สืบเนื่องจากว่าเราเคยไปฮอยอันครั้งหนึ่งแล้ว แต่เป็นทริปที่ไปแค่แปปเดียว และเป็นทริปที่ใช้เวลาเดินทางได้ยาวนานมาก อยู่บนรถประมาณ 15-18 ชม. ต่อเที่ยว คราวนี้เลยอยากไปเที่ยวฮอยอันแบบสบายๆ หน่อย ไม่เสียเวลาเดินทาง และสามารถอยู่เที่ยวฮอยอันได้ยาวๆ เราก็เลยตกลงปลงใจที่จะบินตรงไปลงดานัง แล้วนั่งรถต่อไปยังฮอยอัน แต่จะให้เที่ยวแค่เมืองฮอยอันก็กระไรอยู่ ก็เลยเกิดเป็นทริปนี้ขึ้นมาให้ทุกคนได้ชมกัน ถ้าพร้อมแล้วไปลุยกันเลย

การเดินทาง

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเที่ยวฮอยอัน เราว่านั่งเครื่องบินไปลงสนามบินดานัง (Danang) เราว่ามันเวิร์คที่สุดแล้ว เพราะประหยัดเวลา และสะดวกสบายมาก ไม่รอช้าเปิด Traveloka ค้นหาตั๋วเครื่องบินไปดานัง ในที่สุดก็ได้ไฟลท์บินในช่วงเวลาที่เหมาะสม เหตุผลที่เราเลือกใช้ทราเวลโลก้า ก็เพราะว่าใช้งานง่ายมาก แค่คลิก ใส่ข้อมูล เท่านี้เราก็มีรอบบินมาให้เลือกมากมาย ยิ่งตอนที่ใช้ก็ยังมีโค้ดลดราคา ช่วยประหยัดไปได้เยอะมากๆๆ

จองตั๋วเครื่องบินไปดานัง กับ Traveloka

ปล. หรือถ้าใครอยากเดินทางมาเที่ยวฮอยอันจากเมืองอื่น แนะนำวิธีแรกคือรถทัวร์ เพราะจะมีให้เลือกรถทัวร์แบบนอน ที่สามารถนอนมาได้เลยชิลล์ๆ แต่บอกก่อนเลยนะว่าเสียเวลามากกก เพราะรถทัวร์เวียดนามวิ่งช้าแบบสุดๆ หรืออีกทางคือรถไฟ แต่เรายังไม่เคยลอง และยังไม่แน่ใจ

 

การแลกเงิน และซื้อซิม

ปกติแล้วเวลาที่เราเดินทางไปเวียดนาม เราจะเลือกแลกเงิน USD (ดอลล่าร์) ไป แล้วค่อยไปแลกเงินเวียดนามที่นู้น เพราะบางทีที่แลกเงินในไทยก็มีเงินเวียดนามดองไม่เพียงพอ เลยตัดปัญหาความยุ่งยาก ไปแลกที่นู้นยังไงก็มีให้แลก

สำหรับการซื้อซิม เราเลือกที่จะไม่ซื้อซิมจากไทยไป เพราะว่าแพงมากกกก แพคเกจปกติก็สตาร์ทที่ราคา 699 แล้วอ่ะ ไปซื้อที่นู้นเริ่มต้นที่ 150,000 VND หรือประมาณเกือบสองร้อยบาท ถูกและคุ้มค่ากว่าอีก

ปล. ใครจะแลกเงินที่สนามบินดานัง ให้เดินออกไปด้านนอกสนามบินก่อน จากนั้นก็เลี้ยวซ้าย จะมีที่แลกเงินให้เลือกเป็นแถบ พร้อมกับคนขับแท็กซี่ที่เดินตามเราอีกเป็นขบวน

 

