พูดเลยว่าทริปนี้เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งสงกรานต์สุด อยู่ดีๆ ก็เบื่อสงกรานต์ที่ไทย เลยหาที่ลงหน่อย จัดไปที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่าเลยค่ะ หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วเนอะว่าที่พม่าเค้าก็เล่นสงกรานต์เหมือนกัน เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ว่าที่นี่เล่นโหดมากเลยนะ โหดกว่าบ้านเราอีก ไปกันเองผู้หญิง 2 คนจะไหวเหรอ? นี่ก็ไม่หวั่นค่ะ ไปสิคะ ลุย! ทริปนี้ตั้งใจไว้ว่าไปแบบชิลล์ๆ 2 วัน 1 คืนพอ แค่อยากรู้ว่าที่นู่นเล่นโหดจริงตามที่เค้าว่ากันไว้ไหม

ก่อนอื่นเราก็หาตั๋วเครื่องบินไปพม่าราคาดีๆ ก่อน จัดไปที่เจ้าเดิม Traveloka นี่เป็นลูกค้าขาประจำ นางชอบมีโปรฯ มาเรื่อยๆ มือเราก็ลั่นจองเรื่อยๆ 5555 ได้ตั๋วแล้วก็เดินทางกันค่ะ

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ – ย่างกุ้ง จองตั๋วโปรฯ ราคาพิเศษ ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

จากไทยไปย่างกุ้ง ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง 15 นาทีเท่านั้น รวดเร็วทันใจจริงๆ

หลังจากผ่าน ตม. มาแล้วนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ “แลกเงิน” เราแลกเงินไทยเป็น USD ไป และนำ USD ไปแลกเป็นจ๊าดอีกทีนึง ซึ่งจะได้ราคาดีกว่า

เราแลกเงินกับ CB BANK ได้เรทเงินโอเคเลยค่ะ เวลาคิดเงินจ๊าดเป็นไทยให้เอาราคาจ๊าดหาร 40 ได้เลย แต่เราแนะนำถ้าบินเช้าๆ มาถึงให้แลกเงินกับอีกเจ้า จะอยู่ทางด้านขวามือของ CB BANK เจ้านั้นเป็นสีแดง เราจำชื่อไม่ได้ จะอยู่เคาน์เตอร์ที่ 2 จากขวาสุด จะได้เรทดีกว่านิดหน่อย แต่ถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาลสามารถไปแลกที่ตลาดสก๊อตได้นะคะ ราคาดีเหมือนกัน แต่ช่วงเทศกาลตลาดปิด 5 วัน เลยต้องแลกที่สนามบินเลย นี่ลองแลกตามร้านค้าข้างนอกเพิ่ม เรท 1200 ได้น้อยกว่าที่สนามบิน แต่สามารถต่อราคาได้นะ อย่างเราต่อไปต่อมา ฟลุ๊คได้มาที่ 1300 จ้า

แลกเงินเสร็จแล้วก็ซื้อซิมกันต่อเลยค่ะ อยู่ข้างๆ เคาน์เตอร์แลกเงินเลย ค่ายที่เราเลือกใช้คือ Ooredoo

มีหลายแพ็คเกจให้เลือกเลย แล้วแต่ความต้องการใช้งานของแต่ละคนนะคะ ส่วนเรามาแค่ 2 วัน เลือกใช้แพ็คเกจ 2GB ราคาอยู่ที่ 4,500 จ๊าด หรือ 112.50 บาท ถือว่าราคาถูกอยู่นะ

