โอซาก้าคราวนี้อย่าหวังว่าจะได้เห็นที่เที่ยวฮอตฮิตอย่างย่านโดทงโบริ ป้ายกูลิโกะ หรือปราสาทโอซาก้า
เพราะเราจะพาไปชิคๆ คูลๆ กันในย่านที่ชาวฮิปแบบโลคอลเขาไปกัน
ที่สำคัญคือไม่พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยว (เรารู้ว่าคุณชอบ!)
แถมเดินชิลล์ๆ ได้ตลอดวัน มีคาเฟ่เก๋ๆ ให้แวะตามรายทาง รวมถึงร้านซีเล็กช็อปมากมายให้ได้
ช้อปปิ้ง โดยเฉพาะคอวินเทจชอบของมือสองบอกเลยว่าห้ามพลาดโพสต์นี้ด้วยประการทั้งปวง!

 

เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

แต่ก่อนที่จะไปชิลล์กันที่โอซาก้าเราต้องมีที่พักและตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกันก่อน โดยเราสามารถจองตั๋วเครื่องบินไปโอซาก้ากับทาง Traveloka ได้เลย ซึ่งสะดวกสบายมากๆ ครั้งนี้เราเดินทางด้วยหางแดงเที่ยว
บินที่พอเครื่องแลนดิ้งก็ต้องจัดการทุกสิ่งอย่างและวาร์ปตัวเองให้กระชับฉับไวที่สุด เพราะถ้าคุณช้าและไม่หาทางหนี
ทีไล่ให้ดีก็อาจจะพลาดตกรถไฟในเมืองและต้องใช้บริการแท็กซี่ไปโรงแรมที่แพงหูฉี่เอาได้
เลยได้จัดแจงจองที่พัก และตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka ที่ทั้งง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด

 

จองตั๋วเครื่องบินไป โอซาก้า กับ Traveloka 

จองที่พักโอซาก้า กับ Traveloka 

 

ซึ่งเราไม่อยากเป็นเช่นนั้น เลยต้องทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดแล้วค่อยไปนั่งพักเหนื่อยกันบนรถบัส Airport Limousine แทน โดยขั้นตอนที่จะได้ตั๋ว รถมาก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ลากกระเป๋าออกมาจากตัวอาคารสนามบินแล้วมองหาป้ายที่บอกว่า “Bus Tickets” ก็ให้ตรงปรี่ไปกดตั๋วที่ตู้ได้เลย อย่างเรากดไปลงที่นัมบะรถบัสก็จะพาไปจอดที่สถานีของ OCAT ตรงนัมบะ (ใกล้ JR Numba) ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อคนก็จะอยู่ที่ 1,050 เยนเท่านั้น (ราคานี้เฉพาะเจ้า OCAT ส่วน Osaka Airport Limousine ราคาจะอยู่ที่ 1,550 บาทต่อคน)

 

ส่วนขากลับเราก็ไปขึ้นรถที่สถานีของ OCAT เหมือนเดิมค่ะ ซื้อตั๋วที่ชั้น 2 ของตึก
และนั่งรอรถมารับตามเวลาที่เราเลือกไว้ได้เลย สะดวกมากๆ อ้อ! ชั้นล่างของอาคารมีซูเปอร์มาร์เก็ตให้ได้ช้อปปิ้งกัน
ด้วย เท่าๆ ที่ไปสังเกตการณ์มาอาหารปรุงสำเร็จนี่น่ากินเพียบค่ะ ไหนจะของหวานที่วางเรียงรายให้เลือกหยิบอีก เอา
เป็นว่าการรอรถครั้งนี้ไม่น่าเบื่อแน่นอน เชื่อเราาาา

 

(พิกัดอาคาร OCAT ย่านนัมบะ ตามนี้เลย)

 

