หากพูดถึง “หิมะ” ผมเชื่อเลยว่าพี่น้องชาวไทยทุกๆ ท่านคงคิดไปถึงประเทศเกาหลี และญี่ปุ่นเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน หยุดก่อนครับ หยุดก่อน ลองมองย้อนลงมาอีกนิด ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไทย นั่นก็คือพี่จีนของเรานี่เอง หลายคนคงยังไม่คุ้นหูกับเมืองที่ชื่อว่า “ฮาร์บิ้น” งั้นก็ขอแนะนำสักนิดหน่อย ฮาร์บิ้นเป็นเมืองเอกของมณฑลเฮย์หลงเจียง อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศจีน ฮาร์บินมีสมญานามว่า ‘ไข่มุกบนคอหงส์’ รวมถึง ‘มอสโกแห่งตะวันออก’ และฮาร์บินยังเป็นที่รู้จักและเลื่องลือในชื่อ ‘เมืองแห่งน้ำแข็ง’ เพราะมีฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวเย็นมาก

ซึ่งผมลองถามคนที่นั่น เขาบอกว่ามีหน้าร้อนแค่ 2 เดือน และตอนที่เราได้เดินทางไป อุณภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -20 ถึง -30 องศากันเลยทีเดียว ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพาตัวเองไปทรมาน ฮ่าๆๆ อ่อ!! ทริปนี้ผมอาจจะไม่ได้อธิบายรายละเอียดการเดินทางมากสักเท่าไหร่นะครับ เพราะว่าผมไปฮาร์บิ้นเกือบทั้งอาทิตย์ ถ้าจะเขียนก็อาจจะได้รายงานหนาๆ เกือบหนึ่งเล่มเลยล่ะ ก็เลยตัดสินใจว่าจะแนะนำแค่สถานที่เที่ยวหลักๆ ที่พวกเราไปแค่นั้นพอ เอาล่ะครับเดี๋ยวเรามาเริ่มเตรียมตัวกันก่อนดีกว่า

 

การเตรียมตัว
1. ตั๋วเครื่องบิน – ถ้ามาจากไทยเลยก็หาเที่ยวบินที่มาลงเมืองฮาร์บินได้เลยครับ แต่ที่อ่านมาส่วนใหญ่ จะเป็นสายการบินของจีน และมีจุดพักครับ ไม่ใช่บินตรง ในด้านราคาไปกลับก็ไม่เกิน 12,000 บาท (จองล่วงหน้านะครับ) ส่วนค่าวีซ่ามาจีนนั้นประมาณ 1,500 บาทครับ ส่วนผมนั่งรถไฟไปครับ พอดีมาเรียนต่อที่จีน

แต่สำหรับใครที่อยากบินมาจากไทย ก็สามารถดูตั๋วเครื่องบินมาฮาร์บิน หรือใครที่อยากจะแวะพักเที่ยวจีนแล้วค่อยบินตรงมาเที่ยวฮาร์บินก็ได้เช่นกันครับ สำหรับตั๋วก็ไม่ต้องยุ่งยาก เพราะจองด้วยตัวเองได้จากใน Traveloka หลังจากวางแผนเที่ยวให้เสร็จสรรพ ก็ไปจองตั๋วเครื่องบินกันโลด

จองตั๋วเครื่องบินไปฮาร์บิน กับ Traveloka 

จองตั๋วเครื่องบินไปจีน กับ Traveloka 

 

