‘ญี่ปุ่น’ ประเทศที่ไม่ว่าจะมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนกี่ครั้งก็สามารถสร้างความประทับใจให้เราได้เสมอ ทั้งวัฒนธรรม อาหารและการช้อปปิ้ง วันนี้ Traveloka จะพาเพื่อนๆ ไปเปิดประสบการณ์ สร้างความประทับใจครั้งใหม่ ไปเติมความสดชื่นให้กับร่างกายด้วยสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นทางธรรมชาติ งานนี้ใครที่ชอบเที่ยวแนวผจญภัย แนวเอาท์ดอร์ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

 จองบัตรเข้าชมที่เที่ยวในญี่ปุ่น กับ Traveloka คลิกที่นี่

 

1. Oirase National Park, Aomori

ทริปเล็กๆ เอาใจคนรักการปีนเขา ขี่จักรยาน ด้วยการเดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติ Oirase National Park ภายในอุทยานแห่งชาตินี้จะมีลำธาร Oirase Keiryu ไหลผ่านกลางทิวเขาของจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นระยะทางยาวถึง 14 กิโลเมตร! ตลอดเส้นทางของอุทยานแห่งนี้นี้เต็มไปด้วยน้ำตกนับไม่ถ้วน และป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ถ้าได้แวะมาในช่วงใบไม้ผลิ ป่าไม้ของที่นี่ก็จะเขียวอชุ่ม ก่อนจะเปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาปีนเขาและปั่นจักรยานชมวิวกันในช่วงเดือนเมษายน – พฤศจิกายน

Google Map: https://goo.gl/maps/zaGm8Qdkv9L2

 

2. Shiretoko National Park, Hokkaido

นอกจากจะโดดเด่นเรื่องเทศกาลหิมะ และสกีรีสอร์ทแล้ว ฮอกไกโดยังเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามอีกมากมายหลายแห่ง มีเส้นทางเดินป่าให้เลือกหลากหลาย และหนึ่งในนั้นคืออุทยานแห่งชาติ Shiretoko เส้นทางธรรมชาติที่สามารถเดินไปได้เพียงไม่ยาก ส่วนใครที่กำลังมองหาเส้นทางที่ไม่ลำบากมาก แนะนำภูเขา Daisetsu-zan เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและคนทั่วไป แถมยังมีวิวสวยสะกดใจอีกต่างหาก

Google Map: https://goo.gl/maps/kXctyYf6BmL2

 

3. Asahi-dake, Hokkaido

ใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นลุยๆ มันส์ๆ สำหรับการเล่นสกีอยู่ล่ะ เชิญทางนี้เลยจ้า ภูเขา Asahi-dake ตัวเลือกที่ดีสำหรับสายลุยทั้งหลาย เพราะเป็นภูเขาที่มีหิมะสูง และมีเส้นทางสกีที่ไม่ตายตัว ดังนั้นลุ้นกับมันส์ตลอดเวลาแน่นอน! แต่ถ้าหากใครไม่พร้อมจะลองแบบชิลล์ๆ ฮอกไกโดก็มีสกีรีสอร์ทให้เลือกหลากหลายมากเช่นกัน

Google Map: https://goo.gl/maps/XR92Pgvt9UR2

 

4. Oze National Park, Gunma

ความจริงแล้วอุทยานแห่งชาติ Oze นั้น กินพื้นที่ของ 4 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ Fukushima Tochigi Gunma และ Niigata โดยที่อุทยานแห่งชาติ Oze แห่งนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเดินป่ามากๆ ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกมิซุบะโชหรือกะหล่ำสกังค์ สีขาวครีมกำลังบานสะพรั่ง และช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ที่ลุ่มน้ำขัง Ozegahara และสระน้ำ Ozenuma ก็จะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะเต็มไปด้วยดอกไม้สวย และมีเส้นทางเดินป่า ต้องผ่านภูเขาหลายลูก

Google Map: https://goo.gl/maps/KMBvVbZRz2L2

 

5. Fuji-san, Shizuoka

ปกติแล้วหลายคนๆ อาจจะได้แต่ยืนมองภูเขาไฟฟูจิกันอยู่ในระยะไกลๆ แต่เราอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองปีนขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศข้างบนดูบ้าง รับรองว่าฟินพะยะค่ะ! โดยภูเขาไฟฟูจิจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีนเขากันในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม – กลางเดือนกันยายน รับรองว่าทริปนี้จะเป็นความทรงจำสุดประทับใจที่ไม่มีทางลืมเลือนเลยทีเดียว