หลังจากซื้อซิมเสร็จแล้วก็เข้าเมืองกันค่ะ ที่สนามบินจะมีบริการรถแท็กซี่มากมาย จะมีเหล่าพี่ๆ แท็กซี่ยืนเรียกลูกค้าเยอะมาก ยิ่งเราไปช่วงเทศกาลบอกเลยว่าโดนฟันราคายับ! ราคาจากสนามบินไปโรงแรมคิดที่คนละ 10,000 จ๊าด คิดเป็นรายหัว ซึ่งเราว่าแพงไป เลยไปหาแท็กซี่จากเคาน์เตอร์ด้านนอก ได้มาในราคา 20,000 จ๊าด/2คน แต่เป็น 2 stop คือเค้าจะไปแวะเจดีย์ชเวดากองให้เราเที่ยว 1 ชั่วโมง 30 นาที หลังจากนั้นจะพาไปส่งโรงแรม ซึ่งเราก็โอเค แต่หากใครไปช่วงปกติ ไม่ใช่เทศกาล เราแนะนำให้เรียก Grab นะคะ ราคาจะถูกกว่านิดหน่อย

ได้รถแล้วก็ลุยกันเลยจ้า ระหว่างทางก็จะเห็นบรรยากาศการเล่นสงกรานต์กันอยู่ตลอด

จะบอกว่าแท็กซี่ที่นี่มี 2 แบบ รถแอร์และไม่แอร์ ไม่แอร์ก็เปิดกระจกโต้ลมกันไปเลยจ้า

และแล้วจุดหมายปลายทางแรกของเราก็ถึงแล้วค่ะ เจดีย์ชเวดากอง ที่นี่ต้องถอดรองเท้าเข้าไปนะคะ จะถอดแล้วฝากรองเท้าไว้กับทางวัดหรือถอดไว้บนรถก็ได้ ของเราถอดแล้วไว้บนรถ เดินเท้าเปล่าเข้าวัดไปเลย

ที่นี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความปลอดภัย เราต้องเดินผ่านเครื่องตรวจก่อนและให้เจ้าหน้าที่ตรวจตามร่างกายเราอีกที

หลังจากตรวจผ่านแล้ว ขึ้นลิฟท์ไปด้านบนกันค่ะ

พอลิฟท์เปิดปุ๊บ มองเห็นความงามของเจดีย์มาแต่ไกลเลย เราค่อนข้างตื่นเต้นพอตัว เพราะเจดีย์สวยมากจริงๆ ตัวเจดีย์สีทองอร่าม ไฟสปอทไลท์ที่ส่องยิ่งเพิ่มความทองให้สวยงามขึ้นไปอีก

ชาวพม่าให้ความศรัทรากับเรื่องศาสนาสูง และไม่แปลกเลยที่จะเห็นชาวพม่าเข้าวัดกันเยอะขนาดนี้

วิธีการไหว้ขอพรที่นี่ ให้เราเดินวนขวา 1 รอบ และตั้งจิตอธิษฐานดีๆ แต่เรานั้นด้วยความที่เจดีย์สวยมาก สวยทุกมุม บอกเลยว่าเดินๆ หยุดๆ อยู่นั่นแหละ 5555 ไม่ได้ขออะไรเป็นจริงเป็นจังสักที

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำเมื่อมาที่นี่คือไหว้ขอพรจากพระประจำวันเกิด ซึ่งเค้าก็จะมีบอกว่าเป็นพระประจำของวันอะไร

เรามาดูบรรยากาศภายในวัดกันค่ะ

พระที่พม่าจะนั่งสวดมนต์ตามศาลาพระพุทธรูปและหันหน้าเข้าเจดีย์ ก็จะมีประชาขนที่เลื่อมใสเข้ามากราบไหว้และทำบุญ

น้องพม่าน้อยน่ารัก

ที่นี่มีเทพทันใจด้วยนะคะ สามารถขอพรได้เหมือนกันค่ะ

ใครจะมาเที่ยวชมความงามของที่นี่ เราจะบอกว่าพื้นที่ใหญ่มากๆ และมีหลายส่วนที่น่าเข้าชมและกราบไหว้ ยังไงบริหารเวลากันดีๆ นะคะ เพราะเค้าปิดทำการเวลา 3 ทุ่มจ้า

