นี่คงเป็นอีก Road trip นึง ที่เรามั่นใจว่าใครมาก็จะต้องหลงรัก : ))

เพราะนอกจาก เส้นทางระหว่างทางที่สวยแล้ว การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ครบรสที่สุด เริ่มจากขับรถรอบเกาะทะเลสาบแบบสโลว์ไลฟ หรือเดินบุกขึ้นภูเขาไฟ จนเข้าสู่โหมดตื่นเต้นลุ้นระทึกที่หมู่บ้านร้างที่ห่างกับภูเขาไฟที่มีการปะทุและมีลาวาไหลอยู่เรื่อยๆ เพียงแค่ 5 กิโลเมตร!!!

เกริ่นแค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้วววว อย่ารอช้ารีบกดจองตั๋วและบินตามมา Road trip ที่เมดานกันนนนน

 

 

— 01 แพลนเที่ยวในเมดาน แบบ 4 วัน 4 คืน —

Day 1 : เดินทางจาก สนามบินดอนเมือง – สนามบินเมดาน คัวลา นามิว
ขับรถไปที่ เมือง Berastagi (ส่วนวันแรกเราพักกันที่ Nachelle Homestay)

Day 2 : เดินขึ้น ภูเขาไฟ Sibayak peak
มุ่งหน้าสู่ Parapat city แวะน้ำ ตก Sipiso piso
ข้ามเกาะ Samosir Island (ที่พักบนเกาะคืนนที ี้่ Liberta Homestay)

Day 3 : ขับรถชมวิว Tabo Lake แวะ HUTA SIALLAGAN บ้านจาลองสมัยก่อน
พักชิวชายหาดทะเลสาบ
จุดชมวิว Tele tower
กลับเข้าเมือง Berastegi
ตอนกลางคืนแวะไปหมู่บ้าน Berastepu (ส่วนคืนนี้เราพักที่ Wisma Sibayak guest house)

Day 4 : หมู่บ้านร้าง Berastepu และ Gamber
วัดลุมพินี
จุดชมวิว Gundaling hill
กลับมาในเมืองเมดาน แวะเที่ยว Center point (คืนนี้นอนสนามบิน และกลับตอนเช้ามืดอีกวัน)

 

——— 02 เริ่มต้นการเดินทางจากดอนเมืองมุ่งสู่เมดาน ———

คือเราขอเกริ่นก่อนเลยว่า ที่เราอยากมาเมดาน นอกจากเราเห็นวิวของ Tabo Lake แล้ว เราก็แพ้ตั๋วราคาถูกนี่แหละ ซึ่งราคาตั๋วจาก กทม.-เมดาน อยู่ที่ 3,500 – 5,000 บาท แบบไปกลับ เอ้ออออ แบบไปกลับนี่ละจ้า เผลอๆ ราคาถูกยิ่งกว่า กทม.-สมุย อีกกกกกกก

ด้วยราคาตั๋วที่แสนน่ารัก บวกกับ การชักชวนของเพื่อน เลยตัดสินใจที่จะมาเมดานอย่างคนใจง่ายมาก ส่วนการจองตั๋วเครื่องบิน หรือ อยากเช็คราคาตั๋ว ก็ง่ายๆ เราใช้วิธีเข้าเว็บของ Traveloka และเลือกจาก ดอนเมือง สู่ เมดาน พี่โลก้า ก็ เปรียบเทียบทั้งราคา ช่วงเวลา และสายการบินให้พร้อม คราวนี้ก็เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกันได้เลย ส่วนการบินครั้งนี้เราบินของ Airasia เราได้ราคาตั๋วไปกลับ อยู่ที่ 3,900 บาททท กรี๊สสสไหมละ