Google Map: https://goo.gl/maps/CeyjT432L192

 

6. Fuji Five Lakes, Yamanashi

Fuji Five Lakes หรือที่หลายคนเรียกว่า Fuji Goko คือทะเลสาบบริเวณรอบๆ ฐานภูเขาไฟฟูจิที่มีทั้งหมด 5 แห่งด้วยกัน ได้แก่ ทะเทสาบคาวากุจิ ทะเลสาบยามานะกะ ทะเลสาบโมโตซูโกะ ทะเลสาบไซโกะ และทะเลสาบโชจิโกะ ซึ่งทะเลสาบที่เหมาะสำหรับสายลุยอย่างเราๆ ก็คือ ทะเลสาบโมโตซูโกะ ทะเลสาบที่น้ำใสมาก และมีความลึกมากที่สุด ทำให้ที่ทะเลสาบแห่งนี้สามารถเล่นกีฬา กิจกรรมทางน้ำ และตั้งแคมป์ได้ด้วย

Google Map: https://goo.gl/maps/kpTU9tTv8Ys

 

7. Okutama, Tokyo

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าในโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่นจะมีสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นทางธรรมชาติด้วย ย่าน Okutama อยู่ห่างจากโตเกียวออกไปแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น (ขับรถยนตร์) มาที่นี่ต้องมาล่องแก่งตามกระแสน้ำของแม่น้ำ Tama-gawa แล้วไปสนุกกับการโรยตัวสนุกๆ ปีนเขาไปตามน้ำตกขนาดเล็ก ช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้ดีทีเดียว

Google Map: https://goo.gl/maps/BGTi1M8nE8B2

 

8. Kamikochi, Nagano

Kamikochi หรือเทือกเขา Japan Alps คือเส้นทางธรรมชาติที่นักปีนเขา และนักท่องเที่ยวให้คนสนใจมาก-มากที่สุด ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 1500 เมตร และยอดเขาที่สูงริบถึง 3000 เมตร รวมถึงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ปากทางเข้าที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน จึงไม่น่าแปลกใจที่เทือกเขา Kamikochi จะเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยว โดยเทือกเขา Kamikochi จะเปิดให้ทุกคนไปลุย ทดสอบร่างกายกันตั้งแต่ กลางเดือนเมษายน – กลางเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น

Google Map: https://goo.gl/maps/dWf6HFzc7T82

 

9. Sado island, Niigata

ชวนเพื่อนๆ มาสัมผัสแดนสวรรค์ของจังหวัดนางีตะ ที่เกาะซะโด (Sado Island) มาพายเรือ Taria Bune เรืออ่างแห่งซาโดะตามการ์ตูนอนิเมะเรื่องดัง Spirited Away โดยปกติแล้วเรืออ่างที่ว่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เก็บหอยเป๋าฮื้อตามบริเวณชายฝั่ง จากนั้นก็ไปนั่งเรือชมวิวสวยๆ สัมผัสคลื่นลมแรงกันที่ Senkakuwan Bat  สวยงามอลังการเกินบรรยาย

Google Map: https://goo.gl/maps/PYDRe2tDijR2

 

10. Tottori Sand Dune, Tottori

เที่ยวเนินทรายที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ Tottori Sand Dune ที่จังหวัด Tottori มาที่นี่ก็ต้องขึ้นมาที่ อุมะ โนะ เสะ จุดสูงสุดของเนินทรายที่สามารถเห็นวิวสวยๆ ของทะเลญี่ปุ่นได้ ต้องบอกเลยว่าการมาที่เนินทรายแห่งนี้สวยทุกฤดู ถ้ามาในฤดูร้อนก็จะเห็นไฟเรือหาปลาเป็นประกายอยู่ในทะเล ถ้ามาช่วงใบไม้ร่วงก็จะมีทุ่งดอกไม้สีม่วงขนาดใหญ่ให้ยล ส่วนหน้าหนาว เนินทรายจะถูกปกคลุมด้วยหิมะก็สวยไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประติมากรรมทรายขนาดใหญ่ สร้างโดยศิลปินที่ผลัดกันมาสร้างผลงานจากทั่วโลกมาตั้งอยู่ใกล้ๆ อีกด้วย

