ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาเราไปเที่ยวสหรัฐอเมริกามา โดยใช้สายการบินเอเชียน่าแอร์ไลน์ ขากลับเป็นช่วงสงกรานต์พอดีคนจึงแน่นมากๆ เราเลยถือโอกาสหนีช่วงที่คนเยอะๆ โดยอยู่เที่ยวต่อที่กรุงโซลขำๆซัก 2 วัน เพื่อรอให้คนกลับไทยกันหมดก่อนตั๋วจะได้ว่างๆ มาดูกันว่า 48 ชั่วโมงในโซลเราสามารถไปเที่ยวอะไรได้บ้างนะ

ไฟลท์เราบินกลับจากซานฟรานซิสโก ด้วยสายการบินเอเชียน่าแอร์ไลน์ ซึ่งออกจากซานพรานซิสโก ตอนเกือบๆเที่ยงคืนนั้น จะมาถึงที่กรุงโซลตอนราวๆตี 5 ของอีก  2 วันต่อมา คือเราออกจาก ซานฟรานซอสโกดึกวันที่ 15 มาถึงโซลวันที่ 17 เลย คือปีนี้วันที่ 16 เมษายน ของเราหายไปไหนเนี่ยยยย เอาคืนมานะ ฮา….. ซึ่งเอาจริงๆแล้วไฟลท์นี้ถือว่าเป็นไฟลท์ที่ดีเลยนะ เพราะออกดึกๆ นอนมาบนเครื่องสบายๆ และมาถึงที่โซลเช้ามืดพร้อมกับการไปเที่ยวต่อได้เลย ซึ่งเครื่องที่ใช้ในการบินรูทนี้คือเครื่องใหม่ของเอเชียน่าแอร์ไลน์นั่นคือ Airbus A350 ด้วยซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและบินเงียบมากๆ คือแทบไม่ได้ยินเสียงเครื่องระหว่างบินเลยละ 

จองตั๋วเครื่องบินและเช็คโปรโมชั่นกับ Traveloka คลิก

ตอนทำเรื่องตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้เราพบว่าไฟลท์ที่เรานั่งมานั้นผ่าน ตม.เร็วมากๆ ต่างจากไฟลท์ที่มาจากไทยที่ตรวจนานและมีคนโดนจับเข้าห้องเย็นเยอะ อย่างว่าเนอะบินมาจากอเมริกานี่นา…. สำหรับคนที่บินมาเพื่อต่อเครื่องกลับไทยนั้น โดยทั่วไปสายการบินเอเชียน่าจะมีไฟลท์กลับไทยตอน  19:30 หรือมีเวลาต่อเครื่องราวๆ 14-15 ชม. ซึ่งดูเหมือนเยอะและนานใช่มั๊ย แต่จริงๆแล้วที่สนามบินอินชอนมีบริการ Free Transit Tour นะ โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ https://www.airport.kr/ap_cnt/en/trn/tour/trtour/trtour.do ซึ่งจะมีทัวร์หลายแบบและมีหลายเวลา ซึ่งจากเวลาที่ต้องต่อเครื่องแล้วพูดได้เลยว่าสามารถเลือกไปได้ทุกทัวร์ ทั้งนี้เราสามารถจองทัวร์ออนไลน์ไปก็ได้ หรือเมื่อลงเครื่องแล้วให้ลองมองหาเค้าท์เตอร์หน้าตาแบบนี้ได้เลยนะ

แต่ทั้งนี้การจะไปทัวร์นี้ได้ต้องผ่าน ตม. ให้ได้ก่อนนะ ซึ่งส่วนตัวเราว่าด้วยความที่เรามีตั๋ว Transit ไปอยู่แล้วเนี่ย โอกาสผ่านมันเกือบ 100% อยู่แล้วละ