มาถึงที่พักกันบ้าง ตอนแรกเราดูไว้หลายๆ ที่ค่ะแต่ก็ตัดสินใจเลือกโรงแรมจากโซนที่การเดินทางง่ายเป็น
หลัก หวยเลยมาออกที่ Hotel Le Botejour Namba Annex และถึงแม้ว่าชื่อจะบอกตำแหน่งว่าอยู่ที่ย่านนัมบะ แต่
เราแนะนำให้คุณขึ้นจากสถานี Nippombashi ทางออก 5 จะใกล้กับโรงแรมและเดินง่ายมากกว่า ขนาดของห้องพัก
ก็เล็กตามมาตรฐานโรงแรมญี่ปุ่น แต่สะอาด ปลอดภัย และค่อนข้างเงียบสงบผกผันกับบรรยากาศรอบด้านที่มีร้าน
ประเภทนั่งดื่มอยู่เต็มซอย

 

(ตอนไปถึงดึกมากแล้วและวันอื่นๆ ก็มัวแต่เที่ยวเลยไม่ได้ถ่ายรูปโรงแรมมา
เลยขอจุ๊บจิ๊บมาจากเว็บไซต์ของโรงแรมมาแปะให้เพื่อนๆ
ดูแทนว่าหน้าตาโรงแรมเป็นแบบนี้)

ส่วนการจองที่พักเราใช้เป็นของเจ้าประจำค่ะคือ Traveloka เว็บไซต์จองที่พักที่คนไม่มี
บัตรเครดิตก็คลิกจองได้ ที่ชอบเพราะราคาแรกเห็นกับตอนกดจ่ายเงินคือเท่าเดิมไม่มีเพิ่มเรื่องค่าธรรมเนียมใดๆ
ที่สำคัญคือราคาถูกและนิ่งกว่าเจ้าอื่น กดจองก็ง่ายไม่ซับซ้อน
ยิ่งจองในแอปพลิเคชั่นของเขายิ่งได้ราคาดีกว่าเดิมไป
อีก แนะนำว่าให้โหลดแอปฯ Traveloka ติดเครื่องไว้และคอยเช็คราคาเอา
ไม่เปลืองเมมโมรี่โทรศัพท์เท่าไหร่หรอก!

 

จองที่พัก Hotel Le Botejour Nanba กับ Traveloka 

 

หมายเหตุ: ตอนนี้ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์เพิ่มเที่ยวบินไปลงสนามบินคันไซแล้ว เวลาดีเลยแหละคุณ เทกออฟดึกถึง
โอซาก้าเกือบ 9 โมงเช้า ไม่ต้องรีบเหมือนทุกทีอีกแล้วค่ะทุกคน!

—————————————————————

 

กินอาหารเช้า ณ ซาลอนอันดับ 1 ใน 5 ของโอซาก้าที่ย่านคิตาฮามะ

(ถ้าเห็นทางเข้าประมาณนี้ หมายถึงว่าคุณมาถึงร้านแล้วค่ะ)

ร้านนี้ถึงขั้นปักหมุดเอาไว้เลยว่าโอซาก้าครั้งนี้พลาดอย่างอื่นได้
แต่ห้ามลืมมื้อเช้าที่ GOKAN Pâtisserie de SAMOURAI ไม่ได้!
อย่างแรกขออวยความดีงามของพี่คนนี้ให้ผู้อ่านได้เกิดกิเลส
และคิดอยากจะทำน้ำหนักกันที่ร้านแห่งนี้ก่อน
จุดเด่นของ GOKAN ที่ทำให้เราข้ามน้ำข้ามทะเลมาลองลิ้มชิมรสกันไกลขนาดนี้
คือความใส่ใจในทุกๆ ขั้น ตอนของการรังสรรค์เมนูเค้ก ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่นำมาใช้ว่าจะต้องสดใหม่
และเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเท่านั้น หรือผลไม้ก็ต้องเป็นผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด
จนได้เป็นเค้กหน้าตาสะสวยเรียงรายมาให้เลือก
กันไม่หวาดไม่ไหว แต่ของเด็ดของดีของเขาไม่ได้มีแต่เค้กเท่านั้นค่ะ
ขนมปังของที่ร้านก็ The Best ไม่แพ้กัน เอาเป็น
ว่าเนื้อสัมผัสดีจนต้องแนะนำใครต่อใครว่าหากแวะไปที่นั่นควรซื้อกลับ
เหมือนเราที่ซื้อกลับไปปาดนมข้นให้เต็มแผ่น
ที่โรงแรมกันต่อแบบรัวๆ จนหมดถุงภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

