ฟุกุชิมะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ต้องห้ามพลาดเมื่อไปเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยฟุกุชิมะเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ บนเกาะฮนชู (ถ้าดูจากแผนที่ก็จะอยู่ด้านขวาบนของโตเกียว) และเพื่อความกระชับเราขอสรุปข้อดีของจังหวัดนี้เป็น 2 ประการ ได้แก่

1. มีสถานที่ท่องเที่ยวครบจบทุกบรรยากาศ ไม่ว่าจะเป็นสายเมือง สายทะเล สายภูเขา หรือสายโรแมนติคของสองเราก็ได้ แถมยังเที่ยวได้ทุกฤดูกาลอีกด้วย

2. เหมาะสำหรับเที่ยวแนวธรรมชาติ โฮมสเตย์ มาอยู่ มาพัก มารู้จักกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนท้องถิ่นที่ไม่วุ่นวาย มาผ่อนคลายสุขภาพจิตแบบชีวิตที่นาฬิกาเดินช้าๆ

เคล็ดลับเล็กน้อยก่อนบินไปฟุกุชิมะ

1. ญี่ปุ่นไม่ต้องใช้ VISA แค่ Passport อย่างเดียวพอ (กันลืม)

2. สำหรับคนที่สื่อสารทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย แต่ใจกล้าอยากท้าทาย โหลด app แปลภาษาเช่น Google Translate หน่อยก็ดีจ้า นางใช้ส่องตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นแล้วแปลได้ระดับหนึ่ง หรือจะพูดใส่เครื่องก็พอแปลได้รู้เรื่องนิดหน่อย

3. ปัจจุบันมีสายการบินไปญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ ดังนั้นใครที่มีงบจำกัด แนะนำให้เช็คราคาตั๋วให้รัดกุมมากที่สุด ที่ไปลงสนามบิน Narita หรือ Haneda ก็ได้จ้า ซึ่ง app Traveloka เขาก็จัดแสดงราคาเป็นรายวันไว้ให้ดูด้วย เลือกที่ชอบกันได้เลย

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

4. หลังจากได้ตั๋วเครื่องบินแล้ว สิ่งที่ต้องทำและสำคัญมากคือการเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไป จดสถานที่เหล่านั้นไว้และศึกษาเส้นทางการเดินรถไฟโดยดูได้จาก app เช่น Hyperdia หรือ TabiMori ที่จะแจ้งเวลาของรถไฟแต่ละสถานีอย่างตรงเป๊ะ และไม่ว่าเราจะไปที่ไหน app เหล่านี้ก็จะบอกว่าต้องไปขึ้นรถไฟสายใด มากี่โมง ออกกี่โมง แบบถูกต้องแม่นยำ ซึ่งข้อดีคือในกรณีที่เรากลัวขึ้นรถไฟผิดเส้น เราก็แค่ยื่น app ตัวนี้ให้นายสถานีดู เขาก็จะ อาโนวๆ ไฮ้ๆ แล้วพาเราไปรอยังจุดที่ควรรอจ้าาาา (คนญี่ปุ่นรักคนไทยฮะ)

5. ได้ตั๋วเครื่องบิน ได้สถานที่ท่องเที่ยวและวิธีการเดินทางแล้ว ต่อมาก็คือการจองที่พักจ้าาาาา และแน่นอนว่า app Traveloka ก็เป็นที่พึ่งพาที่ใช่และชัวร์ของเราเหมือนเดิม เพราะจุดเด่นคือระบบในการกรองที่พัก ทั้งใช้ราคา และสถานที่ตั้งที่ใกล้จุดที่เราต้องการ และประเภทของที่พักเช่นโรงแรม โฮสเทล บัดเจ็ทโฮเทล เป็นตัวกรองเพื่อให้เราได้ตัวเลือกที่ตรงกับที่เราต้องการมากที่สุด

เช็คราคาที่พักในฟุกุชิมะ ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

6. ปลั๊ก อย่าลืมเรื่องปลั๊กเด็ดขาด มิฉะนั้นแบตเตอรี่ของอุปกรณ์สื่อสารและกล้องถ่ายรูปของเราอาจไม่เพียงพอ โดยปลั๊กที่ต้องพกไปคือ “ปลั๊กคู่หัวแบน” ที่จะเปลี่ยนกระแสไฟให้เป็น 110V (บ้านเรา 220V) เพราะฉะนั้นเวลาชาร์จสิ่งใดก็จะใช้เวลานานกว่าบ้านเรานิดนึงนะฮะ

เอาล่ะ หลังจากที่เตรียมตัวพร้อมกันแล้วเราก็จะพาทุกคนไปสัมผัสอีกหนึ่งประสบการณ์สุดประทับใจในจังหวัดฟุกุชิมะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี (ประมาณปลายเดือนตุลาคม – พฤศจิกายนของทุกปี) อุณหภูมิก็จะชิลล์เว่อร์อยู่ที่ประมาณ 10-15 องศา พูดได้ว่าเป็นอากาศในฝันของใครหลายคนเลยนะ ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป และสามารถแต่งตัวเก๋ไก๋ไปเก็บภาพที่รับประกันว่าทุกคนต้องประทับใจไว้ในความทรงจำได้แน่นอน พี่บอย (เราเอง) คอนเฟิร์ม

