อินเดีย ใครได้ยินก็ขนลุก
.. คนอินเดียกลิ่นตัวแรง
.. คนอินเดียชอบหลอก
.. คนอินเดียดังเรื่องข่มขืน
.. ที่อินเดียสกปรก
แต่เดี๋ยวก่อนนะคะทุกคน ถ้าได้อ่านรีวิวนี้ เลิกกลัวไปได้เลย!! เพราะมันอยู่ได้ สบายมากก
จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ถ้าเราวางแผน ศึกษามาดี ทุกที่ก็ไปได้ หายห่วง!!

 

สำหรับรีวิวนี้ เราจะไปกันที่เมือง “ชัยปุระและอัครา“
จะเริ่มกันตั้งแต่การวางแผนกันเลยทีเดียว ใครอ่านปุ๊บ ตามแพลนนี้ไปได้ง่ายๆ เลยทันที
จากที่สำรวจจากคำถามที่มีคนอยากรู้และสงสัยกันมาแล้ว ข้อมูลทุกอย่างมีให้ครบที่รีวิวนี้แน่นอน

มาเริ่มกันที่อันดับแรก ที่ควรทำก่อนเลย คือ
ตั๋วเครื่องบิน
ทำไมถึงให้จองตั๋วเครื่องบินไปอินเดียก่อน เพราะยิ่งใกล้วันยิ่งแพงค่ะ
ถ้าไปวันหยุดนักขัตฤกษ์แล้วนี่ราคายิ่งสูง
ทำไมถึงคิดว่าแพง? เพราะเราได้ถามเปรียบเทียบจากผู้โดยสารคนไทย ที่ไปเที่ยวบินพร้อมเรา ที่จองล่วงหน้าหลายเดือน ก็ได้ราคา 6,000-7,000 บาท
ส่วนเราที่วางแผนล่วงหน้าแค่ 2 อาทิตย์ ได้ราคา 9,355 รวมน้ำหนัก 20 กิโลกรัม โดยสายการบิน Air Asia
เลยคิดว่าถ้าเราวางแผนไว้ล่วงหน้าซัก 4-5 เดือน ก็คงประหยัดงบไปได้เยอะเหมือนกันค่ะ

วีซ่า
วีซ่าอินเดีย จริงๆมันไม่ได้ยากนะคะ ไม่เคยเห็นใครรอบตัวที่ทำแล้วยังไม่ผ่านนะ
สามารถทำได้ล่วงหน้า 120 วัน และช้าสุด คือ 4 วันค่ะ
ส่วนพาสปอร์ตก็ต้องมีอายุ มากกว่า6 เดือนนะคะ
ประเภทวีซ่าที่เราได้ คือ E-Visa อยู่บ้านก็ขอกันได้ผ่านออนไลน์
เมื่อได้มาแล้ว มีอายุ 60 วัน สามารถเดินทางได้ 2 ครั้ง มีค่าใช้จ่าย 51 USD ซึ่งช่วงที่เราไปเป็นเดือน เมษายน 2561 คูณค่าเงินแล้วอยู่ที่ประมาณ 1600 บาทเท่านั้นค่ะ
เข้าไปทำได้ที่เว็บไซต์นี้เลย https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html
เมื่ออนุมัติแล้วจะขึ้นคำว่า Granted จากนั้นเค้าจะส่งวีซ่าให้เราทางอีเมล์ที่สมัครไปค่ะ ก็สามารถปริ้นพกติดตัว ไว้เดินทางได้เลย แบบนี้

คำถามที่ว่ากรอกยังไง ยากมั้ย?
ตอบได้เลยว่า ง่ายมากๆ สามารถค้นหารีวิวในเว็บไซต์ต่างๆได้เลย
ส่วนข้อมูลที่ต้องใช้ ก็เป็นข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการทำงาน ระยะเวลาที่ไป ไปเมื่อไหร่ ไปทำอะไร ไปเมืองอะไรบ้าง ประมาณนี้ค่ะ

แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังสงสัยในบางจุดอยู่ ซึ่งมีคนสอบถามเข้ามาเยอะมากว่า ในแบบฟอร์มจะมีให้กรอก
ชื่อผู้ที่สามารถติดต่อได้ในอินเดีย ต้องใส่ชื่อใคร เพราะเราไปเที่ยวนี่นาาา
**ให้ใส่ชื่อโรงแรมที่เราจองไปเลยค่ะ พร้อมเบอร์โทรศัพท์โรงแรม วันแรกที่เข้าพัก**