2. เราเดินทางช่วง 1-9 กุมภาพันธ์ ช่วงนั้นอุณหภูมิอยู่ที่ -20 องสาเซลเซียส ถึง -30 องสาเซลเซียส ผมจัดเสื้อผ้ากันหนาวไปเต็มเหนี่ยวเลย ฮ่าๆๆ กลัวไม่ไหว ที่เตรียมไปๆ ก็ประมาณนี้ครับ
2.1 เสื้อตัวใน 3 ตัว ลองจอน + ฮีทเทค + เสื้อ (เน้นผ้าไหมพรม)
2.2 เสื้อตัวนอกเป็นเสื้อขนเป็ด ต้องมีนะครับ สำคัญยิ่ง
2.3 กางเกง ลองจอน + ฮีทเทค + กางเกงที่มีขน และให้ความร้อนได้ดี ไม่ควรใส่ยีนส์นะครับ
2.4 ถุงมือหนัง รองเท้าบูทกันน้ำ บุขน (ไม่มีมาหาซื้อที่ฮาร์บินได้เลย)
2.5 ผ้าปิดปาก หมวก ผ้าพันคอ
2.6 ผลิตภัณฑ์กันหนาวอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ มาหาที่ฮาร์บินได้ครับ ไม่ต้องกลัวหากลืมพกอะไรมา

3. โรงแรม – มีมากมายเลยครับ จะวอล์คอินก็ได้ แต่แนะนำให้จองมาก่อนดีกว่า เพราะจะได้มีข้อมูลในมือ ซึ่งมันเป็นหนทางที่ดีกว่า ในส่วนนี้หากสงสัยสามารถติดต่อมาสอบถามหลังไมค์เพิ่มเติมกันได้ครับ ยินดีให้ความช่วยเหลือครับ

4. หากพูดจีนไม่ได้ แนะนำให้เซฟรูป แผนที่ ชื่อสถานที่ต่างๆ ไว้ให้มากที่สุดนะครับ เพราะผมก็ใช้วิธีนี้ พูดไม่ถูกก็จิ้มๆ ให้เขาดูเลย ง่ายดี

————————————————————————————————————————————–

เอาล่ะๆ อธิบายเยอะละ ไปดูกันเลยดีกว่า ว่าในตู้เย็นแห่งนี้ มีอะไรให้เที่ยว !!

1st Day: ออกเดินทาง, ถนนจงยาง และแม่น้ำซงฮวา
พวกเราเริ่มเดินทางโดยการนั่งรถไฟจากปักกิ่งไปยังฮาร์บินครับ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 18 ชั่วโมง ยาวนานมากๆ ไม่มีอะไรมากครับ ถ่ายมาให้ดูเฉยๆ ฮ่าๆๆ

ถึงแล้ว “ฮาร์บิ้น” ออกจากปักกิ่งตอนค่ำ มาถึงฮาร์บิ้นก็ค่ำเช่นกัน ที่เพิ่มเติมคืออุณหภูมิติดลบ บรื๊อออออ!
ส่วนใครที่นั่งเครื่องบินมา เมื่อถึงฮาร์บิ้นแล้ว แนะนำให้มองหาช่องจำหน่ายตั๋วรถบัสที่จะไป Central Street (中央大街) ค่าตั๋ว 20 หยวน โดยถนนเส้นนี้จะเป็นจุดศูนย์กลางของหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ โรงแรม ร้านอาหาร และอื่นๆ ควรมาที่นี่เป็นที่แรกนะครับ

 

เมื่อเอาสัมภาระไปเก็บในโรงแรมเสร็จแล้ว ก็ออกมาหาข้าวกินเลย อดอยากมาทั้งวัน บนรถไฟกินแต่มาม่า สั่งกันไม่ยั้งเลย สุดท้ายอาหารก็เหลือ จำไว้นะครับ ถ้าคุณหิวเมื่อไหร่ คุณควรตั้งสติก่อนสั่งอาหาร ยุบหนอ พองหนอ หิวหนอ ท่องไว้ๆ

 

ถ่ายไว้นิดเดียวครับ อาหารมาสุมอยู่ตรงหน้า ก็วางกล้องละ หิว

 

เช้าวันต่อมา ไม่ได้เรียกว่าเช้าสิครับ ตื่นกันเกือบสิบโมงแล้ว โถ่ว!! พอทำธุระเสร็จสรรพก็เดินทางมาถนนจงยาง (中央大街) เป็นแหล่งช๊อปปิ้งโดยแท้แน่นอนครับ ซึ่งสถาปัตยกรรมต่างๆ ของที่นี่ก็จะมีกลิ่นอายของจีนและรัสเซียปะปนกันไป ขอโทษรูปมืดไปหน่อยครับ ผมถ่ายย้อนแสงมา ฮ่าๆๆ