จองตั๋วเครื่องบินไปเมดาน กับ Traveloka 

— 03 คาเตือนสาหรับผู้ที่เช่ารถขับเองที่เมดาน —

อย่างที่บอกตอนแรกเลยว่า ทริปนี้จะเป็น Road trip แบบ ฟูลอันลิมิเต๊ด ดังนั้นพวกเราเลยตกลงกันว่า จะเช่ารถขับเที่ยวเมดานกันเอง พวกเราได้เช่ารถผ่าน http://www.medanrentcar.com/ ซึ่งตอนแรกเพื่อนจองรถ Avanza แบบเกียร์ออโต้ไว้ และมีหลายคาเตือนว่า ถ้าไม่ย้ำกับทางเจ้าหน้าที่ดีๆ มีหวังได้เกียร์กระปุกแน่ (อินโดประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติดถ้าขับกระปุกรับรองเมื่อยแน่จ้า) เพื่อนในแก๊ง ก็เลยย้ากับพี่เจ้าหน้าที่และย้ำซ้าๆๆอีก ว่าออโต้นะยูววออโต้ และแล้ววันที่เราเดินทางมาถึง เราได้รถออโต้ตามใจอยากจ้า ตะตะตะตะแต่!!! เค้าเอารถผิดรุ่นมาให้ เออเอาสิ มันขอให้ได้ผิดกันสินะ

สรุปคือ พวกเราได้รถ Toyota Innova reborn ราคารวม 220$ จาก180$ (2920050 Rp.) เอ้อออเอาเหอะ ก็ดีกว่าเกียร์กระปุกจริงมะ มาๆ เราเริ่มออกเดินทางกันเหอะ ยังไม่ไปถึงไหนเลย มัววุ่นวายก่ารถเนี่ยแหละ โอ๊ยยยย 5555

 

— 03 : Day 1 จากดอนเมืองมุ่งสู่สนามบินเมดาน คัวลา นามิว อินโดนิเซีย —

จากดอนเมืองมาเมดานใช้เวลาประมาณ 2 ชม.กว่า และที่น่าตกใจคือ สนามบินนี้ ตม.คนน้อยมากกกกกก และช่วงเราไปเป็นวันหยุดยาวของพี่ไทย แน่นอนว่า เจอกรุ๊ปพี่ไทยรวมๆแล้ว 3 กรุ๊ปใหญ่ๆ ตีๆไปก็ 50 คน ได้มาเจอกันแบบมิได้นัดหมาย

 

ก่อนทีเราจะไปตะลุย Road trip ละก็ สิ่งสำคัญสุดคือเส้นทางฮะ ดังนั้นพวกเราเลยซื้อซิมที่สนามบินกันก่อน พวกเราซื้อซิมแบบ 4G 7Gb ราคา 90,000Rp ซื้อคนเดียวแล้วเปิดHotspot แชร์กันก็ได้ทั้งคัน

หลังจากเรารับรถแล้ว (ถึงแม้จะเอามาผิดรุ่นก็เหอะ) พวกเราก็มุ่งหน้าสู่ที่แรกเลย คือ เมือง Berastegi ระยะทางประมาณ 90 กว่ากิโลเมตร ถ้าเป็นในไทย คงจะ 3-4 ชม. ก็ถึง… แต่เพื่อนๆ อย่าลืมนะว่า เราอยู่ในประเทศที่รถติดตลอดเว แถมบีบแตรกันเป็นว่าเล่น และรถก็วิ่งไม่ค่อยจะเป็นเลน ซึ่งรถจะติดมากกๆๆ ก็ตรงเส้นที่เราออกสนามบินและเข้าเมืองเมดาน รถติด และรถเบียดไปเบียดมา เบียดทีเสียวท้องวูบบบบ