อ้อ..อย่าลืมเตรียมรูปถ่ายและสแกนพาสปอร์ตไว้อัพโหลดใน E-Visa กันนะคะ
รูปถ่ายก็ถ่ายเองได้ ในฉากสีขาว
ไฟล์พาสปอร์ตก็ขอให้เป็นไฟล์ PDF นะคะ ขนาดของไฟล์ ไม่เกิน 300 kb ค่ะ
ที่สำคัญชำระด้วยบัตรเครดิตนะคะ

 

โรงแรม
เราได้เปรียบเทียบราคาจากหลายๆที่ แต่สุดท้ายก็ได้จาก Traveloka นั่นเอง เพราะ
ถูกกว่าทุกที่ค่ะท่านผู้ชมคะ Ibis Jaipur Hotel 984 บาท/คืน ได้อาหารเช้า สามารถยกเลิกได้ฟรีด้วย
แต่ยกเลิกได้ต่อเมื่อ Traveloka แจ้งไว้ว่า สามารถยกเลิกได้เท่านั้นนะคะ ซึ่งเราก็เลือกได้ไง ก็เลือกโรงแรมที่ถูกใจและสามารถยกเลิกได้ด้วย มีเยอะเลย ถือว่าคุ้ม!!!

จองที่พัก Jaipur กับ Traveloka 

 

หากยกเลิกแล้ว ก็ได้เงินคืนจริงๆนะ
ตรงนี้ก็ได้ผ่านประสบการณ์การยกเลิกมาแล้วค่ะ ในทริปชัยปุระนี่เอง เนื่องจากตอนแรกวางแผนผิดวัน
Traveloka ก็ดำเนินการคืนเงินเข้าบัตรเครดิต (เพราะจองผ่านบัตรเครดิต) ใน 1 วันทำการเท่านั้น ทั้งๆที่เค้าแจ้งไว้ว่านานกว่านั้น
มันดีมากกกก!!

 

รถเช่าพร้อมคนขับ
ในจุดๆนี้ ถือว่าสะดวกสบายมาก ถือว่าปลอดภัยระดับนึงเลยนะคะ
ซึ่งได้ใช้บริการของ Ranthambore Tour Cab เริ่มจากการเปรียบเทียบราคาจากเว็บไซต์และจาก Blogger ต่างๆแล้ว เป็นราคาที่ดีเลยทีเดียว

คำถามที่ว่าหาเจอได้ยังไง?
ก็เอาชื่อไป Search ดูค่ะ ได้เห็นรีวิวจากคนไทยที่ใช้บริการก็มีให้เห็นอยู่บ้างนะคะ ลองหาดูได้ เผื่อว่าจะถูกใจกันเนอะ

**สนนราคาที่ 10,000 รูปี รวมค่าทางด่วน ค่ากินอยู่คนขับรถ ค่าน้ำมัน** นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีกแล้ว นอกจากเราพอใจที่จะให้ทิปเค้าค่ะ ซึ่งเราก็ได้เลี้ยงน้ำเค้าบ้าง เพื่อน้ำใจเล็กๆน้อยๆ เพราะเค้าก็ดูแลเราเป็นอย่างดีค่ะ
ราคานี้คนขับรถแจ้งว่าเป็นราคาสำหรับ 2 เมือง คือ ชัยปุระและอัครา หากต้องการเที่ยวอีกเมืองเพิ่ม เช่น นิวเดลี ราคาจะเพิ่มขึ้นอีกค่ะ (จะ 4-5 วันเค้าก็คิดราคาเดียวกันค่ะ ยังไงตกลงกันดูอีกทีนะคะ)

จริงๆแล้ว เค้ามีที่พักมาเสนอให้เรา เรียกง่ายๆว่า one stop service เลยทีเดียว แต่เราไม่ได้ใช้บริการที่พักที่เค้าเสนอมาให้ เพราะเราชอบโรงแรมที่เราหาเองมากกว่าค่ะ

**ส่วนรายละเอียดทริป สถานที่ท่องเที่ยว ที่เราต้องแจ้งคนขับรถไปคร่าวๆ คือ**
ตั๋วเครื่องบิน ไปกลับวันไหน เวลาอะไร
ชื่อโรงแรมคืนที่ 1,2,3,4 นอนที่ไหน

ซึ่งเค้าก็จะวางแผนให้เราด้วยค่ะ ว่าในแต่ละวัน จะจัดให้เราไปที่ไหนบ้าง ถึงจะเหมาะสม
ซึ่งทุกอย่างสามารถตกลงกันได้ในตอนที่ไปถึงแล้ว
พอถึงชัยปุระแล้ว ไม่ต้องห่วง เค้ามารับที่สนามบินด้วยค่ะ
ส่วนการชำระเงิน ชำระให้เค้าทั้งหมด ในช่วงวันแรกๆ เลยค่ะ
เค้าก็ไม่ได้ทิ้งเราแต่อย่างใด มีชีวิตรอดปลอดภัยดี 55555