หลังจากชมความงามของเจดีย์และขอพรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ก็ถึงเวลาเข้าที่พักกันแล้วค่ะ ที่พักที่เราเลือกกันมาในวันนี้คือ Backpacker Bed and Breakfast ราคาดี ตอบโจทย์ หารกันกับเพื่อน ตกคนละประมาณ 300 กว่าบาทเอง แถมราคานี้ได้อาหารเช้าฟรีด้วย คุ้มจ้า อยู่ใกล้เจดีย์สุเลมากๆ ใกล้ Chinatown แหล่งกินแหล่งช็อปอีกด้วย ละถ้าถามว่าจองที่ไหน ก็ที่เดิมเลยค่ะ Traveloka เราเป็นลูกค้าประจำ อิอิ

ขนาดห้องเล็กกะทัดรัด พอดีกับการพัก 2 คน มีห้องน้ำในตัว เตียงนุ่ม กว้าง นอนสบาย

ปลั๊กจากบ้านเราสามารถใช้งานกับที่นี่ได้เลย สะดวกเลยเรา ไม่ต้องพกปลั๊กหัวแปลงไปด้วย

ส่วนห้องน้ำก็สะอาด มีสบู่และแชมพูให้ด้วย

เรามาดูบรรยากาศภายในโรงแรมกัน เราชอบมาก มันฟิลลิ่งแบบ Hostel เก๋ๆ ชิคๆ อยู่สบายๆ ใจกลางกรุงอะ

มีชา กาแฟ น้ำส้ม และน้ำเปล่าให้ดื่มฟรีกัน 24 ชั่วโมงเลย

ส่วนดาดฟ้าจะเป็นร้านอาหาร สามารถขึ้นไปนั่งกิน นั่งดื่มชิลล์ๆ รับลมเย็นยามค่ำคืนได้นะคะ

จองที่พัก Backpacker Bed and Breakfast ราคาพิเศษกับ Traveloka คลิกที่นี่

 

เก็บกระเป๋าและสำรวจโรงแรมเสร็จแล้ว เราออกไปหาอะไรกินอร่อยๆ ที่ Chinatown กัน! จากที่พักเราเดินไปประมาณ 15 นาที Chinatown จะเป็นซอยเล็กๆ มีร้านอาหารหลายร้านให้เลือกสรร และคืนนี้ที่เราเลือกมาคือร้าน Shwe Mingalar อยู่เกือบสุดซอยเลย

ร้านนี้มีอาหารให้เลือกหลายเมนูเลย ใครไม่อยากกินเป็นจานๆ ก็เลือกหน้าร้านแบบปิ้งย่างได้นะคะ

เราจัดกุ้งแม่น้ำมา 2 ตัว ตัวละ 6,000 จ๊าด หรือประมาณ 150 บาท เนื้อฉ่ำโคตร! หวานมากกกก ชอบบบบ อยากซ้ำอีกสัก 10 ตัว แต่เราต้องประหยัดไว้ก่อนค่ะ เดี๋ยวเกินงบ 555

ปูผัดซอส จะคล้ายผัดผงกะหรี่นะ มีกลิ่นเครื่องเทศ ออกไปทางเค็ม ส่วนตัวเราไม่ค่อยชอบ เนื้อปูไม่สดเท่าไหร่

ยำเห็ดหูหนูขาวและกุ้ง ไม่ผ่านอย่างแรง เค็มปี๋เลยเด้อ 5555 ต้องขอเติมมะนาว พอเติมยิ่งไปกันใหญ่ค่ะ เปรี้ยวจี๊ด!

สรุปแล้วถ้าจะกินร้านนี้เราแนะนำข้าวผัดหมู อร่อยมากกกก แต่เราถ่ายรูปไม่ทัน เด็กเสิร์ฟตักใส่จานให้ก่อน และพวกปิ้งย่างที่อยู่หน้าร้านอร่อยค่ะ มี Lobster ด้วย ราคาไม่แพง ตกตัวละประมาณ 300 บาท ใครอยากกินของทะเลราคาดีๆ ลองมากินที่พม่าได้นะ สบายกระเป๋า

ปิ้งย่างมีหลายร้านเลยนะคะ เลือกกินกันได้ตามใจชอบเลย

มีหมูสะเต๊ะแบบบ้านเราด้วย

หลังจากกินอิ่มแล้ว ก็เดินกลับที่พักกันค่ะ ระหว่างทางเจอการแสดงพื้นบ้านของชาวพม่าด้วย

