เมื่อคุณและเพื่อนอยากออกเดินทางแต่เงินในกระเป๋าสตางค์ช่างเจือจางเหลือเกิน ขอชี้เป้าเลยว่ามาเลเซียช่างเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะค่าเงินไม่แพงมาก เดินทางไม่ยาก และค่าครองชีพไม่สูงเกิน หลังจากเช็คดูค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างคร่าวๆ ฉันและเพื่อนสาวจึงหันมาพยักหน้าใส่กัน ลงความเห็นว่ามาเลเซียนี่ละช่างเหมาะกับสภาวะเศรษฐกิจในกระเป๋าของเราที่สุดแล้ว หลังจากมองหากันว่าจะลงเอยที่เมืองไหนดี

สรุปว่ามะละกานี่ละน่าสนใจ เดินทางง่ายด้วยการนั่งเครื่องบินไปกัวลาลัมเปอร์ แล้วต่อรถบัสจากสนามบินไปเมืองมะละกาได้เลย สะดวกแถมไม่แพง และเมื่อตกลงกันได้ขั้นตอนต่อไปก็คือจองตั๋วเครื่องบินไปมาเลเซียกัน! แน่นอนว่าฉันยังไว้ใจใน Traveloka เหมือนเช่นเคย เพราะเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา เว็บนี้ไม่เคยสร้างปัญหาและทำให้ผิดหวัง ทั้งความง่ายและราคา แล้วจะรออะไรล่ะ จองเลย!!

จองตั๋วเครื่องบินไปมะละกา กับ Traveloka 

 

หลังจากแลนดิ้งที่สนามบิน เราใช้บริการรถทัวร์เพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่มะละกาโดยตรง ซึ่งรถบัสที่มีให้บริการส่งตรงจากสนามบินมีให้บริการสองบริษัท ราคาอาจจะแพงกว่าการเข้าไปซื้อตั๋วในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์นิดหน่อย ตัวเลือกบริษัทรถก็น้อยกว่า แต่ประหยัดเวลาได้ดี แถมรถทัวร์ที่เราเลือกใช้ก็เบาะใหญ่ นั่งสบาย มีที่ชาร์จ USB ให้ด้วย ราคาอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 400 บาทต่อคน (ตอนเราไปค่าเงินอยู่ราวๆ 8 บาทต่อหนึ่งริงกิต) ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมง ก็จะถึงท่ารถบัสของรัฐมะละกา จากนั้นเรานั่งรถบัสสาย 17 มาลงตรงจุดกลางเมืองที่ชื่อว่า ดัชต์สแควร์ แล้วจึงเดินต่อไปยังที่พักเพื่อฝากกระเป๋ากันก่อน

 

*รถเมล์สาย 17 มุ่งหน้าสู่ดัชต์สแควร์ ใจกลางเมืองเก่ามะละกา

 

มะละกา คือเมืองมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านติดปลายด้ามขวานไทยแลนด์แดนออฟสไมล์ของเรานั่นเอง มะละกาตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ บริเวณช่องแคบมะละกาที่หลายคนคงเคยได้ยินกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมนั่นละ! และด้วยความที่ในสมัยก่อนตรงนี้เคยเป็นเมืองท่า จึงส่งผลให้ตึกรามบ้านช่องของรัฐมะละกาเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานหลากหลาย ทั้งแบบโปรตุเกส ดัตช์ และมลายู ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้ลึกหรอกนะว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน แต่บอกได้ว่าดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน!

 

*ดัชต์สแควร์

บริเวณโซนกลางเมืองอันเป็นย่านมรดกโลกของรัฐนี้ บ้านเรือนร้านรวงจะมีหน้าตาและกลิ่นอายบางมุมคล้ายเดินอยู่ในภูเก็ตเหมือนกันนะ อารมณ์แบบชิโนโปรตุกีสสวยๆ สีสดใส เดินทะลุถึงกันได้ทุกตรอกซอกซอยเลยละ สองข้างทาง นอกจากร้านอาหารและโฮสเทลแล้ว อีกอย่างที่เดินดูเพลินๆ ได้ตลอดทางคือสตรีทอาร์ต ที่บอกเลยว่ามีเยอะจริงๆ แทบจะทุกตรอกซอกซอยที่เราผ่านไป โดยเฉพาะเส้นทางเดินริมคลองที่ให้อารมณ์คล้ายๆ ในกรุงเทพฯ เพียงแต่สะอาดและน่าเดินกว่า โดยเฉพาะช่วงแดดร่มลมตกในตอนเย็น