จากดานัง สู่ฮอยอัน

วิธีเดินทางจากเมืองดานังสู่เมืองฮอยอัน นั้นเป็นคำถามยอดฮิตสำหรับคนที่มีแพลนจะไปเที่ยว แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็มักจะมีหลากหลาย บางคนอยากประหยัดเงินก็อาจจะนั่งรถบัส แต่สำหรับเราเข็ดกับรถบัสเวียดนามที่ไม่ถึงสักที ก็เลยเลือกวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด ก็คือ Grab แต่… เรายังไม่ทันได้เรียกแกรปเลย คนขับรถก็พุ่งเข้ามาขายของแบบฮาร์ดเซลสุดๆ ปกติแล้วราคาในแกรปนั่งจากสนามบินดานัง ไปฮอยอันจะอยู่ที่เรท 500,000 VND หรือราวๆ 700 บาท ซึ่งก็ถือว่าแพง…

เมื่อเทียบกับเรทเงินของรถยนต์ทั่วไปที่มีแปะประกาศอยู่ทั่วเมืองฮอยอัน สนนราคาจากสนามบินดานัง – ฮอยอัน หรือฮอยอัน – สนามบินดานัง อยู่ที่ประมาณ 200,000 – 300,000 เท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องราคาก็อยู่ที่ความพอใจของคนขับ และคนนั่ง แนะนำว่าตกลงราคากันให้ดี แต่ถ้ารู้เรทราคาประมาณนี้แล้วก็ต่อไปโลดเลยจ้า  

 

เราเลือกที่จะอยู่ฮอยอันทั้งหมด 2 คืน เพราะคิดว่าคืนเดียวอาจจะเที่ยวไม่ทั่ว แล้วเราก็ไม่อยากจะพลาดชมความงดงามของเมืองฮอยอันทั้งในตอนกลางวัน และกลางคืน เพราะฉะนั้นสองคืนก็กำลังดี โดยที่พักฮอยอันในครั้งนี้ เราก็เลือกจาก Traveloka อีกเช่นกัน เน้นเลือกจากคะแนนโหวต ไม่ได้สนใจเรื่องราคามากเท่าไหร่ เพราะปกติแล้วที่พักฮอยอันก็ไม่ได้แพงมากอยู่แล้ว แต่ถ้าใครเน้นประหยัดเงินในส่วนของที่พักฮอยอัน ทราเวลโลก้าก็มีที่พักฮอยอันดีๆ ในราคาน่ารักๆ ให้เลือกอีกเพียบ

จองที่พักฮอยอัน กับ Traveloka

 

Day 1 (Hoi an)

Hoi an Cozy Hotel

ที่พักฮอยอันในทริปนี้เราเลือกพักที่ Hoian Cozy Hotel เป็นโรงแรมที่ได้คะแนนความนิยมค่อนข้างสูง และเราก็ไม่ผิดหวังกับที่พักแห่งนี้เลยจริงๆ ในห้องก็ตกแต่งได้น่ารัก ขนาดห้องก็กว้างไม่อึดอัด ที่ปลาบปลื้มมากสุดก็คือสต๊าฟพนักงานโรงแรม ที่แนะนำเมืองฮอยอันให้เราฟังได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งที่พักฮอยอันที่เราอยากจะบอกต่อ อ๋อ! ที่พักแห่งนี้จะมีสระว่ายน้ำ มีความเป็นส่วนตัว ค่อนข้างเงียบ เพราะอยู่ติดกับบ้านคน และที่สำคัญคือมีจักรยานให้ยืมไปปั่นฟรี

แต่อย่างว่าถึงแม้โรงแรมนี้จะมีข้อดีเยอะ ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย ซึ่งเราว่าที่พักฮอยอันนี้ไกลไปหน่อย อยู่ไกลมากกว่าโรงแรมอื่นๆ และอาจจะไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยวผู้หญิงที่ไปคนเดียวเท่าไหร่นัก ส่วนราคาเราได้ที่พัก Hoian Cozy Hotel มาในราคาเบาๆ เพราะ Traveloka มีโปรลดราคาพอดี ได้มาคืนละ 1,xxx บาท ประมาณพันต้นๆ นับว่าคุ้มมากก