(บรรยากาศของชั้น 2 ในซาลอน ให้กลิ่นอายความเป็นยุโรปบางๆ)

จั่วหัวไว้ก่อนแล้วว่าครั้งนี้เรามากินอาหารเช้ากันที่ร้านนี้
ซึ่งเป้าหมายหนึ่งเดียวและได้หมายมั่นไว้แล้วว่าจะ
ต้องกินให้ได้คือเมนูเบคอนครีมเห็ดอบชีส แต่ต้องใจสลาย
เมื่อบริกรสาวหน้าตาจิ้มลิ้มบอกกับเราว่า
เมนูที่ลูกค้าสั่งนั้นทางร้านไม่ได้ทำแล้ว (พลางส่งสายตาให้กำลังใจกลับมา)
พร้อมกับแนะนำอาหารเช้าเมนูใหม่ (เซ็ต A) ให้กับเราแทน

(อาหารเช้าเซ็ต A ที่สั่งมาหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ น่ากินเนอะ)

รอไม่นานบริกรคนเดิมก็เดินมาเสิร์ฟอาหารเช้า ในเซ็ตมาพร้อมด้วยสแกมเบิ้ลโรลด้วยแผ่นเครปเนื้อบาง
ท็อปด้วยโบโลนญ่าและไข่ต้ม ข้างๆ คือสลัดผักสดออร์แกนิก (เดรสซิ่งที่ราดมาด้วยคือเด็ด!)
ส่วนเครื่องดื่มจะเป็นชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้ก็เลือกได้ตามชอบ
ปิดท้ายด้วยเค้กขนาดจิ๋วที่ความอร่อยไม่จิ๋วเลยจนอยากที่จะขอสั่งเพิ่ม
อ้อ! ซิกเนเจอร์อีกอย่างที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือเฟรนช์โทสต์ค่ะ
แต่สำหรับจานนี้ถ้าใครจะมาทานต้องมาก่อน 11 โมงเช้านะ
เพราะของดีนั้นมีเวลาจำกัดจ้า

 

หมายเหตุ: เซ็ตอาหารเช้าที่ GOKAN มีบริการตั้งแต่เวลา 9:30 – 14:30 น. ใครที่ช้ากว่านี้ระวังอดของอร่อยไม่รู้ด้วย

 

เวลาทำการ: 9:30 – 20:00 น.
การเดินทาง: สถานี Kitahama ทางออก 2 จะเจอสี่แยกไฟแดง เดินต่ออีก 60 เมตร ร้านอยู่ฝั่งขวามือ
ปักหมุด: Google Maps

 

เดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยในย่านที่น่ารักที่สุด “Nakazakicho”

คนอื่นอาจจะชอบความคึกคักของผู้คนเลยถูกใจกับเดสติเนชั่นสุดฮอตอย่างย่านโดทงโบริมากเป็นพิเศษ
แต่ไม่ใช่กับเราค่ะ ไทป์การท่องเที่ยวที่ใช่ของเราคือความสโลว์ไลฟ์ ชอบที่จะเดินเอื่อยๆ เฉื่อยๆ
เข้าออกร้านนั้นร้านนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งย่านนี้เป็นอะไรที่ถูกจริตมาก
เท่าๆ ที่เดินลัดเลาะตั้งแต่ช่วงบ่ายจวบจนตะวันคล้อยไปตาม
ตรอกเล็กตรอกน้อยก็สรุปเอาได้ว่าย่านนี้ค่อนข้างมีครบ

 