 

ฉันและเพื่อนมีโอกาสได้ลองชิมอาหารหลายอย่างที่นี่ และพบว่ารสชาติดีทีเดียวนะเอ้า! อย่างข้าวมันไก่ที่หลายคนยกให้เป็นจานซิกเนเจอร์ของที่นี่ก็มีให้เลือกหลายร้าน ไฮไลท์จะอยู่ที่การเสิร์ฟข้าวมันที่ปั้นมาเป็นก้อนกลมๆ และขายกันโดยคิดราคาเป็นก้อน แต่ถ้าใครชอบแบบใส่จานมาตามปกติก็มีนะ ไม่ต้องกังวล ส่วนเรื่องรสชาติก็คล้ายๆ กับข้าวมันไก่ที่ขายในบ้านเรา เพียงแต่รสจะอ่อนกว่า มันน้อยกว่า และแยกเสิร์ฟไก่มาต่างหากเป็นจานๆ สรุปว่าจานนี้รสชาติสแตนดาร์ด ทุกคนน่าจะกินได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

 

อีกอย่างที่มาแล้วก็ควรกิน นั่นคือ ลก ลก (Lok Lok) ซึ่งคือผักและเนื้อสัตว์หลากหลายอย่างที่เสียบขายเป็นไม้ วิธีการกินคือการดูราคาตามสีที่ทาอยู่บนไม้เสียบ จากนั้นเลือกสิ่งที่อยากกินใส่ตะกร้า แล้วเลือกว่าอยากกินแบบทอดหรือลวก ถ้าชอบแบบลวกก็เชิญจุ่มลงหม้อน้ำร้อนได้เลย อยากได้สุกแค่ไหนก็เลือกเอา แต่ถ้าชอบแบบทอดกรอบๆ ให้ยื่นให้คนขาย นางจะเอาไปทำการทอดให้ แล้วเสิร์ฟมา น้ำจิ้มมีให้เลือกอยู่ 4 – 5 แบบ เราเลือกผสมจนรสออกมาเปรี้ยวๆ เค็มๆ กินแล้วก็เพลินๆ นะ อร่อยดี ส่วนราคาถูกสุดก็ไม้ละไม่ถึงสิบบาท กินได้ สบายกระเป๋า ร้านที่เราไปนั่งกินจะอยู่ตรงวงเวียน Jonker Street พอดิบพอดี เป็นรถกระบะคันเล็กๆ จอดขาย พร้อมบริการเก้าอี้ตั้งวางไว้ข้างๆ เผื่อใครอยากนั่งโซ้ยกันตรงนั้นก็จัดการได้เลยไม่ต้องเดินให้เสียเวลา

 

*Lok Lok ที่มีให้เลือกละลานตา

 

*ลองเดินสุ่มเข้าไปสั่งอาหาร แม้หน้าตาจะดูมังสะวิรัตแต่รสชาติโอเคเลยนะ

 

*ค่าเสียหายมื้อนี้ ลองเอา 8* มาคูณดูนะ

*มื้อเช้าเช้าวันถัดมาเราได้ลองติ่มซำ

*โรตีไมโลและโรตีชีส กินคู่กับชาร้อน

 

ข้ามเรื่องอาหารไปถึงที่เที่ยวในเมืองนี้กันบ้าง ด้วยความที่เราเองก็มาอย่างไม่ศึกษาหาข้อมูลใดๆ ทั้งนั้น จึงใช้วิธีเดินไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนน่าสนใจก็ค่อยแวะเข้าไปชาร์จ เอาละ มาว่ากันเป็นที่ๆ ไปละกัน ที่แรกที่ควรมาเช็คอินนั่นคือโบสถ์เซนต์พอล ซึ่งเท่าที่ปะติดปะต่อประวัติมาได้ โบสถ์แห่งนี้คือโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยนะ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1521 และเคยเป็นที่ฝังศพของนักบุญนามฟรานซิส เซเวียร์ ก่อนที่ศพจะได้รับการเคลื่อนย้ายไปฝังยังประเทศอินเดียในภายหลัง ทุกวันนี้เหลือแต่ซากโครงในส่วนของผนังเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ่ายรูปออกมาก็ยังสวยอยู่ละ ถือว่าโอเค ดูได้ ไม่แย่

