แค่ชื่อทริปก็พอจะเดากันได้แล้วใช่ไหมคะว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเวลาเพียง 5 วันก่อนเดินทางไปกวางโจว พอตัดสินใจได้ปัญหาแรกคือการทำวีซ่า เพราะอย่างที่รู้ๆ กันคือ ระยะเวลาในการดำเนินการ 4 วัน

และในการทำวีซ่านั้นคุณต้องมี รูปถ่าย 2 นิ้ว พื้นหลังขาว 2 ใบ, ตั๋วเครื่องบินและที่พักไปกวางโจว ซึ่งก็ชิลมากเพราะเราใช้บริการจองกับ Traveloka ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีจองจบทั้งตั๋วเครื่องบินและที่พักไปกวางโจว โดยตั๋วเครื่องบินเราใช้บริการสายการบินไทยไลออนแอร์ (Thai Lion Air) เพราะเป็นสายการบินโลวครอสที่ฟรีน้ำหนักกระเป๋าให้ 20 กก. คือราคาที่เห็นเท่าที่จ่ายแบบไม่ต้องไปซื้อน้ำหนักเพิ่มคือดี และเลือกโรงแรมที่พักย่าน New town เพราะใกล้กับจุดมุ่งหมายที่เราต้องไปทำธุระ ถึงแม้จะปุบปับทริปแต่ค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาไม่แรงเงินในกระเป๋าไม่สะดุ้งเท่าไร ค่าใช้จ่ายประมาณ 2 หมื่น

ราคาตั๋วเครื่องบินสายการบินไทยไลออนแอร์ ไป-กลับกวางโจว กับ Traveloka >> คลิกจอง

เมื่อจองตั๋วเครื่องบินและที่พักแล้วก็กลับมาต่อที่ขั้นตอนการทำวีซ่าได้เลย การทำวีซ่ามี 3 วิธี

  1. แบบธรรมดาใช้เวลา 4 วัน ราคา 1,000 บาท
  2. แบบเร่งด่วน ราคา 2,550 บาท เช่นจะเดินทางวันจันทร์ ให้ไปทำวันพฤหัสบดี ก่อนเวลา 11 โมง จากนั้นวันศุกร์ไม่เกินบ่าย 3 โมงให้ไปรับคิวเพื่อรอรับวีซ่า ประมาณเวลา 6 โมงเย็นในวันนั้นคุณก็จะได้วีซ่าซึ่งก็เดินทางได้ในวันจันทร์สบายๆ แต่ถ้าไม่มีเวลาไปรอรับ เราขอแนะนำให้ใช้เงินแก้ปัญหา จ้างเมสเซนเจอร์ไปรับได้ โดยนำใบเสร็จตัวจริงที่ได้จากสถานทูตจีนให้เมสเซนเจอร์ไปรับได้เลยไม่ต้องไปรอเอง ป.ล. เขาไม่รับสำเนาและไม่ต้องมีใบมอบอำนาจให้คนไปรับแทน
  3. แบบเร่งด่วนที่สุด 3 พันกว่าบาท คือทำเช้า-เย็นได้ แต่ว่าในกรณีนี้ขึ้นอยู่กับสถานทูตจีนพิจารณา

สำหรับสถานที่รับทำวีซ่าจีนปัจุบัน มาอยู่ที่อาคารธนภูมิ ถนนเพชรบุรี ชั้น 5

ในส่วนของเราใช้วิธีที่สอง และเงินแก้ปัญหาอีกเล็กน้อยในการรับวีซ่า เสร็จสิ้นทุกกระบวนการภายใน 5 วัน

วันแรกที่กวางโจว

เมื่อเข้าสู่เมืองจีนอย่างเป็นทางการหลังจากออกสนามบิน สิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือ คนจีนพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมากต้องทำใจ ที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดแลกเงินสดไปเยอะๆ เพราะบางร้านอาหารบัตรเครดิตใช้ไม่ได้ และค่าแท็กซี่ที่นี้ให้จ่ายผ่าน We chat แต่ไม่ต้องตกใจไปถ้าไม่มี We Chat สามารถจ่ายเป็นเงินสดแทนได้ Uber Grab อะไรต่างๆ อาจจะใช้ไม่ได้ในประเทศนี้ (แต่ไม่ได้ลองใช้นะ เสี่ยงดวงขึ้นแท็กซี่ธรรมดาตลอดทริปเลย) หากต้องการความช่วยเหลือ แนะนำให้สอบถามเส้นทางจากคนที่ท่าทางเหมือนพนักงานออฟฟิศหรือนักศึกษา แต่เพื่อความง่ายของชีวิต โหลดทุกอย่างเก็บไว้เป็นภาษาจีนแต่ต้องมั่นใจด้วยว่านั้นเป็นสถานที่ๆ ถูกที่คุณต้องการจะไป สามารถเช็คได้กับ google และเส้นทางรถไฟใต้ดินควรถ่ายเก็บไว้ค่ะ

