ระลึกชาติ

สวัสดีครับ ถ้าผมจำไม่ผิด เหตุผลที่ทำให้ผมต้องไปเยือนอีเมืองที่มีสภาพไม่ต่างจากดาวอังคารนี้ ก็เพราะว่า “แพร” แฟนของผมงอแงจะไปให้ได้ (การเดินทางครั้งนี้จะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ฮ่าฮ่าฮ่า) ขณะที่กำลังระดมความคิดกันเกี่ยวกับเมืองที่จะไปในอินเดีย ด้วยทรัพย์สินที่มีไม่มากนัก แต่ต้องอยู่ในอินเดียแรมเดือน ทำให้เราต้องวางแผนการเดินทางเพื่อป้องกันสภาวะถังแตกเหมือนครั้งที่แล้วๆ มา แพรเสนอว่ายังไงก็ต้องไปเลห์สักครั้ง (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเสนอหรือบังคับ) โดยให้เหตุผลว่าอยากไปตามรอยภาพยนตร์อินเดียเรื่อง 3 Idiots (ใครยังไม่เคยดู แนะนำให้ไปดู หนังดีมากกกก…ก) แต่ที่ผมไม่อยากไปก็เพราะ เลห์เป็นเมืองที่ค่าครองชีพค่อนข้างสูงกว่าเมืองอื่น แต่พอลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแคว้นลาดักแล้ว ผมก็ค้นพบเหตุผลที่ทำให้ผมอยากไปเลห์จนตัวสั่น นั่นก็คืออออ….(เสียงพี่โอ๊ต ปราโมทย์ ในรายการจันทร์ช็อกโลก)….นั่นก็คือออ….แว๊นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขึ้น คาดุงลาพาส (Khardung La Pass) หรือถนนที่สูงที่สุดในโลกนั่นเอง!!! แค่คิดภาพตัวเองควบมอเตอร์ไซค์ท่ามกลางหิมะโปรยปรายเชี่ย!!! โคตรเท่!!!

 

วางแผนป้องกันถังแตก

 

เมื่อนักเดินทางสาย Backpack อย่างผมเน้นประหยัดเป็นหลัก ผมจึกเลือกจองตั๋วเครื่องบินไปอินเดียผ่าน Traveloka เพราะจากที่ได้เทียบราคาตั๋วจากหลายๆ ที่ก็พบว่า Traveloka ให้ราคาดีที่สุดผมกดจองตั๋วไปลงที่ชัยปุระแล้วบินกลับที่เดลี ในราคารวม 4,000 กว่าบาท ขาไปการบินไทยสมายล์ จากสุวรรณภูมิ – ชัยปุระ สนนราคา 2,100 บาท และขากลับ เดลี – สุวรรณภูมิ สนนราคา 2,400 บาท ไปกลับรวมกันเป็น 4,500 บาท อ่านไม่ผิดครับ สี่ พัน ห้า ร้อย บาทถ้วน!!!! ถูกแบบไม่ไหวแล้ว กดจองตั๋วรัวๆ ไปเลยจ้า

จองตั๋วเครื่องบินไปเดลี กับ Traveloka 

จองตั๋วเครื่องบินไปชัยปุระ กับ Traveloka 

 

เมื่อเรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ การวางแผนที่รอบคอบจึงเกิดขึ้น ผมเสนอให้เราสองคน ตุเลงตุเลงอยู่ในเลห์ แค่ 3-4 วันเท่านั้น เพราะคิดคำนวนดูแล้ว เลห์เป็นเมืองที่มีกิจกรรมให้ต้องผลาญเงินมหาศาล ผมวางแผนว่าเราจะนั่งรถบัสจาก นิวเดลี ไปมานาลีหนึ่งคืน ซึ่งเป็นคืนที่ไม่ได้นอนเพราะนั่งหน้าสุด คนขับบีบแตรตลอดทาง บวกกับรถที่ขับสวนทางมา พี่แขกเล่นเปิดไฟสูงกันหมดทุกคัน สุดท้ายแล้วพอจะหลับ ก็แป๊นๆๆๆ เอ่อไม่นงไม่นอนมันแล้ว กูจะตื่นอยู่แบบนี้แหละจะอยู่เป็นเพื่อนมึงเอง เผื่อมึงหลับในกูจะได้ปลุกทัน

