โตเกียว (Tokyo) เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องค่าครองชีพสูงติดอันดับโลก คงไม่แปลกที่ Budget Travelers ทั้งหลายฝันอยากเที่ยวโตเกียวแต่ยังไปไม่ถึงโตเกียวสักที อาจด้วยปัจจัยหลักอย่างราคาของตั๋วเครื่องบินและที่พักนั้นมีราคาสูงจึงเปลี่ยนทิศทางไปปลายทางอื่นก่อนตลอด แต่ทุกวันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปปัจจัยหลายอย่างด้านการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตาม ซึ่งเปิดกว้างและสนับสนุนให้ Budget Travelers มีทางเลือกในการเที่ยวมากขึ้น สายการบินโลว์คอสต์หลายเจ้าเปิดเส้นทางบินตรงสู่ญี่ปุ่นมากขึ้นส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลง คนญี่ปุ่นเองก็นิยมหันมาเปิดที่พักสไตล์โฮสเทลมากขึ้นช่วยให้เรื่องการหลับนอนง่ายและประหยัด ทุกวันนี้จึงบอกได้เลยว่าโตเกียวไม่ใช่จุดหมายที่เป็นเส้นขนานกับ Budget Travelers อีกต่อไป

 

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเที่ยวโตเกียวครั้งแรกของเรา พิกัดเที่ยวก็ตามวิถีโตเกียวสไตล์ เสพย์ความทันสมัย ช็อปปิ้งแบบเปย์กระจาย ตระเวนกินของเด็ด ไหว้ขอพรศาลเจ้าดัง และชิลล์ไปกับคาเฟ่สายมินิมอล อีกทั้งด้วยความที่อยากเจอฟูจิซัง (Mt. Fuji) เราจึงแพลนเที่ยวนอกเมืองที่คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) ด้วย ซึ่งต้องบอกว่าการเที่ยวโตเกียวหรือแม้แต่สถานที่อื่นๆ รอบญี่ปุ่นนั้น ระบบการคมนาคมขนส่งสาธารณะค่อนข้างสะดวกมาก ทั้งเครื่องบิน รถบัส โดยเฉพาะระบบรถไฟขนส่งทั้งบนดินและใต้ดินบริการครอบคลุมไปยังจุดท่องเที่ยวหลักๆ ได้เกือบครบ ดังนั้นมือใหม่ทั้งหลายโปรดคลายกังวลแล้วมาสนุกกับการเที่ยวเอง เรียนรู้ และรู้จัก “โตเกียว” ทุกแง่มุมตลอดเวลา 6 วัน 5 คืนไปด้วยกัน

 

เที่ยว “โตเกียว” ฉบับมือใหม่

อย่างสุภาษิตบอกไว้เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม จะเที่ยวไหนก็ควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานและทำความเข้าใจพฤติกรรมของคนในสถานที่นั้นๆ สักหน่อย เที่ยวเองจะง่ายขึ้นเมื่อเราเตรียมพร้อมและมีความเข้าใจ โดยเฉพาะสถานที่ๆ เราไม่เคยไปนักท่องเที่ยวมือใหม่อาจเกิดสมมติฐานในใจหลายข้อหน่อย การเดินทางจึงเสมือนการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริง ผลลัพธ์อาจออกเป็นบวกหรือลบ แต่สิ่งที่แน่นอนคือประสบการณ์ระหว่างการเดินทางนั้นคุ้มค่าเสมอ