แม้เส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินจะไม่สลับสับสนงวยงงแบบญี่ปุ่น แต่มีความหรรษาตรงที่เวลาคุณเปลี่ยน Plat form จากสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่งมันไม่ใช่แค่การข้ามไปฝั่งตรงข้ามแบบบ้านเรามันต้องขึ้นไปหนึ่งชั้น โดยประมาณแล้วเดินไปอีก 2-3 นาที แล้วลงมาอีกหนึ่งชั้นถึงจะเปลี่ยน Plat Form แต่หากไปไม่ถูกสามารถยื่นโทรศัพท์ให้เจ้าหน้าประจำสถานีดูได้ว่าคุณจะไปไหน เขาจะช่วยอย่างเต็มที่เลย

ใครชอบความชิลแบบเดินสยาม Discovery ผสมความเป็น Central Embassy แนะนำให้มาห้างชื่อ K11 ช่วงที่เราไปมี Exhibition Art จัดทุกชั้นของห่างแต่ละชั้นก็จะมีจุดน่าสนใจที่ต่างกัน รวมไปถึงร้านอาหาร ร้านกาแฟ เสื้อผ้าสายแฟ (ชั่น) ไม่ควรพลาด เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ Start up ให้ทุกท่านได้ไปชิมไปลองไปซื้อ แต่อุปสรรคที่ทำให้คุณอาจจะถอดใจในการทานอาหาร คือร้านส่วนใหญ่ไม่มีภาษาอังกฤษมีแต่ภาษาจีนล้วนและไม่มีภาพประกอบ สื่อสารภาษาอังกฤษก็ไม่เข้าใจ ถ้าหิวจัดทนไม่ไหวไปเลยค่ะ ร้านอาหาร Junk Food ช่วยได้

เราจบวันแรกด้วยการฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนชั้นใต้ดินของห้าง จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว พนักงานสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเลยดีเดียว อีกหนึ่งร้านที่อยากแนะนำในห้าง K11 คือร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นใต้ดิน แต่ราคาค่อนสูงไปโดยรวมสำหรับเราโอเค *ขออภัยไม่มีรูปมาฝากเพราะวันแรกของเราหนักหนาและหิวมากเลยทีเดียว

วันที่ 2 กวางโจวเมืองอาร์ต

เราออกจากโรงแรมไปงาน Fair Expo Import – Export ซึ่งจุดประสงค์หลักในการมากวางโจว เราฝังตัวอยู่ในงานนี้ประมาณครึ่งวัน บ่ายแก่ๆ ตัดสินใจกลับไปกินข้าวที่ตึกเดิม K11 ด้วยความไม่แน่ใจว่าข้างนอกเราจะกินอะไรได้บ้างกลับไปที่คุ้นเคยน่าจะดีกว่า วันนี้เราเลยลองร้านอาหารญี่ปุ่นที่เกริ่นไปตอนแรก ซึ่งถือว่าค่อนข้างสดและเมนูหลากหลายทีเดียว ที่ประทับใจ คือ การเอาคีนัว และผักเพื่อสุขภาพต่างๆ มาทำร่วมกับแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน รสชาติเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อจบ เคลียร์เรื่องท้องจบก็ได้เวลาไปเที่ยวต่อ

“Redtory Design Distric” แหล่งรวม Art Design ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของพวก Gudget หนังสือเกี่ยวกับ Design ร้านอาหาร และแหล่งรวมบริษัทดีไซน์มากมายเอาไว้ ดูผ่านๆ เหมือนโกดังร้าง แต่พอเปิดประตูเข้าไปแต่ละร้านจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน และเนื่องจากที่นี้สร้างมาจากโรงงานเก่ามันก็จะดูดิบๆ หน่อย หน้าทางเข้าจะมีป้าย Information ว่าด้านในมีอะไรบ้างให้เราเยี่ยมชมแบ่งเป็นโซนๆ

  • วิธีการเดินทางสถานี Yuancun สายสีแดง (Line 5) ออกประตู B แนะนำให้เดินเพื่อเก็บบรรยากาศระยะทางประมาณ 1 กิโล ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที

ได้เดินผ่านย่านตึกเก่าๆ ทางเดินค่อนข้างน่ากลัว ระหว่างเดินแนะนำว่าควรเปิด Google Map ไปด้วยเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

ถ้าเดินชมเพื่อเสพศิลป์วันนึงก็อาจจะไม่พอ เราเลยเดินไปในส่วนของร้านอาหาร และพิกัดแรกคือร้านกาแฟ กลิ่นอบอวนไปด้วยกาแฟและกลิ่น Aroma ดีไซน์ของร้านสวยสไตล์อินดัสเทียล ด้านหลังร้านเป็น Furniture Gallery ว่างตั้งเต็มไปหมดซึ่งเขาขายนะคะ แต่เราสามารถนั่งทานกาแฟ กินขนมได้ ที่นี่เรื่องร้านสวยให้เต็ม 10 แต่เรื่องรสชาติกาแฟและขนมให้ 6 พอกินได้แค่นั้นเอง