ด้วยการใช้พลังงานในการเกร็งและลุ้นกับคนขับเยอะไปหน่อย ก็เลยรู้สึกหิววว (นี่ข้ออ้างที่จะกินข้าวหรอ ใช่หรอวะ 5555) พวกเราก็เลยหาร้านที่ดูมีความเป็นพี่อินโดมาที่สุด ก็สะดุดร้านนึงเลยรีบแวะ และทาการชี้ๆๆๆ อยากกินไรชี้ๆๆๆๆๆ ซึ่งก่อนมาเมดานพวกเราเคยเที่ยวอินโดฯ แถบ โบรโม่-อิเจี้ยน มาก่อน เลยทาให้รู้ว่า อาหารอินโดอร่อยมากกกกก ถึงมากที่สุด คราวนี้เลยมั่นใจตักกินแบบคาโตๆ พอเข้าปากปุ๊บ….ถึงกับชะงักกก เพราะรสชาติ …. $#$#%$*^%^*&&^$ อื้มมมมไปลองกินกันเองงนะ อาจจะถูกปากเพื่อนๆก็ได้ ฮ่าๆ

 

 

นี่คือห้องน้ำระหว่างทาง

หลังจากอิ่มปุ๊บ เราก็ตรงดิ่งยาวๆ จนมาถึงเมือง Berastagi ในช่วงเย็น ส่วนที่พักเราคืนนี้คือ Nachelle Homestay พี่ที่มาก่อนหน้าเรา เค้าแนะนำที่นี่ เพราะเค้าบอกว่า เจ้าของเป็นไกด์พาขึ้นภูเขาไฟ และแนะนาเรื่องต่างๆได้ โดยเราติดต่อ ผ่านทาง Facebook ของที่พักเลย (https://www.facebook.com/NachelleHomeStay/) แต่ที่พักที่นี่อาจจะหา งงๆ หน่อย เพราะไม่มีป้ายบอก อาศัยถามคนแถวนั้นเอา เพราะเป็นตึกแถวธรรมดา แต่ข้างในสะอาดมาก และที่ดีที่สุดคือ วิวดาดฟ้า มองเห็น Mt.Sibayak และ Mt.Sinabung โอยคือดีมากกกกกกกกก

แต่ถ้าใครอยากได้ที่พักแนวอื่น ก็สามารถเข้าไปเลือกดูที่พักเมดานได้ใน Traveloka เลยนะ ซึ่งก็มีให้เลือกเยอะเหมือนกัน แตกต่างกันทั้งรูปแบบ และราคาเลย ลองเข้าไปดูก่อนได้ ใครชอบแบบไหนก็คลิกจองได้เลย

จองที่พักเมดาน กับ Traveloka 

 

วิวด้านฟ้าที่พัก

หลังจากถึงที่พัก เก็บของ ก็มาคุยกับแมรี่ ซึ่งเป็นเจ้าของที่พัก เค้าก็แนะนำการเดินขึ้นภูเขาไฟต่างๆ และแหล่งท่องเที่ยวใกล้ๆ ซึ่งเราได้ตกลงเอาไกด์ชื่ออัมดี (สามีแมรี่) ส่วนค่าไกด์อยู่ที่คนละ 120000 Rp. (ก็ 286 บาท) ในการพาเราขึ้น Mt.Sibayak ในวันพรุ่งนี้เช้า ส่วนเย็นนี้แมรี่ก็แนะนำให้พวกเราไป แช่บ่อน้าร้อน hot spring ก่อนไปบ่อน้าร้อน เราแวะกินข้าวร้านอาหารจีนร้านนี้ อยากบอกว่า อร่อยมากกกกกกก กินแล้วฟินจริงๆ อ่อออส่วน ค่าเข้า hot spring เสียคนละ 4000Rp. (เหมือนจะแพง เอาจริงคนละ 10 บาท 5555) แต่ส่วนตัวเราว่าไม่ค่อยมีอะไร สาหรับเรา เราว่าเฉยๆ แต่ถ้าใครมีเวลาแนะนาให้ไปกลางวัน ได้ดูวิวภูเขาไฟด้วย

 

 

