เรามีโอกาสไปเที่ยว Leh Ladakh ช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี
โดยทั้งทริปนี้ใช้เวลาที่ Leh ไปสิบกว่าวัน ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหน ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย
ด้วยความอลังการของภูมิประเทศที่ได้เห็น
ทำให้ต่อมความตื่นเต้นของเรา ต้องเหนื่อยทำงานหนักตลอดเวลา
..
..
กล้าพูดได้ว่า Leh เป็นที่สุดที่เคยเดินทางมาแล้ว
ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของ Leh เมื่อเทียบกับมนุษย์ตัวนิดเดียวอย่างพวกเรา
Leh ทำให้รู้ว่า … โลกใบนี้มีอะไรให้เรา ต้องเดินทางค้นหาอีกเยอะแค่ไหน
..
..
ซึ่งก่อนจัดทริปไป เราก็พยายามหาข้อมูล Leh ในช่วงเดือนตุลาคม
แต่หาเจอคนรีวิวได้น้อย เหมือนไม่ค่อยมีใครไปเที่ยว แล้วรีวิว Leh ในช่วงฤดูนี้
เอาเป็นว่าเราไปมาแล้ว เจอมาแล้ว … Leh ในเดือนตุลาคมดีงามอย่างไร
เลยขอคัดภาพที่ชอบมาให้ดูสัก 35 ภาพ พร้อมกับ 35 คำแนะนำเบื้องต้น
สำหรับการเตรียมตัวก่อนเดินทางไป Leh
เผื่อกระตุ้นต่อมความอยากให้เพื่อน ๆ วางแผนไปเที่ยว Leh ช่วงนี้
พร้อมแล้วก็ตามมาได้เลย … Leh ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เราไป จะเคลิ้มชวนฝันแค่ไหน : )
..
..

 

วิธีการเดินทางไป Leh
1.) จะไป Leh เริ่มแรกต้องหาตั๋วเครื่องบินก่อนเลย โดยเราใช้ Traveloka ในการช่วยเปรียบเทียบเลือกราคา และเวลาเดินทางที่เหมาะสมที่สุด เพื่อจองตั๋วเครื่องบิน 4 เที่ยว แบ่งเป็นสองไฟท์ระหว่างประเทศ คือ Bangkok – Delhi / Delhi – Bangkok … และอีกสองไฟท์ในประเทศอินเดีย Delhi – Leh / Leh – Delhi โดยราคารวมสี่เที่ยวอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 16,000 บาท
2.) หลังจากเราบิน ไปลงที่ Delhi แล้ว เราต้องเปลี่ยนไฟท์จาก Delhi ไป Leh … ให้เช็คด้วยว่าเครื่องออกที่ Terminal เดียวกันหรือเปล่า … ถ้าต้องย้าย Terminal ควรเผื่อเวลาในการต่อเครื่องด้วย เพราะแต่ละ Terminal อยู่ไกลกันมาก เดินไม่ได้ ขนาดนั่งรถยังใช้เวลาเกือบ 30 นาที
3.) ถ้าต้องเปลี่ยน Terminal วิธีเดินทางก็เลือกเอาว่าเหมาแท๊กซี่ (จ่ายเงินเอง) … หรืออีกทางเลือกนึง คือใช้ Shuttle Bus ของ Airport ซึ่งบริการฟรี … แต่ต้องเอา Boarding Pass มาโชว์ เพื่อออกตั๋วรถ Shuttle Bus ก่อนขึ้น
4.) รถ Shuttle Bus สนามบินบริการตลอด 24 ชั่วโมง ออกเป็นรอบ ๆ แต่แนะนำถึงสนามบินแล้วเช็คที่ Information Counter อีกที … เพราะข้อมูลในเวบบอกไม่มีบริการช่วง 02.00 AM – 04.00 AM แต่พอไปถามเคาน์เตอร์สนามบินบอกมีวิ่งทั้งวัน
5.) ระหว่างเปลี่ยนเครื่อง (ทั้งขาไปและกลับ) ใครเวลาเหลือ อยากไปเที่ยวเมือง Delhi จะมีบริการฝากกระเป๋าที่สนามบินคิดราคาตามชั่วโมง … แต่ถ้าใครซื้อตั๋วมาเป็นสายการบินเดียวกันทั้งสี่เที่ยว จะใช้บริการ Check Though สัมภาระโหลดได้เลย
6.) ตั๋วจาก Delhi ไป Leh ให้จองที่นั่งติดกระจกฝั่งซ้าย คุณจะถ่ายรูปวิวเทือกเขาสุดอลังการก่อนถึง Leh ได้โดยไม่ย้อนแสง