แต่สำหรับเราอย่างที่บอกเราเลือกที่จะทำ Stopover อยู่เที่ยวที่โซล 2 คืนไปเลย ซึ่งหลังจากผ่าน ตม.มาแล้ว เรารับกระเป๋าเสร็จตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเช้า ซึ่งจะเข้าเมืองเลยก็ยังไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเท่าไหร่ เราเลยเตร็ดเตร่ หาของกินอยู่บนสนามบิน นั่งจิบกาแฟไปเรื่อยๆ จนสายๆ แล้วจึงค่อยนั่งรถเข้าเมือง ซึ่งการมาครั้งนี้เราเลือกที่จะพักที่  ibis Styles Ambassador Seoul Myeongdong Hotel เรารีวิวโรงแรมนี้ไว้แล้วที่นี่สามารถไปอ่านกันได้ http://www.travelplanetx.com/?p=9188

ซึ่งที่เราเลือกพักที่ ibis Styles Ambassador Seoul Myeongdong Hotel  นี้เพราะโรงแรมตั้งอยู่ย่านดาวน์ทาวน์อย่างเมียงดง ที่สะดวกในการเดินทางทั้ง เที่ยว กิน ช้อป ที่เบ็ดเสร็จอยู่ในย่านเมียงดงนี้เลย การเดินทางก็ง่ายมากสามารถใช้บริการ  Airport Limousine Bus ได้ 2 สายคือสาย 6001 หรือ 6015 ไปลงที่สถานีเมียงดงได้เลย ซึ่งการเดินทางด้วย Airport Limousine Bus ถือว่าสะดวกสบายมาก ดีกว่าการนั่งรถไฟด้วยซ้ำโดยเฉพาะคนที่มีสัมภาระ เพราะไม่ต้องลากสัมภาระลงสถานีรถไฟ ซึ่งบางสถานีอาจจะมีปัญหาตอนขึ้นเพราะไม่มีบันไดเลื่อนให้ แต่กับ Airport Limousine Bus แล้วมีคนยกกระเป๋าขึ้นรถให้แล้วเราก็นั่งชิวยาวถึงที่เลย สนนราคาอยู่ที่ 15,000 วอน แต่ถ้าจ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ตู้ซื้อตั๋วจะลดเหลือ 14,000 วอน หรือไม่ก็ใช้บัตร T-Money (บัตรเติมเงินของเกาหลี) ก็จะได้ราคาที่ 14,000 วอนเช่นกัน สามารถดูรายละเอียดของบัตร T-Money ได้ที่นี่นะ http://english.visitkorea.or.kr/enu/TRP/TP_ENG_8_1_1.jsp

Day 1 – Myeongdong – Insadong – Dongdaenum

11 am. สวรรค์ของการช้อปปิ้งย่านเมียงดงและอินซาดง

จริงๆแล้วที่ ibis Styles Ambassador Seoul Myeongdong Hotel สามารถเช็คอินได้หลังบ่าย 2 โมง แต่ข้อดีคือถ้าห้องว่างเราสามารถขอ Early Check-in ได้ฟรีเลย ซึ่งเราเองได้เข้าห้องพักตั้งแต่ประมาณ 10 โมงเลยละ แต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะที่นี่รับฝากกระเป๋าอยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถฝากกระเป๋าแล้วลงไปช้อปปิ้งก่อนได้เลยเพราะที่นี่ติดเมียงดงอยู่แล้ว

ดังนั้นโปรแกรมที่เราวางมาจึงเป็นการไปช้อปปิ้งที่เมียงดงยาวๆตั้งแต่ 11 โมงถึงบ่าย 3 เลย ซึ่งในย่านนี้ก็มีแบรนด์ยอดนิยมของคนไทยมากมายครบถ้วนนะ ไม่ว่าจะเป็น Etude, Skin food, Missha รวมไปถึงหากอยากได้แบรนด์ตามห้างอย่างพวก Sulwhasoo ก็สามารถเดินไปสุดเมียงดง ก็จะมีห้างสรรพสินค้า Lotte อยู่ อ้ออย่าลืมเอา Passport ไปสำหรับการขอคืนภาษีด้วยนะ

