แน่นอนว่าไปเที่ยวที่ไหน เราก็มักจะต้องมีลิสต์สถานที่ๆ อยากจะไป แต่เนื่องจากตอนที่ไปเที่ยวสิงคโปร์ฝนตกฟ้าครึ้มมากมาย สวนสวยต่างๆ ในสิงคโปร์ที่เราเคยอ่านมาอยากจะไปเดินเล่นขี่จักรยานก็เป็นอันว่าต้องพับไป สิ่งที่ทำคือเดินเรื่อยเปื่อย เน้นกินเสียส่วนใหญ่ แต่ที่ดีคือเราเกิดได้มุมเที่ยวสิงคโปร์แบบเนิบๆ ไม่ต้องรีบมาฝากดังนี้

Day 1

เราไปเที่ยวสิงคโปร์ด้วยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เพราะช่วงที่ไปราคาตั๋วดีมากและยิ่งจองกับ Traveloka ราคาก็จะถูกลงเป็นพิเศษที่สำคัญคือสิงคโปร์แอร์ไลน์ บินออกจากสุวรรณภูมิคนเดินทางไม่มาก แถมยังมีให้เช็คอินเลือกที่นั่งออนไลน์ ไม่ต้องไปต่อคิวที่สนามบิน สามารถจองตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์ได้ ที่นี่

ถึงสิงคโปร์ประมาณบ่ายโมงตรง สนามบินสิงคโปร์มีหลาย Terminal แต่ก็มีรถไฟเชื่อมต่อกันสะดวกมากมาย โรงแรมของเราคือ V Hotel Lavender ซึ่งเราเองก็อ่านรีวิวมาว่าอยู่บนสถานีรถไฟใต้ดินลาเวนเดอร์เลย สายสีเขียว สะดวกมาก การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินและรถเมล์ (มีสองชั้นด้วยบางสาย) เป็นทางเลือกที่ถูกที่สุดและไม่ยุ่งยาก เราซื้อ EZ Link Card แบบธรรมดา คือเติมเงินได้ และจ่ายเท่าที่ใช้ เพราะวางแผนว่าหลายแห่งที่ไกลหน่อยเราก็อาจจะขึ้นแท็กซี่ด้วย ราคาประมาณ S$10 ต่อบัตรต่อคน

ส่วนมือถือ เราซื้อซิมออนไลน์ล่วงหน้าไปจากกรุงเทพ ไปถึงก็ไปเปลี่ยนซิมที่โน่น สะดวกและไม่ต้องหาเอาดาบหน้า ซิมที่เราใช้สามารถเล่นได้ทั้ง data 100 GB และโทรในประเทศสิงคโปร์ 500 นาที Local SMS 100 ครั้ง และโทรต่างประเทศได้ 20 นาที ใช้ได้ 7 วัน ราคาที่ซื้อได้ออนไลน์คือ 360 บาท

จากสนามบิน รอรถ เปลี่ยนรถ ไปถึงโรงแรมก็ประมาณเกือบบ่ายสามโมง เรามีลิสต์ร้านอาหารที่อยากกินเยอะมาก เลยนั่งแท็กซี่ไปที่ Old Airport Food Centre ที่อยู่ไม่ไกลนักเลยทันที จริงๆ จุดมุ่งหมายคือร้านบะหมี่ลูกชิ้นปลาเจ้าดัง แต่ไปถึงเค้าปิดร้านแล้ว เลยได้กินหมี่ฮกเกี้ยนผัด กะหรี่พั๊พที่เค้ายังนวดแป้งเองสดๆ ทอดใหม่ๆ ก๋วยเตี๋ยวหลอดที่เค้าทำใหม่สด และโรจั๊ก ที่เป็นอาหารท้องถิ่นของสิงคโปร์ แค่นี้อิ่มมากมาย อยากกินน้ำเต้าหู้ของหวานอะไรอีกมากมายแต่ก็ไม่สามารถ ตัวจะแตก เลยตัดสินใจค่อยๆ เดินกลับโรงแรม