ที่พม่าถนนหนทางไม่ค่อยมีไฟฟ้านะคะ เดินกลับก็ระวังๆ กันด้วยน้าา และก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยที่พัก มองเห็นเจดีย์สุเลท่ามกลางความมืด สีทองอร่ามสวยงามมากๆ

จบทริปวันแรกกันไปแบบอิ่มท้อง นอนหลับสบาย เตรียมตื่นเช้าไปเที่ยวต่อกับอีก 1 วันที่เหลือ

เช้าวันที่ 2 ที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า บอกเลยว่าที่ตื่นเช้าได้เพราะอาหารเช้าฟรีนะ ต้องกินให้คุ้มค่ะ 5555 อาหารเช้ามีให้เลือกด้วยกัน 3 อย่าง 1. ขนมปังกับไข่ดาว 2. ผัดหมี่ 3. ก๋วยเตี๋ยวแบบพม่า เรานั้นเลือกแบบกินได้ ไม่อยากลองของแปลกเท่าไหร่ 5555

บรรยากาศยามเช้าที่พม่าก็จะท้องฟ้าโปร่ง แดดแรงหน่อย

อิ่มท้องกันแล้วก็ไปเปลี่ยนชุด เตรียมออกไปมันส์กับสงกรานต์พม่า สงกรานต์พม่าเรียกกว่า “ติงยาน” ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี แต่เห็นเค้าว่ากันว่าที่นี่เล่นยาวนานถึง 10 วันกันเลยทีเดียว ช่วงเทศกาลแบบนี้ห้างใหญ่ๆ และตลาดกลางจะปิดทำการหมดนะคะ โดยปิดทำการ 5 วัน เรานี่หงอยเลย กะจะมาเที่ยวห้างที่นี่ซะหน่อย

ไปค่ะ ไปเที่ยวติงยาน เล่นน้ำกัน! ระหว่างทางก็เจอร้านขายของกินต่างๆ ตามริมถนน

มีปอเปี๊ยะด้วย หน้าตาเหมือนบ้านเราเลย

ใครอยากลองกินหมาก จัดไปค่ะ! ที่นี่มีร้านขายหมากเยอะมากๆ เพราะชาวพม่ายังนิยมเคี้ยวหมากกันอยู่

เดินไม่นานก็เจอแหล่งติงยานกันแล้วววววววว

ที่นี่นิยมเล่นกันแบบขับรถวนไปรอบเมือง จะมีซุ้มเล่นน้ำตามรายทางมากมาย พร้อมเปิดเพลงมันส์ๆ เพิ่มความสนุก

สายดับเพลิงกันไปเลยจ๊ะพี่จ๋า! จะแหกก็งานนี้ละค่ะ 555555

ซุ้มเล่นน้ำของที่นี่ แต่ละซุ้มจะมีสปอนเซอร์นะคะ ถือเป็นการตลาดที่ดี

และช่วงเทศกาลแบบนี้ เค้าก็มีทำอาหารและขนมหวานแจกผู้ที่มาเล่นน้ำให้ได้กินฟรีกันด้วยนะคะ

และที่เห็นตามรายทางคือบางบ้านจะเอาถังน้ำมาตั้งหน้าบ้าน ให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้กดดื่มกันได้แบบฟรีๆ เลย มีน้ำใจมากๆ

หลังจากเล่นน้ำจนหนำใจแล้วก็กลับโรงแรมไปอาบน้ำและเก็บของให้ทันเที่ยง เพราะต้อง Check-out แพลนที่เราวางไว้ก่อนกลับไปที่สนามบินคือเราจะไปไหว้เทพทันใจกัน แต่ก่อนไปขอเติมพลังด้วยอาหารเที่ยงที่โรงแรมกันก่อนเนอะ สั่งมาด้วยกัน 3 เมนู