 

 

ความคิดเห็นสำหรับคนขับรถ เค้าอาจจะตื้อๆหน่อยค่ะ ส่วนเราถ้าพอใจก็ Yes ไม่ชอบก็ No ไปเลย ไม่ต้องเกรงใจ เค้าก็ไม่ได้มีทีท่าโกรธอะไร เข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนอินเดีย ในการตื้อลูกค้า ทุกอย่างตกลงกันได้ และเค้าก็สามารถดูแลเราได้ดีมากๆค่ะ

การข้ามถนนที่อินเดียเป็นเรื่องที่ยาก เค้าก็จะดูแลเราตั้งแต่พาเราข้ามถนนเลย รวมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องวัฒนธรรมของประเทศอินเดียอีกด้วย ต้องบอกก่อนว่าจัดทริปให้แน่นเว่อร์ จนต้องบอกว่า “ยูพาไอกลับเถอะค่ะ” 55555 “ไอเพลียมาก”
อีกอย่างคือ คนขับรถพูดเก่งมาก พูดจนลิงหลับ..zZZ ก็ฟังๆเค้าไปจนหลับเหมือนกัน

 

หากใครอยากใช้บริการ ก็สามารถติดต่อได้ที่อีเมล์ [email protected]
หรือ What’s app +918426887669 เลยค่ะ ตอบไวมากๆ
หรือใครอยากตามรีวิวนี้ ก็จัดไปตามแพลนนี้ได้เลยค่ะ

**สำหรับตั๋วและค่าเข้าชมสถานที่ พวกเราไม่ได้ซื้อตั๋วรวม 1000 รูปี เนื่องจากตั๋วมีระยะเวลาเข้าชมภายใน 2 วัน ซึ่งพวกเราต้องไปเมืองอัคราด้วย เพราะอยากกลับมาและอยู่เที่ยว ที่เมืองชัยปุระในวันสุดท้ายเพื่อขึ้นเครื่องเดินทางกลับป้องกันการตกเครื่องค่ะ
ซึ่งคำนวณราคาค่าเข้าชมสถานที่ในวันแรกและวัน 2 (ตามแพลนเรา) แล้ว ไม่ซื้อตั๋วรวมคุ้มจะดีกว่าค่ะ**

 

– ซิมการ์ด
เรื่องซิมการ์ดในอินเดีย เราเลือกใช้ของ Ais One2Call ค่ะ Sim2fly นั่นเอง ซื้อจากไทยไปเลย สัญญาณดีนะคะ บางที่ไม่มีสัญญาญก็จะเป็นสถานที่ที่เราผ่านไปบนเขา หรือหุบเขา เป็นเรื่องธรรมดาแหละเนอะ ส่วนเน็ตเราใช้โปร 299 บาท เพราะมีซิมอยู่แล้ว ได้เน็ต 4GB กลับมายังไม่หมดเลยค่ะ เติมเงินต่อเวลาไว้ครั้งละ 20 บาท เอาไว้ใช้ต่อในทริปต่อไปได้อีกค่ะท่านผู้ชม คุ้มมั้ย ถามใจดูซิ

 

-อาหารและยา
ที่ขาดไม่ได้ มาม่า ปลากระป๋อง
โอ้ยย เหมือนชีวิตไปออกรบ
อาหารอินเดีย ไม่ได้เป็นมิตรกับทุกคนนะคะคุณผู้ชมขาาาา โดยเฉพาะเราเอง
ทำไมมันไม่ถูกปาก คนอื่นถูกปากกันบ้างมั้ยนะ 55555

ยาสามัญประจำบ้าน เตรียมไปเพราะศึกษามาเยอะ กลัวนั่นกลัวนี่ สุดท้าย ไม่ได้ใช้ซักอย่าง ชีวิตดีค่ะ
แต่ก็มีไว้ ดีกว่าขาดนะคะ เตรียมไปเลยเน้อ

– เงิน
จริงๆ อยากแนะนำให้แลกเป็นเงินรูปีไปเลย ก็สะดวกดีนะคะ
สำหรับเงินรูปีไม่ได้มีให้แลกทุกร้านไทยค่ะ ใครสะดวกแลกที่ไหนแนะนำโทรไปสอบถามกันก่อนน๊า

 

ตัวอย่าง กรณีเราต้องการแลกซุปเปอร์ริชสีเขียวที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
เลยไลน์ (@SuperichTH) ไปสอบถาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่า สาขานี้ต้องจองก่อนล่วงหน้า 1 วัน ถ้ามีพร้อมแลกเลยแนะนำให้ไปสาขาราชดำริค่ะ