ร้านชื่อ 360° ร้านรวมหนังสือดีไซน์ไว้เยอะมากและน่าสนใจ รวมไปถึงของพวก Stationary สไตล์มินิมอลที่ดูหรูดูแพง และยังมีสินค้า Gudget ลำโพง Bluetooth แบบ Old Fashion แต่ Function ล้ำพอตัว ราคาก็ไม่แพงมากอยู่ประมาณ 2 พันกว่าบาท ขนาดเท่าฝามือ เสียดายไม่มีรูปมาฝากเพราะเขาไม่ให้ถ่าย ในส่วนของเครื่องดื่ม Signature คือ Tea Cold brew ชื่อเมนูว่า LongJin Tea Before Rain เปิดมิติใหม่สำหรับคนที่ชอบกินชา รสชาติไม่ต่างจากชาร้อนเลยความเข้มข้นของชาก็เต็มเปี่ยมได้รับคาเฟอีนเต็มๆ นอกจาก Tea cold brew แล้วสำหรับคอกาแฟที่ชอบกินแบบ Cold brew ก็ไม่ควรพลาดค่ะเพราะเขาก็มีขายเหมือนกันอร่อยเลยสำหรับเรา

ห่างกันไม่ไกล ร้าน Hanging Garden Art Café’ เป็นร้านที่ผสมผสานระหว่างนิทรรศการภาพวาดเหมือนกับ Art Gallery ในแต่ละมุมมีความเป็นส่วนตัวมากและในร้านไฟจะสลัวๆ เปิดแค่ไฟส่องภาพเท่านั้น และน่าเสียดายเนื่องจากผลงานในร้านนั้นเขามีไว้ขายจึงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มก็ถ่ายได้ปกติ เราจึงสั่ง Mint Honey Lemon ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน (พนักงานแนะนำ) มาลองต้องบอกว่าอร่อยประทับใจมากแค่แพคเกจจิ้งก็กินใจแล้ว ในส่วนของรสชาติคือ น้ำมะนาว-น้ำผึ้งพร้อมกับได้กลิ่นมิ้นท์ตามมาต้องบอกเลยว่าถ้าได้เครื่องดื่มนี้ช่วงหน้าร้อนน่าจะช่วยคลายร้อนได้ดีเลยค่ะส่วนราคาของแก้วนี้อยู่ที่ 30 หยวน  

วันที่ 3 ก่อนจากกวางโจว

สำหรับวันนี้ก็ได้เวลากลับบ้านนั่นแหละ แต่กลับไฟล์ดึกมากไงเลยมีเวลาเที่ยวต่อก็ยังติดใจกับโกดัง Redtory Design Distric แวะไปนั่งชิลๆ เดินเล่นเสพความอาร์ต ซึ่งระหว่างทางเดินไปจากโรงแรมก็มีร้านขายของท้องถิ่นมากมายและแน่นอนว่าก็แวะตลอดทาง กว่าจะไปถึงโกดังก็บ่ายแก่ๆ แล้ว และก็อิ่มมากด้วย เลยขอเช็คอินแค่ร้านเดียวได้ซื้อของฝากคนที่บ้านด้วย

คือ ร้าน Tea House ร้านสวยมากบรรยากาศดีเหมาะแก่การมาดื่มด่ำชา ที่นี่มีการเข้าคอร์สดื่มชาญี่ปุ่นด้วยนะชั่วโมงละ 100 หยวน ได้ยินว่าชาที่จีนดี เราเลยไม่พลาดที่จะซื้อกลับมา 3 กล่อง ไม่รู้หรอกว่าอันไหนรสชาติดี ซื้อตามกลิ่นหอมๆ เพราะเขาไม่มีให้ชิมมีให้แต่ให้ดมกลิ่นเท่านั้น (ฮ่าๆๆ)

อย่างที่บอกว่าทริปกวางโจวเป็นแบบปุ๊บปั๊บไร้แพลนไร้แผน การเที่ยวครั้งนี้เลยออกมาแบบเจอที่ไหนแวะที่นั้น ซึ่งก็เกินความคาดหมายมาก ได้เปิดโลกใต้คำว่า “จีน” ของเราใหม่เลย เป็นเมืองที่ทันสมัยล้ำหน้าบ้านเราไปไกลมากแล้ว การมาเที่ยวกวางโจวครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ประเทศจีน คนจีนไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดไว้ ลองมาเที่ยวกันดูแล้วความรู้สึกของคุณกับประเทศจีนจะเปลี่ยนไป เหรียญมี 2 ด้านฉันใดประเทศจีนก็ฉันนั้นแหละ 5555555

จองที่พักกวางโจวกับ Traveloka