พอถึงมานาลี เราก็เที่ยวกันในมานาลี 3 วันก่อนที่จะนั่งรถไปเลห์อีก 24 ชั่วโมง แต่พอนั่งจริงๆ ก็ปาเข้าไป 26 ชั่วโมง!!! TT นั่งกันจนตูดบานกันเลยทีเดียว แต่นี่เป็นการเดินทางไปเลห์ที่ประหยัดตังค์ที่สุดรองจากปั่นจักรยาน จากนั้นในเลห์วันแรกเราเที่ยวกันในเมือง วันที่สองก็เช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปนูบร้าวัลเล่ย์ (Nubra valley) โดยเส้นทางจะต้องผ่าน คาดุงลาพาส (Khardung La Pass) ถนนที่สูงที่สุดในโลกซึ่งระยะทางประมาณ 90 ก.ม. คิดในใจ ไปกลับก็ได้ 180 ก.ม. ไม่ต้องนอนค้างหรอก ขับไปแล้วขับกลับเลยก็ได้ (ถ้าชาวลาดักได้ยินหรือได้ฟังแผนการเที่ยวเลห์ ของผม คงพูดกับผมประมาณว่า “หึหึ มึงรู้จักถนนบ้านกูน้อยไปซะแล้ว” ) ส่วนวันที่สามก็ซื้อทัวร์ไป ทะเลสาบปันกอง ไปเช้า-เย็นกลับ สบายๆ แล้วอีกวันที่เหลือก็ปล่อยฟรีๆ ไป (นี่แค่คิดแบบง่ายๆ นะครับ พอเจอสถานการณ์จริงเท่านั้นแหละ….อยากรู้ก็อ่านต่อ ฮาฮาฮา)

 

 

Julley

คำพูดทักทายของชาวลาดักกี้ เอาจริง ๆมันมีประมาณสองความหมาย อีคำว่า “จูเลห์” เนี่ย จะแปลว่า สวัสดีก็ได้ หรือแปลว่าขอบคุณก็ได้เช่นกัน

“จูเลห์” คำพูดของหญิงสาววัยประมาณเลขสี่ต้นๆ ลุคดูภูมิฐาน บนโต๊ะทำงานของเธอมี Mac book Air วางอยู่ ผมยื่นเอกสารที่จะทำ Permit หรือใบขออนุญาตออกจากพื้นที่ตัวเมืองเลห์ให้กับเธอครับ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ราชการของอินเดียแต่เป็นบริษัทรับทำ Permit ที่มีราคาแพงกว่าที่ราชการประมาณหนึ่งเท่า จาก 400 รูปี เป็น 800 รูปี เนื่องจากผมเดินไปที่ของรัฐบาลแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกกลับมาว่า ชาวต่างชาติต้องทำผ่านเอเจนซี่เท่านั้น โดยได้แนะนำร้านที่ราคาเป็นมิตรและไวที่สุดให้กับผมซึ่งนั้นก็คือ…ร้านของเจ๊คนที่นั่งอยู่ด้านหน้าของผมตอนนี้นี่แหละครับ สองคนโดนไปที่ 1,600 รูปี (ประมาณ 800 บาท)