 

จองตั๋วเครื่องบินไปเลห์ ลาดักห์ กับ Traveloka

 

– DEL-LEH ต้องนั่งฝั่งซ้ายติดหน้าต่าง … เท่านั้นขอย้ำ !!! –

การเตรียมตัวเบื้องต้น
7. ที่พักใน Leh มีให้เลือกเยอะ เราพัก Guest House กลาง ๆ ตกห้องละ 1,800 รูปี (900 บาท) / คืน รวมอาหารเช้า แต่ไม่มีฮีทเตอร์ สภาพโดยรวมพอได้ ส่วนน้ำอุ่นมาเป็นระยะ ๆ (บางช่วงไม่มาก็ซักแห้งเอา)
8.) นักท่องเที่ยวทุกคน มีโอกาสเสี่ยงกับโรค Altitude Sickness หรือโรคแพ้ภูมิประเทศในที่สูง อันนี้ซีเรียสมาก … อันตรายถึงเสียชีวิตได้เลย !!! ไม่ว่าร่างกายคุณฟิตแข็งแรงแค่ไหน แต่โรคนี้เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย … นักกีฬาที่ออกกำลังประจำอาจเป็น …แต่คนสูงอายุอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ ดังนั้นหาข้อมูล และเตรียมยาให้พร้อมก่อนไป
9.) อากาศที่ Leh ออกซิเจนจะเบาบางกว่าปกติเพราะอยู่ที่สูง แค่เดินก็หอบแล้ว แต่หากใครออกกำลังกายเป็นประจำ ร่างกายก็มีจะแต้มต่อนิดนึง คือ อาจเหนื่อยน้อยกว่าคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย … แต่อย่าสับสน กับข้อ 8. คือ คุณฟิตแข็งแรงเป็นยอดนักกีฬา แต่คุณอาจเป็น Altitude Sickness ก็ได้ ดังนั้นช่วงวันสองสามวันแรก ทำอะไรช้า ๆ อย่าใช้ร่างกายหนัก เพราะหากมีอาการ Altitude Sickness ขึ้นมางานจะงอก … ดังนั้นวันแรกถึง Leh ตอนเช้าอย่าห้าวออกไปเที่ยวต่อเลย … ให้เข้าโรงแรมนอนพักผ่อน เพื่อปรับร่างกายให้ชินก่อน … พอตกบ่าย ๆ ค่อยจัดโปรแกรมเที่ยวรอบเมืองเบา ๆ เช่น Namgyal Monastery , Leh Palace , Shanti Stupa , Main Bazaar Market

– ธงมนต์ที่ Namgyal Monastery-

– วิวจาก Namgyal Monastery –

 

– วิวตัวเมืองจาก Leh Palace –

– เจดีย์ที่ Leh Palace –

– ภาพ Leh Palace ระยะไกล ที่ถ่ายจาก Shanti Stupa –

– ภาพตลาด Main Bazaar Market จะเห็น Leh Palace –

– ธงมนต์จิ๋ว รุ่นพกพาหาซื้อได้ที่ Main Bazaar Market –

– ภาพ Shanti Stupa ยามเย็น –

 