จองที่พักHoian Cozy Hotel กับ Traveloka 

 

Nữ Eatery

หลังจากเก็บข้าวของ เราก็นอนพักกันสักตื่น เพราะเนื่องจากเราเลือกเดินทางไฟลท์ที่เช้าที่สุด เลยค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร และเมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราจึงเลือกหาของกินเล่นรองท้องกันก่อนไปเดินชมวิวสวยๆ หวยคราวนี้มาออกที่ร้านยอดนิยม Nữ Eatery ร้านอาหารเวียดนามสไตล์บ้านๆ ที่ให้ฟีลเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อนอะไรแบบนั้น เมนูไม่ค่อยหลากหลาย แต่น่าอร่อยทุกเมนู

 

เมนูขึ้นชื่อของร้านที่ใครมาก็ต้องสั่งว่างั้นเถอะ! ก็คือเมนู Steambun เป็นหมั่นโถวนิ่มๆ นึ่งมาร้อนๆ สอดไส้ตรงกลางด้วยหมูสามชั้นเคี่ยวหวาน ให้รสชาติหวานเค็มที่ยิ่งคู่กับหมั่นโถวนุ่มๆ ก็ยิ่งฟิน สำหรับซอสสีเหลืองๆ ก็เหมือนเป็นซอสอะไรสักอย่างที่เราก็ไม่ทราบรายละเอียด แต่รู้ว่ากินคู่กันแล้วเข้ากันมากกกก

 

The Chef

หลังจากเติมพลังกันจนอิ่ม (กำลังดี) เราก็เดินเล่นรอเวลาที่จะไปชมวิวสวยๆ บนรูฟท็อปของร้าน The Chef ร้านรูฟท็อปชื่อดัง ที่ปกติแล้วจะเปิดให้เราขึ้นไปชมวิวด้านบนประมาณ 4 โมงเย็น แต่วันนี้เสียดายที่โชคไม่ดี ฝนดันตกลงมาซะก่อน ทางร้านจึงไม่เปิดดาดฟ้าให้เราขึ้นไปนั่ง ซึ่งทางเราก็ไม่ละความพยายาม ขอขึ้นไปถ่ายรูป ถึงจะเปียกแต่ไม่เป็นไร ขอให้ได้ถ่ายรูปสักนิดก็ยังดี!

 

ด้วยความที่ดาดฟ้าไม่เปิดในวันที่เราไป ก็เลยได้ลงมานั่งชั้น 2 สั่งเมนูไฮไลท์ของเมืองฮอยอันที่มีให้เลือกชิมทั่วทั้งเมือง นั่นก็คือเมนู Cao Lau จะเป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยวแต่น้ำจะขลุกขลิก รสชาติออกเค็ม เหมือนน้ำเส้นบะหมี่ที่ทำจากแป้งหนึบๆ มีผัก และถั่วงอกต่างๆ ด้านบนจะเป็นเหมือนหมูต้มเค็ม และเกี๊ยวกรอบๆ มาฮอยอันทั้งที แนะนำให้ลองชิมดู

 

Day 2
Cơm Gà Chicken Rice

ตื่นมาท้องก็ร้องทันที ไม่รอช้ารีบเปิดแมพหาข้อมูลข้าวเช้าของเราในวันนี้ ซึ่งมีแต่คนแนะนำว่าถ้ามาฮอยอันอย่าลืมไปชิมเมนูข้าวมันไก่ หรือว่า Cơm Gà Chicken Rice ซึ่งร้านที่ได้คะแนนโหวตมากที่สุด เป็นร้านที่มีแต่คนแนะนำก็คือ Long ที่อยู่ตามในรูปเลย เมนูซิกเนเจอร์ก็คือข้าวไก่ฉีก แต่เราสั่งน่องไก่ทอดมา ซึ่งน่ากินมากก ที่สำคัญคืออร่อยด้วย ตัวข้าวมันรสชาติกลมกล่อม เป็นข้าวมันที่ไม่มันมาก จะออกแฉะๆ นิดหนึ่ง ข้าวไม่ร่วนเหมือนข้าวผัด ส่วนตัวไก่คือรสชาติดีมาก เป็นไก่ทอดซอสหวานๆ ที่ไม่กรอบ แต่มีความชุ่มฉ่ำแบบขั้นสุด