 

และสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าใครไปใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปด้วย นั่นก็คือโบสถ์เซนต์โซเฟียนั่นเอง (索非亚教堂) อยู่ใกล้ๆ ถนนจงยางนี่แหล่ะ สวยดีครับ คนเยอะด้วยครับ ถ้าจะเข้าข้างข้างในก็เสียค่าตั๋ว 10 หยวน

 

ข้างในซึ่งไม่ค่อยมีอะไรมากมาย แต่ถ้าใครอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของโบสถ์นี้ ก็เข้าไปโลด

 

เมื่อออกมาจากโบสถ์ พวกเราก็มุ่งหมายมาดมั่นจะไปเดินเล่นบนแม่น้ำซงฮวาที่กลายเป็นน้ำแข็งทั้งแม่น้ำนั่นเอง ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะลงไปทางไหน แนะนำให้เดินหาอนุสรณ์อันนี้ แล้วคุณจะหาทางลงไปยังแม่น้ำได้ครับผม

 

และเราก็มาถึงแม่น้ำซงฮวา (松花江) มองซ้าย มองขวา สุดท้ายก็มองบน ทำไมคนเยอะแบบนี้ เอ้า!! ไหนๆ ก็มาละ ลงไปถ่ายรูปสักหน่อย
คำเตือน : ระวังลื่นล้มนะครับ มันลื่นปรื๊ดๆ แต่ผมไม่ล้ม เพราะผมเป็นคนที่มั่นคง ป๊าดดดดด!! เล่นเอง ตบมุขเอง

 

มีบริการลากเลื่อน เสื้อผ้าเปื้อนก็ช่างมัน

 

ไซบีเรียน ฮัสกี้ สุนัขแรงงานของที่นี่ โถ่ววว น่าสงสาร

 

ลากไปก็ลากมา

 

นั่งรถหมานะครับ ไม่ใช่รถม้า ฮ่าๆๆ แพงอยู่นะ แต่ใครอยากลองก็จัดโลด

 

ใบสุดท้ายก่อนกลับ

 

พอดีว่าที่พักคืนนี้อยู่ใกล้ๆ โบสถ์ ตอนค่ำก็เลยกลับมาที่โบสถ์อีกรอบ ซึ่งตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบ คนก็น้อย แต่ผมยืนข้างนอกนานไม่ไหว มันหนาววววว

 

 

2nd Day: Sun Island และ Harbin Ice Show
รุ่งเช้าวันที่ 2 ท่านผู้อ่านยังคงจำแม่น้ำซงฮวาได้ใช่มั้ยครับ นั่นล่ะ เดินไปทางนั้น แล้วคุณก็จะเห็นปราสาทนี้อยู่ไกลๆ เดินไปเลยครับ หรือใครอยากนั่งกระเช้าข้ามฝากไปก็ได้ครับ เที่ยวละ 50 หยวนเอง ประมาณ 250 บาทต่อเที่ยวเอง ผมเงินเหลือเยอะครับ เลยเลือกที่จะเดินดีกว่า ฮ่าๆๆๆ

 

เมื่อไปถึง Sun Island กิจกรรมส่วนใหญ่ก็คือการเข้าไปชมหมู่บ้านรัสเซีย ค่าเข้าอีกคนละ 20 หยวน เข้าไปข้างในบรรยากาศทุกอย่างเป็นสไตล์รัสเซีย จะได้พาสปอร์ตแบบนี้มานะครับ เป็นตั๋วเข้า

 

เสียดายทำไมช่วงที่ผมไปหิมะทำไมไม่ตก โถวว เสียตังมาตั้งไกล ตกให้หน่อยก็ไม่ได้ น้อยใจเลยช่วยโปรโมทให้นิดเดียวพอ เชอะ!! สำหรับที่นี่ดูรวมๆ แล้ว ก็มีสเน่ห์ แต่ไม่มากครับ