10.) รสชาติอาหารที่ Leh โดยส่วนตัวเราพอกินได้ กลิ่นเครื่องเทศไม่ฉุนมากเท่าที่คิด แต่ไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์ อยู่ไปหลายวันจะเริ่มเบื่อ (คือ กินได้นะแต่เบื่อ) แนะนำให้เตรียมน้ำพริก หมูหยอง หมูสวรรค์ มาม่า ไปให้พร้อม
11.) อาหารที่สั่งมาจานจะใหญ่มาก มื้อแรกไม่รู้สั่ง 9 คน 9 อย่าง สรุปคือจุกกินกันไม่หมด มื้อต่อมารู้ก็สั่งสัก 5-6 จาน แล้วแบ่งกัน … หารตกมื้อนึงก็ 150-200 บาท / คน (เป็นอีกเหตุผลนึง ทำไมคนมาเยอะ แล้วค่าใช้จ่ายรวมจะถูกกว่า)
12.) คนที่ Leh อัธยาศัยดีมาก มีน้ำใจ เราไม่ต้องระแวงเหมือนคุยกับคนอินเดียทั่วไป ส่วนคำทักทาย ก็ “Juley” พูดไปเลยได้ทุกโอกาส ถือว่าเป็น Magic Word ใช้ได้ทั้ง สวัสดี, ขอบคุณ, บอกลา, ยินดีที่รู้จัก สรุปคำเดียวหากินได้ตลอดทริป
13.) สำหรับชาวโซเชียลแจ้งไว้ก่อน Internet Wifi ของโรงแรมและร้านอาหารในตัวเมือง Leh สัญญาณค่อนข้างแย่ คือ พอใช้ได้บ้างเป็นบางช่วง … ส่วนนอกเมือง Internet ไม่มีเลย ลืมคิดเรื่อง social ได้เลย

 

– ลามะน้อยที่ Lamayuru –

– ภาพวิถีชีวิตที่ Main Bazaar Market –

 

การเดินทางที่ Leh
14.) การเดินทางไปเที่ยวจุดต่าง ๆ เราให้โรงแรมติดต่อหารถให้ ราคารถเช่าเค้ามีมาตรฐานอยู่แล้ว คนขับส่วนใหญ่จะพูดอังกฤษได้ และขับซิ่งทุกคนแม้ถนนข้างทางเป็นเหว เพราะเค้าชินของเค้า … เค้าไม่จำเป็นต้องถามว่าเราจะชินด้วยหรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า !!!
15.) เราเปลี่ยนคนขับรถมา 3 คน คอนเฟิร์มขับซิ่งทุกคน คือ ถ้าขับเร็ว แต่สกิลขับเก่งก็พอได้อยู่ เช่น รู้จังหวะเข้าโค้งไม่เหวี่ยง ใส่เกียร์ดีไม่กระชาก แซงคันอื่นไม่กระชั้นเกิน … คนสุดท้ายที่เราเจอขับดีสุด และบริการดีสุด อันนี้เป็นเรื่องของดวงล้วนๆ … ถ้าใครเมารถง่าย ก็เตรียมยาดม ยาแก้เมารถมาด้วยเลย
16.) เมือง Leh เหมือนเป็นจุดศูยน์กลาง เวลาจัด Route ไปเที่ยว จะมีจุดแนะนำอยู่แล้ว เช่นหากไปทิศนี้ จะต้องเที่ยวไหนบ้าง … ดังนั้นถ้าไม่อยากทราบรายละเอียด หรือประวัติความสำคัญสถานที่ต่าง ๆ แบบเจาะลึก … ไม่ต้องจ้างไกด์ก็ได้ แค่ทำการบ้านว่าอยากไปไหนบ้าง ตอนอีเมล์จองที่พักก็ปรึกษากับเจ้าของโรงแรม ให้เค้าจองรถตามแพลนเรา … โดยเค้าอาจช่วยปรับแผนเดินทางเบื้องต้น พอเราถึงก็มาคุยหน้างานกับคนขับอีกที ว่าแผนเดินทางอย่างนี้โอเคไหม คนขับรถจะรู้อยู่แล้วว่าเส้นทางนี้ เวลามีเท่านี้จะแวะไหนได้บ้าง
17.) เราใช้รถแวนซ์ใหญ่ ขนาด 12-15 ที่นั่ง แต่พวกเรานั่งแค่ 9 คน … ก็หลวม ๆ สบาย ๆ ไม่เบียดกัน แล้วเมื่อหารค่าใช้จ่ายต่อหัวถูกมาก … เมื่อเทียบกับรุ่นน้องไป 4 คน แต่ใช้รถ Toyota Innova … ดังนั้น Leh รวมตัวกันได้ยิ่งเยอะ ค่าใช้จ่ายยิ่งถูก