Google Map: https://goo.gl/maps/Lm6E78Chusz

 

11. Moerenuma Park, Hokkaido 

ปั่นจักรยานชมวิวสวยๆ ของสวน Moerenuma ที่ซัปโปโร สวนกว้างที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติสวยๆ ดีไซน์ออกมาให้ดูมินิอลสุดๆ และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแนวศิลปะประยุกต์ รับรองว่าฟินทั้งเสพธรรมชาติและงานศิลปะ ยิ่งถ้าชอบถ่ายรูปก็จะยิ่งหลงรักสวน Moerenuma แห่งนี้ ปั่นไป ถ่ายรูปไป ชมงานศิลปะไปคือดีย์

Google Map: https://goo.gl/maps/Vf6bAVYwYM22

 

12. Takeda Castle, Hyogo

สัมผัสความสวยสุดแฟนตาซีเหมือนหลุดออกมจากโลกนวนิยายที่ Takeda Castle ปราสาทลอยฟ้าที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกสวยๆ ของเมืองอาซาโกะ จังหวัดเฮียวโงะ ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้เหลือเพียงแค่ตัวฐาน ที่ตั้งอยู่บนภูเขาบนความสูง 353 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเปิดให้เข้าชมในช่วงกลางเดือนมีนาคม – ธันวาคม ซึ่งความสวยงามของปราสาทแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น Machu Picchu แห่งญี่ปุ่นเลยทีเดียว

Google Map: https://goo.gl/maps/oo714ZQ2bTA2

 

13. Hitachi Seaside Park, Ibaraki

เปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวแบบหวานๆ ใสๆ กันบ้างที่ Hitachi Seaside Park แห่งจังหวัด Ibaraki ต้องบอกเลยว่าที่นี่มีทั้งสวนสนุก สวยดอกไม้และพื้นที่สำหรับปิ้งบาร์บีคิวพร้อม! ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ที่สวนสวยที่จะถูกจัดให้แตกต่างกันตามแต่ละฤดูกาล เช่น ถ้ามาเที่ยวช่วงปลายเดือนเมษาจะได้เห็นทุ่งดอกเนโมฟีลาสีฟ้าสดใสบานสะพรั่ง แต่ถ้ามาช่วงตุลาคมจะได้เห็นต้นโคเคียสีแดงไปทั่วบริเวณ

Google Map: https://goo.gl/maps/QXVYa1NRKg32

 

14. Senjogahara, Tochigi

ทุกคนรู้ว่าการมาเยือนจังหวัดโทจิงิ ต้องไปเที่ยวเมืองนิกโกะ แต่จะมีสักกี่คนรู้ว่า คุณต้องแวะไปที่เซ็นโจะกะฮะเร (Senjogahara) ด้วยสิถึงจะครบสูตร! ที่นี่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกว้างๆ ที่ตั้งอยู่ข้างหลังน้ำตกริวสุ เหมาะสำหรับการไปสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชนิด ที่นี่มีพันธุ์พืชมากถึง 350 ชนิด และมีนกป่านานาพันธุ์ให้เราได้ไปแอบส่อง แอบถ่ายรูปอีกต่างหาก!

Google Map: https://goo.gl/maps/4cKfP4VECMG2

 

15. Road of Laputa, Kumamoto

ใครที่เป็นสาวก Studio Ghibli ต้องเดินทางไปที่ Road of Laputa เส้นทางบนภูเขา Aso ในจังหวัดคุมาโมโต้ มาสัมผัสความสวยงามของแท้ที่ไม่แพ้ในหนังเรื่อง Laputa เลยสักนิด ขับรถลัดเลาะไปตามไหล่เขาที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ ชมทัศนียภาพที่สวยแปลกตา ยิ่งวันไหนที่มีหมอกหน่อยๆ คือฟินมาก ใครที่อยากตามไปต้องระวังหินถล่มในช่วงวันฝนตกและลมแรงให้ดี

Google Map: https://goo.gl/maps/qnsmD4XCimJ2

 

16. Mt. Aso, Kumamoto

ฟิตร่างกายให้พร้อม แล้วขึ้นไปถ่ายรูปๆ ที่ปากปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับและตลบอบอวลด้วยควันสีขาวที่ Mt. Aso ในจังหวัดคุมาโมโต้ ภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่สูง 1,592 เมตรจากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วย 5 ยอดเขาด้วยกัน แต่เหลือเพียงแค่ปล่องภูเขาไฟ Nakadeke เท่านั้นที่ยังคงครุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา และเป็นเส้นที่นักเดินป่าให้ความนิยมอย่างมากอีกด้วย หากใครที่สนใจไปแนะนำให้เช็กวันเปิด-ปิดให้ดีจะได้ไม่เสียเที่ยว เพราะหากมีระดับก๊าซสูง จะมีอันตรายต่อร่างกายและไม่เปิดให้ขึ้นไปเยือนเด็ดขาด!