 

ในหมู่บ้านนี้มีแมวค่อนข้างเยอะ เขานิยมเลี้ยงไว้ดูหรือเลี้ยงไว้กินก็ไม่รู้นะครับ

 

เดินอยู่ประมาณสองชั่วโมงก็กลับไปถนนจงยางหามื้อเที่ยงกิน ก่อนมื้อเที่ยงจัดไอติมไปก่อน แท่งละ 5 หยวน รสวลินา เฮ้ยๆๆ!! วนิลา อร่อยดีครับ กินแล้วมันจะอุ่นหน่อยๆ ซึ่งนั่นอาจจะคิดไปเองครับ ฮ่าๆๆ

 

เวลาประมาณบ่ายสามโมง พวกผมก็เตรียมพร้อมที่จะออกไปชมงานเทศกาลปิดทองฝังลูกนิมิต บ๊ะ!! ไม่ใช่แล้ว เป็นเทศกาลงานน้ำแข็งของเมืองฮาร์บิ้นครับ (Harbin Ice Show) เป็นงานระดับโลกเลยทีเดียว โดยคณะของผมนั้น นั่งรถเมล์ไปกันครับ พอดีมีคนรู้จักอยู่ที่นี่พอดี เขาเลยอาสาพาไป ไม่ง้อทัวร์ แต่สำหรับใครไม่มีคนรู้จักที่นี่ หรือพูดจีนไม่ได้แนะนำให้ไปกับทัวร์ครับ จะสะดวกกว่า ถึงแม้ว่าจะต้องผันตัวเองเป็นลูกเป็ดเดินตามไกด์ และธงในมือของเขา ต๊อกแต๊กๆ

คำเตือน : ควรใส่เสื้อผ้า หมวก ถุงมือ และรองเท้าให้ร่างกายคุณอบอุ่นที่สุดนะครับ เพราะว่าเข้าไปในงานก็เหมือนคุณไปเดินอยู่ในลังน้ำแข็งดีดีนี่เอง

 

ในส่วนของราคาตั๋วนั้นอยู่ที่ 330 หยวนครับ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,650 บาท ถูกจังเลยยยย

สวยมากครับ ถือว่าคุ้มสำหรับผมนะ เพราะตอนอยู่ไทยเห็นงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำแข็งที่สวยที่สุด ก็น่าจะเป็นน้ำแข็งใสที่ราดด้วยเฮลบลูบอยสีแดง อื้มม อร่อยยย ฮ่าๆๆ

 

หมาป่าหิมะ ทั้งงานมีสองตัว

 

เพนกวินนิดๆ หน่อยๆ

 

พระอาทิตย์ตกแล้ว เขาว่ากลางคืนที่นี่น่ะสวยมาก มารอดูไปพร้อมกันนะครับ

 

มาแล้วๆ ทั้งแสงและสีแต่ไม่มีเสียง ต้องขอโทษที่ถ่ายมาได้ไม่เยอะนะครับ มันหนาวมาก จะควักกล้องออกมาแต่ละที ก็กลัวกล้องพังเหลือเกิน ขาตั้งกล้องก็เย็นลูกไก่ อ่ะ งงๆ อ่ะสิ เย็นเจี๊ยบไงครับ ตึ่งโป๊ะ

 

น้ำแข็งแกะสลัก สวยจริงจัง

ขอทิ้งทายไว้ด้วยใบนี้ละกันครับ กลับโรงแรมกินยานอน ไม่ไหวแล้ว

 