– ภาพรถแวนซ์ที่ใช้เดินทาง ถ่ายที่เส้น Chang la pass –

18.) คนส่วนใหญ่ถ้าไปขี่อูฐที่ Nubra Valley แล้วจะค้างคืนนึง รุ่งขึ้นค่อยนั่งรถกลับ Leh ก่อนค้างตัวเมืองอีกคืนนึง แล้วก็เดินทางต่อไปทะเลสาบ Pangong … แต่มันมีเส้นทางลัดตัดตรงจาก Nubra ไป Pangong ได้เลย … แนะให้เช็คกับคนขับรถว่า ช่วงนั้นสภาพทางวิ่งได้หรือไม่ … เพราะอาจปิดจากน้ำท่วมถนนพัง … แต่ช่วงพวกเราไปเส้นนี้ใช้ได้ ก็ประหยัดเวลาไปเยอะ

 

– น้องอูฐน่าร๊ากกกก –

– ขี่อูฐที่ทะเลทราย Hunder Sand Dune –

– ภาพใบไม้เปลี่ยนสี เส้นทางตัดจาก Nubra Valley ไปทะเลสาบ Pangong –

19.) การเที่ยวที่ Leh ชีวิตเราอยู่บนรถส่วนใหญ่เลย ถ้าไม่อยากฟังเพลงอินเดียของคนขับรถ ก็เตรียม Handy Drive เพลงที่ชอบไปเปิดในรถเองด้วย
20.) แล้วเวลาเดินทางไกล ๆ ถนนแย่ ๆ อย่างที่ Leh … หมอนรองคอ เป็นไอเท็มที่สำคัญมาก จะหลับ จะหนุนคอ จะแก้เมือยคอ มีไว้ซะแล้วชีวิตบนรถจะดีขึ้นเยอะเชื่อเถอะ !!!

 

เตรียมพร้อมชุดแต่งกายรับความหนาวที่ Leh
21.) อากาศตอนปลายเดือนตุลาคมที่ Leh หนาวไหม สำหรับเราในเมืองตอนกลางวันก็ใส่ เสื้อ Heattech กับแจ๊ตเก๊ตยีนส์ก็พอได้ แต่พอช่วงกลางคืนต้องเปลี่ยนเป็นใส่แจ๊ตเก๊ต Down เพิ่มความอุ่นแทน

 

– ภาพ Khardungla Pass ถนนที่สูงที่สุดในโลก –

22.) ส่วนนอกเมืองอุณหภูมิจะต่ำกว่าในเมือง ขึ้นกับความสูงของพื้นที่ … จุดหนาวพีคสุดของเรา คือ Tso Moriri กลางคืนประมาณ -10 องศา อยู่ในบ้านปิดหน้าต่าง ประตูให้หมด … แม้ห้องนอนไม่มีฮีทเตอร์ก็ผ่านมาได้ แต่ตอนเช้าออกถ่ายรูปนอกบ้านที … หนาวมือเท้าแทบหลุด ต้องรอแดดตอนเช้าออก ค่อยโอเคขึ้นหน่อย

 

– ภาพตอนเช้าที่ทะเลสาบ Tos Moriri –

23.) เราเช่ามอไซด์ขับเที่ยวเองบางวัน แต่วนอยู่รอบตัวเมืองสักไม่เกินยี่สิบโล ตอนแรกนึกว่าลมจะตีหนาวสั่น แต่เอาเข้าจริงใส่แจ๊ตเก็ต Down ก็ขับได้ไม่ได้หนาวมากนัก (แต่ถ้าไปนอกเมืองไกล ๆ คงต้องเตรียมเสื้อกันหนาวให้ดีกว่านี้)
24.) อุปกรณ์อื่นที่ควรเตรียม ก็พวกผ้าพันคอ ครีมกันแดด (อากาศหนาว แต่แดดแรงมาก) ลิปมัน โลชั่นทาผิว ทิชชู่เปียก แว่นกันแดด และออฟชั่นเสริมของผู้หญิง เตรียมกระโปรงยาวพริ้วคลุมถึงข้อเท้าไปด้วย เพราะถ้าไม่มีห้องน้ำอาจต้องหลบหลังโขดหินช่วย ส่วนผู้ชายไม่มีปัญหา พร้อมจอดรถแล้วยิงกระต่ายข้างทางเอา

 