ไข่เจียว อร่อยดีค่ะ ทั่วไป เหมือนบ้านเราเลย

ต้มยำทะเลน้ำข้น มีความงงว่าไหนความน้ำข้น 5555 สรุปคือที่นี่ใช้ไข่น้ำมาหลอกตาค่ะ ให้ดูขุ่นๆ เหมือนน้ำข้น 555 ส่วนรสชาติจะเป็นต้มยำอ่อนๆ เหมือนกินซุปเด็กที่เปรี้ยวจางๆ

และเมนูสุดท้ายผัดไท มันก็พอจะมีความผัดไทอยู่นะ แต่จะไม่เข้มข้นเท่าบ้านเรา

มีพลังแล้วเราไปไหว้เทพทันใจกันค่ะ แบกกระเป๋าไปด้วยเลยจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา เปลืองค่ารถด้วย เราเรียก Grab จากโรงแรมไป สะดวกมากๆ แถม Grab ที่นี่รับงานไวด้วยนะจ๊ะ ไม่ต้องยืนรอนาน ส่วนราคาก็ไม่แพงและไม่มีค่าบริการบวกเพิ่มด้วยค่ะ

ถึงแล้วจ้าเทพทันใจที่ Botahtaung Pagoda ก่อนเข้าวัดเราไปซื้อตั๋วกันก่อนเลย ราคาคนละ 6,000 จ๊าด และใครที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยมาที่นี่ก็มีผ้าถุงให้ยืมฟรีนะคะ

มีตั๋วแล้วก็เข้าวัดเลยจ้า เค้าให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเช่นเดียวกัน ต้องสแกนกระเป๋าและตรวจร่างกายก่อนเข้าวัด

ตอนเราไปเจดีย์ปิดปรับปรุง เลยอดเข้าไปกราบไหว้และชมความงามเลย

มีประชาชนชาวพม่ามาสวดมนต์ที่วัดกันพอสมควรเลยค่ะ

มีเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยอยู่แทบทุกมุมของวัด ค่อนข้างโหดเลยทีเดียว ดูจากปืน 5555

ไปไหว้เทพทันใจกัน คนเยอะมากๆ เลย ก่อนไหว้จะต้องซื้อชุดไหว้ก่อนนะคะ ในราคาชุดละ 5,000 จ๊าด และเตรียมเงินสำหรับไหว้ไว้ด้วยนะคะ เราแนะนำเป็นเงินจ๊าด 1 ใบ และเงินไทยอีก 1 ใบ

การไหว้เทพทันใจให้ขอเพียงเรื่องเดียว แนะนำว่าควรขอเรื่องโชคลาภเงินทอง

ชุดไหว้เทพทันใจมีขายด้านข้างเลยค่ะ

แบงค์ที่เตรียมไว้สำหรับไหว้ แบงค์พม่าสำหรับไหว้เทพทันใจ แบงค์ไทยสำหรับเก็บไว้ในกระเป๋าตังค์เพื่อความโชคดีมีลาภ โดยต้องพับแบงค์เข้าด้วยกัน ก่อนไหว้ขอพรให้นำแบงค์ที่พับใส่ไว้ที่มือของท่าน หลังจากพอพรเสร็จแล้วนำแบงค์ไปให้เจ้าหน้าที่สวดมนต์ให้และเราก็จะได้แบงค์ไทยคืนมา เค้าว่ากันว่าเราใช้แบงค์อะไรไหว้ ก็จะได้กลับมาเป็นเท่าของแบงค์นั้น เช่นแบงค์ร้อยเราก็จะได้กลับมาร้อยเท่า

ด้านขวาของเทพทันใจจะเป็นเทพด้านสติปัญญา มีหินให้ยกหลังขอพร หากยกหินขึ้นแสดงว่าพรนั้นจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ส่วนด้านซ้ายจะเป็นเทพด้านดินฟ้าอากาศ

ที่ศาลาไหว้เทพทันใจมีหนังสือพิมพ์ของไทยที่ลงเรื่องความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อเทพทันใจและเทพกระซิบด้วย ตอนเราไหว้ก็เจอคนไทยนะคะ มีทัวร์ไทยลงที่นี่เยอะมากเลยทีเดียว