หลักจากที่ยื่นเอกสารและพาสปอร์ตให้ เจ๊ก็บอกว่าอีกสองชั่วโมงเสร็จ ไปเดินเล่นรอบๆ เมืองก่อน แต่ถ้าไม่อยากไปไหนก็นั่งเล่น Wi-Fi ที่นี่ก่อนก็ได้ ที่นี่เน็ตดีที่สุดในเลห์เลยนะ โอ้โห ผมยิ้มหน้าบาน จะได้ใช้ Wi-Fi ส่งข้อความกลับไปบอกที่บ้านว่ายังมีชีวิตอยู่ หลังจากหายไปหลายวัน เพราะที่เลห์เน็ตกากถึงกากที่สุด บางครั้งก็ใช้ไม่ได้เลยเพราะเป็นเขตทหารที่อ่อนไหวต่อสงคราม ผมกล่าว “จูเลห์” ดีใจหน้าบานพร้อมเอ่ยปากขอรหัส Wi-Fi แล้วฝันก็ต้องสลายเมื่อ เจ๊แกบอกต่อว่า “ชั่วโมงละ 500 รูปี (250บาท)” พ่องงงงงง!!!! ไม่น่าหละ ถึงได้รวยขนาดนี้

 

Royal Enfield 350cc (ตอนที่ 1)

หลังจากฝันสลายนึกว่าจะได้เล่น Wi-Fi ฟรี ผมออกมาเดินเล่นรอบๆ เมืองเลห์ เมื่อเดินผ่านร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ผมก็ไม่ลืมที่จะแวะถามราคา ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ ตามร้านโน้นร้านนี้ที่เดินผ่าน ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ที่นี่เยอะมากๆ ราคาก็ตามปีรถ ปีใหม่ก็แพงหน่อย ปีเก่าก็ถูกลง(นิดนึง) ราคาโดยประมาณอยู่ที่ 350 รูปี ไปจนถึง 1,500 รูปีต่อวัน ผมเดินเลือกไปสักพักก็ตัดสินใจเข้าไปติดต่อขอเช่าเจ้า Royal Enfield 350cc สนนราคาวันละ 900 รูปี ถือว่ากลาง ๆ คิดเป็นเงินไทยหารสองตกคนละ 225 บาท รับได้!!! การเช่ารถที่นี่ต้องใช้ใบขับขี่สากลด้วยเพื่อยืนยันว่า ขับเป็นจริงๆ นะไม่ได้ไก่กา ฮาฮาฮา แต่บางร้านก็ไม่ต้องใช้แค่ขับเป็นก็เช่าได้เลย

 

Royal Enfield 350cc (ตอนที่ 2 )

ความ “มโน” ไม่เคยเข้าใครออกใคร ตอนนี้ผมกำลังขี่เจ้า Royal Enfield 350cc สีเงินที่เพิ่งเช่ามาเที่ยวในเมืองเลห์ ฟีลิ่งของผมตอนนี้ รู้สึกว่าตัวเองเท่ประหนึ่งว่าเป็นพี่ “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” แต่ความจริงผมกำลังทุลักทุเล สตาร์ทเครื่องใหม่ทุกครั้งที่คลายเบาเครื่อง เพราะเบาทีไรผมลืมกำครัตช์เครื่องดับทุกครั้งไป ก็คนมันยังไม่ชินนี่นา

แต่พอเริ่มรู้จังหวะ เครื่องก็เริ่มไม่ดับกลางถนนให้อายสายตาประชาชนรอบข้างอีกต่อไป เสียงเครื่องบวกกับเสียงท่อที่ดังกระหึ่มอยู่ตอนนี้มันทำให้หัวใจผมพองโตอยากให้ถึงพรุ่งนี้ไวๆ วันที่จะได้ขี่มอเตอร์ไซค์_ขึ้น “คาดุงลาพาส” ถนนที่สูงที่สุดในโลก