– อากาศบางที่ติดลบ จนลำธารเป็นน้ำแข็ง –

25.) ใครอยากมาช้อปปิ้งเสื้อกันหนาวที่ Leh ก็ได้ มีขายหลากหลายร้าน ถ้าเป็นติดแบรนด์โดยมากจะเป็นของเลียนแบบ ราคาถูกแต่คุณภาพก็ลดหลั่นลงมา (ร้านขายแบบแบรนด์แท้ ๆ ก็มีบ้าง หาเจอไม่กี่ร้าน) … แต่แนะไปเล็งช้อปอุปกรณ์กันหนาวที่ทำจากพวกขนสัตว์ทั้งหลาย … เสื้อแจ๊กเกต หมวก ถุงมือ รองเท้า ราคาถูกเวอร์ เตรียมตังค์มาถลุงที่ Leh ได้เลย

 

ทำไมเลือกไปช่วงปลายเดือนตุลาคม
26.) ปลายเดือนตุลาคมที่ Leh เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงก่อนเข้าหน้าหนาวเต็มตัว Leh ช่วงนี้ถือว่าเลยพีคซีซั่นไปแล้ว ดังนั้นร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และโรงแรมส่วนใหญ่จะทยอยปิดเบรคหนีหนาวกัน … โดยเฉพาะเรื่องร้านอาหารในเมือง อาจเหลือเปิดไม่กี่ร้าน ก็แนะถ้าไปช่วงปลายเดือนตุลาคม ให้เราตุนอาหารแห้งจากไทยไปเยอะหน่อย คือ รับรองยังมีร้านเปิดขายทุกวัน ไม่อดตายหรอก … แต่ให้กินร้านเดิมซ้ำ ๆ ทุกวันอาจเบื่อ … ติดพวกมาม่า ปลากระป๋อง หอยลายกระป๋อง ไปเลย เผื่อคิดถึงรสชาติแบบไทย ๆ ก็มีเสบียงพวกนี้ช่วยได้
27.) ฟังดูร้านอาหารปิด ร้านขายของก็ปิด ชีวิตดูลำบาก แล้วไปช่วงนี้ทำไม !!! ??? … คือ เราอยากไปเจอใบไม้เปลี่ยนสีที่ Leh … ก่อนไปก็ลุ้นๆๆ ว่าจะไปตรงช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีพอดีไหม หรือไปถึงต้นไม้อาจโกร๋นใบร่วงหมดต้นแล้ว T__T เพราะปลายเดือนตุลาคม หน้าหนาวใกล้มาเต็มทีแล้ว … เอาเข้าจริงพอไปถึง Leh ใบไม้เปลี่ยนสียังมีอยู่ บอกได้คำเดียว “มันพีคมากกกก พีคคคคสุด ๆ อ่ะ”

 

– ภาพวิวจาก Lamayuru Monastery –

– ภาพใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง –

– ภาพใบไม้เปลี่ยนสีที่ตัวเมือง Leh –

28.) ช่วงปลายตุลาคมร้านขายของที่ระลึกในเมือง Leh จะทยอยปิดหนีหนาว … แม้ร้านจะน้อย แต่เป็นช่วงนาทีทอง เพราะก่อนปิดทุกร้านจะมี Mega Grand Sale ระบายของในร้าน จากราคาปกติที่เทียบเป็นเงินไทยถูกแล้ว ก็ยิ่งถูกเข้าไปอีก … เพราะเจ้าของร้านขี้เกียจขนของกลับบ้าน จึงพร้อมใจถล่มราคา ล่อให้นักท่องเที่ยวควักเงินออกจับจ่ายใช้สอยกันแบบสุดๆ
29.) ข้อนี้สำคัญในความคิดเรา พอเดือนตุลาคมไม่ใช่พีคซีซั่นแล้ว นักท่องเที่ยวเลยมาน้อย จึงเป็นช่วงเวลาที่คนไม่พลุกพล่าน … ตามที่เที่ยวทุกแห่ง พวกเราเลยได้เหมาสถานที่อยู่กรุ๊ปเดียวตลอด อยากถ่ายรูปสวยๆ ไม่ต้องเบียด ไม่ต้องต่อคิวแย่งมุมกับใคร … คืออยากถ่ายเท่าไร ก็ถ่ายไป เอาเท่าที่พี่สบายใจเลย

 

– ทะเลสาบ Pangong –

– ทะเลสาบ Tso Moriri –

– ทะเลสาบ Tso Kar –

– Magnetic Hill –

 

