้ไม่ไกลเลย (ขอเตือนไว้ก่อนว่าทรมานฝุด ๆ ใครที่ทนอยู่บนรถนาน ๆ ไม่ได้ ก็จบทริปนั่งรถแค่หลวงพระบาง ค้าง 1 คืนแล้วบินกลับไทยเลยเถอะ)

 

06.30 ตื่นมารถก็มาถึงเมืองกาสี ผมเลยถามคนรถว่า “ฮอดวังเวียงละบ่” คำตอบคือ “ยัง” หลับต่อก็แล้วกัน
08.00 ถึงวังเวียง เริ่มหิวข้าวหลังจากที่ไม่ได้กินมื้อเย็นของเมื่อวาน (เสบียงหมดแล้ว) ก็ต้องทนจนกว่าเขาจะจอดพักกลางทาง หรืออยากจะแวะเที่ยววังเวียงอีกสักเมืองก็ได้ไม่ว่ากัน

 

09.30 ถึงเมืองโพนโฮง รถจอดแวะปั๊มให้เข้าห้องน้ำ แต่ซื้อเสบียงไม่ทันเพราะรถจอดแค่ 10 นาที ล้องห้าย
11.00 เริ่มเข้าเขตเวียงจันทน์แล้ว น้ำตาจิไหล ในที่สุดการเดินทางที่แสนยาวไกลก็ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว
11.30 รถนอนสุดโหด 838 กม. พงสาลี – เวียงจันทน์ ก็มาถึงสถานีขนส่งเวียงจันทน์โดยสวัสดิภาพ

 

รวมช่วงเวลาทั้งหมดที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถนอนคันนี้ทั้งสิ้น 27 ชั่วโมง
บ้าไปแล้ว ระยะเวลาเท่ากับการเดินทางจากแม่สายไปหาดใหญ่ได้เลยนะ
ถ้าให้รีวิวรถนอนสายนี้แบบตรงไปตรงมา อย่าลองของแบบผมเลยครับ โคตรของโคตรไม่คุ้ม
(แต่ก็ไม่แน่นะ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ หึๆๆๆ)

 

หลังจากที่ถึงเวียงจันทน์ในเวลาเกือบเที่ยงแล้ว จากแพลนเดิมที่ผมจะอยู่ต่อเวียงจันทน์อีก 1 วัน
พอได้สัมผัสพิษสงของการเดินทางแบบข้ามวันข้ามคืน บอกได้คำเดียวว่า “พอ”
รู้สึกคิดถึงประเทศไทยขึ้นมาทันใด ไม่เอาแล้ว สรุปคือผมนั่งรถเมล์จากขนส่งไปที่ตลาดเช้า (แถวประตูชัย)
เพื่อไปต่อรถสองแถวเข้าด่านกลับหนองคายครับ
(ถ้าจะเหมาจัมโบ้หรือสกายแล็ปจากขนส่งไปที่ด่านเลย ควรจะมีเพื่อนร่วมทางไปอย่างน้อย 5 คนถึงจะคุ้ม)

 

ภาพสุดท้ายก่อนกลับไทย ก็ขอจบทริปลาวเหนือสุดโหดแต่เพียงเท่านี้ครับ
สำหรับผู้กล้าท่านใดที่อยากจะมาลองของแบบผม แนะนำให้วางแผนเดินทางดี ๆ ก่อนตัดสินใจ
ด้วยข้อมูลเที่ยวบินและที่พักกับ Traveloka เด้อ

 

ปิดท้ายตามธรรมเนียมด้วยช่องทางติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าของกระทู้นะครับ
Facebook : https://www.facebook.com/talontalord
Instagram : https://www.instagram.com/talontalord