ราคาของข้าวมันไก่ก็ถือว่าดีงาม เริ่มต้นที่ 35,000 VND หรือประมาณ 40-50 บาทเท่านั้น ถ้าใครอยากลอง แนะนำให้เสิชแล้วเดินตามแมพไปได้เลย จะอยู่ในซอย แต่ไม่ซับซ้อน เดินไปได้ง่ายชิลล์ๆ

Google Maps 

 

Reaching Out Teahouse

แม้ดูเผินๆ จะเหมือนเป็นร้านชาธรรมดา แต่จริงๆ แล้วร้านนี้คือไฮไลท์หนึ่งของเมืองฮอยอัน เพราะเป็นร้านชาแห่งความเงียบ ความเงียบที่ว่านี้คือพนักงานในร้านทุกคนล้วนเป็นผู้พิการบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งจะใช้วิธีการสื่อสารกับเราผ่านภาษามือ และตัวอักษรเท่านั้น คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่ายาก แต่จริงๆ แล้วคือง่ายมาก เพราะทางร้านได้เตรียมป้ายบอกคำเอาไว้ และพนักงานทุกคนสามารถสื่อสารภาษามือได้เป็นอย่างดี รับรองได้ว่าคนที่ไม่มีความรู้เรื่องภาษามือก็สามารถเข้าใจได้

 

เมนูในร้านนี้จะมีให้เลือกทั้งชา และกาแฟ เหมาะกับคนที่ชอบดื่มชายามบ่าย กินแกล้มของว่าง หรือว่าใครอยากจะลองชิมกาแฟเวียดนาม ที่นี่ก็มีให้ลองเช่นกัน จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของร้าน Reaching Out Teahouse คือจะมีขนมว่างให้เลือกมากมาย ทั้งหมดจะเป็นขนมที่ทางร้านทำเอง สนนราคาเริ่มต้นที่ 1 เหรียญดอลล่าร์เท่านั้นเอง นับว่าเป็นร้านชาที่ราคาไม่แพง และคุ้มค่า เมื่อเทียบกับประสบการณ์ใหม่ๆ และการจัดจานที่สวยงาม

Google Maps 

 

The Espresso Station

เนื่องจากเราเป็นสายคาเฟ่ เลยขอชิมกาแฟกันอีกสักหนึ่งร้าน โดยร้านที่เลือกมาครั้งนี้จะไม่ได้เป็นร้านกาแฟสไตล์เวียดนามจ๋า แต่จะออกสไตล์ฟิวชั่น โดดเด่นด้วยเมนู Espresso ตามชื่อร้าน นอกจากนั้นยังมีให้เลือกมากมาย อาทิ คาปูชิโน่ ชอกโกแลตเย็น หรือลาเต้ เป็นต้น แถมยังมีเมนูของหวานให้สั่งมากินคู่กับกาแฟ เป็นร้านคาเฟ่ที่บรรยากาศดี ราคากาแฟไม่แพง สำหรบคนที่อยากดื่มกาแฟสไตล์อื่นบ้าง ที่ไม่ใช่กาแฟเวียดนาม หรือถ้าใครคิดว่ากาแฟเวียดนามแรงไป แนะนำให้ลองมาร้านนี้ดู

Google Maps 

 