คาเฟ่นี่ไม่ต้องห่วงเพราะมีกระจายซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งย่าน แกลเลอรีไซส์ S
ที่ต้องใช้เวลาหาสักหน่อยถึงจะพบ ร้านขายของกระจุกกระจิกสไตล์ Zakka ช็อปขาย
เสื้อผ้าแบบวินเทจราคาดีที่เข้าไปยังไงก็ต้องมีของติดมือออกมา
และที่เห็นถี่ๆ ในย่านนี้เลยก็คือซาลอน ร้านทำผม
ที่มีแฮร์เดรสเซอร์งานพรีเมี่ยมเป็นแม่เหล็กดูดเราให้รู้สึกอยากตัดผมมันซะเดี๋ยวนั้น
(ติดอยู่เรื่องเดียวคือผมตอนนั้น สั้นจนไม่รู้จะสั้นยังไงแล้ว!)
ไปจนถึงร้านขายของชำที่ทำให้นึกย้อนไปถึงญี่ปุ่น
ในสมัยอดีตก็มีให้เห็นกันอยู่หลายร้านในย่านนี้

 

(ส่วนใหญ่คนที่มาเดินเล่นย่านนี้จะเป็นวัยรุ่นแทบทั้งนั้นค่ะ งานดีเพียบ!)

 

(ร้านรวงขนาดกะทัดรัดที่กระจายอยู่ทั่วย่าน Nakazakicho)

ที่ Nakazakicho เราได้แวะนั่งจิบเครื่องดื่มพักเหนื่อยอยู่หนึ่งร้านถ้วน
เสียดายที่จำชื่อร้านไม่ได้แต่ถ้าใคร
ได้มีโอกาสแวะไปยังไงก็ต้องได้เดินผ่านร้านนี้อย่างแน่นอนค่ะ
แนะนำนะเพราะบรรยากาศภายในร้านที่น่านั่งและ
ค่อนข้างสงบ เครื่องดื่มก็มีให้เลือกเยอะทั้งแอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์
เบเกอรี่ที่เมนูแต่ละวันไม่ซ้ำกัน อาหารหน้าตาสะสวย

 

ลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่นที่มาคุยงานหรือไม่ก็เป็นคู่เดต
อย่างวันที่เราไปทางร้านก็มีสาวๆ มาเวิร์กช็อปจัดดอกไม้กัน
บรรยากาศเลยสดใสและมีกลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลไปทั่วทั้งร้าน
ไอ่เราที่เป็นลูกค้าเลยนั่งจิบชานมพลางดูเขาจัดดอกไม้กันแบบเพลินๆ
จนมารู้ตัวอีกทีก็ใช้เวลากับร้านนี้นานกว่าทุกๆ ร้าน
ในโอซาก้าที่เคยได้ไปนั่งเลยทีเดียว

 

ก่อนจะจับรถไฟใต้ดินไปที่อื่นต่อ ระหว่างทางตาก็เหลือบไปเห็นร้านขายสารพัดเนื้อและมีสเตชั่นบริการทอดให้ฟรี
มีหรือคนที่ชอบของทอดอย่างเราจะพลาด เลยสั่งกุ้งคุณป้าไปหนึ่งที่ (ราคา 130 เยน) ซึ่งกุ้งที่ได้ก็กรอบฟู
เหมือนกับที่ทานในร้านอาหารญี่ปุ่นหรูๆ เลย แถมได้ทานตอนที่ยังร้อนๆ ท่ามกลางอากาศหนาว
ยิ่งอร่อยไปอีกหลายเท่า ใครที่มาเที่ยวแถวนี้อย่าลืมมาอุดหนุนคุณป้านะคะ
ร้านหาง่ายเพราะอยู่ต้นซอย สังเกตง่ายๆ คืออยู่ตรงข้ามทาง
ที่จะเดินไปรถไฟใต้ดินสถานี Nakazakicho ทางออก 2 เป็นอีกร้านที่เราเต็มใจแนะนำเลยค่ะ

 