ตามทางเดินต้นไม้ใหญ่เยอะมาก ไม่ทราบเพื่อนๆ ชอบดูต้นไม้กันไหมคะ เวลาเราเห็นต้นไม้ที่สามารถแผ่กิ่งก้านได้อย่างอิสระแบบนี้ มันคือความสุขทันที ที่สำคัญวันนึงขณะเดินเล่นแถวโรงแรม เราเจอตอนเค้ากำลังตัดต้นไม้ด้วย เรียกว่าเล็มละกัน เพราะเค้าตัดแต่ง ให้ต้นไม้ยังมีทรงสวย ไม่ใช่ตัดให้กุดเหมือนที่บ้านเราชอบทำ

แถวโรงแรมคือส่วนที่เรียกว่า Old Airport ส่วนนี้นับว่าเป็นย่านเก่าแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ตามชื่อเลยคือสนามบินเก่าเคยอยู่ตรงนี้ และย่านอโคจรของแท้ก็อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนมาเรามักนึกว่าสิงคโปร์เหมือนเมืองตุ๊กตา คือมีระเบียบเรียบร้อยราวกับจัดวาง แต่เมื่อได้พูดคุยกับชาวสิงคโปร์หลายคน เราพบว่าที่นี่ก็เป็นเมืองมนุษย์เหมือนกันนะ แต่เป็นมนุษย์ที่มีระเบียบจัดดีมาก ย่านอโคจรที่เราพูดถึงคือย่าน Geylang ว่ากันง่ายๆ ก็เป็นย่านโสเภณี ที่สิงคโปร์คือมีการจัดระเบียบชัดเจน ย่าน Geylang แบ่งออกเป็นสองฝั่งคือ ฝั่งซอยเลขคู่ กับฝั่งซอยเลขคี่ ในขณะที่ฝั่งเลขคู่จะเป็นย่านดังกล่าว ฝั่งเลขคี่ ล้วนเป็นย่านอาหาร ร้านเด็ดตรงนี้คือ Geylang Lor 9 ขายโจ๊กกบ ปลากระเบนย่างราดซอสพริกซัมบาล และอาหารทะเลโน่นนี่ที่นักท่องเที่ยวชอบมากัน ย่านนี้ยิ่งดึกยิ่งคึกคักมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบท่องราตรี

หรือหากใครอยากไปเดินเล่นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ในตอนนี้ไปแล้ว (แต่อาจจะน่าเบื่อหน่อยในสายตาชาวสิงคโปร์) สามารถไปชม light show ที่เรียกว่า Garden Rhapsody แบบฟรีๆ ได้ที่ Gardens of the Bay คนเยอะมากๆๆๆ นอนกันเขลงบนพื้น แหงนหน้าดูไฟ มีสองรอบคือ 19.45 . และ 20.45 . แต่สำหรับเราสองคน ดูไปห้านาทีทุกอย่างก็ซ้ำซากเสียแล้ว เลยเดินออกมากินบะหมี่ที่ Food Court ที่ The Shoppes at Marina Bay Sands ก่อนขึ้นรถไฟใต้ดินกลับโรงแรม

Day 2

หากจะให้เราบอกว่าย่านไหนที่โลคัลมากที่สุดในสิงคโปร์ ที่ไม่ใช่ถนนออร์ชาร์ด เราขอตอบว่าย่านไชน่าทาวน์ เพราะหากรู้จักสิงคโปร์ เราจะรู้ว่าแม้ว่าจะเป็นชาติที่มีหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่เราเห็นคือชาวจีนที่มักทำงานในออฟฟิศข้ามชาติ ตึกเก่าที่นี่จะถูกทุบทิ้งสร้างใหม่อยู่เสมอ แต่บางตึกที่เป็นตึกโคโลเนียล อย่างเช่นถนน Keong Siak และถนน Bukit Pasoh ที่ไม่ไกลนัก เราจะเห็นอาคารเก่าสวยๆ เยอะเลย เมื่อก่อนอาคารเหล่านี้เป็นบ้านพักอาศัย แต่ตอนนี้ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่คอนโดกันหมดแล้ว และบ้านเหล่านี้ก็กลายเป็นออฟฟิศ หรือไม่ก็ร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆ สวยงาม

ขอให้ขึ้นไปรับประทานอาหารเช้าที่ China Town Food Centre ร้าน Heng Wah Traditional Coffee  ที่เจ้าของเดิม บาริสต้าสุดเก๋าของร้านกาแฟเก่าแก่ของสิงคโปร์กลับมาทำใหม่ ร้านอยู่ในฟู๊ดคอร์ตก็จริง ไม่สวยงามแต่กลับได้บรรยากาศเท่ดั้งเดิมของแท้ และที่สำคัญ คุณ Tan Toh Lee แกทำขนมปังอร่อยมาก ขนมปังนึ่งหนานุ่ม ทาสังขยาโฮมเมดแทรกด้วยเนยสดแท้ๆ ไม่ใช่มาการีน แถมไข่ลวกของที่นี่ยังใช้ความเชี่ยวชาญพิเศษลวกด้วยการจับเวลา 7 นาที จะได้ไข่นุ่มกำลังดี อร่อยมากมาย

หัวมุมถนน Keong Siak คือศาลพระพิฆเนศ หรือ Sri Layan Sithi Vinayagar Temple เปิดตั้งแต่เช้า 6.30 จนถึงเที่ยง จากนั้นจะเปิดรอบเย็นอีกทีคือประมาณ 17.00 . คนที่มาไหว้ขอพรพระพิฆเนศ มักนำผลไม้กล้วยมะพร้าวและดอกไม้สีเหลืองมาถวาย หรือไม่ก็เดินจงกลมรอบศาลชั้นใน 10 รอบ หากเค้ากำลังมีพิธี เค้าจะแจกขี้เถ้าสีเหลืองยื่นให้ทุกคนให้เจิมที่หน้าผาก ชาวฮินดูใช้ขี้เถ้าเจิมหน้าผากเพื่อเป็นการเตือนตนเองว่าไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ทุกคนล้วนต้องตายไปกลายเป็นเถ้าถ่านกันทั้งนั้น ดังนั้นช่วงที่มีชีวิต ก็ควรใช้โอกาสเพื่อทำความดีนั่นเอง

ขอพรพระพิฆเนศเสร็จ เรานั่งแท็กซี่ไปยังย่านที่เรียกว่า Tiong Bahru ลงจากรถแท็กซี่ปุ๊ป ก็เห็นรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ขับผ่านทันที ย่านนี้คือย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ สร้างตั้งแต่สมัยโคโลเนียล อพาร์ตเม้นต์ย่านนี้สวยมาก และน่าจะแพงมาก ก็ปรากฏว่าที่นี่เราเจอแต่ฝรั่ง (ชาวตะวันตก) ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่มาทำงานที่สิงคโปร์ ย่าน Tiong Bahru คึกคักยามเช้าเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดที่คนไม่ไปทำงาน แต่จะเริ่มต้นเวลาช่วงเช้าด้วยการมาจ่ายตลาดสดที่นี่ ตลาดนี้น่าจะเทียบได้กับตลาด ... บ้านเรา ที่ขายของดีๆ สวยงามกว่าตลาดแห่งอื่น ชาวจีนไม่นิยมซื้อดอกไม้สดประดับบ้าน แต่ฝรั่งสาวๆ จะชอบมาก มีขายกันมากมายที่ตลาดแห่งนี้

ตรงข้ามกับตลาด คือร้านบักกุตเต๋ชื่อดัง (Old Tiong Bahru Bak Kut Teh) ซุปกระดูกหมูที่เคยเป็นอาหารผู้ใช้แรงงาน กลายมาเป็นอาหารประจำชาติ แบ่งประเภทออกเป็นสองอย่างคือ น้ำใส และน้ำข้น ร้านนี้ขายน้ำใส เพราะว่าต้องการโชว์ความสดของหมู เวลาปรุงหมูที่ไม่ได้ผ่านการแช่แข็ง น้ำจะใสสวย และแน่นอนว่าอร่อยกว่าบักกุตเต๋น้ำข้น เพราะนักกินที่นี่มักเหมาเอาว่าทำจากหมูแช่แข็ง