—04 : Day 2 จากภูเขาไฟมุ่งสู่น้าตกและปิดวันด้วยเกาะทะเลสาบสุดแสนจะกว้างใหญ่ —

เวลานัดหมายที่จะขึ้น Mt.Sibayak สาหรับวันนี้คือ ตี 4.15 น. ไกด์อัมดี เป็นคนนำทางให้กับเรา โดยเราต้องขับรถไปที่จุดเริ่มเดิน เส้นทางก็จะไปทางบ่อน้ำร้อน hot spring ที่เมื่อคืนเราไปกัน ใช้เวลาไม่นาน ก็ถึงจุดเริ่มเดิน สิ่งที่แนะนาก่อนเดินก็คือ ไฟฉาย เพราะเราเริ่มเดินตอนเช้ามืด

 

ในตอนนั้นพวกเราน่าจะเป็นกรุ๊ปแรกที่เริ่มเดิน เดินไปสักพัก ไกด์อัมดีบอก วันนี้มีช้างเผือกอ่อนๆ และเค้าก็ได้อาสาถ่ายรูปให้พวกเรา ทำให้รู้ว่า อัมดี ถ่ายรูปสวยมากกกกกกกกกกกก

 

หลังจากแวะถ่ายรูปสักพัก พวกเราก็เริ่มเดินเท้าต่อ เส้นทางก็มีทั้งราบและชัน เอาจริงๆ จาความรู้สึกไม่ได้มาก เพราะมันมืด แต่คุ้นๆว่า มีเดินขึ้นพื้นหินร่วนๆอยู่เรื่อยๆ พอเดินไปสักพัก กลิ่นกามะถันเริ่มมา ทาให้รู้ว่า นี่เราใกล้จะถึงแล้ว และแล้ว…เราก็เจอ จุดกางเตนท์ เลยทาให้รู้ว่า ที่นี่กางเตนท์ได้ด้วย แอบเสียดายเหมือนกัน อากาศก็กำลังดี น่าเอาเตนท์มากางนอนมากกกกกก

 

พวกเรามาถึงทันแสงเช้าพอดี (แหม่สตาร์ทตั้งแต่ ตี 4 แม่คุ๊นนนนน ไม่ทันก็แปลกแล้ว 5555) อยากบอกว่าข้างบนสวยแปลกตามาก และที่ชอบคือ เรายืนอยู่ Mt.Sibayak แต่เรามองเห็นวิว Mt.sinabung อย่างชัด และที่อิจไปกว่านั้นคือ มีคนเอาเตนท์มากางข้างบน เห็นแล้วฟินแทนนนน … และหลังจากเพลิดเพลินวิวสักพัก พวกเราก็เดินลงกลับไปที่พัก อาบน้ำและมุ่งหน้า Road trip กันต่ออออออ

 

บรรยากาศแสงเช้า Mt.Sibayak

 

เรายืนอยู่ Mt.Sibayak แต่เรามองเห็นวิว Mt.sinabung อย่างชัด

 

เส้นทางเดินระหว่างทางที่จะมา Mt.Sibayak อารมณ์ก็ประมาณเนี่ยย

วันที่สองเราแพลนกันว่า จาก Mt.Sibayak จะไป Parapat city และแวะน้าตก Sipiso piso ต่อด้วยข้ามเกาะไป Samosir Island และถ้าจะให้ทันเรือข้ามเกาะรอบ 17.45 น. ดังนั้นเราต้องแวะเที่ยวน้าตก และออก จาก น้าตกไม่เกิน 14.00 น. ประมาณเที่ยงเราก็มาถึงน้าตก นี่คือวิวตรงที่จอดรถ แค่นี้ก็ฟินแล้วววว

 

ที่นี่จะต้องเดินเท้าลงไปดู ขาไปคือ เดินลงรัวๆมาก นี่คิดแล้วว่า ขากลับเดี้ยงแน่ และมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ แต่เราเดินไปไม่ถึงล่างสุดนะ แต่เกือบจะถึงละ ความรู้สึกชอบวิวมุมบนมากกว่า (ความจริงขี้เกียด 5555) มาดูวิวระหว่างทางเดินลง และน้ำตกกัน

 