แต่พวกเราไม่สะดวกไป เพราะกลัวไปไม่ทันไฟลท์ เพราะขึ้นเครื่องที่ดอนเมือง
เลยเปลี่ยนใจไปแลกที่ร้านลินดา แถวสะพานควายค่ะ โทรไปสอบถามก่อนนะคะ (02-6158771) ซึ่งก็มีพร้อมให้แลกเลย

พอไปถึงอินเดีย ส่วนใหญ่พวกเราใช้บัตรเครดิตในโรงแรมหรือร้านอาหารใหญ่ๆ ไม่มีชาร์จเพิ่มค่ะ
ส่วนเงินรูปีที่แลกไป ก็พยายามแลกเป็นแบงค์ย่อยด้วย เพราะศึกษามาว่า คนอินเดียส่วนใหญ่ไม่ทอนเงิน

 

แต่พอไปถึง เค้าก็ทอนกันนะคะ มีอยู่ร้านนึง “เดี๋ยวไอทอนให้ยูนะ” เสนอทอนเงินให้ด้วย ดีต่อใจ ไม่ได้เลวร้ายเลย
ทริปนี้ได้ภาพโดยใช้กล้องแสนธรรมดาแต่ภาพสวยคม ในระดับที่น่าพอใจ
พระเอกของเรา คือ กล้อง Fuji XA-3
มาพร้อมนางเอกสุดสวยโดยเลนส์ Fujinon XF 23mm F2
ปรับโทนสีและแสง ใน VSCO ค่ะ
มีบางคนสงสัย มันสวยจริงหรอ หรือสวยเพราะเราถ่ายภาพในมุมที่ดี
ตอบได้ว่า สถาปัตยกรรมในสถานที่ท่องเที่ยวเค้า มันสวยจริงๆค่ะ แต่ต้องตัดความเป็นอยู่ของเค้าออกไปแค่นั้นเอง มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย

เตรียมทุกอย่างแล้วก็ป่ะ ไปลุยกัน

 

วันที่ 1

ขอพักผ่อนกันก่อน เพราะไปถึงกันดึกมาก
มาถึงไม่ต้องห่วง คนขับรถรอรับเราอยู่ที่สนามบินแล้ว

 

ที่พักที่ได้จาก Traveloka นั่นก็คือ Ibis Jaipur Hotel ที่พักสะอาด ได้มาตรฐานของ Ibis ล่ะค่ะ หลับสบายเชียว

จองที่พัก Ibis Jaipur Hotel กับ Traveloka 

 

วันที่ 2

กินอาหารเช้าจากโรงแรมให้เรียบร้อย ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่สำหรับอาหารพื้นเมือง แต่ก็ยังมีอื่นๆให้เลือกกินได้อยู่นะคะ

 

ระหว่างทางเราแวะซื้อองุ่น ไปให้ลิงที่วัดกันค่ะ

 

เรามาเริ่มกันที่
Galta Ji Temple หรือวัดลิง

ที่นี่ได้ความขลังแบบฮินดูๆ มากค่ะ คนเฝ้าประตูที่นี่ เค้าจะเก็บ 50 รูปี สำหรับกล้อง 1 ตัว
โทรศัพท์ก็เก็บเข้ากระเป๋าไปนะ เดี๋ยวจะโดนเก็บเพิ่ม ไม่ต้องห่วงนะคะ คนขับรถแจ้งเราทุกอย่างก่อนเข้าไป

 

ลิงเยอะมาก เราจัดการวางองุ่นที่เตรียมมาไว้บนมือ เค้าก็หยิบกิน เค้าก็ไม่ได้มีที่ท่าทำร้ายเรานะคะ ไม่ได้น่ากลัวเลย
มีเด็กผู้ชายคนนึงเค้าพยายามจะล่อให้ลิงขึ้นมานั่งบนไหล่ ร่วมด้วยช่วยกันกับคนขับรถของเราเอง
พวกเค้าก็ช่วยกันล่อลิงอยู่นานสองนาน ไอ้เราก็เอออ่ะ จะทำอะไรก็ทำ สุดท้ายก็ได้ภาพนี้มา 5555

 

ไปต่อที่
Hawa Mahal พระราชวังสายลม

ที่นี่พวกเราไม่เสียค่าเข้า เพราะถ่ายรูปแค่ด้านนอกค่ะ
พวกเราเก็บภาพกันด้านหน้าแล้ว คนขับรถก็พาข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม อยากจะบอกว่าที่นี่ข้ามถนนลำบากนิดนึง
เสียงแตรนี่ได้ยินกันจนชินหู คิดจะกลับรถกลางสี่แยกก็ย่อมได้ “โถ่ ยู นี่มันเป็นเรื่องธรรมดาในอินเดีย” คนขับรถกระซิบมา 55555
ป่ะ ขึ้นไปร้าน Wind View Cafe เพื่อเก็บภาพในมุมที่กว้างขึ้น