เที่ยวฟุกุชิมะ

วันแรก ปุ้งๆ (จุดพลุ)

ที่เที่ยวแรก: Oyaji Cafe (ร้านกาแฟโอยาจิ) (カフェ・オヤジ)

FB: https://www.facebook.com/cafeoyaji

Google Map: カフェ・オヤジ << เอาชื่อนี้ไปค้นเลย

การเดินทาง: จากสนามบิน

Narita นั่ง Narita Express มาที่สถานี Tokyo

– ต่อรถไฟ Yamabiko 137 (ปลายทาง Sendai ) มาสถานี Koriyama (Fukushima)

– ต่อรถไฟ JR Ban’etsusai Line Rapid ไปลงที่สถานี Inawashiro

– ต่อรถยนต์อีก 10 นาทีจ้า

รีวิว: เช้าวันใหม่กับทริปใหม่ เราต้องไปเพิ่มพลังคาเฟอีนกันก่อนที่ร้านกาแฟโอยาจิซึ่ง เมนูยอดฮิตของที่นี่ก็คือ โอยาจิด้ง (ฟีลราเม็งจ้า) เสิร์ฟพร้อมซอสสูตรพิเศษ สนนราคาเป็นไทยตกจานละประมาณ 200 – 300 บาท เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่อยากให้พลาดเวลาสั่งอาหารญี่ปุ่นคือถ้าอยากลองอะไรให้ลองเลยฮะ เพราะแต่ละที่เขาจะมีอัตลักษณ์และรสชาติที่เฉพาะตัว ถ้าเปลี่ยนเมืองรสชาติอาหารและวัตถุดิบก็อาจจะไม่เหมือนกันได้จ้า

 

ที่เที่ยวสอง: ศาลเจ้าฮะนิทสึ 土津神社‐敬義・立身出世・福祉の神さま‐

Google Map: https://goo.gl/maps/vSk4LLEfHzn

การเดินทาง: จาก Oyaji Cafe (ร้านกาแฟโอยาจิ) นั่งรถย้อนขึ้นไปอีกประมาณ 12 นาที

รีวิว: ศาลเจ้าฮะนิทสึนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บกระดูกของนายมะสะยูกิ (เจ้าเมืองคนแรกของอาณาจักรไอสึ) ซึ่งบริเวณศาลเจ้านี้มีต้นเมเปิ้ลอยู่มาก จึงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังเดินอยู่บนพรมสีแดงในบริเวณที่ใบเมเปิ้ลร่วงหล่นเยอะๆ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมแห่งหนึ่งในฟุกุชิมะที่ไม่ควรพลาดเลยฮะ เราแนะนำให้เริ่มหายใจช้าๆ ปรับลดความตื่นเต้นลงแต่สัมผัสความสวยงามรอบกายให้มากขึ้น ลองก้มมองใบไม้ที่แปลกตา ศาลญี่ปุ่นเล็กๆ แบบออริจินัลและสภาพแวดล้อมที่สะอาดมากๆ คือความประทับใจแรกๆ ที่เราสัมผัสได้เมื่อมาที่นี่

 

เนี่ยๆ ระหว่างทางยังสวยจนจะเป็นลม ไม่ต้องไปถึงสวิสฯ ก็ได้ มาฟุกุชิมะก็พอ

 

ที่เที่ยวสาม: Inawashiro Lake ทะเลสาบหงส์

Google Map: https://goo.gl/maps/VhV5cyF6eqB2

การเดินทาง: ขับรถต่อจากศาลเจ้าฮะนิทสึประมาณ 10 นาทีตามแผนที่ไปเลยฮะ

หรือไม่ก็นั่งรถไฟมาลงสถานี Inawashiro Station แล้วต่อรถบัสตามเวลาด้านล่างเลย

Inawashiro station – Inawashiro lake   10.45 / 12.40 / 14.30 / 14.44 /15.58 / 17.48

รีวิว: ว่าง่ายๆ ก็คือแลนด์มาร์คหลักเพื่อพักสายตา เพื่อสูดอากาศที่สดชื่น ปล่อยกายสบายใจไปกับลมเย็นๆ เดินเล่นดูหงส์ ดูนกเป็ดน้ำ มีร้านชากาแฟ มีอาหารนกให้ซื้อ ก่อนจะหยิบกล้องมาส่องภาพทะเลสาบสวยๆ กับภูเขาใหญ่ๆ จ้า (ไม่อยากให้พลาดที่นี่สำหรับคนไทย จะพีคมากช่วงใบไม้เปลี่ยนสีและช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกจ้า) ทะเลสาบหงส์หรือทะเลสาบอินะวะชิโระเป็นทะเลสาบที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้จะมีภูเขาบันไดโอบล้อม ซึ่งภูเขาบันไดนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของฟุกุชิมะด้วยนะ

 

ที่เที่ยวสี่: ร้านอาหาร Kagota (แต่ใน google map มันขึ้นว่า Ryuta)