หรือใครไม่จุใจก็สามารถต่อไปยังย่านอินซาดง (Insadong) ได้ โดยอินซาดงเนี่ยจะอยู่ไปทางเหนือของเมียงดง 2 บล็อกเดินราวๆ 10-15 นาทีก็ถึง หรือนั่งรถไฟสายสีส้มขึ้นไปก็ได้นะ ซึ่งระหว่างทางขึ้นไปจะผ่านคลอง Cheonggyecheon ด้วย สำหรับย่านอินซาดงนั้นจะต่างจากเมียงดงคือ ที่เมียงดงเน้นช้อปปิ้งของแบรนด์ตามร้าน แต่ที่อินซาดงจะออกแนวช้อปของแบบสตรีทมากกว่า เน้นของฝาก ของอาร์ตๆในสไตล์วัฒนธรรมเกาหลีกัน

Seoul, South Korea – April 13, 2014: Insadong is one of the largest market for antiques and artworks of South Korea and now it becomes one of the most famous places for international tourists.

สำหรับของกินทั้งย่านเมียงดงและอินซาดงถือว่ามีให้เราเลือกกินเยอะมากๆ เรียกว่าไปแล้วไม่ต้องกลัวอดตายแน่นอน ฮา….

4 pm. ชมความงามของประตูเมือง Heunginjimun และ The DPP ย่านดงแดนัม

สำหรับช่วงเย็นวันแรกเราเลือกที่จะไปที่ Heunginjimun ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดประตูเมืองของกรุงโซล อยู่ที่ย่าน Dongdaenum ซึ่งประตูนี้เป็นประตูทางทิศตะวันออกของกรุงโซล (Great East Gate) การเดินทางสามารถใช้ Metro สายสีฟ้าหรือสีน้ำเงินมาลงที่สถานี Dongdaenum ได้เลย ซึ่งบริเวณประตูนี้จะมีสวนสาธkรณะเป็นเนินเขาอยู่ด้านหลังทำให้สามารถขึ้นไปถ่ายภาพมุมบนลงมาได้ด้วยนะ โดยที่จะมองเห็น DDP – The Dongdaemun Design Plaza อีกหนึ่ง Landmark ที่ห้ามพลาดของกรุงโซลด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่เราเลือกมาเก็บภาพช่วงเย็นที่นี่ละ

Cityscape at Heunginjimun Dongdaemun gate in Seoul South Korea
Cityscape at Heunginjimun Dongdaemun gate in Seoul South Korea
Cityscape at Heunginjimun Dongdaemun gate in Seoul South Korea

หลังจากเก็บภาพที่ Heunginjimun แล้วเราก็เดินต่อไปที่ DDP เก็บภาพอีกซักหน่อยก็เป็นการเสร็จภารกิจถ่ายภาพประจำวันนี้

8 pm. ถนนคนเดินที่เมียงดง

จากนั้นเราก็นั่ง Metro สายสีฟ้ากลับเมียงดงของของไปเก็บที่โรงแรม แล้วก็ลงมาเดินเล่นที่เมียงดงตอนกลางคืนต่อ เพราะที่นี่ช่วงกลางคืนจะมีรถเข็นขายของมาเปิดขายกันตั้งแต่เย็นๆเลย มีทั้งของกินพื้นเมือง ของช้อปปิ้งมากมายเต็มไปหมดเลยละ