 

สามารถนั่งได้นานและเก็บภาพได้จนกว่าจะพอใจ พักดื่มน้ำซักพัก ส่วนราคาไม่แพงนะคะ พวกเราดื่มน้ำอัดลมกันก็ประมาณ 25 บาทเท่านั้นเอง

 

City Palace พระราชวัง สีชมพู

ที่นี่มีค่าเข้าชม 500 รูปี แต่ถ้าอยากเข้าชมแบบ Exclusive ต้องจ่าย 2500 รูปี ซึ่งพวกเราคิดไตร่ตรองกันมาตั้งแต่อยู่ไทยว่า พวกเราจะยอมจ่าย เพราะมาทั้งที ราคานี้แถมไกด์ไปเลยค่า ไกด์จะนำพวกเราเข้าไป และก็เล่าประวัติของพระราชวังให้เราฟัง จะมีห้องต่างๆ สำหรับมหาราชา ในนั้นจะมีทั้งหมด 7 ชั้น

 

ไกด์พาเดินไล่กันตั้งแต่ขึ้นชั้นดาดฟ้าแล้วเดินลงมาทีละห้อง ทีละชั้น เล่นเอาซะเหนื่อยเลย

 

และก็พาเราไปพบกับ Artists ผู้วาดภาพให้มหาราชา ซึ่งเค้าก็ได้วาดภาพให้พวกเราเป็นของที่ระลึกด้วย

 

จุดสุดท้ายไกด์พาพวกเราลงมาที่ห้องดินเนอร์ ไกด์บอกว่าห้องนี้ยังใช้งานอยู่ ซึ่งก็ไม่อนุญาตให้พวกเราถ่ายภาพห้องนั้นมา
ไกด์พานั่งพักหน้าห้องนี้ค่ะ พร้อมเครื่องดื่ม ชากาแฟ น้ำอัดลม น้ำเปล่า ขนมของว่าง ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ในราคา 2500 รูปี เรียบร้อย
จากนั้นก็เดินออกมาถ่ายรูปบริเวณรอบๆ City Palace

 

 

ซึ่งไกด์ก็เร่งพวกเราเหลือเกิน พวกเรามีเวลาถ่ายรูปด้านนอกแค่ 15 นาทีเท่านั้น บางคนอาจไม่เร่งก็ได้นะ ส่วนไกด์ไม่เรียกทิปเพิ่มค่ะ

 

รวมเวลาที่เราใช้ไปใน City Palace ทั้งหมด 3 ชั่วโมง

 

เที่ยงแล้ว เรามากินอาหารกันที่
Cafe Palradio ร้านอาหารตกแต่งสีส้มพาสเทลได้อย่างน่ารัก ด้านหน้ามีห้องเล็กๆสีฟ้า เข้าไปถ่ายรูปกันได้

อาหารหลากหลายสไตล์ เราได้สั่งพิซซ่าและสลัดไป โปรดจงทำความเข้าใจกันนิดนึงว่า รสชาติอาหารอัดความหอมหวนด้วยรสแขก 5555 เป็นยังไงทุกคนต้องชิม แต่ไม่ได้แย่นะคะ อร่อยนะ

 

ส่วนห้องน้ำสะอาดมาก ทำธุระกันให้เรียบร้อยก่อนออกจากร้าน

พวกเราสั่ง2 อย่าง รวมเครื่องดื่มก็จ่ายไป 940 รูปี หรือ 470 บาท คนที่มาใช้บริการ เป็นชาวต่างชาติ และคนอินเดียที่ดูภูมิฐานค่ะ

 

 

จากนั้นคนขับรถพาพวกเราไปซื้อ ของฝากคนไทย ของใช้สุดฮิต

 

ต่อมาพวกเราแวะกันที่
Albert Hall ตรงนี้ไม่เสียค่าเข้าชม เพราะไม่ได้เข้าไปด้านใน

นกพิราบ คือ องค์ประกอบในภาพที่ต้องมี เพราะมันเยอะมากกกก 5555

 

พวกเราไปต่อกันที่
Jai Mahal พระราชวังกลางน้ำ ไม่เสียค่าเข้าชม เพราะมันเข้าไปไม่ได้

ที่นี่พอพวกเราจอดรถ พ่อค้าแม่ค้าแถบนั้นมาเลยค่ะ “มาดามๆๆๆๆ นี่มัน นั่นมั้ย นู่นมั้ย” สากกระเบือยันเรือรบที่ออกขาย
ไม่ต้องสบตา พูดไปคำเดียว โน! ค่ะ เพราะเค้าจะตื้อมากๆ

 