Website: kagota.co.jp

Google Map: https://goo.gl/maps/uGKdgmWrVoz

การเดินทาง: ขับรถจากทะเลสาบ Inawashiro Lake เข้าเมือง Aizu Wakamatsu ประมาณ 30 นาทีฮะ

รีวิว: การเดินทางของวันแรกของเราใกล้จะสิ้นสุดเมื่อเริ่มกลับเข้าเมือง Aizu Wakamatsu ซึ่งเป็นเมืองหลักเมืองหนึ่งของจังหวัดฟุกุชิมะที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ อาทิ ปราสาทนกกระเรียน (ซึ่งเราก็จะไปแน่นอนจ้า) หรือโฮมสเตย์รอบๆ เมืองก็น่าไปชม (แต่ทริปนี้เราไม่ได้ไปนะ) เอาล่ะ มาว่ากันที่ร้านอาหารคาโกตะ ร้านอาหารแนวญี่ปุ่นดั้งเดิม ซึ่งมีเมนูอาหารค่อนข้างเยอะและดีงามด้วยเมนูตามฤดูกาล ถ้าหากตามเรามาเที่ยวแล้วไม่รู้จะสั่งอะไร เราแนะนำจิ้ม Kagota standard ซึ่งจะมีพวกยากิโทริ (ไก่ย่างสไตล์ญี่ปุ่น) หรือถ้าอยากจะเฟี้ยวฟ้าวก็ลองสั่งอาหารพื้นบ้านอย่าง Kozuyu ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้ โดยจะเป็นซุปที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบในท้องถิ่นจากภูเขาและแม่น้ำ เช่น ปลาทาโร่ แล้วก็อะไรไม่รู้ที่เรียกว่า wood ear รสชาติก็จะอึนๆ ตามสไตล์อาหารญี่ปุ่นขนานแท้จ้า (ปกติมักแต่ตำบักหุง ฮาๆ)

 

ที่เที่ยวสุดท้ายของวันแรก: โรงแรม Washington Hotel Aizuwakamatsu

Website: http://aizuwakamatsu.washington-hotels.jp/location/

Google Map: https://goo.gl/maps/Cm9rVen79mA2

การเดินทาง: ขับรถ 10 นาทีจากร้าน Kagota จ้า หรือเดินประมาณ 6 นาทีจาก Aizu-Wakamatsu Station

รีวิว: คืนแรกเราพักกันที่นี่นะ กับที่พักหลักพันปลายๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ JR Aizu-Wakamatsu Station ความดีงามประการแรกก็คงเป็นสถานที่ตั้ง ที่สะดวกต่อการเดินทางแถมราคาก็ไม่แพงมาก (หนึ่งพันปลายๆ) แต่กิมมิคที่สำคัญที่สุดคือถ้าเราพักบนชั้นสูงๆ ของโรงแรมก็จะสามารถมองเห็นบ้านเมืองและทิวเขาไกลๆ ของเมืองไอสึได้เลยจ้า ส่วนอีกหนึ่งประสบการณ์ที่อยากจะแชร์ก็คือห้องพักของโรงแรมที่ญี่ปุ่นก็จะเล็กๆ แน่นๆ หน่อย (ตามคอนเซ็ปต์มินิมอล) อย่างไรก็ตาม เกือบทุกที่จะมีเครื่องใช้ เช่น ไดร์เป่าผม ไวไฟ ให้ครบ ไม่ต้องกลัวเลย

เช็คราคาโรงแรมไอสึวาคามัทสึ วอชิงตัน ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

หาววันนี้แอดมินง่วงแล้ว คืนนี้ฝันดีนะทุกคน โอยาซึมินาไซจ้า

เที่ยวฟุกุชิมะ

วันที่สอง ปุ้งๆ (จุดพลุ)

ภาพรวมของวันนี้เราจะเยี่ยมเยียนแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง Aizuwakamatsu และย้ายจากโรงแรมตึกไปแช่ออนเซ็นกัน เย้ อี เย อี เย ป่ะ ลุยต่อกันจ้า!!

ที่เที่ยวแรก: Aizuwakamatsu Castle หรือ Tsuruga-jo

Google Map: https://goo.gl/maps/68t4sh4zQp32

การเดินทาง: โรงแรม Washington Hotel Aizuwakamatsu ขับรถไป 10 นาที

รีวิว: ด้านในตัวปราสาทสึรุกะหรือปราสาทนกกระเรียนจะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แต่เขาห้ามถ่ายรูป ซึ่งชั้นบนสุดจะเป็นจุดชมวิวเมืองเบื้องล่าง และความดีงามในการมาเยือนที่นี่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็คือความโรแมนติคของภาพเมืองที่ปกคลุมไปด้วยสีแดงๆ ส้มๆ ถ้ามาในฤดูหนาวทุกอย่างก็จะขาวโพลน หรือถ้ามาในฤดูร้อนค่าท่องเที่ยวก็จะถูกลงมานิดๆ ดูสิดู น่ามาทุกฤดูกาลเลยนะ ฮ่าๆ  สุดท้ายแล้วถ้ามาที่ปราสาทนกกระเรียนก็อย่าลืมไปเดินชมสวนสาธารณะสึรุกะ (Tsuruga Castle Park) อีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นที่นิยมสำหรับการมาชมดอกซากุระในช่วงเดือนเมษายนจ้า

ค่าเข้าชมปราสาท: 410 เยน 

วันและเวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.3017.00 น.