  • Say Hi “Tokyo” ญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 8 ภูมิภาค โตเกียวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในภูมิภาคคันโต (Kanto) เป็นเมืองหลวงที่ถึงแม้จะมีความทันสมัยสูงแต่ก็ยังมีกลิ่นอายวิถีชีวิตคนแบบฉบับญี่ปุ่นดั้งเดิมสูงด้วยเช่นกัน คนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกส่วนใหญ่มักเลือกมาเยือนโตเกียวเป็นที่แรก เพราะจะได้เห็นญี่ปุ่นในหลากแง่มุม รวมถึงระบบคมนาคมขนส่งยังเกื้อหนุนให้นักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างมากด้วย
  • Prepare for take-off การเตรียมตัวก่อนเที่ยวญี่ปุ่น เรื่องหลักคือควรเช็คสภาพอากาศของเมืองที่จะไปเรื่อยๆ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะอากาศจึงค่อนข้างแปรปรวน ในหนึ่งวันอาจเจอทั้งฝนตก แดดออก ไปจนถึงหิมะตกก็เป็นได้ การเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมจึงค่อนข้างสำคัญ ถัดมาคือการแลกเงินซึ่งญี่ปุ่นใช้สกุลเงินเยน (JPY) อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน ประมาณ 0.30 บาท (THB) หรือเทียบง่ายๆ ก็ 100 เยนประมาณ 30 บาท แลกธนาคารทั่วไปจะได้อัตราดีกว่าแลกที่สนามบิน และแลกจากไทยจะได้อัตราดีกว่าแลกที่ญี่ปุ่น ปิดท้ายด้วยเรื่องการติดต่อสื่อสารอินเตอร์เน็ตถือว่าสำคัญถ้าจะเที่ยวเอง เพราะเราต้องใช้ค้นหาข้อมูลและดูแผนที่ตลอด เราเลือกซื้อซิมโทรศัพท์จากไทย AIS SIM2Fly ใช้งานเฉพาะ Internet Non-Stop 4GB นาน 8 วัน ราคา 399 บาท ถือว่าสัญญาณแรงดี ส่วนใครไม่อยากสิ้นเปลืองที่ญี่ปุ่นมี Free Wi-Fi บริการตามที่ต่างๆ ค่อนข้างเยอะ ในโรงแรมที่พัก บนรถไฟด่วนพิเศษ Skyliner ไปจนถึงบนรถบัสโดยสารข้ามเมืองต่างๆ
  • Ready for landing เที่ยวญี่ปุ่นไม่ต้องใช้วีซ่า แค่มีหนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือนก็สามารถใช้ท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 15 วัน จากไทยมีเที่ยวบินตรงสู่โตเกียวลงได้ถึง 2 สนามบิน คือ สนามบินฮาเนดะ (Haneda Airport/HND) และสนามบินนาริตะ (Narita International Airport/NRT) โดยสายการบินโลว์คอสต์จากไทยส่วนใหญ่จะบินลงที่สนามบินนาริตะ ซึ่งมีถึง 3 อาคารด้วยกัน Terminal 1-2 สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ส่วน Terminal 3 สำหรับเที่ยวบินในประเทศ เมื่อเครื่องบินแลนดิ้งแล้วอย่าลืมปรับเวลานาฬิกาให้เร็วกว่าเวลาของไทย 2 ชั่วโมง
  • Hi-tech Travel อย่างที่รู้กันญี่ปุ่นคือผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยกับข้าวของเครื่องใช้นำเข้าจากญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก ต่อยอดมาสู่ระบบอัตโนมัติต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวด้วย ร้านอาหารส่วนใหญ่ในโตเกียวใช้ตู้หยอดเหรียญเพื่อสั่งอาหารไม่ต้องสื่อสารกันแต่ได้กินของอร่อยแน่นอน กระเป๋าเดินทางไม่ต้องลากไปมาให้วุ่นวายสามารถฝากไว้ตามตู้ล็อคเกอร์อัตโนมัติซึ่งมีกระจายอยู่ตามสถานีรถไฟทั่วเมือง (ขนาดกระเป๋าต้องไม่เกิน 30 นิ้วน๊า) หรือแม้แต่ช่วงเวลาแห่งการปลดทุกข์ยังนั่งสบายกับชักโครกอัตโนมัติ

 

JR & Subway แค่เข้าใจก็ไปได้ทุกที่

การเริ่มต้นแพลนทริปของเราเริ่มจากลิสต์พิกัดสถานที่ๆ อยากไปพร้อมจัดโซนให้ที่เที่ยวใกล้กันอยู่วันเดียวกัน หลังจากนั้นดูต่อที่วิธีเดินทางเที่ยวรอบโตเกียวเราเลือกใช้แค่ 2 วิธี คือ ใช้บริการรถไฟใต้ดิน (Subway) เป็นหลักและรถไฟ JR เป็นรอง แค่ทำความเข้าใจวิธีการนั่งรถไฟทั้ง 2 แบบนี้ก็ไปเที่ยวได้ทั่วโตเกียวแล้ว มีเพียงการเดินทางเที่ยวนอกเมืองไปคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) เท่านั้นที่เราเลือกใช้บริการรถบัส และที่ต้องรู้ไว้ระบบขนส่งในญี่ปุ่นตรงต่อเวลามาก