ที่พัก

ผมได้รู้จักกับพี่คนไทยสองคนระหว่างที่กำลังทานอาหารเช้าอยู่ พี่สองคนนี้ชื่อ พี่แนท และพี่เต้อ พี่แนทผู้ชายรูปร่างผอมๆ สูงประมาณ 170 และเป็นคนที่ไม่กินผัก!!! ครับผมบอกเลยคนไม่กินผักมาเที่ยวอินเดียวก็จะลำบากกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาหน่อย เพราะว่าคนอินเดียส่วนใหญ่เป็น มังสวิรัติ สิ่งที่พี่แนททานได้ก็คงหนีไม่พ้นไข่เจียว ส่วนพี่เต้อหรือพี่ปีเต้อ เป็นผู้ชาย หุ่นหมีๆ อารมณ์คนเคยเล่นฟิตเนสแต่อำลาวงการแล้ว พี่เต้อสูงประมาณ 183 ซม. ทั้งสองคนมาถึงเลห์ได้ไม่กี่วันและกำลังจะเดินทางไปนูบร้าวัลเล่ย์ เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้มีเพื่อนขับไปอีกคันเผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือกัน

นอกจากพี่แนทกับพี่เต้อแล้ว ผมยังได้รู้จักกับหนุ่มอิสราเอลอีกสองคนแต่จำชื่อได้แค่คนเดียว หนุ่มคนนี้ชื่อว่า โทเมอร์ เป็นชาวอิสราเอล ร่างสูงใหญ่ สูงประมาณ 190 ซม. จมูกโด่ง หนวดเคราเฟิ้มแต่เท่ ซึ่งกำลังจะเดินทางไปนูบร้าวัลเลย์เหมือนกัน เอาล่ะสิทีนี้สมาชิกเพิ่มแน่ๆ โทเมอร์ บอก งั้นเจอกันพรุ่งนี้ 8:00 น. หน้าเกสต์เฮ้าส์ ได้ออกไปพร้อมๆ กันมีอะไรจะได้ช่วยกัน อะตื่นเต้นสมาชิกเยอะขึ้นเรื่อยๆ

 

ออกเดินทาง

ของที่เอาไปด้วยวันนี้ผมขอแนะนำว่าไม่ต้องเอาอะไรไปเยอะครับ เอาไปเท่าที่พอใช้ยัด ใส่เป้สักใบแล้วมัดติดข้างรถไปก็พอ
สมาชิกวันนี้ที่ได้ลงทะเบียนปากเปล่าและบอกผ่านเพื่อนๆ มา มีด้วยกันประมาณ 10 คัน จากหลากหลายประเทศ ทั้งสวิสเซอร์แลนด์ เยอรมันนี เบลเยี่ยม อเมริกา ไปจนถึงอิสราเอล

พวกเรานัดเจอกันที่หน้าเกตส์เฮ้าส์ ตอน 8:00 น.และบางส่วนจะไปเจอกันที่ปั๊มน้ำมัน ภาพในหัวคือ เดี๋ยวต้องขับขึ้นคาดุงลาพาสกันเป็น 10 คันและเป็น 10 คันที่มาจากหลากหลายประเทศอีก เท่โคตร!!!

แต่พอถึงเวลาจริงอีที่นัดๆ กันไว้ก็แตกสลายหายไปกันหมดเหลือเพียงเราสองคันก็คือรถผมและรถพี่แนท เพราะเราไม่สามารถติดต่อกันได้เนื่องจากต่างคนต่างไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เราค่อยๆ บิดออกจากเมืองเลห์ช้าๆ ไม่รีบเร่งพราะยังไม่ชินกับทาง จากทางราบๆ ขับลัดเลาะคดเคี้ยวไปตามซอกเขาเรื่อยๆ เมืองเลห์ค่อยๆ หายไปกลายเป็นเพียงพื้นที่โล่งกว้าง มองไปข้างหน้า มีภูเขาสูงลิบมีหิมะปกคลุมรอเราให้ขึ้นไปอยู่ข้างหน้า

 

ผ่านด่านตรวจ

ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรมากครับ แค่เอา Permit และ Passport ให้เจ้าหน้าที่ตรวจเช็กคนเข้า-ออกเขตพื้นที่ตรงนี้ ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีก็แยกย้ายเดินทางกันต่อได้