พอหน่าใจกับน้ำตกแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปท่าเรือ เพื่อจะข้ามเกาะกันต่อและแน่นอนว่า เราทาเวลากันดีมากกก ไม่เกินบ่าย 2 เราก็ออนเดอะเวย์กันต่อเด้อออ

 

ส่วนท่าเรือที่เมือง parapet ที่จะข้ามไป Samosir Island ก็มีอยู่ 2 ท่า คือท่าหกสูง กับ ท่าสะพานโค้ง … โอยน๊อออออ สาระหน่อยไหมจะตกเรือกันอยู่แล้วจ้า 555555 คือ มันก็จะมี ท่าเรือ Tiga Raja Harbour คือจะได้แค่ผู้โดยสารอย่างเดียว รถไม่สามารถขึ้นได้ และมีแบบ ไป Simanindo ซึ่งอยู่อีกทางนึงของเกาะ

สรุปง่ายๆ คือ พวกเราไปท่าเรือ Ajibata ที่แบกทั้งคนและรถได้ในเรือลาเดียว เพราะเราต้องการเอารถข้ามเกาะเพื่อขับเที่ยวในเกาะด้วย เลยเลือกท่าเรือนี้ ซึ่งช่วงเวลาก็มี 8.30 / 11.30 / 14.30 / 17.45 / 21.00 จากที่บอกตอนแรกแล้วว่าเราแพลนเพื่อจะให้ทันรอบ 17.45 น. เพราะจะได้ไม่ถึงดึกเกินไป เนื่องจากเรายังไม่ได้จองที่พักกัน จุดเด่นๆ ที่ทาให้รู้ว่าอยู่ท่าเรือ Ajibata ที่จะมุ่งหน้าไป ท่าเรือ Tomok ก็คือ จะเห็นรถจอดต่อคิวยาวๆ เพื่อจะข้ามไปที่ฝั่ง และรอเจ้าหน้าที่เอาสติกเกอร์มาแปะที่รถ และค่อยเดินไปซื้อตั๋ว ราคาตั๋วอยู่ที่ 6 คน รถ 1 คัน ราคา 130000Rp. (ถ้าเกิดยังไม่มีสติกเกอร์มาแปะรถ แนะนาว่าอย่าพึ่งไปซื้อตั๋วนะ เพราะตอนแรกเราเดินไปจะซื้อตั๋ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ และบอกว่า เราน่าจะได้รอบ 21.00 น. ด้วยซ้า แต่ไปๆมาๆ เจ้าหน้าที่ที่มาแปะสติ๊กเกอร์บอกว่า เราได้รอบ 17.45 น. นั้นแหละ งงในงง)

 

 

เรือข้ามฝั่งใช้เวลา 45 นาที และแสงของวันนี้ฟินและสวยมาก บรรยากาศดีสุด

หลังจากถึงฝั่ง เราก็ไปที่พัก ที่เราพึ่งหาๆกันตอนบ่าย และเมลล์ทิ้งไว้ให้ที่พัก คือ Liberta Homestay ห่างจากท่าเรือแค่ 3 กม. เอง ราคาห้องจะมีตั้งแต่ 40000-77000Rp./คน ถือว่าถูกมากกกกกก และนี่คงเป็นคำแนะนำที่สาคัญที่สุดคือ เกาะสุมาตรา ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาคริสต์กัน ดังนั้น ที่นี่มีเนื้อหมู และ “เบียร์ขาย”จ้า เบียร์ที่เรากินคือ Anker อยากบอกว่ารสชาติดีมากกก ส่วนคืนนี้พวกเราก็ชิวๆกันไป และยืมกีต้าร์ที่พักมาชิวต่อกันในห้อง พร้อมจิบเบียร์เย็นๆ ฟังเพลงชิวๆ โอยฟินนนนนนน

 

 

— 05 : Day 3 : ขับรถชมวิว Tabo Lake กลับเข้าเมือง Berastegi ตกกลางคืนแวะไปหมู่บ้าน Berastepu เพื่อไปดูลาวา —