3rd Day: 雪谷 (เฉวกู่)
ขออธิบาย ณ ตรงนี้ก่อนเลยว่า แพลนนี้ไม่ได้อยู่ในหัวเลยครับ โดยในตอนแรกผมมีแผนที่จะไปเที่ยวและค้างแรมที่หมู่บ้านหิมะสักคืน แต่คือแบบว่าทัวร์ที่เคยคุยไว้ราคามันพุ่งกระฉูดเลย เลยตัดสินใจว่าจะไม่ไปแล้ว เลยไปบ่นกับเจ้าของโฮสเทลที่พักอยู่ ณ คืนนั้น โชคคงเข้าข้างผมล่ะมั้ง เจ้าของเขาก็บอกว่ามีวิธีที่ไม่ต้องไปกับทัวร์อยู่ และค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงเพียงแต่คุณต้องค้างที่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งก็คือหมู่บ้านที่เขาเรียกกันว่า 雪谷 (เฉวกู่) และเช้าวันถัดไปค่อยเดินไป ไอ้เราก็นึกว่าเดินใกล้ๆ ปั๊ดโถ่ะ 15 กิโลเมตร หรือก็คือเดินข้ามเขาไปหนึ่งลูก โอยยยย ช็อคเลย เอาก็เอา มาแล้วก็ต้องไป เลยบอกเจ้าของโรงแรมว่าจะไป ซึ่งเขาก็ดีมาก ช่วยจัดการจองรถ จองโรงแรมให้เสร็จสรรพ หลังจากนั้นก็เดินมาบอกว่า โอเคแล้วนะ พรุ่งนี้เช้าตีห้าครึ่ง ออกเดินทาง โอยยย บ้าไปแล้ว …….

———————————————————————————————————————————–

พอรุ่งเช้าก็ออกเดินทาง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก็จะถึงหมู่บ้านเฉวกู่ ค่ารถอยู่ที่ 120 หยวน และได้ที่พักในราคา 50 หยวนต่อคน (ผมนอนห้องรวมน่ะครับ มีห้องน้ำข้างใน สบายดี) โชคดีที่ทริปนี้ได้เพื่อนร่วมทางมาหนึ่งคน เป็นคนจีน เจอกันที่โฮสเทลนั่นล่ะครับ เลยสบายผมไปเลย เขาช่วยทุกอย่างเลย ติดต่อรถ โรงแรม เป็นเรื่องดีอีกหนึ่งอย่างสำหรับทริปนี้ ตัดภาพกลับมาที่หมู่บ้าน ถ้าจะให้พูดถึงหมู่บ้านนี้เหรอ คือแบบมันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโรงแรม และก็มีลานสกีเล็กๆ อยู่ประปราย พูดง่ายๆ มันเป็นแหล่งรวมสำหรับคนที่จะเดินข้ามเขาไปยังหมู่บ้านหิมะนั่นเอง บรรยากาศ ภูมิทัศน์รอบๆ สวยครับ ด้วยความที่เราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนด้วยล่ะมั้ง พอเข้าที่พักและรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จสิ้น เจ้าของโรงแรมก็เข้ามาถามว่าจะไปเล่นสกีไหม ราคาไม่แพง อยู่ใกล้ๆ ด้วยความที่เรามาถึงที่นี่ตอนเที่ยง และช่วงบ่ายก็ยังว่างจึงตัดสินใจไป ทางเจ้าของก็ติดต่อไปยังลานสกี สุดท้ายก็มีคนมารับถึงโรงแรม ดูเป็นวีไอพีจังเลย ฮ่าๆๆ จ่ายค่าเสียหายไป 100 หยวน ไอ้เราก็เล่นเพลิน จนลืมถ่ายรูป ขอโทษด้วยนะครับ แฮ่ะๆ

(นี่คือวิวแถวๆ ลานสกีที่ผมไปครับ)

 

ไม่มีโค้ชสอนจริงจังนะครับ เขาแค่สอนหลักเบื้องต้นแค่นั้น ที่เหลือก็ไถๆ ไปตามสภาพ ฮ่าๆๆ

 

บริเวณที่พักตอนกลางคืน ไฟก็จะสวยๆ หน่อย

ในส่วนของคืนนี้เราต้องรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางตั้งแต่หกโมงเช้า ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ เจ็บกระดูก โอยยย ทำไมต้องพาตัวเองมาทรมาน T_T

 