Day 2 – Gyeongbokgung – Cheonggyecheon – Seoul Plaza – Deoksugung –  Inwangsan

9 am. Bukchon Hanok Village

สำหรับวันที่ 2 วันนี้เราแพลนออกไปเที่ยวทั้งวันเลย เพราะวันแรกนี่คือ ช้อปปิ้งไว้เรียบร้อยแล้ว ช่วงเช้าเราไปเริ่มที่ Bukchon Hanok Village ซึ่งอยู่ด้านหลังพระราชวังเคียงบก (Gyeongbokgung palace) กันก่อน ซึ่งเราสามารถใช้ Metro สายสีส้มมาลงที่สถานี Gyeongbokgung ได้เลย ที่นี่จะเป็นอารมณ์หมู่บ้านโบราณของโซล ซึ่งจะมีบ้านสไตล์เกาหลีๆโบราณอยู่เต็มไปหมดเลย ที่นี่จะมีจุดชมวิว Bukchon Hanok Observatory ให้สามารถขึ้นไปชมวิวได้ โดยมากแล้วปัจจุบันที่นี่จะเป็น ร้านค้า Guesthouse และ Teahouse คือถ้าอยากเข้าถึงวัฒนธรรมของเกาหลีใต้เราว่ามาที่นี่ไม่มีผิดหวังนะ

Traditional Korean style architecture at Bukchon Hanok Village in Seoul, South Korea.

11 am. Gyeongbokgung palace

จากนั้นมาต่อกันที่พระราชวังเคียงบก (Gyeongbokgung palace) ซึ่งเราสามารถใช้ Metro สายสีส้มมาลงที่สถานี Gyeongbokgung ได้ แต่เรามาจาก Bukchon Hanok Village ซึ่งอยู่ใกล้ๆกันอยู่แล้วก็เลยเดินมาได้เลย อ้ออย่าลืมนะว่าที่นี่ปิดวันอังคาร อย่ามาผิดวันละ ซึ่งเราแนะนำให้มาถึงที่นี่ 11 โมงเพราะจะมี Free Tour Guide ภาษาอังกฤษให้ โดยทัวร์นี้จะใช้เวลาราว    1-1:30 ชม. แต่ถ้าใครมาถึงก่อนใกล้ๆกันจะมีทั้ง National Palace Museum of Korea และ The National Folk Museum of Korea  ให้ไปเดินเล่นก่อนได้

ถึง 11 โมงเราก็มารวมตัวกันได้เลย จะมีไกด์ทัวร์มาพาเดินชมพระราชวังกัน ซึ่งภาษาอังกฤษที่ไกด์พูดถือว่าฟังง่ายนะ เค้าก็จะเล่าประวัติของที่นี่ให้ฟังแหละ ข้อดีของการมาเดินกับไกด์ทัวร์อีกอย่างหนึ่งคือเค้าจะพาเราเดินชมพวกจุดไฮไลท์ต่างๆให้เราจนครบถ้วนเลย

Gyeongbokgung Palace in Seoul South Korea
Gyeongbokgung Palace in Seoul South Korea
Gyeongbokgung Palace in Seoul South Korea
Gyeongbokgung Palace in Seoul South Korea

ช่วงเที่ยงครึ่งเราเดินออกมาที่ด้านหน้าวังตรงประตูเมือง เป็นช่วงเวลาที่เค้ามีขบวนเปลี่ยนทหารเฝ้าวังพอดีเลย

1pm. Lunch @ Cheonggyecheon

จากนั้นเราเดินย้อนมาทางคลอง Cheonggyecheon ตรงแถวนี้จะเป็นย่านที่มีตึกออฟฟิสอยู่มากมายเลย ซึ่งคนจำนวนมากนิยมที่จะซื้อข้าวกลางวันใส่กล่องมานั่งทานกันที่นี่ เราเลยถือโอกาสแปลงร่างเป็นคนโซลไปซื้อข้าวใส่กล่องมานั่งกินตรงนี้ด้วยเลย ซึ่งตรงนี้มันก็ชิวดีนะ นั่งไปเรื่อยๆรับลมเย็นสบายๆเชียวล่ะ