เป้าหมายวันนี้ คือ จุดมุ่งหมายเราหลักๆที่ทาให้อยากมาที่นี่มากที่สุด ก็คือ การ Road trip และมองเห็นวิวรอบๆ Tabo Lake เอาจริงๆ แทบหลับไม่ลง เพราะกลัวพลาดสิ่งสวยๆระหว่างทาง

ก่อนที่เราจะไปดูวิวทะเลสาบนั้น เราก็แวะไป HUTA SIALLAGAN ก่อน ซึ่งน่าจะเป็นบ้านสมัยก่อนของคนที่นี่ และมีเรื่องราวๆต่างๆเป็นประวัติศาสตร์ของที่นี่

 

 

หลังจากนั้น เราก็ขับรถมาต่อ คือเอาจริงๆ มาทะเลสาบแล้ว ยังไม่ได้แตะน้าทะเลเลย ก็เลยหาที่แวะจุดชมทะเลสาบ 2 ที่ นี่คือที่แรกที่แวะ เอ้ยสวยมากกกกก ดูมีสไตล์ ดูมีความมินิมอล

 

ส่วนอันนี้เป็นวิวทะเลสาบ ระหว่างทาง เห็นสวยดีเลยแวะกัน

 

อ่อก่อนจะเข้ามาทะเลสาบ เราแวะกินข้าวกันก่อน เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องสำคัญสุดดด

 

พอจุใจ และแอบชิมน้ำทะเลสาบกันแล้ว พวกเราก็ ออนเดอะเวย์ไปต่อที่ Tele Tower จุดชมวิวที่สวยงามเว่อวังมาก แต่ก่อนจะถึงเนี่ย เล่นเอาเราฟินแบบบอกไม่ถูกคือ การที่รถวิ่งผ่าน Tabo Lake ที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ ฟินจนไม่รู้จะฟินยังไงแล้ววววว

เอาจริงๆ ไม่กล้าหลับเลย กลัวพลาดสิ่งสวยงามของเมืองนี้จริงๆ น้องร่วมทริปบอกเหมือนอยู่นิวซีแลนด์เลยพี่ (คือน้องเคยไปมาละไง ส่วนเราก็ฟินไปตามความมโนของเราไป 55555)

 

และนี่คือ Tele Tower เราแวะกัน

หลังจากจุใจกับบรรยากาศแล้ว เราก็กลับมาที่เมือง Berastegi อีกครั้ง เพราะเรามีอีกเป้าหมายใหญ่ที่เรายังไม่ได้ทาคือ …. บุกหมู่บ้านร้างที่อยู่ใกล้ Mt.sinabung ที่มีลาวาไหล และจะปะทุกหนักเมื่อไหร่ไม่รู้ ทำให้ที่นี่เป็นโซนอันตราย และกลายเป็นหมู่บ้านร้าง แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ววววววว ส่วนค่าคืนนี้เรานอนกันที่ Wisma Sibayak guest house ที่พักนี้เราหากันหน้างานเลย วนๆรถเอาและก็เข้าไปติดต่อ ราคาคืนนี้ก็ถูกมากกกกก ตกห้องละ 150000Rp (ตกห้องละ 300 กว่าบาท)

 