 

เริ่มเข้าเส้นทางคาดุงลาพาส

 

บรรยากาศในหมวกกันน็อค

หมวกกันน็อคใบที่ปกป้องกบาลของผมอยู่นี้ได้มาพร้อมกับการเช่ารถ ขนาดพอดีหัว น้ำหนักกำลังดีไม่เมื่อยคอ แต่ข้อเสียของมันคือ เมื่อขับไปเรื่อยๆ อากาศข้างนอกเย็นลง แต่ ด้านในหมวกมันอุ่นทำให้ฝ้าขึ้นมองทางไม่เห็นขับพุ่งลงหลุม จุกไปหลายรอบจนตอนนี้คาดว่า หำน้อยของผมคงไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไปแล้ว (ผู้ชายคงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี จุกจนปวดท้องอึ๊) และที่มากกว่าพุ่งลงหลุมคือ เกือบพุ่งลงเขาไปหลายรอบ พอเปิดกระจกขึ้น เอ้า! หิมะก็ปลิวเข้ามาโดนหน้า หน้าชาอีก พังครับพัง อะไรกันวะเนี่ย!!!???

 

คาดุงลาพาส 5,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล

หลังจากกระเสือกกระสนขึ้นมาถึงจุดที่ถนนสูงที่สุดในโลกได้ ทางขึ้นก็เกือบพรากชีวิตผมไปหลายโค้ง หิมะตกหนักขึ้นทำให้ถนนลื่น จากที่ขับช้าอยู่แล้วพอถนนลื่นก็ต้องขับช้ากว่าเดิมอีก ระยะทางประมาณ 10 ก.ม. ทำเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง น้ำตาจะไหล แล้วจะถึงนูบร้ากี่โมงวะเนี่ย

แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลาจะมาบ่น เพราะตอนนี้ผมอยู่บนถนนที่สูงที่สุดในโลกแล้ว !!!! 5,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล คุณเอ้ยตื่นเต้นมาก พอจอดรถปุ๊บผมอยากจะวิ่งแล้วสไลด์เข่าลงกับพื้น เหมือนนักบอล ที่ชอบสไลด์ตอนยิงบอลเข้าประตูแล้วจะสไลด์เข่าลงไปกับสนามหญ้านุ่มๆ แต่สภาพพื้นผิวถนนและสังขารของผมตอนนี้ไม่เอื้ออำนวย เลยทำได้แค่ไชโยอยู่คนเดียว ส่วนแพรนั้นยืนตัวสั่นเหมือนคนเป็นสันนิบาตเพราะอากาศข้างบนนี้หนาวกว่าที่ผ่านมามากๆ

 

บรรยากาศรอบตัวของผมวุ่นวายใช่เล่น เพราะทุกคนที่ขับผ่านทางนี้จะต้องแวะที่ตรงนี้เพื่อถ่ายรูปและแวะพัก ตรงนี้มีที่ทำการของทหารตั้งอยู่ ทหารจะคอยให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวบางคน ที่ออกซิเจนไม่พอ ทำให้ขาดอากาศหายใจ และงานหลักของทหารอีกอย่างหนึ่งก็คือ คอยไล่คน ทหารจะคอยสังเกตคนที่แวะพักนานจนเกินไปเพื่อไม่ให้คนล้นถนน จนการจราจรติดขัด แต่จริงบนนี้ไม่ควรอยู่เกิน 30 นาที เพราะออกซิเจนเบามาก

อุณหภูมิบนคาดุงลาพาส อยู่ประมาณ -3 องศาเซลเซียส หลังจากได้ไปถามพี่ทหารมา แม่ง หนาวจริงครับ หนาวจนตัวสั่น สั่นจนตอนนี้มันขี้เกียจสั่นแล้ว ผมถ่ายรูปกับป้ายชื่อถนนและธงมนต์สักพักก็รีบเดินทางต่อ ขืนอยู่นานกูตายแน่ๆ ทั้งหนาวทั้งเหม็นควันรถออกซิเจนยังมาน้อยอีก