(ประตูทางเข้าปิด 16.30 น.) สามารถเดินชมรอบๆ บริเวณปราสาทได้ไม่เสียเงินจ้า

 

ที่เที่ยวที่สอง: ร้าน Mitsutaya 満田屋

website: http://www.mitsutaya.jp

Google Map: https://goo.gl/maps/Qqbti4PmSm72

การเดินทาง: จากปราสาทนกกระเรียน ขับรถไป 7 นาที

รีวิว: โอ้วโหว ไม่รู้จะเรียกว่าของกินเล่น ของคาว หรือของหวานกับ dengaku ของที่ร้านนี้ dengaku ก็คือการนำเนื้อสัตว์ ผัก ปลา บุก เต้าหูและอื่นๆ มาเสียบไม้แล้วย่างกับเตาถ่าน แล้วทาด้วยซอสอะไรสักอย่างหวานๆ เค็มๆ แต่หอมอบอวล ส่วนรสชาติแรกๆ ก็จะปะแล่มๆ ไม่ชินเท่าไร แนะนำให้กินคู่กับชาร้อนๆ จะดีมากจ้า เนี่ยแหละ ที่นี่ก็มี dengaku ที่เด่นๆ ต้องมาโดนนะ

 

ที่เที่ยวที่สาม: โรงสาเกไอสึ-ซุเอฮิโระ (Aizu-Suehiro Sake Brewery)

Google Map: https://goo.gl/maps/g6SsCeJzuiQ2

การเดินทาง: จากปราสาทนกกระเรียน ขับรถไป 7 นาที

รีวิว: โรงสาเกไอสึ-ซุเอฮิโระเป็นแหล่งผลิตเครื่องดื่มชูความสุขของคนในเมืองนี้และทั่วญี่ปุ่นมานานกว่า 8 ชั่วอายุคน นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่สามารถเดินชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของสาเกและการกลั่นหรือการทำสาเกได้ นอกจากนั้นยังมีบาร์ให้ชิมสาเก (ว้าวววว) อย่างที่รู้ๆ กันว่าถ้ามาญี่ปุ่นแล้วไม่ได้จิบสาเกเลยเราว่าก็จะกะไรอยู่นะ แต่ถ้าไม่อินกับสุราเป็นระยะๆ จริงๆ ที่โรงสาเกแห่งนี้ยังมีร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่มีสาเกเป็นส่วนผสมเป็นทางเลือกสำหรับทุกคน เอาน่า ไหนๆ มาทั้งทีเราว่าลองหน่อยก็ดีจ้าาา

ค่าเข้า: ชมฟรี (พร้อมชิมฟรีหลังจากเยี่ยมชมโรงงาน)

รอบเยี่ยมชม: มีทุกๆ 30 นาที

 

ที่เที่ยวที่สี่: ร้านอาหาร Shibukawa Donya 渋川問屋

website: http://shibukawadonya.com

Google Map: https://goo.gl/maps/rFDHLcsGkqs

การเดินทาง: จากโรงงานสาเก โรงสาเกไอสึ-ซุเอฮิโระ ขับรถไป 4 นาที หรือเดิน 3 นาทีจาก JR Tadami Line Nanuka-machi Station

รีวิว: ชิมสาเกท้องถิ่นแล้วกระเพาะเริ่มทำงานเลยต้องหาจานหลักที่เป็นอาหารท้องถิ่น ซึ่งมื้อเที่ยงของวันที่สองนี้เราจะมาอวยร้านชิบุคะวะดนย่ากันจ้า ร้านอาหารท้องถิ่นร้านนี้เปิดมานานกว่า 120 ปี ซึ่งเมื่อก่อนจะเป็นที่ขายอาหารทะเล ความน่ารักก็เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ของร้านที่ยังให้ความรู้สึกถึงสมัยเมจิที่เริ่มได้รับกลิ่นอายจากทางฝั่งตะวันตก นอกจากนั้นที่นี่ยังเป็นร้านอาหารยอดนิยมของวัยทำงานในเมืองไอสึด้วยนะฮะ (คนพื้นที่ยังชอบ แล้วเราจะพลาดได้อย่างไร)

 