ความจริงตอนแรกเราตั้งใจจะไปหมู่บ้านวันพรุ่งนี้แทน แต่อยู่ดีๆ เพื่อนในกลุ่มก็พูดว่า อยากเห็นลาวาไหลวะ … ทุกคนมองหน้ากัน และเหมือนเป็นอันรู้ว่า เราต้องหาสถานที่ที่สามารถเห็นยอด Mt.sinabung แบบใกล้ที่สุด… ผ่านไป 1 ชั่วโมง เราก็มาโผล่อยู่ที่ หมู่บ้าน Berastepu ใช่แล้ววว เราเลือกที่จะมาดูลาวาไหลกันที่ หมู่บ้านนี้ เพราะเป็นจุดที่ใกล้ภูเขาไฟมากที่สุด เอาจริงๆ ระหว่างทางวังเวงมากกก จากถนนที่มีรถเยอะมากมาย กลายเป็นถนนที่เริ่มเงียบสงบ จากรอบๆที่มีบ้านคนมากมายเต็มไปหมด กลายเป็นเริ่มมีบ้านคนแค่สามสี่หลัง และค่อยๆกลายเป็นบ้านคนที่ไม่มีผู้คนอยู่เลย พวกเราหาโลเคชั่นดีๆ และจอดรถ อื้อหื้อออออ ภูเขาไฟอยู่ใกล้มากกก คืนนั้นเหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจหรืออะไร ก็มีฟ้าแลบเป็นระยะ แต่ด้วยความมืด และ ฟ้าทาท่าจะปิด และรู้สึกใจคอไม่ดีและ พวกเราเลยตัดสินใจ กลับรถ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ แต่กว่าจะกลับรถได้เราต้องตรงไปเรื่อยๆ เพราะเส้นทางแคบมาก จนมาเจอบ้านหลังนึงเลยถอยรถเพื่อที่จะได้กลับรถได้ แต่ที่พีคกว่านั้นคือ …. ระหว่างที่ถอย พวกเพื่อนก็มองจอที่มาจากกล้องหลัง และแทบจะกรีส เพราะข้างหลังรถเราเป็น หลุมศพพพพพพพ !!! เพื่อนทาหน้าสตั๋นและช็อคสักพักกกก พอรถออกจากจุดนั้นน อิเพื่อนก็กรีสสแบบไม่เคยกรีสสมาก่อนนนน แต่ความจริงที่นั้นไม่มีอะไรหรอก มันเป็นแค่ความมืดที่ทาให้เรากลัวเท่านั้นเองง

 

— 06 : Day 4 ลุ้นระทึกหมู่บ้านร้าง Berastepu และ Gamber – แวะวัดลุมพินี – จุดชมวิว Gundaling hill – ใจกลางเมือง Center point – นอนสนามบิน —

วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่เมือง Berastagi มีความรู้สึกลึกๆว่าเวลาผ่านไปไวมากจริงๆ TT จากเมื่อคืนที่เราอกหักไม่ได้เห็นลาวาไหลที่ Mt.sinabung แล้วละก็ เช้าวันนี้เราคุยกันว่าจะมาแก้มือกันใหม่ วันนี้ทริปเราสตาร์ทตั้งแต่ ตี 5.30 น. เพื่อจะกลับไปซ้ำหมู่บ้านนั้นอีก

คือเอาจริงๆ ตั้งใจจะไปอยู่แล้วแหละ เพราะอยากเห็นบรรยากาศตอนกลางวัน และความน่ากลัวก็น้อยกว่าเมื่อคืนเยอะเลย และที่น่าแปลกคือ เราเจอสุนัข เจอไก่ เจอวัว และที่สาคัญเราเจอคน !!! แอบตกใจว่า เห้ยยนี่เค้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้กันหรอ ก็เลยพูดคุยกัน เค้าบอกว่า เค้าทาการเกษตรทิ้งกันเอาไว้ ปลูกผักเอย เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ จะเข้ามาดูก็ตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนเค้าก็จะกลับไปอาศัยที่บ้านของเค้า

 

 

หลังจากคุยเสร็จเราก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนรู้สึกใกล้กับ Mt.sinabung อย่างมาก ใกล้ถึงขนาดได้ยินเสียงลมหายใจของมัน ดัง… และกังวานมาก พร้อมกับควันออกมาเยอะกว่าเมื่อเช้ามากกกก เพราะหมู่บ้านนี้เป็นทางลาวาไหลและอยู่ในรัศมีน้อยกว่า 5 กิโลเมตร และเอาจริงๆ คนท้องถิ่นไม่แนะนาให้มาด้วยซ้า เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันจะปะทุอีกเมื่อไร หรือลาวาจะไหลระเบิดตอนไหน แต่เอาเป็นว่า… พวกเรารอดกลับมาได้แล้วหละ หายใจทั่วท้องกันเลยยยย