Faifoo Coffee & Restaurant

หลังจากฝนตกฟ้าครึ้มมาหลายวัน อยู่ดีๆ ฟ้าฝนก็เป็นใจให้เรามีโอกาสได้ไปเก็บภาพที่รูฟท็อปอีกแห่งที่เล็งไว้มานานสักที ซึ่งร้านนี้ก็คือ Faifoo Coffee & Restaurant เป็นร้านกาแฟที่มี 3 ชั้น โดยด้านบนจะเป็นดาดฟ้าให้คนขึ้นไปถ่ายรูปวิวสวยๆ ของเมืองฮอยอันได้ เป็นร้านที่ฮอตฮิต และคนเยอะมากก เพราะถือว่าเป็นจุดถ่ายรูปแลนด์มาร์คหลักของฮอยอันที่เราไม่อยากให้พลาดเลยจริงๆ

ปล. สำหรับเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้านนี้ แนะนำว่าอยากกินอะไรสั่งเลย เพราะรสชาติไม่ค่อยผ่านเท่าไหร่ คิดว่ารสชาติน่าจะเหมือนๆ กันในทุกเมนู โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครื่องดื่มทั่วไป อาทิ กาแฟ ไอศกรีมปั่น หรือชอกโกแลตร้อน

Google Maps 

 

เอาภาพบรรยากาศยามเย็น และหัวค่ำของฮอยอันมาฝาก ซึ่งนับว่าเป็นไฮไลท์ของเมืองนี้ ที่เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แสงแดดกำลังจะลับลาจา ทั่วทั้งเมืองจะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟสุดโรแมนติกจากโคมไฟที่กระจายอยู่ทั่วทั้งเมืองเก่า และจะมีชาวฮอยอันออกมาพายเรือ ซึ่งใครที่อยากลองนั่งเรือชมวิวฮอยอันก็นั่งได้ จะมีคนเดินมาถาม และเสนอราคากันมากมาย แต่ส่วนตัวเราไม่เคยนั่งก็เลยไม่รู้ว่าปกติเรทราคาควรอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่ร้านรวงที่ฮอยอันจะปิดไม่ดึกมาก ประมาณ 4 ทุ่ม ถ้าใครไปเที่ยวแล้วต้องเดินกลับคนเดียว แนะนำว่าอย่ากลับดึกมาก เพราะไม่เช่นนั้นตามทางจะมืดมาก และไม่ค่อยมีแสงไฟ สำหรับวันนี้เราเดินทางจนหนำใจ ซื้อน้ำ ซื้อขนมไปตุนไว้ที่โรงแรม ขอโบกมือลาฮอยอันไว้เพียงเท่านี้ กลับไปนอนพักเอาแรง แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาลุยกันใหม่

 

Day 3
Hoi an to Danang

หลังจากอยู่เที่ยวฮอยอันซะนาน เราก็ถึงเวลาที่จะเดินทางกลับไปเที่ยวที่ดานังสักที ซึ่งเมืองดานังนี้ ถือว่าเป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ถ้าอยู่ประมาณ 4-5 วันก็น่าจะเที่ยวทั่ว มีทำเลที่ตั้งติดทะเล คล้ายๆ กับหัวหิน พัทยาของบ้านเรา ไฮไลท์จะอยู่ที่อาหารทะเลที่มีความสด และราคาไม่แพง

 

HAIAN Beach Hotel & Spa

ที่พักดานังของทริปนี้เราเลือกที่จะพักติดริมทะเล โรงแรมที่เลือกคือ HAIAN Beach Hotel & Spa ซึ่งเป็นโรงแรมที่เราชอบบมาก ข้อดีอย่างแรกคือสะดวกสุดๆ เพราะว่าอยู่ติดทะเล แค่เดินข้ามถนนไปเท่านั้น สามารถเดินเลาะทะเลไปยังหาดหมี่เคว (My Kye Beach) ได้สบายๆ แถมด้านหลังโรงแรมยังมีมินิมาร์ท จะซื้อของกิน ของใช้ หรือหิวยามดึกก็สะดวกหมด ข้อดีอย่างที่สองคือสระว่ายน้ำจะอยู่ชั้นดาดฟ้า ที่วิวสวยมากก จะมองเห็นวิวทะเลได้จากมุมสูง ยิ่งเป็นช่วงอากาศดีๆ จะมองเห็นได้ไกลแบบสุดลูกหูลูกตา เนื่องจากวิวฉากหลังของทะเลเป็นภูเขา ราคาก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะเริ่มต้นที่ 2,xxx บาทต่อคืน ที่เมื่อเทียบราคากับทำเล และข้อดีอื่นๆ ก็ถือว่าเวิร์คมาก ถ้ามาคราวหลังก็จะนอนที่นี่อีกแน่นอน