ที่สุดท้ายของวันที่เราจะไป นั่นคือ
Nahagrah Fort ป้อมปราการใหญ่อันยิ่งใหญ่ เป็มป้อมที่เห็นวิวเมือง Jaipur ได้ทั้งเมืองเลยค่ะ วิวสวยมาก ลมเย็น เดินสบาย นั่งดูพระอาทิตย์ตก

บรรยากาศดีเชียวล่ะ

 

ที่นี่จ่ายค่าเข้าคนละ 200 รูปี และค่านำรถเข้าอีก 40 รูปีค่ะ ราคานี้รวมเครื่องดื่ม 1 ขวดค่ะ
พระอาทิตย์ตกแล้ว ก็กลับโรงแรมกันค่ะ

 

วันที่ 3 แล้ว
ก่อนเดินทางไปอัครา เราแวะดื่มชา Chai กันก่อนค่ะ ในเมืองชัยปุระนั่นเอง ที่นี่คนขับรถแนะนำให้เรามา เพราะเป็นร้านดังในชัยปุระ

ตอนแรกที่เดินเข้าไป คิดในใจ ทำไมมันน่ากลัวจัง จะรอดมั้ยเนี่ย ดูสิมีแต่ผู้ชาย ข่าวไม่ดีเค้ายิ่งเยอะๆอยู่ 55555

 

พอได้ชิม โอ้วว เข้มข้นแฮะ รสชาติก็คล้ายชาไทยบ้านเรา อร่อยค่ะ ผ่าน!!!
นั่งๆไปเค้าก็แค่มองเหมือนเราเป็นตัวประหลาดแค่นั้น เราแวะดื่มชากันแค่ 20 นาที เราก็ไปกันต่อ

 

ระหว่างทางคนขับรถ พาแวะหลายที่เลยทีเดียว โดยเฉพาะห้องน้ำ!!

ระหว่างทางเพื่อนก็ดันปวดหนัก ขอให้คนขับแวะเข้าห้องน้ำที่ปั้มน้ำมัน
อินเดียนะคะคุณไม่ใช่ห้องน้ำในปั้มน้ำมันในไทยแลนด์

แหม.. ด้านหน้าสภาพดีใช่มั้ยล่ะคะ
มองเข้าไป ขาแทบก้าวไม่ออก ยังกับโดนผีหลอก
น้ำเค้าน้อย ขยะเค้าเยอะ แค่นี้ก็พอนึกภาพกันออกใช่มั้ยคะ 5555
แนะนำให้ทำธุระให้เสร็จจากโรงแรมนะคะ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ตามร้านอาหารเลย แจ้งคนขับได้ เค้าทราบค่ะว่าที่ไหนควรเข้าดี

 

เราเดินทางกันต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง เราก็ถึง
Chand baori Stepwell ที่นี่ไม่มีค่าเข้าชมค่ะ สำหรับที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Batman ด้วยนะ

คำถาม ลงไปได้มั้ย “ไม่ได้นะคะ” อันตรายมากเพราะสูงมากเลยทีเดียว

 

ระวัง!! โดนลวงด้านหน้านะคะ 5555
“ยูๆ กำไลหน่อยมั้ย ฝากแม่ ฝากเพื่อนยูไง” ทั้งยื่นให้ลองใส่ ทั้งตื้อหนักมาก
การทำกำไลของเค้า นี่ทำให้เราดูเพลินเลย ดูเป็นขวัญตาค่ะ แต่ไอก็ขอ Say No!

 

ที่ต่อมาระหว่างทางใกล้กับเมืองอัครา
Bhulan Darwaja ประตูชัย
ที่นี่เป็นที่ที่เราไม่รู้ว่ามีด้วยซ้ำว่ามีในเส้นทางระหว่างชัยปุระและอัครา
พาแวะก็แวะค่ะ ตัวจะละลายไปกับอากาศอยู่แล้ว งอแง คนขับก็จะพาเที่ยว นับถือใจเค้าจริงๆ5555

ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชมค่ะ ถ่ายรูปกันแค่ด้านหน้าเท่านั้น

 

จะเดินทางเข้าไป เราใช้รถ Riskshaw ค่ะ หรือรถตุ๊กๆบ้านเรานี่แหละ คิดว่าจะไม่ได้นั่งแล้วเชียว
**สำหรับค่ารถตุ๊กๆเราจ่ายเองนะคะ ก็ไม่แพงนะ ประมาณ 50 บาทไทยค่ะ**

 

ไปต่อกันที่เป้าหมายของเรา Agra Fort ถึงแล้ว เมืองอัครา

คนขับรถจะปล่อยเราด้านหน้า นัดแนะสถานที่มารับกลับให้เรียบร้อย แล้วเราก็เข้าไปกันค่ะ

 

ซื้อตั๋วด้านหน้ากันเลย ยื่นพาสปอร์ตไทยเลยค่ะ คุณจะได้ชำระเพียง 30 รูปี เท่านั้นๆๆๆ 15 บาทอันคุ้มค่า ถ่ายรูปได้เป็นร้อยค่ะคุณขา สวยทุกมุม!!