กินข้าวเสร็จก็ต้องกินกาแฟ ร้านคาเฟ่แบบตะวันตกมีเยอะแยะ เลือกได้ตามสบาย คนเยอะมากทุกร้านหากไปเสาร์อาทิตย์นะ แต่ที่เราอยากแนะนำมากเลยก็คือร้าน Galicier ที่ขายขนมแบบเพอรานากันที่เก่าแก่และอร่อยมากมายที่สุด แต่ร้านนี้คือเค้าขายขนมให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้น ไม่มีที่นั่ง แต่เราเดินก็ได้ แนะนำให้ซื้อขนมที่ชื่อว่า Dar Dar ที่เป็นแป้งเครปบางๆ นุ่มๆ หอมใบเตย ห่อไส้มะพร้าวทึนทึกขูด ทุกอย่างนุ่มนวล หอมอร่อยมากๆๆ ร้านนี้เค้ามีขนมโบราณมากมาย เห็นแล้วมีกรี๊ดสลบ สามารถซื้อแล้วขนกลับไปโรงแรมเพื่อแพคใส่กระเป๋ากลับไปฝากเพื่อนๆ ได้เลย

สิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่แพงมากที่สุดในโลก ตอนกินอาหารเรายังไม่ค่อยรู้สึก เพราะว่าอาหารเค้าให้เยอะมาก กินชามเดียวอิ่ม มันแพงหน่อยแต่คุ้มค่าเงินอยู่นะ แต่พอเราอยากจะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ เราเริ่มรู้ซึ้งถึงความแพง พิพิธภัณฑ์ทั้งหมดของสิงคโปร์เก็บเงินค่าเข้าหมด และเก็บทุกวัน ไม่มีวันที่ปล่อยเข้าฟรีเหมือนประเทศในยุโรปหรืออเมริกา และเก็บค่อนข้างแพงด้วยคือ S$16-20 ต่อคน ที่พีคคือว่า ตรงหน้าเคาน์เตอร์ที่ขายตั๋ว ยังมีกล่องรับบริจาคเงินเพิ่มเติมอีกด้วย

National Museum อยู่ไม่ไกลจากสวน Fort Canning ที่ชาวไทยนิยมไปถ่ายรูปที่อุโมงค์ข้ามถนนด้านหน้า ส่วน National Gallery อยู่ตรงข้ามสนามหญ้าใหญ่ตรง Singapore Cricket Club ที่ National Gallery เค้ามีกิจกรรมสำหรับเด็กน้อยในวันหยุด เราไปนั่งพักขากินกาแฟกินขนมที่คาเฟ่ของเค้า เจอกันกับครอบครัวที่มีลูกเล็กมานั่งมากมาย หนาแน่นมาก หากอยากหลีกเลี่ยงเสียง ไม่ควรไปวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ

หลายคนอาจจะอยากดูวิวสิงคโปร์มุมสูง ดิฉันขอแนะนำสถานที่ใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมของชาวสิงคโปร์  ทั้งนี้เป็นเพราะว่าไม่ใช่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง The Sands ที่เก็บค่าเข้าแพงลิบ แต่เป็นตึกคอนโดของรัฐ ที่หารายได้เพิ่มโดยเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวมุมสูงบนชั้น 50 ได้ โดยคิดค่าเข้าเพียงคนละ S$6 เท่านั้นเอง (The Sands คิด S$23) The Pinnacle at Duxton เป็นตึกคอนโดสูงสามตึก ที่รัฐบาลสร้างให้เป็นที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา ตึกนี้ผู้อาศัยส่วนใหญ่เป็นพวกตำรวจ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง วิธีเข้าตึกนี้คือจะต้องนำบัตร EZ Link ไปลงทะเบียนด้วย ทางเข้าอยู่ที่อาคาร 1G เปิดทุกวันตั้งแต่ 9.00 – 21.00 เหมาะมากสำหรับดูวิวยามเย็น ขอให้ส่องไปทางท่าเรือของสิงคโปร์ ซึ่งแน่นอนเป็นสถานที่ขนส่งสินค้ามากมายจากทั่วมุมโลก แต่ข่าวล่าสุดคือ เค้าจะมีการย้ายท่าเรือเหล่านี้ไป แล้วสร้างคอนโดริมอ่าวขึ้นมาแทนที่ในไม่ช้านี้