จองที่พักHAIAN Beach Hotel & Spa กับ Traveloka 

 

Pizza 4P’s

กลางวันนี้เราขอเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูพิซซ่า ซึ่งบอกก่อนว่าเป็นร้านพิซซ่าที่เรากรี้ดมากก อยากกินมานาน และตามมาจากฮานอย เคยไปกินที่ฮานอยแต่ตัวพิซซ่าที่มีชีสสดที่ทางร้านทำเองมันหมดด เลยอดกินตามระเบียบ เพราะฉะนั้นมาดานังคราวนี้เราต้องไม่พลาด!! ส่วนใหญ่จะมีเมนูพิซซ่า สปาเก็ตตี้ และสลัดให้เลือก รสชาติก็จะมีความฟิวชั่น ซึ่งจะเป็นอิตาลี่ก็ไม่ใช่ ฝรั่งเศสก็ไม่เชิง แต่ร้านหรูหรา และเมนูพิซซ่าก็ไม่ถูกเลยย ตกถาดละประมาณสามร้อยกว่าบาท หรือแพงกว่านั้นก็มี

 

นอกจากเมนูพิซซ่าแล้ว สิ่งที่เราประทับใจก็คือสปาเก็ตตี้ ที่มีให้เลือกหลากหลาย และมีเมนูแปลกๆ ที่เราไม่เคยกินมาก่อน อย่างเช่นสปาเก็ตตี้สไตล์ญี่ปุ่น ที่ใส่ชีส Camembert ชีสอันขึ้นชื่อของแคว้นนอร์มังดี ในประเทศฝรั่งเศส ที่นอกจากความเค็มๆ มันๆ และยังช่วยทำให้สปาเก็ตตี้รสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ใครเป็นสายชีส แนะนำเมนูนี้เลย

 

Danang Cathedral

หลังจากที่กินพิซซ่าอิ่ม เราก็เดินตรงมาเรื่อยๆ ทางไปตลาด Han Market เดินมาจนเจอเข้ากับฝูงคนมากมาย ก็เลยเงยหน้าขึ้นมอง อ๋อ! เค้ามาถ่ายโบสถ์สีชมพูที่เป็นแลนด์มาร์คของเมืองดานังนี่เอง ซึ่งถ้าหากใครอยากเดินทางมาถ่ายรูปกับโบสถ์สวยๆ ก็สามารถเปิดแมพเดินตามมาได้ เพราะอยู่กลางเมืองเลย หาไม่ยาก ที่สำคัญคือฟรี ไม่มีค่าเข้า แต่ไม่สามารถเดินเข้าไปในตัวโบสถ์ได้

Google Maps

 

Thùng Phi BBQ

ตกเย็นก็เริ่มหิว เป้าหมายหลักของวันนี้คือปิ้งย่าง เพราะเราอยากกินมาหลายวัน ที่ฮอยอันก็ไม่มี พอได้ย้ายเมืองมาดานังก็อยากจะจัดปิ้งย่างแบบเวียดนามสักหน่อย ซึ่งร้านที่เราเสิชมาเจอเป็นร้านดังชื่อว่า Thùng Phi BBQ ถึงแม้จะเป็นเวียดนาม แต่ก็ผสมผสานสไตล์เกาหลีลงไปด้วย สังเกตได้ว่ามีคนเกาหลีมากินค่อนข้างเยอะ ภายในเมนูจะมีให้เลือกเยอะมาก มีทั้งอาหารเวียดนาม และเกาหลีปนๆ กันไป