ห้องน้ำบนถนนที่สูงที่สุดในโลก

อย่าเพิ่งไปขอฉี่ก่อน...ผู้ชายปวดฉี่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่หาที่ดีๆ หน่อยก็ฉี่ได้แล้ว แต่ผู้หญิงปวดฉี่นี่สิต้องหาห้องน้ำหรือไม่ก็พุ่มไม้ หนาๆ ซักพุ่ม แต่!!! จะไปหาพุ่มไม้ที่ไหนหละบนนี้มีแต่หิมะ หันซ้ายหันขวาสายตาผมก็ไปป๊ะ กับสิ่งประดิษฐ์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เชรด…มีห้องน้ำสาธารณะด้วย เดินไปเปิดประตูห้องแรก ผมก็ต้องอุทานว่าเหี้_!!! ออกมาแรงๆ หนึ่งครั้งพร้อมเบ้ปากค้าง เพราะเปิดประตูออกมาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือ ประติมากรรมชิ้นเอกที่ธรรมชาติร่วมสร้างกับมนุษย์ดีๆ ชิ้นหนึ่งเลยครับ อุจจาระแช่แข็งก้อนสีเหลืองๆ นอนจมกองหิมะที่พูนขึ้นมาสูงจนเกือบถึงหลังคาห้องน้ำ มีห้องน้ำสี่ห้องแม่งมีประติมากรรมแบบเดียวกันทั้งสี่ห้องเลยครับ แพรเลยต้องไปหลบมุมฉี่อยู่หลังห้องน้ำ ซึ้งเป็นหน้าผาถ้าเกิดนั่งผิดท่าแล้วร่วงนี่เจอกันอีกทีที่ตีนเขาเลยนะ แหม่…ประสบการณ์ฉี่ที่ริมผา

 

ขาลง (ตอนที่ 1)

ขาขึ้นว่ายากแล้วขาลงยากยิ่งกว่า เพราะหิมะตกลงมาเรื่อยๆ จนสูงปิดผิวถนน ทำให้ถนนลื่นสัสๆ ทำให้เสี่ยงต่อการลงทางรัดเอามากๆ ขาลงจึงลงมาด้วยความทุลักทุเลถึงที่สุด บางทีเจอทางลงชันๆ อีเหี้_ เบรกไม่อยู่ทำให้ไถลไปจูบตูดรถของพี่แนทหลายครั้ง บางที่ขณะที่รถใหญ่ด้านหน้าสนกันทำให้มอเตอร์ไซค์คันน้อยๆ อย่างผมต้องหยุดรถ เห็นอย่างนี้คงคิดว่าไม่มีอะไรใช่มั้ยครับ แต่อีการหยุดรถเนี่ยยากที่สุด เพราะพื้นมันลื่น จากที่เป็นปุยหิมะเมื่อถูก “บด” ด้วยล้อของรถที่หมุนผ่านไป ทำให้เกิดการอัดแน่ของตัวหิมะ ทำให้หิมะกลายเป็นพื้นน้ำแข็งลื่นๆ ฟิลเหมือนลานไอซ์สเก็ต แค่ลงไปเดินยังลืนหัวทิ่มไม่เป็นท่า แล้วคิดสภาพล้อมอเตอร์ไซค์สิครับ กรี๊ดกันคอแทบแตก

 

ขาลง (ตอนที่ 2)