การเดินทาง: สถานี Nakazakicho ทางออก 2
ปักหมุด: Google Maps

“Nakazaki-Nishi” ช้อปปิ้งเสื้อผ้าวินเทจและสตรีทแวร์มือสองชิคๆ

ย่านนี้อยู่ไม่ไกลกับ Nakazakicho นัก และถือว่าเป็นย่านใหม่ที่คนญี่ปุ่น
เองก็คิดว่ามันคือย่านเดียวกับ Nakazakicho ด้วยซ้ำ
ยิ่งช่วงถามทางกับคนญี่ปุ่นถึงการมาที่ย่านนี้ มักเกิ้ลอย่างเราถึงกับต้องเกาหัวไปหลายตลบ
เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รู้จักแค่นาคาซากิโจ
ส่วนนาคาซากินิชินั้นไม่มีอยู่ในสารบบ จึงทำให้การมาถึงย่านนี้นั้น
ต้องอาศัยแต้มบุญล้วนๆ แต่พอเดินมาเรื่อยๆ ผ่านอุโมงค์ใต้ทางรถไฟเท่านั้นแหละค่ะ
ตาที่เคยบอดก็เริ่มมองเห็นแสงสว่าง เพราะร้านเสื้อผ้ามือสองเท่ๆ ที่เราเห็นในอินเตอร์เน็ตที่เจ้าของโพสต์
แจ้งว่าร้านตั้งอยู่ในย่าน Nakazaki-Nishi นั้นอยู่ริมใต้ทางรถไฟที่เราได้ลอดผ่านมานั่นเอง

 

เท่าที่เราเดินสำรวจร้านรวงแถวนี้ส่วนใหญ่มักจะขายเสื้อผ้ามือสอง
โดยเฉพาะเสื้อผ้าสุภาพบุรุษนั้นมี
เยอะมากเป็นพิเศษ บางชิ้นบางแบรนด์ที่ค่อนข้างหายากก็มีขายที่นี่
ซึ่งคนที่มาช้อปปิ้งแถวนี้มักจะเป็นวัยรุ่นชาว
ญี่ปุ่นที่แต่งตัวฮิปๆ ส่วนนักท่องเที่ยวนั้นสามารถนับหัวได้เลยเพราะมีน้อยมากๆ
อีกอย่างที่นี่ยังมีร้านเฟอร์นิเจอร์
แนววินเทจหลบซ่อนตัวอยู่อุโมงค์ใต้ทางรถไฟด้วย

 


ถึงแม้ทางเข้าจะดูมืดๆ แต่เมื่อได้เข้าไปแล้วคุณจะรู้สึกว้าว
เหมือนเราค่ะ เพราะถ้ำแห่งนี้มีเฟอร์นิเจอร์เก่านำเข้าจากทั่วทั้งโลก
หลายชิ้นมีความยูนีกสูง บางชิ้นก็เพี้ยนๆ เรียก
เสียงหัวเราะจากผู้พบเห็นได้ หรือจะเป็นของกระจุกกระจิกในช่วงยุค 30’s
ก็มีให้เลือกซื้อมากมาย สำหรับนักสะสม
บอกได้เลยว่าห้ามพลาดกรุสมบัตินี้เด็ดขาด
เพราะข้าวของในอุโมงค์นี้พิเศษไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน!

 

(ร้านกาแฟใต้ทางรถไฟแถมอูเมดะ ระหว่างทางไปย่าน Nakazaki-Nishi)

 

(ซีเล็กช็อปของมือสองอีกร้านที่มีข้าวของน่าสนใจเพียบ ราคาก็ไม่แรงด้วยนะ)

 

การเดินทาง: สถานี Nakazakicho ทางออก 2 เดินไปเรื่อยๆ จนถึงอุโมงค์ใต้ทางรถไฟ
ปักหมุด: Google Maps

 

แหล่งรวมวัยรุ่นทั่วโอซาก้า “Orange Street”

ใครมีโจทย์ในใจว่าทริปนี้ยังไงก็ต้องมี Supreme ติดมือกลับบ้านขอให้มาที่ย่านนี้ค่ะ
เพราะนอกจากจะมีช็อป Supreme ให้คุณได้ละลายทรัพย์กันแล้ว ช็อปสตรีตแวร์ชื่อดังแบรนด์อื่นๆ
ก็มีมาให้เลือกเข้า-ออกเพียบ อย่าง Champion, Bape, Freitag ฯลฯ
หรือถ้าไม่ได้มาเพื่อช้อปปิ้ง อยากจะมาเก็บบรยากาศเฉยๆ
ย่านนี้ก็มีโคซี่คาเฟ่น่านั่งแช่ ดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมากันอยู่หลายร้าน
ที่ดังๆ ก็มีร้าน Biotop ที่การตกแต่งภายในและภายนอกร้านค่อนข้างเขียวชอุ่ม
อีกทั้งเป็นจุดรวมสายตาของย่านนี้ ไหนจะกาแฟและอาหารที่ค่อนข้างถูกปาก