ที่เที่ยวที่ห้า: วัด Enzoji 圓蔵寺

Google Map: https://goo.gl/maps/gVy1viUdZq92

การเดินทาง: จากร้านอาหาร Shibukawa Donya ขับรถมา 40 นาทีจ้า

รีวิว: ถ้าใครเริ่มทำการบ้านเกี่ยวกับการท่องเที่ยวฟุกุชิมะก็น่าจะเริ่มคุ้นหน้ากับมาสคอตน้องวัวตัวแดงเขาดำ หรืออะคาเบโกะ (Akabeko) ซึ่งก็มีจุดกำเนิดจากวัดนี้นี่เองจ้า วัดเอนโซจิเป็นวัดที่ต้องเดินขึ้นบันไดไปเยอะมากกกก จนอาจเกิดอาการปวดเมื่อยเล็กน้อยกันได้ ในส่วนประวัตินั้นเราก็ไม่กล่าวเยอะเพราะเปิดกูเกิลเอาก็เจอ แต่สิ่งที่อยากบอกพวกเธอก็คือวัดเอนโซจินั้นถือว่าเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในฟุกุชิมะ เป็นวัดที่เห็นทั้งวิวแม่น้ำ Tadami ที่มีสะพานแดงทอดผ่าน เห็นหน้าผา เห็นธรรมชาติที่ปกคลุมด้วยใบไม้สีเขียวเหลืองและที่กำลังกลายเป็นสีส้มแดง คือมันดีจริงๆ แล้วยังมีกิมมิคที่ต้องไปขอพรกับน้องวัวโดยการลูบๆ คลำๆ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จเรื่องการงานและความพยายามใดๆ ด้วยนั่นเองจ้า !!!

ปล. คือตอนเดินขึ้นวัดมันจะเหนื่อยๆ ก็เดินวนลงมากินซาลาเปาเจ้าอร่อยอีกเจ้าด้านล่างได้เลยนะ

 

ที่เที่ยวที่หก: Daiichi Kyouryou (只見川第一橋梁ビューポイント)

Google Map: https://goo.gl/maps/NeDUfj5jK6t

การเดินทาง: จากวัด Enzoji ขับรถมา 14 นาทีจ้า

รีวิว: หนึ่งในสถานที่สำคัญห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดเมื่อมาเยือนฟุกุชิมะก็คือจุดชมวิวรถไฟ Tadami Line หรือวิวสะพาน Daiichi Kyouryou สถานที่แห่งนี้สร้างมาเพื่อเป็นจุดชมรถไฟที่วิ่งจากฟุกุชิมะไปเมืองนีงะตะ โดยสุนทรียภาพของเรานั้นจะเริ่มต้นเมื่อเห็นขบวนรถไฟค่อยๆ โผล่พ้นพุ่มไม้เขียว พลางเคลื่อนตัวผ่านสะพานเหล็กที่ทอดผ่านบนสายน้ำ ก่อนจะหายวับลับตาไปอีกฝั่งหนึ่ง ถ้าอ่านแค่นี้อาจจะเฉยๆ แต่บอกเลยว่าสถานที่จริงมันโรแมนติคมากๆ ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยสีเขียวชุ่มฉ่ำ ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (เช่นตอนนี้) ที่ทัศนียภาพจะเป็นพุ่มเหลืองๆ เขียวๆ แดงๆ เหลื่อมล้ำกันไป หรือช่วงหิมะตกที่ทั้งสายตาจะไม่มีอะไรนอกจากกองหิมะสีขาวอันไกลโพ้น

รอบรถไฟจะมีตามนี้นะฮะ: 06:03 / 7:22 / 7:39 / 9:04 / 9:17 / 13:05 / 14:22 / 15:59 / 18:13 / 19:41 / 20:58 / 22:57

 

ที่เที่ยวที่เจ็ด: โรงแรม Ashinomaki Prince 

Website: http://www.ashipri.com

Google Map: https://goo.gl/maps/g61rF35BhaG2

การเดินทาง: จากจุดชมวิวรถไฟ Tadami Line ขับรถมา 1 ชั่วโมง

รีวิว: หมดไปอีกหนึ่งวันกับการตะลอนทัวร์ฟุกุชิมะที่เริ่มขยับออกนอกตัวเมืองกันนิดๆ ก่อนที่จะมาพักกับโรงแรมแนวเรียวกังซึ่งจะมีห้องอาบน้ำแร่แช่ออนเซ็นแบบรวม (แต่แยกชายหญิงนะจ๊ะ) สำหรับใครที่ไม่เคยแก้ผ้าต่อหน้าหมู่คณะมาก่อนอาจจะมีเขินๆ นิดหน่อย แต่เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม จัดไปจ้า แก้ผ้าแช่น้ำฟินๆ กัน หลังจากนั้นก็ผลัดผ้ามาใส่ยูกาตะชิคๆ เนียนเป็นหนุ่มญี่ปุ่นหล่อๆ ก่อนจะไปต่อกับอาหารไคเซกิซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นด้านอาหารของเรียวกัง อาหารชุดที่เน้นการใช้วัตถุดิบตามท้องถิ่นที่หาได้ตามฤดูกาล เช่น เนื้อปลาแม่น้ำ ผักป่า ที่จะจัดใส่จานมาอย่างละเล็กละน้อยแต่รสชาติไม่ด้อยเลยนะฮะ (ปล. อาหารท้องถิ่นของญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะรสไม่จัดจ้านแบบไทย แต่สะอาด คุณภาพดี คือกินแล้วรู้สึกเลยว่าร่างกายแข็งแรงฮะ) หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เราก็ขอลาไปนอนพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้ลุยต่อวันพรุ่งนี้ ส่วนคืนนี้ก็ฝันดีราตรีสวัสดิ์จ้า

 

เที่ยวฟุกุชิมะ

วันที่สาม ปุ้งๆ (จุดพลุ)