4th Day: Yangcao Mountain (羊草山) และ หมู่บ้านหิมะ (雪乡)
และแล้วก็มาถึงวัน วันที่ฉันต้องไป ฮืออ T_T สำหรับวันนี้เราตื่นตีห้าครึ่งอีกเช่นเคย เพื่อเตรียมตัวและเก็บกระเป๋าไปเดินข้ามเขาหนึ่งลูก ระยะทาง 15 กิโลเมตรโดยประมาณ โดยจะเสียค่าผ่านทางทั้งหมด 2 จุดด้วยกัน จุดแรก “ก่อนขึ้นเขา” ค่าเสียหายอยู่ที่ 40 หยวน และจุดที่สองจะอยู่บน “ยอดเขา” ค่าเสียหายอยู่ที่ 115 หยวน โดยในการเดินทางครั้งนี้ผมต้องแข่งกับเวลา เพราะว่าเราได้จองรถบัสเพื่อกลับไปยังตัวฮาร์บิ้นไว้ตอนเที่ยงครึ่ง ดังนั้นผมจะต้องถึงที่หมู่บ้านหิมะตอนเที่ยงตรง หรือพูดง่ายๆ คือเรามีเวลาแค่ 6 ชั่วโมง (06.00 -12.00 น.) ในการข้ามเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และอุณหภูมิติดลบ เพื่อให้เห็นภาพ มาครับ

 

หกโมงตรง พวกเราก็เริ่มออกเดินทางครับ อ่ะๆ เกือบลืมไป ก่อนจะเดินข้ามเขาควรซื้อที่สวมร้องเท้านะครับ เขาเรียกว่าอะไรไม่รู้ แต่ลักษณะของมันจะเป็นเหล็กแหลมๆ ตรงพื้นรองเท้า ซึ่งมันจะสามารถยึดเกาะกับทางที่เป็นหิมะและน้ำแข็งได้ดี ส่วนน้ำดื่มแนะนำให้เป็นขวดน้ำที่เก็บความร้อนนะครับ เพราะผมเอาแบบธรรมดาขึ้นไป แค่หนึ่งชั่วโมงกลายเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว หรืออีกวิธีคือเอาผลไม้ขึ้นไปสักหน่อยอย่างเช่นแตงกวา หรือแอปเปิ้ลครับ จะช่วยให้เราสดชื่นขึ้นเยอะเลย เอาล่ะ!! ออกเดินทาง
(มีรถม้าไว้คอยบริการรับส่งจนถึงตีนเขานะครับ ไม่ทราบราคา เพราะผมเดิน)

 

มุมนี้เห็นด้วยตาเปล่าสวยมาก เหมือนในหนังยุโรปเลย

 

อุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับเดินเขา จะมีขายแค่ช่วงแรกๆ นะครับ

 

นี่ไงที่ผมบอก น้ำมันกลายเป็นน้ำแข็งหมดเลย

 

แวะถ่ายรูปกันสักนิด แสงมันสวย

 

พี่ๆ ที่ร่วมทริปด้วยกัน เดินไปไม่บนกันสักคำ นึกว่าตื่นเต้นกับความสวยงาม เปล่าเลยยย เหนื่อยจนพูดไม่ออก ฮ่าๆๆ ก็เข้าใจล่ะครับ อายุของพี่ๆ เขาก็ย่างเข้า 40 กันแล้ว (ถ้าพี่ๆ เขามาเห็นรีวิวนี้ คงดักตีหัวผมแน่ๆ)

 

ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับครับว่ามันสวยจริงๆ ไม่เสียแรง

 

เวลาประมาณ 10.30 น. คณะผมก็เดินทางไปถึงยอดเขากันจนได้ พี่ๆในทริปไข้ขึ้นกันเลยทีเดียว สภาพแต่ละคนก็มีน้ำแข็งจับที่ขนตาบ้าง หนวดบ้าง ผ้าพันคอนี่แข็งโป๊กเลย โอยยยย

 