 

และนี่คือวิวที่ใกล้ภูเขาไฟมากกกกสุดด

 

หลังจบเหตุการณ์ลุ้นระทึก เราก็แวะกินข้าว กลับที่พัก อาบน้า และเช็คเอ้าท์ หาไรกิน เดินเล่นเมือง Berastegi

 

และก็เดินทางไป จุดชมวิว Gudaling hill จุดชมวิวนี้จะมองเห็น Mt.Sibayak และ Mt.Sinabung วิวทีเห็นก็จะคล้ายๆกับบ้านแมรี่ที่เราพักที่แรกนั้นแหละ

จากชมวิวเสร็จ เราก็เตรียมตัวกลับไปเมดาน และก่อนกลับเราก็แวะวัดไทยที่ชื่อว่า วัดลุมพินี

พอไหว้เสร็จ เราก็ตรงยาวมาเมดานกันเลย และเวลาเหลือเยอะมากกกก มองนาฬิกา พึ่งจะบ่ายสามเองมั้ง เราก็เลยมาห้าง center point เดินเล่นหาไรกิน เล่นเกมส์ ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ จน 2 ทุ่ม เราก็ไปที่สนามบิน คืนรถ และคืนนี้ก็สลีฟยาวยาวกันที่นี่ เพราะพรุ่งนี้บินรอบ 5.30 น.

 

สรุปเลยว่าการ Road trip เมดาน เป็นอะไรที่สนุกมากจริงๆ สิ่งที่อยากแนะนำถ้ามาเมดานบ่อยๆก็คือ
– เราจะต้องเสียกับค่าเข้าสถานที่ เสียตลอด เสียแบบซับเสียแบบซ้อนเก็บแล้วเก็บอีก (แต่ละรอบจำนวนไม่เยอะแต่ถี่มาก)
– เวลาเราจอด เหมือนเป็นธรรมเนียมว่าต้องให้ติ๊ปเด็กโบกรถ และเด็กโบกก็มีตลอดจริงๆ ขนาดแวะซื้อน้ำที่ มินิมาร์ทไม่ถึง 5 นาที เด็กโบกรถก็โผล่มาจากไหนไม่รู้
– เกาะสุมาตรา จะนับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ ที่นี่เลยมีเมนู หมู และ เบียร์ ให้พี่ไทยฟินๆๆกัน
– ของกินที่นี่รสชาติจะอร่อยสู้แถว โบรโม่ อิเจี้ยนไม่ได้ รสชาติที่นี่เหมือน แกงกะทิบ้านเรา แต่แบบ….ไม่ปรุง !!
– อันนี้เพื่อนสังเกตมา มันบอกว่า คนที่นี่ไม่ได้ใช้ไฟเลี้ยวเพื่อบอกทางตัวเอง แต่ใช้สัญญาณไฟเลี้ยวเพื่อบอกทางให้

 

— 07 : ค่าใช้จ่าย สาหรับทริป เมดาน 4 วัน 4 คืน ประมาณนี้ ราคาต่อคน—

รวมแล้วค่าใช้จ่ายต่อคน ในอินโดประมาณ 4,000 บาท ค่าตั๋วอีก 3,900 บาท รวมๆ นู้นนี่นั้นก็ 8,000 บาท (ถ้าใครได้ตั๋วถูกค่าทริปก็จะถูกไปอีกกกกกก ยังไงลองดูโปรโมชั่นทางสายการบิน หรือส่วนลดของทาง Traveloka ได้เรื่อยๆเลย)

 

สามารถติดตามเรื่องราวการเดินทางของเราเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: https://goo.gl/6iop9N
IG: https://goo.gl/wACiyC
Twitter: https://goo.gl/q9uwX3