เหยยย เผลอแป๊บเดียวการเดินทางของเราของมาถึงวันที่สามแล้ว ซึ่งสำหรับวันนี้จะเข้าสู่คอนเซ็ปท์  วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า…” ให้ทุกคนได้รู้ว่าถ้ามาฟุกุชิมะก็มาทำเทรลเล็กๆ น้อยๆ ใครออกกำลังกายไม่บ่อยก็ทำได้แบบเราเป็นต้น นอกจากนั้นก็มีแวะตามแลนด์มาร์คหลักๆ ที่ถ้าได้ไปเยี่ยมเยือนจะหลงรักแน่นอนฮะ

ที่เที่ยวแรก: Yunokami Onsen Station

Google Map: https://goo.gl/maps/itBLDVePXHK2

การเดินทาง: จากโรงแรม Ashinomaki Prince hotel ขับรถไป 10 นาที

รีวิว: จริงๆ ยูโนะคามิออนเซ็นนี่เป็นหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่โด่งดังเรื่องการมาดูซากุระและแช่ออนเซ็นของฟุกุชิมะ ซึ่งการเดินทางก็ง่ายเพราะว่าติดกับสถานีรถไฟ Yunokami Onsen Station เลย แต่วันนี้เรามาที่นี่เพราะเป็นจุดนัดพบเพื่อปีนเขา MT. Onodake จ้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเป็นสถานีรถไฟแต่ก็มีมุมน่าสนใจไว้ให้เราได้เดินดูไม่ใช่น้อย เช่น มีออนเซ็นให้แช่เท้าระหว่างก่อนเดินทาง อ่ะๆ มีเวลาว่างๆ ก็มาจุ่มเท้าเล่นเอ็นจอยความผ่อนคลาย หรือจะมาเดินสอดส่ายถ่ายรูปที่เที่ยวบริเวณนี้ก็จัดไป

 

ที่เที่ยวที่สอง: MT. Onodake (กิจกรรมนี้ควรจะมีไกด์ท้องถิ่นนะ)

การเดินทาง: จากสถานี Yunokami Onsen Station นั่งรถไปไม่ถึงสิบนาทีจ้า

รีวิว: เอาล่ะ มาถึงพระเอกของวันนี้ก็คือการพิชิตยอดเขา Mt. Onodake ซึ่งมีระยะทางไป-กลับทั้งหมด 6 กิโลเมตร ดูเส้นทางก็ไม่ค่อยไกลแต่หากใครไม่ค่อยออกกำลังกาย (เหมือนเรา) ก็จะเหนื่อยหน่อยๆ แต่ถ้าค่อยๆ เดินไปก็พอไหว แถมยังประทับใจกับสิ่งที่แลกมากับภาพเบื้องหน้าซึ่งก็คือทัศนียภาพที่สวยงาม อากาศที่สูดหายใจเข้าจนสุดแล้วชุ่มปอดแบบใครแพ้อากาศมาที่นี่บอกเลยว่าหาย!! (แต่กลับไทยไปก็….) ทุกย่างก้าวที่เดินไปก็จะเห็นสีของใบไม้ที่ค่อยๆ ไล่เปลี่ยนเฉด (เหมือนงานศิลปะที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของเราจริงๆ) อุณหภูมิจะอยู่แค่ 13 – 15 องศา ส่วนเรื่องตื่นเต้นอื่นๆ ก็คือที่นี่อาจจะมีหมีป่าด้วย ดังนั้นใครจะมาต้องติดต่อไกด์ท้องถิ่นนิดนึงเพื่อให้เขานำทางพร้อมกับกระดิ่ง (ไกด์บอกว่าหมีกลัวกระดิ่ง นางจะหนีหากได้ยินเสียง เราเลยบอกไปว่าถ้างั้นสั่นเลยได้ไหมครับ ผมกลัว 55)

แม้ระยะทางเดินป่าพิชิตยอด MT. Onodake ไป-กลับแค่หกกิโลฯ แต่มีความสูงจากน้ำทะเลถึง 1,383 เมตรเชียวนะ สำหรับผมอาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะไม่ค่อยได้เดินทางไกลแบบนี้มานาน พลังจึงถูกดูดไปเยอะมาก แต่ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน มันก็เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่าจริงๆ ครับ ไม่เพียงแค่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ธรรมชาติของที่นี่คือเหนือชั้นของคำว่าสมบูรณ์ ทุกก้าวเดินจะได้สัมผัสความแตกต่างของใบไม้เปลี่ยนสีแต่ละจุด ทัศนียภาพของป่าไม้ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ บอกได้คำเดียวครับว่างดงามและมีเสน่ห์ควรค่าแก่การมาเยือนสักครั้งในชีวิต

เดินมาไม่นานมากก็จะได้พบกับวิวสวยๆ ขนาดนี้เลยนะ

ข้อดีของการออกเทรลหรือการเข้าร่วมกิจกรรมเดินป่า คือนอกจากจะได้เสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายแล้ว เรายังได้พบมิตรภาพดีๆ ที่ทุกคนต่างแบ่งปันน้ำใจให้แก่กัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้เพื่อนใหม่ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันด้วยจ้า

ที่นี่ยอดของภูเขาโอโนะดาเตะที่สูงจากน้ำทะเลถึง 1,383 เมตร ถึงแล้วจะมัวรออะไรล่ะครับ