ถ่ายรูปจนหนำใจ ก่อนออกไปก็โทร What’s app ให้คนขับรถมารับที่จุดนัดพบกันค่ะ ยืนรอไปก็โดนรถม้า รถตุ๊กๆตื้อกันไป ตื้อแบบใกล้ชิดกันไปอีก ไม่ต้องกลัวค่ะ เอาผ้าปิดหน้ากันไปเลย อย่าสบตาชั้น ชั้นตอบจนเหนื่อยแล้ว 55555

 

กลับที่พักกัน สวรรค์ของทริปอัครา 5555
เราพักกันที่ Radisson Blu Hotel

ห้อง Business class ในราคาย่อมเยาว์ จับต้องได้ เพียง 1380 บาทเท่านั้น!
แต่มีคนสอบถามกันเข้ามาว่า ทำไมได้ราคาแพงกว่าที่เราได้แจ้ง ได้รีวิวไป ต้องบอกก่อนว่าอาจขึ้นอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยว หรือวันที่จะเข้าพักด้วยนะคะ ว่าห้องยังว่างเยอะมั้ย แต่เราได้ลองตรวจสอบดูแล้ว บางวันก็แพงกว่าไม่มากค่ะ 100-300 บาทเท่านั้น

จองที่พัก Radisson Blu Hotel กับ Traveloka 

 

วันที่ 4
วันนี้เราจะไปสถานที่ที่เรารอคอยกัน

Taj Mahal นั่นเอง โรงแรมของเราก็อยู่ไม่ไกล สามารถเดินไปได้ คนขับรถก็เดินไปส่งเราด้วย ไม่ต้องห่วง ต้องไปเช้าหน่อยนะคะ คนจะได้ไม่เยอะ
*สำคัญมาก* ทัชมาฮาลปิดวันศุกร์ วางแผนกันให้ดีนะคะ

 

เราเดินจากโรงแรมไปตอนเช้า 06ซ30 น. เพราะใกล้กับทัชมาฮาล 10-15 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ พอไปถึงก็ขึ้นรถ Shuttle Bus ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยวฟรีได้เลย ไม่ต้องกังวลกับการตื้อของรถสามล้อกันอีกเช่นเคย โปรดจงยืนรออย่างสงบ!
รถฟรีมีลักษณะแบบนี้ค่ะ ไม้ต้องให้ทิปด้วย เค้ามีแจ้งเอาไว้อย่างชัดเจนที่หน้ารถ สะดวกสบายมาก

ไปถึงก็ซื้อตั๋วกันเลยราคา 530 รูปี หรือ 275 บาท รวมน้ำดื่มและถุงคลุมรองเท้าค่ะ

 

ก่อนเข้าไป จะมีการตรวจสัมภาระของเรา แนะนำเอาไว้ที่โรงแรม พกแค่กล้อง เงิน และพาสปอร์ตมา ดีที่สุดค่ะ

 

 

สำหรับด้านในตัวทัชมาฮาล ไม่สามารถนำภาพออกมาให้ดูได้เพราะไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพค่ะ ไปเห็นกันเอาเองเลย สวยกว่าในรูปเยอะ

เราอยู่ที่ทัชมาฮาลประมาณ 3 ชั่วโมง ก็กลับโรงแรมเก็บข้าวของ แล้วกลับไปที่ชัยปุระกันค่ะ
วันนี้พักผ่อนกันก่อน เรากลับมาพัก Ibis Jaipur Hotel ที่เดิม พรุ่งนี้ไปต่อกัน

 

วันที่ 5 วันสุดท้ายแล้ว ที่แรกเราไปกันที่ Amber fort

เห็นทางขึ้นแล้วเหนื่อยรอเลย มันสูงและใหญ่มาก กุมขมับเลยทีเดียว อากาศก็ร้อนต้องเดินกี่ชั่วโมงเนี่ย??
จริงๆแล้วมีช้างให้ขี่ขึ้นไป แต่พวกเราไม่อยากขี่ช้าง ถ้าใครอยากขึ้นช้างต้องจ่าย 1100 รูปี หรือ 550 บาทต่อ 2 คน
แต่ไม่รวมทิป ที่ควาญช้างตื้อเอากับเรานะคะ จริงๆเค้าก็มีป้ายห้ามให้ทิปนะ แต่ถ้าได้ขึ้นไปแล้ว ไม่ให้ทิป จะได้ลงมั้ยละ 55555