 


โดยเฉพาะกับพิซซ่าที่รสชาติเด็ดขาดมาก
ส่วนร้านขนมอบที่อร่อยติดอันดับ Tabelog คือร้าน Sammy Pooh
เอาเป็นว่าน่าทานจนต้องซื้อ กลับโรงแรมอยู่หลายอย่าง
อีกทั้งย่านนี้ยังมีซอยเล็กซอยน้อยให้ได้ Window Shopping กันเพลินๆ
ส่วนเรื่องราคาเท่าที่พลิกป้ายดูหลายๆ ร้านก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะแต่ใครใคร่ซื้อก็จัดไปได้เลยค่ะ
มาทั้งทีต้องต้องเต็มที่ถูกไหม? (แล้วค่อยชดใช้กรรมตอนกลับเมืองไทยทีเดียวเหมือนเจ้าของโพสต์ T_T)

 

(ร้าน Biotop สัญลักษณ์ของ Orange Street)

 

(คาเฟ่คอร์นเนอร์ระหว่างทางที่จะเดินไป Orange Street)

 

(คาเฟ่อีกร้านที่ทำเลส่องหนุ่มนั้นดีงามสุดๆ)

เสน่ห์อีกอย่างของ Orange Street ที่เราสัมผัสได้ก็คือถึงแม้ว่าย่านนี้จะทันสมัยมาก
แต่ท่ามกลางร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังก็ยังมีบ้านญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมแซมอยู่ในบางจังหวะ
ทำให้การเดินเล่นไปรอบๆ ย่านนี้ไม่น่าเบื่อ มีอะไรให้มองให้หยุดถ่ายรูปอยู่ตลอดสองข้างทาง
เผลอๆ คุณอาจจะใช้เวลากับย่านนี้ทั้งวันเหมือนอย่างเราก็ได้ค่ะ
เพราะทุกอย่างนั้นดูเพลินและน่ารักไปหมดทุกดีเทลจริงๆ

 

หลังจากเดินมาทั้งวัน ก็สมควรแก่เวลาหาอะไรร้อนๆ ลงท้องแล้วค่ะ
เลยเดินกลับมาแถวนัมบะเพราะมีอิจิรัน (Ichiran Ramen) ที่เราเลิฟในรสชาติมากๆ อยู่
ซึ่งตอนไปถึงความยาวของแถวนั้นก็ยาวเอาเรื่องอยู่แต่ด้วย
อากาศที่กำลังดีมากการเข้าแถวเลยไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเบื่อเท่าไหร่
แถมการรันคิวก็เป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่ต้องมี
เรื่องให้หัวร้อน ไม่นานนักคิวของเราก็ถูกเรียกและได้เป็นเจ้าของ
ราเมงเส้นเหนียวนุ่มน้ำซุปซดคล่องคอถ้วยนี้
เล่นเอามื้อนั้นท้องตึงไปอีกหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

 

การเดินทาง: สถานี Yotsubashi หลังจากนั้นเดินต่ออีก 3 นาที
ปักหมุด: Google Maps

 

“Nishiki Market” อู่ข้าวอู่น้ำของคนเกียวโต

ทริปนี้ส่วนใหญ่เรายืนพื้นกันที่โอซาก้าค่ะ แต่มีวันนึงอยู่ๆ ก็อยากไปเที่ยวหาอะไรทานที่เกียวโต
เลยถือโอกาสเดินทางด้วยชินคันเซ็น ซึ่งไม่ถึง 15 นาทีก็ถึงเกียวโต
เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น (อะไรจะเร็วปานนั้น!)