เอ้า ทุกคนถ่ายรูป…5555 นี่แค่ครึ่งทาง ยังเหลืออีก 3 กกโอ่วโน่วววว… 

 

ที่เที่ยวที่สาม: หมู่บ้าน Ouchijuku

Google Map: https://goo.gl/maps/hvQitkJK9b72

การเดินทาง: จากโรงแรม Ashinomaki Prince hotel ขับรถไป 21 นาที หรือถ้าไม่ได้ขับรถก็เปิดหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ง่ายๆ จากอินเตอร์เน็ตเลย มีเยอะมาก

รีวิว: เสียดายที่เรามีเวลาที่นี่น้อยหน่อย แต่ก็เก็บดีเทลมาเพื่อทุกๆ คนนะฮะ หมู่บ้านโอจิจุคุ (Ouchijuku) เมื่อก่อนเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าระหว่างเมืองไอสึและเมืองอิไมชิ แต่ว่าปัจจุบันก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คงความดั้งเดิมของรูปแบบสถาปัตยกรรม วิถีชีวิตที่เป็นกันเอง สบายๆ รวมถึงอาหารท้องถิ่น ส่วนของกินที่อยากแนะนำก็คือโซบะต้นหอม หรือ Negi Soba ที่ใช้ต้นหอมแทนตะเกียบและขอแนะนำเพิ่มเติมนิดหน่อยว่าให้สั่งแบบร้อนดีกว่าแบบเย็น เพราะจะทานง่าย ไม่เลี่ยน เนื่องจากน้ำซุปจะหวานๆ เค็มๆ จ้า

 

ที่เที่ยวที่สี่: เรียวกัง Oya no Yu (不動館 小谷の湯)

Google Map: https://goo.gl/maps/CAVt7AyK2qt

การเดินทาง: จากหมู่บ้าน Ouchijuku ใช้เวลาขับรถ 14 นาที

รีวิว: และแล้ววันที่หนักที่สุดของเราก็หมดลงกับการเดินป่าที่ญี่ปุ่นครั้งแรก ฮ่าๆ เล่นเอาหอบ เล่นเอาสลบเหมือดไปในเรียวกังแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ความน่ารักของที่นี่จะเป็นเรียวกังที่เห็นวิวแม่น้ำ แล้วก็ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้าน Ouchijuku ด้วย ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเก็บที่เที่ยวธรรมชาติบริเวณนี้ให้หมดภายในหนึ่งวันก่อนจะย้ายไปเยือนละแวกอื่นจ้า เอาละจบไปอีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายที่ฟุกุชิมะแล้วว ฮือออ เศร้าจังเลยยยย

เที่ยวฟุกุชิมะ

วันที่สี่ วันสุดท้าย ฮือออออออ

เผลอแป๊บๆ ทริปของเราก็ใกล้จะจบแล้ว แต่การมาญี่ปุ่นครั้งนี้ก็ย้ำกับความเชื่อที่ว่า ความทรงจำดีๆ ไม่มีขาย อยากได้ต้องเดินทางตามหาเองไหนจะมิตรภาพดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทริปกับผู้ร่วมเดินทาง หรือผู้คนที่ไปพบเจอ อ่ะๆ ไม่ดราม่า ออกเดินทางกันต่อดีกว่า

ที่เที่ยวแรก: จุดพักรถ Michinoeki Shimogo

การเดินทาง: จากเรียวกัง Oya no Yu ขับรถมาสิบนาที

รีวิว: สถานที่ไม่ได้เป็นแลนด์มาร์คหลักๆ แต่เป็นจุดพักรถ ทว่าสายตามันบอกว่าต้องลง!!! เราและเพื่อนพ้องจึงร้องอย่างดังให้ลุงคนขับเขาดับรถทีได้โปรด ซึ่งคุณลุงเขาก็ใจดีให้เวลานักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเร็วไวในสิบนาที ไปค่ะไป! ไปส่องกล้องเก็บภาพให้เร็วไว หรือใครที่ใคร่ชิลล์จะหิ้วเหรียญสักสามร้อยเยนไปกดกาแฟอุ่นๆ มานั่งลุ้นเพื่อนๆ ที่กำลังสนุกสนานกับการเก็บภาพก็ได้ ซึ่งจริงๆ เราว่าความพีคของประเทศญี่ปุ่นก็คืออากาศที่ดี เมืองสะอาด การจัดวางเมืองเป็นระเบียบ นี่ขนาดมาครั้งแรกยังประทับใจอยากรีบจองตั๋วเครื่องบินมาใหม่อีกครั้งเลยนะ

 

ที่เที่ยวที่สอง: Nanko Park (南湖公園)

Google Map: https://goo.gl/maps/5sSXngatdvx

การเดินทาง: จากโรงแรม Oya no Yu ขับรถไป 1 ชั่วโมง 15 นาที หรือลงสถานี Shinshirakawa และเดินทางด้วยรถประจำทาง JR บัสที่สถานีรถไฟ Shinshirakawa ไปลงที่ Nanko สวน Tanagura ใช้เวลาการเดินทาง 10 นาที