อีกโบสถ์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า ใครไปใครมาต้องแวะไปแชะรูป คือโบสถ์คริสต์มะละกา โบสถ์สวยสีแดงสดที่ตั้งอยู่ตรงกลางจตุรัสดัชต์สแควร์ ด้านหน้าจะมีแผงขายของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ พอกรุบกริบ ด้านในโบสถ์เปิดให้เข้าไปชมได้ฟรีนะ ใครอยากพักขาก็เข้าไปนั่งเล่นข้างในได้เพลินๆ

 

เมืองนี้มีพิพิธภัณฑ์เพียบ ใครเป็นสายรักความรู้น่าจะแฮปปี้ เพราะส่วนใหญ่ให้เข้าฟรีไม่คิดเงิน แต่เราไม่ค่อยได้เข้าหรอกนะ เพราะติดใจการเดินไปเรื่อยๆ ในตัวเมืองมากกว่า เนื่องจากบรรยากาศสองข้างทางมันน่าเดินน่ะ อาคารบ้านเรือนรูปทรงสวยแปลกตา ชนิดที่เรียกได้ว่าใครชอบถ่ายรูป ชอบเซลฟี่ ถูกใจเมืองนี้แน่นอนเพราะถ่ายได้ทุกมุมจริงๆ

 

*หนึ่งในหลายพิพิธภัณฑ์ที่เราเดินผ่าน แต่ไม่ได้เข้านะ

ที่นี่มีถนนคนเดินทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ ด้วยนะ บริเวณหน้าวงเวียน Jonker Street ยาวไปจนสุดถนน สองข้างมีร้านขายของที่ระลึก ของใช้ และของกินที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่ในวันที่เราไปดันฝนตกซะได้นี่! บริเวณนี้จึงมีของตั้งขายอยู่ไม่กี่ร้าน ถ้าเป็นวันที่อากาศเป็นใจน่าจะเดินช้อปได้สนุกเลยละ

 

*ฝนตกก็จะเดิน!

แต่ถือว่าเราก็โชคดีที่ยังเดินไปเจอร้าน QQ Ice ซึ่งขายขนมหวานอันเป็นขนมขึ้นชื่อของมะละกา ไม่แน่ใจว่าชื่อจริงๆ อย่างเป็นทางการเรียกว่าอะไรนะ แต่ร้านที่ไปกินนางมีเมนูให้ เรียกว่า Traditional Cendol ซึ่งก็คล้ายๆ น้ำแข็งไสบ้านเรานั่นละ ในถ้วยจะมีลอดช่อง เฉาก๊วย ถั่วแดง โปะด้วยน้ำแข็งเกล็ดละเอียด ราดนมหรือครีมสด แล้วโรยทับด้วยคาราเมลที่ทำจากน้ำตาลอ้อยอันน่าจะเป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้ เพราะสองข้างถนนที่เดินผ่านมาเราก็เห็นมีการวางน้ำตาลอ้อยขายเป็นระยะๆ ตลอดทาง รสชาติถ้วยนี้หวานมัน หอมกลิ่นน้ำตาลไหม้นิดๆ จากคาราเมล อืมมม จัดว่าดี!

 

* Traditional Cendol

เราสั่งเจ้าน้ำแข็งไสนี่มาลองสองถ้วยซึ่งเป็นสองเมนูที่ขายดีที่สุดของร้าน ถ้วยที่สองนี่ต้องถือว่าเด็ด เพราะชาวมาเลเนี่ยเค้าเลิฟทุเรียนมากกกก สามารถใส่ทุเรียนลงไปในทุกอย่างได้ รวมถึงน้ำแข็งไสนี่ด้วย!! ถ้วยนี้มีชื่อเรียกว่า Durian Cendol ลักษณะจะคล้ายถ้วยแรกเกือบทุกอย่าง เพียงแต่เปลี่ยนจากการราดคาราเมลน้ำตาลอ้อยมาเป็นทุเรียนบดละเอียด ซึ่งบอกเลยนะว่ามันดีมากกกกก แต่ต้องคนทุกอย่างในถ้วยให้เข้ากันก่อนกิน แล้วจะพบว่าชื่นใจมากกกก นี่ยังอยากกินอีกเลยเนี่ย ใครได้ไปมะละกา อย่าลืมไปหากินสองถ้วยนี่ให้ได้นะ ร้านจะอยู่บนเส้นถนนคนเดิน Jonker Street เลยละ หาไม่ยาก

 