ตลอดการเดินทางอยู่บนถนนเส้นนี้ ในใจก็คิดถึง ประโยคเก๋ๆ ประโยคนึงว่า “จะเดินทางไกลอย่าไปสนใจปลายทาง ให้สนใจรายละเอียดข้างทางด้วย” ผมหละอยากพาคนคิดประโยคนี้มาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของผมตอนนี้ด้วยจริงๆ คงจะได้สนใจรายละเอียดข้างทางอย่างเต็มที่ มึงลองไม่ใส่ใจรายละเอียดสิ ได้พุ่งทะยานตกหน้าผาตายแน่ๆ ถนนที่นี่นอกจากพื้นผิวถนนจะเหี้_แล้ว สภาพอากาศเหี้_ยิ่งกว่า ….. ไหนชาวลาดักบอกว่านี่เข้าหน้าร้อนไงฟระ!!! ขี่ๆ อยู่แดดออก อันนี้ก็สบายๆ ช่วยลดความหนาวเย็นจากหิมะรอบข้างได้ แต่จู่ๆ เอ้า ฟ้ามืดเมฆเข้ามาบดบังพระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงให้ความอบอุ่น แล้วฝนก็ค่อยๆ โปรยปรายลงมาจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าพายุ ทั้งฝนทั้งลมยังไม่พอ อีสัส หิมะตก ครับ! หิมะตก

 

แรกๆ ก็ตื่นเต้นกับความสวยงาม แต่ตอนนี้ความสวยงามของหิมะมันได้สูญสิ้นไปตั้งแต่ขาขึ้นแล้วครับ!!! มือชาไร้ความรู้สึกขยับไม่ได้ ทำให้ต้องคอยขับๆ จอดๆ เป็นระยะเพื่อนวดมือให้หายจากความชาอีกครั้ง บางทีกำเบรกก็ไม่รู้สึกว่ากำอยู่

ในขณะที่หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ทัศนียภาพย่ำแย่มองทางไม่เห็น เราจึงตัดสินใจแวะหาร้านชา (คงแปลกใจว่า เอ้าทางเห้ขนาดนั้นทำไมมีร้านชา) ตลอดเส้นทางจะมีหมู่บ้านเล็กๆ และมีร้านชาเปิดบริการอยู่ ทำให้นักบิดอย่างผมได้แวะพักคลายความหนาวซักหน่อย

 

ร้านชา

ณ ตอนนี้หิมะได้ถาโถมลงมาจนมองทางไม่เห็น ทุกคนเลยตกลง หาร้านชาแวะพัก รอให้ฟ้าเปิดแล้วค่อยเดินทางกันต่อ ขับไปไม่นานนักก็เจอหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่รู้ชื่อเปิดอยู่ เราจอดรถอย่างไว แล้วพุ่งทะยานเข้าไปในตัวร้านหวังจะพึ่งความอบอุ่น แต่หารู้ไม่ ที่นี่อินเดีย แถมอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ในหลืบเขาอีกต่างหาก ในร้านไม่มีเครื่องมือหรือสิ่งประดิษฐ์อะไรที่สามารถให้ความอบอุ่นได้ ทำให้หลังจากที่ผมสั่งอาหารเสร็จ ผมก็เนียนๆ เดินตามเด็กเสิร์ฟเข้าไปในครัว พอพ่อครัวเริ่มเปิดแก๊สปรุงอาหาร ผมไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปหาแล้วบอกว่าไอขอยืนตรงนี้สัก 5 นาทีนะ ไม่ไหวแล้วมือไอไร้ความรู้สึกจริงจัง พ่อครัวก็คง เข้าใจหัวอกมนุษย์เมืองร้อนอย่างผมที่ประเทศไม่ได้มีหิมะ แค่อากาศหนาวๆ ยังไม่มีเลย พ่อครัวก็สงสารเลยให้ยืนรับอายร้านจากเตาแก๊สให้พอคลายความหนา

 