สำหรับอาหารเย็น เรามีให้เลือกสองเจ้า จริงๆ กินทั้งสองเจ้าก็ได้หากสามารถ หนึ่งคือโจ๊กแบบฮกเกี้ยน ร้าน Tian Ji Porridge ที่  Maxwell Food Centre ร้านนี้เจ้าของยังทำเองทุกชาม และหมดเร็วมาก ลูกค้าประจำเยอะมาก โจ๊กฮกเกี้ยนจะมีเนื้อข้าวมากกว่าโจ๊กกวางตุ้ง ที่เรามักได้กินที่ฮ่องกง และที่สำคัญจะหอมอร่อยกว่ามาก รสชาติเข้มข้นกว่ามาก เพราะเค้าปรุงรสโรยหน้าด้วยน้ำมันหมูเจียว

ร้านที่สองคือบะหมี่ลูกชิ้นปลาที่ Newton Food Centre (ร้านชื่อ Soon Wah #69) ซึ่งเป็นศูนย์อาหารที่นักท่องเที่ยวไปกันเยอะมาก ตอนนี้เป็นที่นิยมมากว่านักท่องเที่ยวที่มาสิงคโปร์จะต้องไปนั่งดื่มกินตามศูนย์อาหาร และสั่งอาหารมาจากหลายๆ เจ้าแล้วแชร์กัน หากชอบบรรยากาศแบบนี้ขอชวนให้มาลอง แต่โปรดระวังเรื่องราคาเพราะจะเป็นราคานักท่องเที่ยว ส่วนร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ้านี้ เปิดเฉพาะกลางคืน มีลูกชิ้นปลาใหญ่โตเหมือนลูกชิ้นปลาภูเก็ต และเกี๊ยวปลาอร่อยดี โดยรวมดี แต่เราได้รสเอ็มเอสจีซึ่งทำให้คอแห้งผาก

 

Day 3

เนื่องจากวันนี้สุดท้ายในสิงคโปร์ เลยขอเที่ยวสบายๆ นั่งรถไฟใต้ดินสายเขียวไปกินอาหารเช้าจัดเต็มแบบสิงคโปร์แท้ๆ เป็นการเริ่มต้น ย่าน Jurong East อยู่นอกเส้นทางสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นย่านอยู่อาศัยแบบชาวสิงคโปร์แท้ๆ เลย ร้านอาหารนี้ชื่อว่า Zai Shun Curry Fish Head ขายข้าวต้มกับ ซึ่งในสิงคโปร์จะเรียกว่าข้าวต้มแบบนี้ว่า ข้าวต้มแต้จิ๋ว แต่ที่เด่นมากสำหรับร้านนี้ก็คือปลานึ่ง ชาวจีนชอบปลานึ่งมากมาย เพราะถือว่าเป็นอาหารปราบเซียน นอกจากปลาต้องสดแล้ว ยังต้องนึ่งให้สุกกำลังดี เนื้อสุกแต่ไม่แข็ง ดังนั้นต้องรู้จักใช้อุณหภูมิให้พอดี และราดด้วยซอสที่เหมาะเหมง ควรไปกันหลายๆ คนแชร์อาหารกัน อร่อยมาก นี่คือสิงคโปร์ของแท้ที่ไม่ใช่แบบกับดักนักท่องเที่ยวนะเออ

เนื่องจากเครื่องบินบินกลับบ่ายสี่โมง เราเลยกลับมาจัดกระเป๋าเป็นรอบสุดท้ายแล้วเช็คเอ้าท์ก่อนออกไปหากาแฟดื่มทำตัวชิลเล็กน้อยย่านฮิปแถวโรงแรม ถนนที่ควรเดินชื่อว่า Horne Street เป็นถนนเส้นเก๋แห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยร้านกาแฟคูลๆ จริงๆ จุดมุ่งหมายเราคืออีกร้านนึง แต่เค้าปิดวันจันทร์ เลยไปร้าน The Bravery แทน สวยงามพอได้ มีภาพติดกำแพงให้ถ่ายรูปด้วย

 

สามารถติดตาม @Ohhappybear บล็อกท่องเที่ยวและอาหาร ได้ที่ www.ohhappybear.com, Facebook: www.facebook.com/ohhappybear, IG: www.instagram.com/ohhappybear