 

มากินปิ้งย่างทั้งที เราเลยจัดเมนูหมู เนื้อ และปลาหมึกมาแบบจัดเต็ม แนะนำว่าถ้าใครอยากลองกินปิ้งย่าง คล้ายๆ กับหมูกระทะ แต่เป็นสไตล์เวียดนาม ให้ลิสร้านนี้เอาไว้ เพราะคุณภาพอาหารดี มีเมนูอาหารให้เลือกเยอะ และที่สำคัญคือราคาไม่แพงมาก ขนาดจัดไปมื้อใหญ่ยังราคาไม่ถึง 1 พันบาทไทยเลย ปกติร้านจะเปิด 5 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม ไม่เปิดตอนกลางวัน ถ้าใครจะมาก็กะเวลาให้ดี

Google Maps

 

Day 4
Danang to Bana Hills

เช้าวันที่ 4 ของทริปดานังนี้ เราตัดสินใจที่จะขึ้นไปเที่ยวบน Bana Hills แลนด์มาร์คชื่อดังของดานัง ที่ต้องนั่งรถออกไปนอกเมือง เพื่อที่จะขึ้นกระเช้า (Cable Cars) ข้ามภูเขาทั้งลูกไปยังบนบาน่า ฮิลล์ และที่พิเศษไปกว่านั้นคือเราตัดสินใจที่จะนอนพักด้านบนทั้งหมด 1 คืนด้วยกัน เพราะไม่อยากรีบไป แล้วก็ต้องกลับลงมา ขอเที่ยวให้ครบเต็มๆ วันนึงไปเลยดีกว่า การเดินทางไปบาน่าฮิลล์ คือเรียกคนขับให้มารับ สนนราคาอยู่เที่ยวขาไปกลับ เที่ยวละ 300,000 VND

เราเลือกจองโรงแรมบนบาน่า ฮิลล์ ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีอยู่ที่เดียวนั่นแหละ ก็คือโรงแรมเมอร์เคียว จองจาก Traveloka เหมือนเดิม เพราะมีโค้ดลดราคาอยู่พอดี ลดจากสองพันกว่าๆ เหลือประมาณสองพันต้นเท่านั้น ซึ่งเราว่าราคาก็สมเหตุสมผลดี

จองที่พัก Mercure Danang French Village Bana Hills กับ Traveloka

 

คนที่พักค้างคืนบนบาน่าฮิลล์ มีข้อดีตรงที่เค้าจะมีกระเช้าส่วนตัวให้ เป็นของโรงแรมเลย ขอเกริ่นก่อนว่ากระเช้าขึ้น-ลง บาน่าฮิลล์มีทั้งหมด 3 สายด้วยกัน สำหรับกระเช้าที่พักเมอร์เคียวจะอยู่ขวาสุด เป็นกระเช้าที่ไม่มีจุดแวะพัก เมื่อเรานั่งขึ้นไปก็จะตรงดิ่งไปยังโรงแรมเลย และนับว่าเป็นกระเช้าเส้นที่มีวิวที่สวยที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะกระเช้าเส้นนี้จะถูกตัดผ่านน้ำตก ที่ไหลลงมาจากภูเขา แต่กระเช้านี้จะเปิดในเวลา 11.00 และปิด 22.00 น.