ถ่ายรูปสักหน่อย วีดีโอคอลโชว์เพื่อนสักแปป หลังจากนั้นพวกเราก็รีบเข้าไปซื้อตั๋วในจุดที่สอง ซึ่งอยู่บนยอดเขา หาอะไรร้อนๆ ทาน เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เมื่อร่างกายบอกว่าพร้อม เราก็เริ่มลงเขากันเลย

 

นี่ล่ะครับ วิวบนยอดเขา สวยเกินบรรยายจริงๆ

 

โดยความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ในช่วงขาลงนีไม่ว่าจะวิว ต้นไม้ หรือสิ่งรอบข้าง ผมรู้สึกว่ามันจะสวยกว่าขาขึ้น

 

สวยล่ะสิ มาๆ มาเที่ยวฮาร์บิ้น

 

ต้นไม้ยอดฮิต คนมารอถ่ายกันเยอะมาก

 

นี่ล่ะครับ สาวน้อยผู้ร่วมทริป ที่ค่อยจัดการเรื่องรถ และโรงแรมให้ ตัวเล็กนิดเดียวแถมเดินไวยังกับจรวด ไม่ทันนางจริงๆ

 

หากใครไม่อยากเดิน มีรถสกีหิมะไว้ค่อยบริการ 150 หยวนครับ ถูกมากๆ เลยยยย (750 บาท) ระยะทางแค่ 5 กิโลเมตร ส่วนผมน่ะเหรอ สถาณการณ์มันบีบบังคับให้ต้องเดินครับ ฮ่าๆๆ (กระเป๋าแฟบเบาๆ)

 

นั่นไงหมู่บ้านหิมะ เห็นอยู่ไกลๆ น้ำตานี่แทบไหลออกมา ถึงสักที!!
ซึ่งในช่วงของขาลงนี้ พวกผมใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ไวมากๆ ขาขึ้นใช้ไปเกือบห้าชั่วโมง เกือบตาย

 

ก่อนเข้าหมู่บ้าน ก็ซัดไส้กรอกกันไปคนละดุ้น ดุ้นละ 10 หยวน

 

ม้าแรงงาน

 

ภาพบรรยากาศภายในหมู่บ้าน สวยดีครับ หิมะจับกันเป็นก้อนหนามากๆ ทั้งบนหลังคาบ้าน บนพื้น บนรถ แปลกตาดี ซึ่งอันที่จริงแล้วหมู่บ้านหิมะนี้เขาว่ากันว่าจะสวยที่สุดในตอนกลางคืน เพราะจะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟของบ้านแต่ละหลัง ที่ประดับประดาไว้อย่างสวยงาม แต่น่าเสียดายช่วงที่ผมไปโรงแรมในหมู่บ้านเต็มหมดแล้ว เลยเอาแค่ไว้ให้มาถึงเป็นพอล่ะ ไปๆ ดูภาพกันดีกว่า

 

สงสัยจะเหนื่อย

 

ป้ายยอดฮิต

 

สโนว์แมนที่…….. สวยงามมั้ง

ร้านขายผลไม้ตากแห้ง

 

พอถึงเวลาเที่ยงครึ่ง เราก็ต้องนั่งรถกลับฮาร์บิ้นแล้ว มาแค่เนี๊ย!! ฮ่าๆๆ แต่เราถือว่าคุ้มกับวิวบนภูเขาแล้วครับ เจ๊าๆ กันไป

 

พอกับไปถึงฮาร์บิ้น เผอิญว่าพี่ๆ ในทริปไปเจอกับหนุ่มจีนเข้า แล้วคุยกันถูกคอ เขาก็เลยโชว์รูปว่าเขาไปไหนมาแล้วบ้าง สุดท้ายเขามีภาพหมู่บ้านหิมะตอนกลางคืน ก็เลยขอเข้ามาซะเลย ฮ่าๆๆ ขออณุญาตแล้วนะครับ ไม่ผิดกฎหมาย
เจ้าของภาพ: 节创新, 中国人

 

เสียดายยยยยย

 