หลังจากไหว้เทพทันใจเสร็จแล้วนั้น เราไปไหว้เทพกระซิบกันต่อเลย ต้องออกจากตัววัดไปฝั่งตรงข้ามนะคะ เทพกระซิบไม่ได้อยู่ในวัดค่ะ

เทพกระซิบสวยมากๆ เมื่อก่อนยังให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้และกระซิบขอพรได้ใกล้ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้วนะคะ ซึ่งเราว่าก็ดี ป้องกันการลูบคลำไม่ให้เกิดการเก่าหรือเสียหาย

ก่อนไหว้เราก็ซื้อของไหว้ก่อนค่ะ มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ คือชุดเล็ก ราคา 2,000 จ๊าด และชุดใหญ่ราคา 5,000 จ๊าด เราเลือกชุดเล็กมา ก็จะมีผ้า นม และข้าวตอก โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยสวดให้ หลังจากสวดเสร็จเราก็เข้าไปกระซิบขอพรจากท่านค่ะ

ใครที่อยากจะบูชาเทพทันใจกลับไปเมืองไทยเพื่อความเป็นสิริมงคล ด้านข้างก็จะมีตลาดเล็กๆ เป็นตลาดที่มีเทพทันใจให้บูชากลับไปค่ะ ป้ายโฆษณาเป็นภาษาไทยซะด้วย

ตามแพลนที่วางไว้ตอนแรกคือไหว้เทพทันใจเสร็จแล้วจะกลับสนามบิน แต่เนื่องด้วนมีเวลาเหลือนิดหน่อย เราเลยขอแวะไปชมวิวแม่น้ำแถววัดหน่อยจ้า เดินไปนิดเดียวก็ถึงเลย

นกเยอะมากๆ ให้อาหารนกกันได้น้าา

วิวแม่น้ำกว้างๆ แม่น้ำสายใหญ่ และแดดแรงมากค่ะ 5555

มีเรือหางยาวด้วย แต่ไม่แน่ใจว่านั่งเที่ยวได้ไหมนะคะ เราเห็นลำนึงเป็นนักท่องเที่ยว ยังไงใครอยากนั่งเที่ยวลองถามชาวบ้านแถวนั้นกันอีกทีเนอะ

หลังจากชมวิวริมแน่น้ำกันแล้วก็ถึงเวลากลับไทยแล้วค่ะ เช่นเคยเราเรียก Grab ให้มารับแล้วไปส่งที่สนามบิน บอกเลยว่าแนะนำนะ มันสะดวกมากๆ ควรเผื่อเวลาสัก 2 ชั่วโมงนิดๆ นะคะ เพราะที่พม่ารถติดเหมือนบ้านเราเลย ยิ่งช่วงเทศกาลยิ่งติดเลยค่ะ

จบทริปติงยาน ย่างกุ้ง พม่า 2 วัน 1 คืน กันไปแบบเปิดมิติใหม่ในการเล่นสงกรานต์ ก็ถือว่าใช้ได้ค่ะ แต่ก็เล่นโหดตามที่เค้าว่ากันมาเหมือนกันนะ ที่นี่เค้าไม่สนว่าเรากำลังจะไปสนามบินหรือเปล่า ถือกระเป๋าเดินทางอยู่ไหม ยังไงก็จะสาดน้ำให้ได้เพราะเค้าถือว่าเป็นเทศกาล ยังไงก็ระวังเรื่องทรัพย์สินกันดีๆ เนอะ หากเกิดความเสียหายขึ้นมามันจะไม่คุ้มเอาเด้อ

 

******************************

สุดท้ายนี้เราขอฝาก Page เราไว้ด้วยน้าา ติดตามเรื่องราวท่องเที่ยวสไตล์เรา ติดตามได้ที่ Fairytraveller เลยจ้า

Facebook: https://www.facebook.com/fairytraveller/

Instagram: https://www.instagram.com/fairyfoodiee/