* Durian Cendol

*หน้าร้าน QQ Ice

*ร้านขายขนมผักกาดในถนนคนเดิน เจ้าของร้านพูดไทยได้ด้วยละ

*ต่อด้วยก๋วยเตี๋ยวที่ถนนคนเดิน รสชาติโอเคอยู่ แค่ไม่มีเครื่องปรุงจัดจ้านเหมือนบ้านเรา

 

*มหกรรมขนมจีบ แผงนี้ขายยาวเหยียด ณ ถนนคนเดินเช่นกัน

 

อีกอย่างที่เดินไปเจอแล้วปรากฏว่าดีมากอยากให้ทุกคนได้ลอง คือไอศกรีมทุเรียน และเครปทุเรียน ร้านนี้จะอยู่สุดถนน Jonker Street เลยนะ ถ้าเริ่มต้นเดินจากวงเวียนคือตรงมาตลอด ต้องบอกว่าขนาดปกติฉันเป็นคนไม่กินทุเรียนแปรรูปเลย ไม่ว่าจะมาในลักษณะไหน แต่สองอันนี้ต้องยอมจริงๆ อร่อย หอม หวาน มัน เริ่ดดดดดดด

 

*แตงโมปั่นเมืองมะละกาขายกันยกลูก! ราคาตามไซส์นะ เพราะฉะนั้น ควรถามก่อนตอบโอเค!

ฉันและเพื่อนใช้เวลาที่มะละกาแค่ 3 วัน 2 คืน ถือว่าเป็นเวลาที่กำลังพอเหมาะพอดี เพราะนี่คือเมืองเล็กที่เดินเที่ยวได้ทุกตรอกซอกซอย ถ้าคุณเป็นคนชอบเดินน่ะนะ แต่ถ้าไม่! ขอให้ลองใช้บริการรถสามล้อของเมืองนี้ ถ้าคิดว่าที่เห็นรูปลักษณ์ในตอนกลางวันดูแซ่บแล้ว ขอให้รอดูช่วงค่ำค่ะ มีความบรรเจิด!! ติดไฟกันวูบวาบวิบวับดูเพลินมาก แถมเอกลักษณ์อีกอย่างคือเสียงเพลงดังลั่นที่เปิดกันชนิดสนั่นเมือง! ถ้าชอบความบันเทิงประเภทแสง สี เสียง ฉันแนะนำ!

 

*แสงสีเสียงเร้าใจ ต้องยกให้แก๊งนี้

ยังมีอีกหลายซอกซอยในเมืองนี้ที่ฉันน่าจะพลาดไป แต่ในเวลาเท่านี่ถือว่าที่นี่ตอบโจทย์มากแล้ว เมืองนี้ไม่หวือหวาแต่ว่าน่ารักและมีเสน่ห์มากในทุกซอกมุม อาหารถือว่ารสชาติกินได้ในระดับโอเค บ้านเมืองน่ารัก มีความสะดวกสบาย ใครเป็นสายนั่งชิลล์ก็น่าจะไม่ผิดหวังเพราะมีร้านเล็กๆ บรรยากาศดีๆ ให้นั่งจิบเครื่องดื่มเม้าท์มอยเพียบ ถ้าเป็นประเภทไม่ได้ต้องการกิจกรรมอะไรมากมาย แค่เดินๆ กินๆ ผ่อนคลายไปเรื่อยๆ บอกได้เลยว่ามาเถอะ เมืองนี้ดี ตอบทุกโจทย์ที่คุณต้องการ!!

 

*วิวยามค่ำคืนริมน้ำ กลางเมืองมะละกา

*ห้างก็มีให้เดินนะ ว่าเค้าไม่ได้

 

*ภาพวาดเมืองมะละกาในอดีตบนโปสการ์ด

สำหรับทริปนี้ก็จะขอจบทริปไปเพียงเท่านี้ สำหรับใครที่สนใจอยากจะมาเดินเล่นเก็บบรรยากาศเมืองสวยๆ ก็อย่ารอช้า จองตั๋วเครื่องบินแล้วรีบบินมาได้เลย สำหรับที่พักมะละกาก็หาไม่ยาก เพียงแค่คลิกเข้าไปดูใน Traveloka ก็มีที่พักมะละกาให้คุณเลือกมากมาย วันหยุดนี้เก็บกระเป๋าบินมาเที่ยวมะละกากันดีกว่า

จองที่พักมะละกา กับ Traveloka 

 

ติดตามเรื่องราวต่างๆ ของป้าได้ที่: https://www.facebook.com/auntietour/