 


และถ้าจะให้ไปถึงแหล่งก็ต้องไปที่ตลาดกลางของเมืองนั้นๆ เช่นที่เกียวโตก็จะต้องเป็นตลาดนิชิกิ
ถนนช้อปปิ้งความยาว 5 ช่วงตึก ภายในมีมีร้านค้ามากมายกว่า 100 ร้าน
ตั้งแต่อาหารพื้นเมืองของเกียวโต ขนมหวานที่มีขายเฉพาะที่เกียวโตเท่านั้น
ร้านดอกไม้ ของทะเลตากแห้ง ร้านค้าที่ทั้งร้านขายแต่ผักดอง แผงผลไม้

 

ส่วนร้านที่ดึงดูดสายตามากที่สุดคงจะเป็นร้านที่ขาย Tamago ค่ะ แต่เป็น Tamago แบบฟิวชั่น
เพราะมีขนมปังประกบหน้าหลังเป็นเบอร์เกอร์มาด้วย
ส่วนรสชาตินั้นไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะอร่อยมากกก ไม่หวานเลี่ยนอย่างที่คิด
เพราะรสชาติของไข่ค่อนข้างเบาบวกกับซอสที่ปาดใส่มาด้วยมีรสสัมผัสของมัสตาร์ดเล็กๆ
ทำให้เบอร์เกอร์ไข่หวานชิ้นนี้มีรสชาติลงตัวและอร่อยเอามากๆ
เอาเป็นว่าเขาคิดมาแล้วแหละว่ามันเป็นคอมบิเนชั่นที่อร่อย ซึ่งเป็นอะไรที่ควรลองสุดๆ

 

(ร้านดอกไม้กลางถนนสายอาหารของเกียวโต)

 

(ซื้อตรงไหนก็ยืนกินมันกันตรงนั้น)

 

(แท็กซี่ที่เกียวโต)

 

สำหรับใครที่มาเกียวโตเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่สำคัญของเมือง
อย่าลืมเจียดเวลาสักนิดมาที่ตลาดแห่งนี้กันบ้างนะคะ
นอกจากคุณจะได้เดินไปชิมไป ตลาดแห่งนี้ยังเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญของเมืองอีก
ด้วยนะ เพราะเปิดมาตั้งแต่ปี 1310 ร้านค้าส่วนใหญ่ก็เป็นร้านดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น
ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางวัฒนธรรมอีกหนึ่งแห่งที่น่าจัดไว้ในเช็คลิสต์เลยแหละค่ะ
เช็คอินไม่พออิ่มท้องด้วย คุ้มจะตาย

อ้อ! ขอเตือนก่อนว่าการจราจรที่เกียวโตค่อนข้างหนาแน่น
การเดินทางที่ง่ายและไวที่สุดคงจะหนีไม่พ้นรถไฟใต้ดิน
แต่ถ้าใครอยากลองนั่งรถประจำทางเพื่อเดินทางไปรอบๆ เมืองดู
ทางเราอยากจะบอกว่าจัดเวลาให้ดีๆ ค่ะ เพราะเมืองนี้รถติดเก่งจริงๆ
ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะเป็นเหมือนเราที่พลาดเข้าไปชมปราสาทนิโจ (Nijo Castle)
เพราะมัวแต่รถติดอยู่บนถนนก็ได้ค่ะ พูดแล้วก็อยากจะร้องไห้

การเดินทาง: เดิน 5 นาทีจากสถานี Shijo
ปักหมุด: Google Maps

 

จบทริป Osaka City Guide แอบมีแถมที่เกียวโตอีกที่ด้วย
ซึ่งแต่ละที่ที่เราคัดมานั้นเด็ดๆ ทั้งนั้นค่ะ
ใครที่ชอบการท่องเที่ยวแบบสโลว์ๆ สไตล์คล้ายๆ เราก็น่าจะถูกใจอยู่ไม่น้อยแหละ (เชื่อว่างั้นนะ)
ส่วนคราวหน้าเราจะพาไปฮิปที่ไหนอีก ลองติดตามกันดูค่ะ
มีมาให้อ่านและตามรอยกันอยู่เรื่อยๆ แน่นอน หรือกดติดตามได้ที่เพจของเราก็
ได้ค่ะ #AnywhereWego ที่ https://www.facebook.com/AnywhereWeGoTH/ ในนั้นมีที่เที่ยวอัพเดตเพียบ Like
ไว้เลยค่ะ ไม่เสียเวลาแน่นอน xoxo