5th Day: 伏尔加庄园 / หมู่บ้านรัสเซีย (จำลอง)
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่ในฮาร์บิ้น คนพื้นที่แนะนำให้ลองมาที่นี่ดู ก็เลยตัดสินใจลองไป ในส่วนของการเดินทางนั้น ผมนั่งรถเมล์ไปเองครับ พอพูดจีนได้นิดหน่อยเลยไม่อยากง้อทัวร์ เช่นเคยใครที่คิดว่าไปเองไม่สะดวก ทัวร์เลยครับ สามารถหาได้แถวถนนจงยางนั่นแหล่ะ แต่ถ้าใครอยากลองไปเองสามารถทักมาสอบถามเพิ่มเติ่มได้เลยครับ จะอธิบายอย่างละเอียดเลย (ไปไม่ยากจริงๆ นะ) ไปดูกันดีกว่าว่าในนั้นมีอะไรให้ดูบ้าง (ค่าเข้า 110 หยวนครับ)

 

เดินมาพร้อมกันเลย ฮ่าๆๆ

 

รูปปั้นที่ประดับประดาไว้ตามสวน

 

เข้าไปในโบสถ์ตอนที่แสงสาดเข้ามาพอดี สวยไปอีกแบบ

 

ปราสาทและบ้านเรือนสไตล์รัสเซีย

 

ระวังสิงโตงับ……เอานะ

 

วันที่ผมไปมันดูร้างๆ ไม่ค่อยมีคนสักเท่าไหร่ บางบ้านก็ไม่ได้เปิดให้เข้าไปชม

 

บางหลังก็เปิดเป็นร้านค้า จำหน่ายของที่ระลึกต่างๆ โดยรวมแล้วสวยครับ มุมถ่ายรูปเยอะมาก แต่ที่ไม่ประทับใจคือร้านอาหารครับ ผมจำฝังใจเลย 70 หยวน เป็นแบบบุฟเฟต์ ทีแรกก็ดีใจนึกว่าเป็นอาหารรัสเซีย เข้าไปปุ๊ป กลายเป็นอาหารจีน ที่มีซาลาเปา ปอเปี๊ยะ ผัดผักนิดๆ หน่อย เครื่องดื่มที่มีแค่น้ำเปล่า น้ำส้ม และกาแฟ ถ้าใครมีโอกาศได้ไป เดินชมเดินเที่ยวพอครับ ไม่ต้องเข้าไปกินครับ ไม่ได้แค้นครับ แค่อยากระบาย ฮึ่มมม!!

 

ขอปิดท้ายทริปไว้ด้วยภาพนี้ละกันครับ ถ้าใครมาก็ลองแวะไปเล่นเจ้าตัวนี้ดูครับ สนุกดี ไหลลงมาจากปราสาท หน้านี่ชาไปหมดเลย ผมคนผิวดำๆ หน้ายังแดงได้ ฮ่าๆๆ

 

จบแล้วครับกับการรีวิวทริปฮาร์บิ้นของผม ในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้นถ้าไม่รวมค่าเดินทางมาฮาร์บิ้นและเครื่องแต่งกายแล้ว ก็อยู่ประมาณ 13,000 – 15,000 บาท (5 วัน 5 คืน) ประหยัดอะไรได้ก็ประหยัดครับ
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกๆ ท่านนะครับ ที่อ่านกันมาจนจบ หากใช้คำไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสมใดๆ ก็ต้องขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย นอกเหนือจากนั้น หากท่านผู้อ่านมีข้อสงสัยอื่นๆ ประการใด สามารถติดต่อเข้ามาสอบถามได้นะครับ ไม่ดุ ไม่กัด ฉีดยาเรียบร้อยแล้วครับผม

 

ช่องทางการติดต่อตามด้านล่างนี้เลยครับ
Facebook: Sirichai Chaimunkong
Instragram: Sirichai_chmk
Line: ไม่มีครับ อยู่จีนเล่นไม่ค่อยสะดวก
WeChat: Sirichai_1993
อ่อยทุกช่องทางแล้วครับ แอดมาเหอะ ฮ่าๆๆๆ ไปแล้วครับ ไว้เจอกันทริปหน้า บ๊ายบาย