รีวิว: เช้าๆ สายๆ ของวันสุดท้ายขอไปเดินส่ายๆ ชิลล์ๆ ที่สวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นกันหน่อย สวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ริมทะเลสาบที่มีทั้งสวนพฤกษชาติ ต้นซากุระ และต้นเมเปิ้ลที่รายล้อมพร้อมกับกิ่งใบสีส้มๆ แดงๆ ทิ่มแทงให้ใจเราบาง เสพสุนทรีย์ของอุณหภูมิ 15 องศา สูดความสดชื่นและความสะอาดของอากาศที่ญี่ปุ่น อบอุ่นไปกับบทพูดคุยที่ฟุ้งแต่เรื่องราวความประทับใจจากคนใกล้ตัวที่ไปด้วยกัน บอกเลยว่าอิ่มสุขสุดๆ จ้า

 

ที่เที่ยวที่สาม: สวนสาธารณะ Tonohetsuri (โทโนะเฮทสึริ)

Google Map: https://goo.gl/maps/CzCHVrcB8W22

การเดินทาง: จาก Hayashi Trout Farm ขับรถไปประมาณ 1 ชั่วโมง หรือไม่ก็เดินนิดหน่อยจากสถานี Tonohetsuri จ้า

รีวิว: ไหนๆ ก็ชื่นชมความตระการตาของธรรมชาติมาทั้งทริปแล้ว เราก็ขอแถมวิวหน้าผาล้านปีที่ถูกกัดเซาะเป็นลายหมู่เจดีย์เพื่อมาร่วมเป็นสักขีพยานในความยิ่งใหญ่ของโลกเราสักหน่อย มาเดินข้ามสะพานผ่านสายน้ำใสๆ ของแม่น้ำโอกาว่า ที่บางทีเห็นแล้วก็แอบน้อยใจว่าทำไมบ้านเราถึงไม่ใสเหมือนที่นี่บ้าง (นี่เป็นเหตุผลสำคัญเลยว่าทำไมเราควรดูแลธรรมชาติและรักษาความสะอาด เพราะสุดท้ายธรรมชาติจะกลายเป็นสมบัติที่ล้ำค่าคอยดูแลลูกหลานของเราสืบไปนะฮะ)

 

ที่เที่ยวที่สี่: 林養魚場 Hayashi Trout Farm

Website: hayashitrout.com

Google Map: https://goo.gl/maps/f96CFbS6j7P2

การเดินทาง: จาก Nanko Park ขับรถไป 13 นาที

รีวิว: หลังจากฟินกับธรรมชาติและฟาดภาพสวยๆ เข้ากล้องกันแล้ว ก็ได้เวลาไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาเทราต์ (คล้ายๆ ปลาแซลมอน) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสุดท้ายก่อนจะเดินทางกลับ ที่ฟาร์มฮายาชิแห่งนี้เป็นฟาร์มปลาที่เก่าแก่มีอายุมากกว่า 80 ปี ความสนุกของที่นี่คือเราสามารถร่วมกิจกรรมตกปลาด้วยตัวเองก่อนที่จะนำปลาที่ตกได้ไปให้เขาปรุงอาหารจานพิเศษของเรา หรือจะเข้าไปยังร้านอาหาร เปิดเมนูแล้วดูตัวเลือกที่ใช่ สั่งจานที่ชอบพลางชมวิวสวยๆ ของสวนก็ได้เช่นกันนะ

เวลาเปิดทำการ : 09.00-17.00 น.

วันหยุดทำการ : ปิดทำการทุกวันพุธ

ค่าใช้จ่าย : ไม่เสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นค่าตกปลา 100 เยนจ้า

นอกจากอาหารจะอร่อย วิวยังหลักร้อยล้านอีกด้วยฮะ มาเก็บภาพสวยๆ ระหว่างเดินย่อยรอได้เลย

และในที่สุด ทริปฟุกุชิมะครั้งแรกของเราก็หมดเวลาแล้ว ไวมากกับสี่วันแสนอัศจรรย์ในการเดินทางมาญี่ปุ่น พูดไปก็ตลกที่เรายังไม่เคยเที่ยวโตเกียว เกียวโต โอซาก้า ทว่าก็ดั้นด้นมาถึงฟุกุชิมะเฉยแล้วก็ประทับใจเลยเช่นกัน เพราะเราเคยได้ยินแต่ญี่ปุ่นที่วุ่นวาย ที่คนเยอะๆ แต่ที่ญี่ปุ่นครั้งนี้คือความสงบ คือการได้อยู่กับตัวเอง ให้ธรรมชาติใบไม้เปลี่ยนสีและอากาศดีๆ บรรเลงความสุขตลอดการเดินทาง ขอฝากไว้สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะหาที่เที่ยวใหม่ๆ ในญี่ปุ่น แบบอยากมาตุนความสุขและความสบายใจ ในเส้นทางเวลาที่เดินช้าๆ ตามหาความหมายของบางสิ่งและบางอย่างที่อาจหลงลืมไประหว่างการทำงานที่เร่งรีบ เราเชื่อว่าฟุกุชิมะจะให้คำตอบที่ดีแก่ทุกคนแน่นอน

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น ที่ Traveloka คลิกที่นี่

เช็คราคาที่พักในฟุกุชิมะ ที่ Traveloka คลิกที่นี่