1:30 pm. Seoul Plaza – Deoksugung Palace

หลังจากอิ่มข้าวกลางวันแล้วเราเดินต่อลงใต้ไปอีกหน่อยก็จะเจอกับลาน Seoul Plaza หน้า City Hall ซึ่งตรงนี้เป็นลานกว้างมากๆ สำหรับชาวเมืองใช้จัดกิจกรรมกัน คงเหมือนลานคนเมืองที่ กทม. มั๊ง แต่ถ้าเทียบความนิยมจริงๆ ตรงนี้น่าจะเทียบกับลานหน้า CTW ของบ้านเรามากกว่า

ฝั่งตรงข้ามจะเป็นอีกวังหนึ่งของโซลคือ พระราชวังถ็อกซูกุง (Deoksugung Palace) ตรงนี้เราว่าเป็นวังที่ร่มรื่นมากเลยนะ คือเหมือนเดินเล่นในสวนสาธารณะ ซึ่งต่างจากวังเคียงบกซึ่งเป็นพื้นที่โล่งเสียเป็นส่วนมาก

3 pm. พิชิตยอดเขา Inwangsan กับวิวกรุงโซลที่ดีที่สุด

เย็นวันนี้ตอนแรกเราเลือกอยู่หลายที่เลยว่าจะไปถ่ายรูปที่ไหนดี ด้วยความที่โซลเป็นเมืองที่รอบล้อมไปด้วยเนินเขามากมายทำให้มีจุดไปถ่ายรูปเล่นได้หลากหลายจุด รวมถึงมีตึกมีหอคอยให้ขึ้นไปถ่ายรูปมากมาย ที่นิยมๆก็คงหนีไม่พ้นเขา Namsam ที่เป็นที่ตั้งของ N-Seoul Tower ซึ่งตอนแรกเราก็เล็งที่นี่ไว้ แต่ด้วยความที่ว่าถ้ามาถ่ายจากที่นี่มีทั้งเรื่องการใช้ขาตั้งกล้อง และแถมยังจะไม่ได้รูปที่มี N-Seoul Tower ในภาพอีก เราเลยเลือกที่จะไปขึ้นเขา Inwangsan ที่อยู่ไปทางเหนือของเมืองแทน

การเดินทางไปยัง Inwangsan นั้นไม่มีรถขึ้นไปถึงยอดเขาเราจะต้องเดินเท้าขึ้นไปเองการเดินทางให้เรานั่ง Metro มาที่สถานี Gyeongbokgung แล้วต่อรถเมล์โดยสามารถนั่งรถเมล์สาย  7212 1020 หรือ 7022 ไปประมาณ 10 นาที ซึ่งการที่เราใช้บัตร T-Money ที่เราแนะนำไปตอนต้นจะดีอย่างหนึ่งคือถ้าเราขึ้นจาก Metro มาแล้วต่อรถเมล์แบบนี้ถือว่าเป็นระบบเดียวกันไม่ต้องเสียเงินอีกรอบจ้า.. ดีงามมั๊ยล่ะ ป้ายที่เราจะต้องลงจะมีรูปปั้นนี้อยู่เจอปุ๊บกระโดดลงรถได้เลยจ้า

หลังจากลงจากรถเมล์แล้วเราก็เดินเรื่อยๆละ ทางเดินเดินง่ายไม่มีหลง จากป้อมตำรวจให้เดินขึ้นไปเรื่อย โดยเลาะซากกำแพงเมืองไปเลย ระหว่างทางถือว่าร่มรื่นมีร่มเงาต้นไม้ให้หลบแดดได้ตลอดทางล่ะ ช่วงที่เราไปเป็นช่วงหลังซากุระบานทำให้ยังพอมีบางต้นที่มีดอกสวยอยู่

การเดินขึ้นที่นี่ระยะทางประมาณ 1 กม.กว่าๆ เท่าที่เราดูจากโปรแกรม Health ของ iPhone พบว่ามันเทียบเท่าการเดินขึ้นตึกประมาณ 100 ชั้นถามว่าเหนื่อยมั๊ย ก็เหนื่อย แต่ก็ไปเรื่อยๆนะ ระหว่างทางเราเดินสวนกับผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่ที่นี่ที่เค้ามาเดินออกกำลังกายเต็มไปหมดเลยล่ะ ดังนั้นมาเถอะอย่ายอมแพ้คนแก่เลย ฮา….