ทีนี้อยากแนะนำมือใหม่เกี่ยวกับการนั่งรถไฟในโตเกียวกันสักหน่อย ความรู้สึกเราเมื่อเปิด Tokyo Subway Map โอ้วแม่เจ้า! ทำไมเส้นทางมันยุ่งเหยิงวุ่นวายขนาดนี้ แต่หลังจากลองทำความเข้าใจแล้วพบว่าวิธีการดูแผนที่นั้นไม่ยาก ส่วนวิธีการใช้บริการก็คล้ายคลึงกับการนั่งรถไฟฟ้าบ้านเรา เพียงแต่ที่โตเกียวมีบริการรถไฟหลากประเภทและเส้นทางของรถไฟเยอะกว่าที่บ้านเรามาก จะรู้จักหมดก็กลัวจะสับสนเราจึงคัดเน้นๆ เฉพาะที่ต้องใช้เดินทางตามแพลนที่วางไว้มาแนะนำ

  • Keisei Skyliner เป็นรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้นั่งจากสนามบินนาริตะ (Terminal 1-3) ใช้เวลาเพียง 40 นาทีเข้าสู่ตัวเมือง ซึ่งจะจอดแค่ที่สถานีรถไฟนิปโปริ (Nippori Station) และปลายทางที่สถานีรถไฟอุเอโนะ (Ueno Station) เท่านั้น โดยสามารถซื้อตั๋วได้ที่ Skyliner & Keisei Information Center ชั้น B1 ของสนามบินนาริตะ โดยตั๋วจะระบุหมายเลขที่นั่งไว้และบนรถไฟมีที่ไว้สัมภาระกว้างขวาง ซึ่งนอกจากรถไฟความเร็วสูงของ Keisei Skyliner แล้วยังมีของ Narita Express (N’EX) ด้วย ใช้เวลา 60 นาทีเข้าสู่ตัวเมืองซึ่งจะจอดที่สถานีรถไฟโตเกียว (Tokyo Station) ตัวเราเองเลือกใช้บริการ Keisei Skyliner เพราะราคาคุ้มค่ากว่า

 

  • รถไฟใต้ดิน (Tokyo Subway) เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างครอบคลุมจุดท่องเที่ยวสำคัญในโตเกียวแถมราคาค่อนข้างถูกกว่ารถไฟแบบอื่น โดยรูปแบบของตั๋วโดยสารหรือที่เขาเรียกกัน Pass นั้นมีหลายแบบแต่ที่ดูคุ้มค่าและเป็นนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวคือตั๋วแบบคิดเวลาเป็นชั่วโมง

ถ้าต้องเที่ยวมากกว่าหนึ่งวันเลือกซื้อตั๋วแบบ 72-Hour Ticket ไปเลย โดยจะเริ่มนับเวลาตั้งแต่เราใช้ตั๋วครั้งแรกวนจนครบ 72 ชั่วโมง ซึ่งตั๋วสามารถซื้อได้ที่สนามบินนาริตะและสถานีรถไฟหลักทั่วเมือง ส่วนการใช้บริการรถไฟใต้ดินตั๋วดังกล่าวจะใช้สำหรับผู้ประกอบการรถไฟใต้ดิน 2 เจ้าใหญ่ คือ Tokyo Metro Line และ Toei Line ซึ่งก็ถือว่าเส้นทางครอบคลุมทุกจุดแล้ว สามารถเดินขึ้นรถไฟได้โดยไม่ต้องสนใจว่าขบวนนี้จะเป็น Tokyo Metro Line หรือ Toei Line ใช้บริการร่วมกันได้หมด

ทีนี้มาดูวิธีการใช้แผนที่รถไฟใต้ดินกัน สามารถดาวน์โหลดไฟล์แผนที่ฉบับเต็มได้ที่ https://www.tokyometro.jp/en/subwaymap/ วิธีดูง่ายมากจากแผนที่ดูเฉพาะเส้นทางหลักพอ เช่น A สี Rose สาย Asakusa Line , G สี Orange สาย Ginza Line เป็นต้น ส่วนที่เป็นพวกสายพิเศษ Private Railways , Tokyo Sakura Tram ต้องเสียเงินเพิ่ม และเมื่อเราอ่านชื่อขบวนรถไฟซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่ออก วิธีการดูรถไฟคือยึดจากสี สีเส้นทางในแผนที่จะตรงกับสีป้ายบอกทางไปชานชาลาและตรงกับสีที่คาดกับตัวขบวนรถไฟ เพื่อให้เรารู้ว่าขึ้นตรงสีถูกสายด้วย ตัวอย่างเช่น