ถุงเท้าไหมพรมกับ NIKE AIR

ตอนที่ผมขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าพายุอยู่นั้น หิมะลอยละลิ่วมาเกาะตามร่างกายของผมแน่นอนครับว่าฉ่ำ!!!! ไปถึงขั้น แฉะ!!!! กันเลยทีเดียว ร้องเท้าไนกี้ แอร์ที่ถูกพ่นสเปรย์กันน้ำมาก็ไม่สามารถยับยั้งพายุฝนและหิมะที่เกาะจนปิดมิดรองเท้าของผมได้อีกต่อไปแล้ว จากเย็นก็กลายเป็นฉ่ำและอาการสุดท้ายคือชาตามลำดับ

พอถึงดื่มชาไปจนหมดก็ถือโอกาสเช็กสภาพเท้ากันหน่อย ผมค่อยๆ ถอดรองเท้าและถุงเท้าไหมพรมออก และแล้วก็ต้องอุทานออกมาว่า เหี้_!!!!! นี่มันเท้าเราหรอวะทั้งขาวทั้งซีด แถมไร้ความรู้สึกอีกต่างหาก ครับใครจะมาแว๊นที่เลห์ก็อยากแนะนำให้หารองเท้าดีๆที่มันกันลมกันน้ำซักคู่นะครับจะได้ไม่ต้องมาเผชิญกับสภาวะตีนชาแบบผม ณ ขณะนี้

 

ฟ้าเปิด

เบ็ดเสร็จระยะทาง 90 ก.ม. ผมทำเวลาไป 10 ชั่วโมงกว่าๆ จากเลห์ถึงนูบร้าวัลเล่ย์ น้ำตาไหล กลับไทยไปต้องไปเช็กสภาพกระดูกสันหลัง และที่อาการหนักสุดตอนนี้คือหำครับ บางหลุมเบาเครื่องไม่ทันตกหลุมดังตู้มมม!!! จุกหน้าเขียวกันเลยทีเดียว พอจะเดินพูดสั้นๆ เลยครับ เดินไม่เป็นเลยกรู….

 

สุดท้าย ฝากถึงนักเดินทางที่กำลังวางแผนจะไปขับมอเตอร์ไซค์ขึ้น คาดุลาพาส (Khardung La Pass) หรือแค่ไปเที่ยวเลห์ สิ่งที่ผมอยากจะเตือนว่าห้ามลืมเด็ดขาดนั้นก็คือ
-หมวกไหมพรม
-แว่นกันแดด (ไว้กันแสงสะท้อนจากหิมะ)
-ผ้าพันคอ(ไปซื้อที่เลห์ก็ได้ถูกและดีต้องซื้อที่เลห์ ฮาฮาฮา)
-เสื้อกันหนาวเวอร์ชั่นกันแดดกันลมกันหวานและที่สำคัญต้องกันน้ำได้ด้วย
-กางเกงขายาวเอาแบบหนาๆ หน่อย ยีนส์ก็พอได้นะ
-รองเท้า เอาแบบที่กันน้ำได้ เน้นว่าต้องกันน้ำได้เพื่อชีวิตท่านจะได้ดีกว่าผมมากๆ
-ถุงมือ เอาหนาๆ และสามารถกันน้ำ กันลมได้
-ยาปรับความสูง
-แผนการเดินทางที่สามารถยืดหยุ่นได้
แค่นี้ชีวิตท่านก็จะเพอร์เฟคกว่าผมเป็นร้อยเท่า จากเด็กชาย นัดตะพัด ผู้ซึ้งได้เดินทางไปเลห์อย่าง สมบุกสมบันประมาณนึง ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสนุกกับการเดินทางนะครับ

 

ขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาอ่าน สามารถติดตามการเดินทางของผมต่อได้ที่เพจ “นัด-ตะ-พัด Journey with ZEN” หรือคลิกที่ลิ้งนี้ได้เลยครับ https://www.facebook.com/zenNathaphat/
ขอบคุณครับ
……..
ขอบคุณรูปภาพจาก พี่เต้อ
ขอบคุณรูปภาพจาก แพรที่คอยกดชัดเตอร์บันทึกภาพตลอดเวลาที่เจอวิวสวยๆ