หากตกหลุมรักใครสักคน จะพาคนรักไปที่ไหนเรานึกถึงท้องทะเลสีฟ้าครามฉาบด้วยแสงแดดอุ่นๆ ถ้าเราใจตรงกันแล้วปูซานเกาหลีใต้ ก็น่าจะอยู่ในลิสต์เมืองในฝัน ที่ใครได้มาสัมผัสก็ต้องหลงรักเมืองนี้

 

จองตั๋วไปเกาหลี กับTraveloka

ปักหมุดกันที่ปูซานเมืองชายฝั่งทะเลที่มีชื่อเสียงของเกาหลีใต้ ซึ่งเพื่อนๆ น่าจะรู้จักกันดีจากหนังเรื่อง ‘Train to Busan’ ทริปนี้เราจึงเลือกนั่งรถไฟจากโซล 

เราเดินทางถึงสนามบินอินชอน โดยจองตั๋วเครื่องบินผ่าน Traveloka ซึ่งได้ราคาคุ้มค่าและสะดวกรวดเร็ว

.

หลังจากนั้น ต่อรถไฟใต้ดินมาขึ้น KTX หรือรถไฟความเร็วสูงไปปูซาน ใช้เวลาแค่ 3-4 ชั่วโมง ช่วงที่เรามาเป็นหน้าร้อน แต่อากาศเย็นสบายกำลังดี โดยฤดูร้อนของที่นี่จะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนต้นเดือนกันยายน

ที่แรกคือ ‘Songdo Beach’ ชายหาดสวยสงบ ซึ่งมีจุดเด่นคือวิวสวย นำ้ทะเลใส เหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ การเดินทางสามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 มาลงสถานี Jagalchi ทางออก 1 แล้วต่อรถเมล์สาย 7, 26, 71 หรือ 96

แต่ที่ถือเป็นไฮไลท์เลยต้อง Skywalk ที่ยื่นลงไปในทะเล รวมถึงกระเช้าลอยฟ้าให้ชมวิวแบบเบิร์ดอาย ราคาเที่ยวละ 12000 วอน ไป-กลับ 15000 วอน หรือประมาณ 300 – 400 บาท

ชายหาดยอดฮิตอีกแห่ง ‘Gwangalli Beach’ ที่มีฉากหลังเป็นสะพานแขวนข้ามทะเล เป็นที่ป็อปปูลาร์ที่หนุ่มสาวเกาหลีจะมานั่งสวีทกัน หลังพระอาทิตย์ตกสะพานจะเปิดไฟโรแมนติกสุดๆ

ขนานกับทางเดินเลียบหาด มีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์เรียงราย หาดนี้จึงค่อนข้างคึกคัก และเป็นแหล่งแฮงก์เอาท์ของวัยรุ่น แถมยังมาง่ายมาก แค่นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 มาลงสถานี Gwangan ทางออก 3 หรือ 5 แล้วเดินเท้าต่อมาไม่ไกล

แลนด์มาร์กของปูซาน ’Gamcheon Village’ หมู่บ้านสีพาสเทลบนเนินเขา เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมที่เก่าแก่ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1950 -1953 ซึ่งปัจจุบันยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่ เรามาที่นี่โดยนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 มาลงสถานี Toseong ทางออก 6 แล้วต่อรถเมล์สาย 2 , 2–2 , 1–1

บนจุดชมวิวมีดอกไฮเดรนเยียสีหวาน มองออกไปเห็นบ้านเรือนสีลูกกวาดกับเบื้องหลังเป็นภูเขาและท้องทะเล

นอกจากจุดชมวิวและงานสตรีทอาร์ตให้ถ่ายรูปแล้ว ยังมีร้านค้า แกลเลอรี่เล็กๆ ร้านขายของที่ระลึก และร้านกาแฟน่ารักๆ ให้แวะนั่งพักเหนื่อยด้วย

ก่อนไปเที่ยวต่อที่โซล เราแวะมา ‘F1963’ ครีเอทีฟสเปซสุดคูลที่รีโนเวทจากโรงงานผลิตลวดเก่า Kiswire ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ.1963 และปิดตัวลงเมื่อปี ค.ศ.2008 บริเวณทางเข้าเป็นป่าไผ่ให้เราได้สูดอากาศสดชื่น

ด้านในของ F1963 มีทั้งคาเฟ่ แกลเลอรี่ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านต้นไม้ และพื้นที่พักผ่อน ตกแต่งด้วยสไตล์อินดัสเทรียล ใครอยากมาเสพความฮิป สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย 3 มาลงสถานี Mangmi

เดินทางกลับถึงโซลด้วยรถไฟ KTX เทียบชานชาลา ‘Seoul Station’ เรามีเวลาอยู่โซลอีก 1 วัน เลยหาที่เที่ยวไปเดินเล่นชิลล์ๆ กันสักหน่อย

 

สถานที่แรกที่เรานึกถึงคือ ‘Gyeongbokgung’ พระราชวังขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ และสวยงามที่สุดของกรุงโซล สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแทโจ ราชวงศ์โชซอน ปี ค.ศ. 1394

หนุ่มสาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวนิยมเช่าชุดฮันบกใส่ถ่ายรูป ใครมาเที่ยวก็ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย 3 มาลงสถานี Gyeongbokgung Palace ทางออก 5 หรือ รถไฟใต้ดินสาย 5 สถานี Gwanghwamun ทางออก 2

ถัดจากพระราชวังคือ ‘Bukchon Hanok Village’ หมู่บ้านโบราณที่ยังคงรักษาอาคารบ้านเรือนสมัยโชซอน ซึ่งปรับปรุงให้เป็นศูนย์วัฒนธรรม ร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่กลิ่นอายอดีต หากเดินทางโดยรถไฟใต้ดินให้ขึ้นสาย 3 มาลงสถานี Anguk ทางออก 2

เราเดินมาเจอร้านขายรูปวาดของคุณลุงศิลปินที่นั่งวาดกันสดๆ เป็นภาพสเก็ตช์หมู่บ้านโบราณซึ่งมีลายเส้นละเอียดสวยงาม มีขายทั้งแบบโปสการ์ด โปสเตอร์ และภาพวาดพร้อมกรอบรูป เป็นของที่ระลึกที่น่ารักทีเดียว

ปิดท้ายทริปกับบรรยากาศยามเย็นที่ ‘Cheonggyecheon’ คลองที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซล เมื่อก่อนคลองนี้มีสะพานยกระดับอยู่ด้านบน และมีน้ำเน่าเสีย แต่ได้รับการบูรณะในปี ค.ศ. 2003 จนมีภูมิทัศน์สวยงาม ราวกับลำธารสายเล็ก เดินทางโดยรถไฟใต้ดินสาย 5 ลงสถานี Gwanghwamun ทางออก 5 หรือ รถไฟใต้ดินสาย 1,2 ลงสถานี City Hall ทางออก 4

คลองแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้บรรยากาศร่มรื่น มีทางเดินเลียบคลองตลอดสองฝั่ง และมีสะพานข้ามคลองเล็กๆ เป็นระยะ เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สีเขียวที่เหมาะแก่คนเมืองมาเดินเล่นพักผ่อน

เดินเล่นกันสักพักก็หาที่นั่งหลบแดด แช่เท้าในน้ำเย็นจนหายเมื่อย พร้อมกับมองดูปลาที่แหวกว่าย คลองสายนี้ไม่เพียงได้ใจหนุ่มสาวกรุงโซลเท่านั้น นักเที่ยวอย่างเราก็สุขใจที่ได้มาหย่อนใจที่นี่ ก่อนบอกลาประเทศเกาหลีใต้