  • ถ้าเราอยู่สถานีรถไฟโตเกียว (Tokyo Station : M17) ต้องการเดินทางไปสถานีรถไฟชินจูกุ (Shinjuku Station : M08,S01,E27) มีสายสีแดง M/Marunouchi Line สายเดียวที่ไปได้ รถไฟขบวนที่ขึ้นได้คือขบวนที่คาดสีแดงเท่านั้น
  • กรณีต้องนั่งหลายต่อเช่น ที่พักอยู่แถวสถานีรถไฟคากุระซากะ (Kagurazaka Station : T05) ต้องการเดินทางไปสถานีชิบูย่า (Shibuya Station : Z01,F16,G01) นั่นหมายถึงสาย T ไม่มีวิ่งตรงไปสาย Z F หรือ G ดังนั้นต้องหาสถานีที่สาย T สามารถไปลงเพื่อเปลี่ยนเป็นสาย Z F หรือ G ดังนั้นสายสีฟ้า T/Tozai Line สามารถเปลี่ยนสายที่สถานี Kadanshita (S05,Z06,T07) เป็นสายสีม่วง Z/Hanzomon Line ได้

 

  • รถไฟ Japan Rail (JR) ตั๋วรถไฟ JR เหมาะสำหรับการเดินทางเที่ยวรอบญี่ปุ่นโดยเฉพาะการโดยสารข้ามเมือง ข้ามภูมิภาค สำหรับการเที่ยวในโตเกียวเราไม่ได้ซื้อแพ็คเกจ JR Pass แต่ซื้อเป็นตั๋วครั้งคราวจากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ เพราะจะเลือกใช้ JR ในกรณีที่ปลายทางไม่มีรถไฟใต้ดินเท่านั้น ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไฟล์แผนที่ฉบับเต็มได้ที่ https://www.jreast.co.jp/e/info/map_a4ol.pdf วิธีการดูแผนที่และการใช้บริการก็คล้ายกับรถไฟใต้ดิน ดังนั้นเอาวิธีซื้อตั๋วรถไฟจากตู้อัตโนมัติด้วยตัวเองมาฝาก

 

 

6 วัน 5 คืน เที่ยวง่ายไม่แคร์ซีซั่น

โตเกียวเป็นเมืองที่เที่ยวได้ทั้งปีนะ แม้ไม่มีดอกซากุระ ไม่เจอใบไม้เปลี่ยนสี แต่ก็ยังคงสวยและมีเสน่ห์ให้ค้นหาเสมอ เที่ยวรอบนี้บอกเลยไม่แคร์ฤดูกาลใดๆ แค่เห็นหน้าเพจของ Traveloka โชว์ตั๋วเครื่องบินสู่โตเกียวในราคาโปรโมชั่นก็กดจองในทันที การเที่ยวช่วง low season มีข้อดีหลายอย่างเหมือนกันนะ ที่เด่นชัดคือช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเพราะตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาไม่สูง รวมถึงความแออัดของผู้คนตามสถานที่เที่ยวก็เบาบาง เรียกว่าสูดโอโซนได้เต็มปอดหน่อย

จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น กับ Traveloka 

 

 

เราออกเดินทางโดยสายการบิน Thai Lion Air จากกรุงเทพฯ เวลา 01.10 น. สู่สนามบินนาริตะ ใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมง ซึ่งสายการบิน Thai Lion Air เพิ่งเปิดเส้นทางบินตรงสู่ญี่ปุ่นเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว จุดขายเป็นเครื่องบินลำใหม่ Airbus A330-300 ที่นั่งสะดวก นอนสบาย เวลาดี แถมฟรีน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโล วิธีการค้นหาตั๋วเครื่องบินก็ง่ายเพียงปลายนิ้วกับ Traveloka Mobile App ผู้ช่วยหลักสำหรับ Budget Travelers อย่างเรา จองง่าย จ่ายสะดวก แถมยังมีส่วนลดให้ตลอดเวลา

ตามแพลนวันแรกเราจะเดินทางออกนอกเมืองไปชมความงามของภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) ที่คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) ด้วยการนั่งรถบัสออกไป ดังนั้นเมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อไปคือการเดินทางเข้าตัวเมือง ซึ่งอย่างที่แนะนำไปเราเลือกใช้บริการรถไฟความเร็วสูงของ Keisei Skyliner (Roundtrip) โดยเลือกแพ็คเกจที่จำหน่ายคู่กับตั๋ว Tokyo Subway 72-Hour Ticket ในราคา 5,400 เยน ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและเหมาะสมกับแพลนท่องเที่ยวของเรา โดยเลือกลงที่สถานีรถไฟนิปโปริ (Nippori Station)

ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็เดินทางถึงสถานีรถไฟนิปโปริ (Nippori Station) หลังจากนั้นซื้อ JR Pass จากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติเพื่อต่อรถไฟ JR (Yamanote Line – Inner Loop Osaki : JY07) ไปลงที่สถานีรถไฟชินจูกุ (Shinjuku Station : JY17) (Tokyo-Subway 72-Hour Ticket ที่ซื้อมาตั้งแต่สนามบินเราจะเก็บไว้ใช้วันที่กลับเข้าเมืองเพื่อเที่ยวโตเกียว) ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็เดินทางถึงสถานีรถไฟชินจูกุ (Shinjuku Station) ให้เดินตามทางออก South Exit จะพบกับสถานีรถบัสชินจูกุ (Shinjuku Expressway Bus Terminal) ตั้งอยู่ตึกฝั่งตรงข้าม โดยสถานที่จำหน่ายตั๋วและขึ้นรถบัสจะอยู่ที่ชั้น 4 ของตึก

 

สำหรับตั๋วรถบัสไปคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) สามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าที่ https://highway-buses.jp/ โดยเลือกวัน เที่ยวเวลา รูปแบบตั๋วเที่ยวเดียวหรือไปกลับ และสถานีปลายทาง เมื่อชำระเงินผ่านบัตรเครดิตจะได้รับเป็น E-Ticket ซึ่งสามารถใช้ยื่นเพื่อขึ้นรถบัสที่ชานชาลาได้เลย โดยสถานีปลายทางของเราเลือกลงที่สถานีคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko Station) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาทีก็ถึงที่หมาย ซึ่งบนรถบัสมีที่เก็บสัมภาระใต้ท้องรถและมี Free Wi-Fi สัญญานแรงบริการด้วย

เวลาประมาณ 17.00 น. รถบัสเริ่มเข้าสู่คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) ก็จะมองเห็นฟูจิซังออกมาทักทาย ที่พักวันแรกของเรา คือ Hostel Fujisan FBH โดยต้องบอกว่าที่พักของทริปนี้จองผ่าน Traveloka Mobile App ทั้งหมด จองสะดวก จ่ายสบาย และได้ราคาดี๊ดี สำหรับ Hostel Fujisan FBH อยู่ห่างจากสถานีคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko Station) ประมาณ 2 กิโลเมตร เราเลือกพักห้องแบบญี่ปุ่นพร้อมวิวภูเขาไฟฟูจิ โดยใช้ห้องน้ำรวม (เป็นห้องน้ำแยกชาย-หญิง ซึ่งห้องอาบน้ำเป็นสไตล์ญี่ปุ่นมีแค่บานกระจกกั้นเท่านั้น อาจแอบเขินเล็กน้อย) ในราคา 7,200 เยน ถือว่าเป็นที่พักที่อยากแนะนำต่อ นอนสบาย เหมาะสมกับราคากำลังดี และมีรถบริการรับ-ส่งจากสถานีคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko Station) ด้วย

 

 