Google Map: https://goo.gl/maps/zbEJw9qFMYD2

 

17. Mt. Kinpu

ปีนเขาขึ้นไปชมวิวสวยสุดอลังที่ Mt. Kinpu ภูเขาชื่อดังที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาโคอุจิจิที่กินพื้นที่ 2 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ ยามานาชิ และนากาโน่ โดยชื่อของภูเขานี้จะถูกเรียกแตกต่างกัน ถ้าเป็นจังหวัดยามานาชิจะเรียกว่า คิมปุซัน ส่วนนากาโน่เรียกว่า คิมโปซัน โดยที่ภูเขาแห่งนี้ต้องใช้เวลาในการปีนถึง 7 ชั่วโมงกว่าจะเห็นวิวสวยๆ แบบพาโนรามา สวยหยดย้อยชนิดที่เรียกว่าห้ามพลาดเด็ดขาด!

Google Map: https://goo.gl/maps/iR1xyCbBFvK2

 

18. Kerama Islands, Okinawa

ปีนเขากันจนสะใจแล้ว มาดำน้ำกันบ้างดีกว่า เดินทางมาที่ หมู่เกาะเคะระเมะ (Kerame Island) ในโอกินาว่า ประกอบด้วยเกาะโทะคะชิกิ เกาะซะมะมิ เกาะอะกะ และเกาะนะกันนุ ซึ่งต้องบอกเลยว่าแต่ละเกาะนั้นอัดแน่นไปด้วยธรรมชาติและชายหาดสวยๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางน้ำสนุกๆ อย่าง Scuba Diving, Snorkeling และอื่นๆ อีกมากมายรอเราอยู่

Google Map: https://goo.gl/maps/psvEJ7YT3kx

 

19. Ishigaki Island, Okinawa

มาต่อกันที่อีกหนึ่งเกาะสวยสวรรค์สร้างสุดๆ กันที่ เกาะอิชิงากิ (Ishigaki Island) เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยจุดชมวิวสวยๆ และมีแนวปะการังหลายแห่ง รวมถึงหาดทราย และหาดหิน ดังนั้นมาเที่ยวที่เกาะอิชิงากิแห่งนี้คุ้มค่าแน่นอน เพราะสามารถว่ายน้ำได้ ดำน้ำสนอร์คเกิลได้ ดำน้ำแบบสคูบ้าไดฟ์ก็ได้ แถมยังมีเรือท้องกระจกให้ล่องไปตามอ่าวคาบิระได้ด้วย!

Google Map: https://goo.gl/maps/dMcQWHMqs8K2

 

20. Miyako Island, Okinawa

และปิดท้ายด้วยการมาดำน้ำกันต่อที่เกาะมิยาโกะ (Miyako Island) เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโอกิน่าว่า โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นไร่อ้อย มีเมืองสำคัญคือเมืองฮิราร่า (Hirara) เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการ ส่วนความสวยของเกาะมายิโกะนั้นบอกเลยว่าดีงามสุดๆ ท้องทะเลสีฟ้าและหาดทรายสีขาว  และสามารถดำน้ำได้ทั้งแบบสคูบ้า และแบบสนอร์คกลิ้งเลยด้วย!

Google Map: https://goo.gl/maps/KkRqiG7z49K2

 

จัดเต็มกันแบบจุกๆ ไปเลยสำหรับทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ กับสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่สายลุยทั้งหลายต้องมาให้ได้! ใครที่ฟิตร่างกายพร้อมแล้วก็เตรียมตัวจองตั๋วเครื่องบินมาเปิดประสบการณ์เที่ยวญี่ปุ่นครั้งใหม่กับ Traveloka กันดีกว่า ธรรมชาติสวยๆ ชวนฝันของประเทศญี่ปุ่นรอคุณอยู่!

เช็กราคาและจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ญี่ปุ่น กับ Traveloka