 

มา! เดินก็เดิน เอ๊ะ..เอาเข้าจริงๆ เดินแปปเดียวเองนะคะ 10-15 นาทีเท่านั้น มีขั้นบันได เดินขึ้นได้ไม่ยากค่ะ มองดูอาจจะไกล แต่เดินจริงๆไม่ไกลเลย
ระหว่างทางก็มีขอทาน เป็นปกติค่ะ ตามสถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ๆ ก็เดินตื้อบ้าง สะกิดบ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวค่ะ

 

ไปซื้อตั๋วกันค่ะ ที่นี่ Passport ไทยไม่ลดนะคะ ที่ลดราคา คือ สถานที่ท่องเที่ยวเมืองอัคราเท่านั้นค่ะ

 

ก็จ่ายกันไป คนละ 500 รูปี หรือ 250 บาท
ทุกๆที่ ต้องสำรวจตั๋วให้ดีนะคะ ว่าราคาถูกต้องมั้ย เกือบโดนหลอกกันไป เนื่องจากได้ตั๋วไม่ตรงกับที่จ่ายไป ต้องทักท้วงทันที เจ้าหน้าที่จัดการให้ ก็ได้ใบใหม่มา ไม่มีปัญหาอะไร

เข้ามาด้านในมีขนาดใหญ่มาก ตรอกซอกซอย หลายชั้น อาจหลงเอาได้เลย แนะนำว่าพยายามเกาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นไปด้วยค่ะ เพราะมีกลุ่มทัวร์ค่อนข้างเยอะ ตามเค้าไป อุ่นใจดี ><
เราอยู่ที่ Amber fort กัน 3 ชั่วโมงค่ะ

 

และไปกันต่อที่
Panna Meena ซึ่งอยู่ใกล้กับ Amber Fort นั่นเอง

 

จริงๆที่นี่เราหาข้อมูลมา เค้าไม่ให้ลงไปข้างล่างนะคะ แต่ผู้คุมสถานที่อาจจะเรียกจากเรา 100 รูปีต่อคนก็เชิญลงได้

 

เที่ยงแล้วไปกินข้าวกันที่ Fort Restaurant

อาหารอร่อยค่ะ คอนเฟิร์ม! มีอาหารหลากหลายชาติ รวมทั้งอาหารไทยด้วยนะคะ ร้านอาหารหรูราคาดีงาม เราสั่ง 3 อย่างรวมเครื่องดื่ม หมดไป 600 บาท เท่านั้น เปิดเพลงดี ห้องน้ำดี คนมาทานอาหารก็ดูดี โดยรวมชนะเลิศ แนะนำค่ะ

 

ที่สุดท้ายที่เราจะไปก่อนไปสนามบินคือ Patrika Gate

ตั้งอยู่วงเวียน Jawahar มีภาพวาดแต่ละซุ้มประตูสวยมากงาม
ที่ Patrika Gate นี้เป็นที่สุดท้ายแล้ว เนื่องจากใกล้สนามบินมากๆ จากนั้นเราก็เดินทางกลับกันค่ะ ใครที่มีไฟล์ทดึก ก็มารอกันที่สนามบินได้ เพราะเราก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน

ปล.
สำหรับที่อินเดีย คนที่นี่เค้าชอบมอง บางคนหยุดยืนมองก็มี เดินแซงมามองหน้าเฉยๆก็มี เข้ามาขอถ่ายรูปเยอะแยะมากมาย ใครๆก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคนอินเดียชอบถ่ายรูปกันมากๆ
สำหรับผู้หญิงอย่างเรา ก็จะให้เฉพาะผู้หญิงและเด็กถ่ายรูปด้วยเท่านั้นค่ะ

 

เนี่ย! ช่วงฮอตก็มี อากาศนะคะมันฮอต ><

วิธีแก้ของเราก็คือ พอถึงสถานที่ท่องเที่ยว หรือถ้าคนเริ่มเยอะ ก็เอาผ้ามาปิดหน้า คลุมหัวซะเลย
ช่วยได้เยอะมากกกก ใครเริ่มมอง เราก็เริ่มปิด ใครเริ่มสบตา เราก็ปิดตา 55555 ได้ผลนะคะ ลองใช้กันดู

 

……..
สำหรับ “อินเดีย ที่ใครๆก็กลัว” จริงๆแล้ว เป็นประเทศที่มันสวยเกินคาดมาก ทุกๆอย่างมันไม่ได้เหมือนที่เราเดาเอาไว้ในหัวเลย เราจะต้องได้เจอกันอีกแน่นอน
สำหรับใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถ Inbox เข้ามาได้ที่ https://www.facebook.com/bo.khaimuk ได้ ยินดีให้ข้อมูลค่า