จากฝั่งที่เราเดินขึ้นไปนั้นจะผ่านจุดที่เป็นยอดสูงสุดของเขาก่อน แต่จุดที่เราถ่ายรูปมานั้นจะเลยจุดนี้ลงไปหน่อยซึ่งเราว่ามุมมันโอเคกว่านะ แต่ยังไงลองดูละกันแต่ละคนชอบไม่เหมือนกันอยู่ล่ะ แต่การมาถ่ายภาพกรุงโซลจากที่นี่สิ่งที่ได้แน่ๆคือ ได้เมืองพร้อม N-Seoul Tower เป็นฉากหลัง แต่วันที่อากาศใสๆจะเห็นชัดยาวไปถึงตึก Lotte World Tower ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในกรุงโซลเลยล่ะ ซึ่งวันที่เราไปก็พอเห็นนะแต่เลือนรางมากเพราะช่วงพระอาทิตย์ตกมันมีหมอกจางๆอ่ะ

Aerial Sunset and Night view of Seoul Downtown cityscape with Seoul Tower in South Korea

อ้อลืมบอกไปว่าที่ Inwangsan เนี่ยเป็นพื้นที่ทางทหารด้วยนะ ดังนั้นบางทีระหว่างเดินขึ้นไปยอดเขาจะเห็นทหาร/ตำรวจบ้าง รวมถึงจากบนนี้จะมีมุมที่ห้ามถ่ายรูปลงไป เพราะมันจะเห็น Blue House ซึ่งเป็นที่พักของประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ด้วย

 

Day 3 เก็บตก

สำหรับวันสุดท้ายจริงๆยังเที่ยวได้เกือบทั้งวันเลยนะ เพราะไฟลท์กลับของเราคือตอน 19:30 เท่ากับว่าเรามีเวลาเที่ยวต่อยาวถึงบ่าย 3 โมงเลยค่อยนั่งรถกลับไปสนามบิน แต่เราด้วยความที่เหนื่อยมา 3 อาทิตย์ตั้งแต่ไปเที่ยวสหรัฐอมเริกามา เลยตัดสินใจชิวๆ นอนตื่นสายและเดินหาของกินเล่นย่านเมียงดงแทนนี่แหละ จากนั้นประมาณบ่าย 3 โมงเรากลับโรงแรมไปเอากระเป๋าแล้วก็เข็นมาที่ป้ายรถ Airport Limousine Bus เพื่อนั่งกลับสนามบินอินชอนเลย

สรุปสำหรับคนที่เดินทางด้วยสายการบินของเกาหลีไม่ว่าจะเป็น Asiana Airline หรือ Korean Air โดยเฉพาะการเดินทางที่ต่อเครื่องไปยังสหรัฐอเมริกานั้น ขาไปหรือขากลับอย่าลืมลองทำ Stopover ดูนะซัก 2 วัน 48 ชั่วโมงเนี่ย รับรองว่ามีอะไรให้เที่ยว ให้ช้อป ให้กินเยอะเลยล่ะ คุ้มแน่นอน ซึ่งการ Stopover นี้ทางสายการบินไม่ได้คิดเงินเพิ่มด้วยนะ เพราะที่เกาหลีใต้จริงๆเขาพยายามทำตัวเป็นฮับในการต่อเครื่องโดยเฉพาะการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาแข่งกับญี่ปุ่นอยู่นั่นล่ะ ว่าแล้วใครอยากหาตั๋วไปสหรัฐอเมริกา ก็สามารถหาได้จาก Traveloka เลย