30.) เท่าที่อ่านข้อมูลก่อนไป รถติดบนภูเขาที่ Leh เป็นเรื่องปกติ เพราะเส้นทางเลียบเขาเป็นเลนสวนกัน ถ้ามีรถคันไหนเสีย รถจะติดพันกัน เพราะช่องทางจราจรหายไปนึงเลน กว่าจะเคลียร์รถเสียพ้นทางได้ ก็เผาเวลากันไปตั้งแต่หลักนาทีจนเป็นชั่วโมง … แต่ช่วงที่เราไปไม่เจอรถติดเลย พอนักท่องเที่ยวน้อย รถก็น้อยตาม ชีวิตดีดีย์มากเลย

 

– ถนนเลียบภูเขา รถคันนิดเดียว –

31.) ช่วงเดือนตุลาคมที่เราไปเยือน ท้องฟ้าที่ Leh โปร่งสีน้ำเงินเข้ม ถ่ายรูปมายังไงก็สวย อยู่สิบกว่าวัน เจอฟ้าปิดอากาศขมุกขมัวแค่วันเดียว … ทำให้ทริปนี้ถ่ายรูปมันส์มาก ยิงรัว ๆ ไปเลย แสงไม่ค่อยเปลี่ยน ถ่ายรูปง่าย ถ่ายไงก็สวย

 

– ถนนเลียบแม่น้ำสินธุ –

– Thiksey Monastery –

– ภาพถนนก่อนทางขึ้น Shey Palace –

32.) เค้าบอก Leh ฝุ่นเยอะ ให้เตรียมผ้าปิดปากปิดจมูกไปด้วย แต่ไม่รู้เพราะเราไปช่วงคนน้อย รถก็เลยวิ่งน้อยตาม เลยทำให้ฝุ่นไม่ได้ตลบขึ้นมาหรือเปล่า … เอาเป็นว่าเราเตรียมผ้าคาดจมูกไป แต่ไม่ได้หยิบมาใช้เลย
33.) เราอยู่ที่ Leh ประมาณสิบกว่าวัน หมดเงินไปประมาณ 9,000 บาท รวมค่าโรงแรม (นอน 2-3 คน / ห้อง) ค่ารถเดินทางเที่ยว ค่ากิน (ในเมืองก็กินดีหน่อย นอกเมืองก็ตามสภาพร้านอาหารที่หาได้) รวมค่าตั๋วเครื่องบินอีก 16,000 บาท … สรุปทั้งทริปก็ประมาณ 25,000 บาทเอง
34.) Leh ไม่ได้มีดีแค่จุดหมายปลายทางที่จะไป เพราะรับรองว่าได้ตะลึงอ้าปากค้างแน่นอน กับวิวสองข้างทางที่เห็นระหว่างนั่งในรถ … ภูมิประเทศเปลี่ยนไปตลอดเวลา แม่น้ำสินธุ์เขียวอมฟ้า ใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาสีน้ำตาลมหึมาใหญ่ ถนนที่สูงที่สุดในโลกซึ่งขาวโพลนด้วยหิมะ … ดังนั้นย้ำ ห้ามหลับในรถ ถ้าไม่อยากพลาดวิวสวย ๆ เพราะไม่ว่ามองไปทางไหน ก็สวยตื่นเต้นถ่ายรูปเพลินไปหมด

 

– รถยนต์วิ่งบนเส้น Khardungla Pass –

– จุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย Indus และ Zanskar –

– วิวภูเขาสะท้อนน้ำ ก่อนถึงทะเลทราย Hunder Sand Dune –

– ทะเลสาบ Pangong น้ำใสมากกกกก –

– ออกมายืนหนาว ดูดาวที่ Nubra Valley –

35.) เอาเป็นว่าถ้าหลงเข้ามาอ่านได้ถึงข้อนี้ ก็คงเห็นแล้วว่า Leh อลังการแค่ไหน … ไม่มีอะไรแนะนำต่อแล้ว … นอกจากให้รีบจองตั๋วไป Leh เลย แนะว่าให้ไปเห็นด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่า Leh สวยน่าประทับแค่ไหน : )

..
..

 

ขอฝากเพจไว้สักหน่อย ถ้าชอบเดินทางถ่ายภาพ หรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
แวะไปพูดคุยกันได้ที่ FB: https://www.facebook.com/JoinMe2TheWorld