ปล. ปกติแล้วค่าผ่านทางขึ้นไปยังบาน่าฮิลล์ จะอยู่ที่ราคาประมาณ 600,000 VND แต่ถ้าจองโรงแรมเมอร์เคียว ค่าผ่านทางก็จะลดเหลือประมาณ 400,000 VND โดยซื้อตั๋วตรงเคาน์เตอร์เช็คอินได้เลย

 

ด้านบนของบาน่าฮิลล์จะเป็นเหมือนเมืองจำลองเล็กๆ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นฝรั่งเศส มีทั้งในส่วนของที่พัก ร้านอาหาร บาร์ และสวนสนุก แต่ถ้าหากใครอยากจะไปชมสวนดอกไม้ สะพานมือ หรือว่าส่วนอื่นๆ ก็จะต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์ลงไปอีกที เพราะในแต่ละส่วนจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ส่วนอากาศคือดี และเย็นสบายมากๆๆๆ ยิ่งตอนกลางคืนจะหนาวประมาณ 16 องศา ถ้าหากว่าเป็นช่วงฤดูหนาวก็อาจจะหนาวกว่านั้นได้อีก และจะมีหมอกกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ เหมือนเดินอยู่ฝันเลยแหละ

 

ในที่สุดช่วงเวลายามเย็นก็มาถึง เป็นช่วงเวลาที่เราชื่นชอบมากที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวแบบวันเดย์ทริป ก็จะเริ่มกลับลงไปด้านล่างแล้ว และก่อนที่พระอาทิตย์จะลับสายตา ท้องฟ้าก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทองอ่อนๆ สาดแสงสวยงามส่องไปทั่วบาน่าฮิลล์ ช่วยเพิ่มความโรแมนติกที่มีอยู่แล้วให้ทวีคูณ

 

นี่คือหน้าตาที่พักของเราที่บาน่าฮิลล์ เห็นว่าห้องพักที่จองมาตอนแรกยังทำไม่เสร็จ ไม่พร้อมเปิดให้เข้าพัก ในขณะที่เราเข้าทำการเช็คอิน ก็เลยได้อัพเกรดห้องพัก แต่เราว่าเมื่อเทียบกับเมอร์เคียวที่อื่นแล้ว เมอร์เคียวที่บาน่าฮิลล์นี้ดูธรรมดาไปสักหน่อย ห้องน้ำก็ค่อนข้างเล็ก แต่มีข้อดีตรงที่มีฮีทเตอร์ให้ ไม่ต้องกลัวหนาว

 

หลังจากเราเช็คเอ้าท์ เราก็ไม่รอช้า รีบนั่งกระเช้ากลับลงมาด้านล่างทันที เพราะกลัวว่าคนจะเยอะ แล้วจะต้องรอนาน ซึ่งเราก็ได้นัดคนขับรถให้มารับ เพื่อนั่งรถต่อไปยังสนามบินเพื่อเตรียมตัวบินกลับกรุงเทพฯ สำหรับใครที่อยากมาเที่ยวบาน่าฮิลล์ แต่มีเวลาเหลือ ไม่ต้องรีบนอน เราแนะนำว่าให้ลองนอนสักคืน เพื่อที่จะได้เที่ยวครบ ไม่ต้องแย่งถ่ายรูปกับคนอื่น เนื่องจากตอนเย็น และตอนเช้าจะไม่ค่อยมีคนมากนัก

สำหรับค่ารถกลับไปยังสนามบินจะประมาณ 330,000 VND ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงมากนัก เมื่อเทียบกับค่ารถขามา โดยทั้งทริปนี้เราเรียกใช้บริการแกรปบ้าง นัดคนขับรถมารับบ้าง ซึ่งคนขับรถเราก็เลือกเอาจากแกรปที่เรานั่ง แล้วขอเบอร์เขาไว้ เพราะบางคนก็นิสัยดี และขับรถดี ถ้าใครมาเที่ยวดานัง – ฮอยอัน ก็ลองเอาวิธีนี้ของเราไปใช้ดู

ปล. ค่าใช้จ่ายเราแลกมาทั้งหมดคนละ 5,000,000 VND หรือประมาณ 7,000 พันบาทไทย ซึ่งก็เหลือๆ ใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ โดยราคานี้ก็ได้รวมค่ารถไปเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเป็นทริปที่ใช้เงินไม่สูง ใครอยากเที่ยวก็จองตั๋ว แล้วตามแพลนเรามาได้เลย