เวลา 08.00 น. เรา Check-out จากที่พัก (ข้อควรรู้ที่พักในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ให้ Check-in หลังเวลาประมาณ 16.00 น. Check-out ก่อนเวลาประมาณ 10.00 น. และบางโฮสเทลเมื่อต้องนอนหลายคืนแต่ต้องทำการ Check-out ทุกวัน ดังนั้นก่อนกดจองที่พักควรอ่านรายละเอียดหรือรีวิวจากผู้เคยเข้าพักก่อนตัดสินใจ) ตามแพลนวันที่สองกิจกรรมยามเช้าคือการนั่งรถบัสชมวิวรอบทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) และเดินทางกลับเข้าโตเกียวช่วงบ่าย โดย Shuttle Bus ของโรงแรมจะมาส่งเราที่สถานีคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko Station) ที่สถานีมีล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าเดินทางอัตโนมัติและเคาน์เตอร์รับฝากด้านในสถานี ทีนี้การจะเที่ยวชมภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) นั้น มีรถบัสวิ่งบริการ 3 เส้นทางด้วยกัน คือ Red-Line วิ่งรอบทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) มีจุดจอดรถ 22 ป้าย , Green-Line วิ่งไปทะเลสาบไซโกะ (Lake Saiko) และ Blue-Line วิ่งไปทะเลสาบโชจิโกะ (Lake Shojiko) และทะเลสาบโมโตซูโกะ (Lake Motosuko) ซึ่งทะเลสาบทุกแห่งเป็นจุดชมภูเขาไฟฟูจิที่มีความสวยงามแตกต่างกันไป สำหรับเราเองมีเวลาไม่มากจึงเลือกเป็น Red-Line Coupon ราคา 1,500 เยน ซึ่งสามารถนั่งรถเที่ยวขึ้นลงได้ทุกป้ายไม่จำกัด ส่วนใครที่มีเวลามากหน่อยแนะนำซื้อเป็นแพ็คเกจ R-Coupon = รถบัส Red-Line ไม่จำกัดเที่ยวจำนวน 2 วัน + คูปองนั่งเรือรอบทะเลสาบ + คูปองนั่งกระเช้าลอยฟ้า ในราคา 2,600 เยน ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าซื้อแยกทีละรายการ โดยสามารถซื้อตั๋วได้ที่เคาน์เตอร์ Sightseeing Bus Ticket ด้านหน้าสถานี ซึ่งรถบัส Red-Line เที่ยวแรกเริ่มวิ่งเวลา 09.00 น. ยืนรอได้ที่ป้าย No.1

 

Kawaguchiko Sightseeing

เมื่อขึ้นบน Red-Line Sightseeing Bus ซึ่งมีจุดจอดทั้งหมด 22 ป้าย จะให้ลงเที่ยวทุกสถานีก็คงจะไม่ไหว เลยแนะนำพิกัดไฮไลท์ที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) แบบสวยงามตามนี้ (หมายเลขสถานีมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ดังนั้นควรดูป้ายจอดจากชื่อของสถานที่ดีที่สุด)  

  • Station 11 : Pleasure Cruiser/Ropeway Ent.
  • Station 17 : Kawaguchiko Music Forest Museum
  • Station 20 : Sunnide Resort/Nagasaki Park Ent
  • Station 22 : Kawaguchiko Natural Living Center

หลังจากนั้นเวลา 14.00 น. เราออกเดินทางกลับสู่โตเกียวโดยรถบัสเช่นกัน ซึ่งจองตั๋วไว้รูปแบบไป-กลับ รถบัสจะส่งเราที่สถานีรถบัสชินจูกุ (Shinjuku Expressway Bus Terminal) หลังจากนั้นเราจะเดินทางไปย่านคากุระซากะ (Kagurazaka) ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ใจกลางเมืองและเป็นที่ตั้งของที่พักของเรา โดยจะเริ่มใช้ Tokyo Subway 72-Hour Ticket สำหรับเดินทางจากสถานีรถไฟชินจูกุ (Shinjuku Station) ไปยังสถานีรถไฟคากุระซากะ (Kagurazaka Station)

 

คากุระซากะ (Kagurazaka)

ตั้งอยู่ในเขตชินจูกุ เป็นย่านเก่าแก่ที่มีกลิ่นอายของยุคเอโดะ บรรยากาศโดยรอบมีร้านค้าหลากหลายแต่ผู้คนไม่พลุกพล่าน  เหมาะกับการมาเดินเล่น นั่งจิบกาแฟ และหาของกินอร่อย พิกัดเด็ดซาลาเปายักษ์ร้าน Gojuban นั้นขึ้นชื่ออย่าลืมแวะไปลิ้มลอง โดยร้านค้าส่วนใหญ่จะเปิดตั้งแต่ช่วงสายไปจนถึงดึกดื่น

หลังจากช็อป ชิม ชิลล์ เราก็เข้าสู่ที่พักคือ Unplan Kagurazaka Hostel ซึ่งจะนอนที่นี่เป็นเวลา 3 คืน โดยขอแนะนำเรื่องที่พักในโตเกียวนิดหนึ่ง ย่านที่พักในโตเกียวมีหลากหลายย่านถ้าเป็นประเภทโรงแรมใจกลางเมืองก็จะราคาสูงหน่อย แต่ถ้าใครอยากได้มิตรภาพเพิ่มการนอนโฮสเทลที่มีจำนวนมากในโตเกียวก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย ตั้งใจกลางเมือง พิกัดใกล้สถานีรถไฟ ในราคาไม่ถึงพัน แถมยังได้มิตรภาพจากเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติด้วย จะหาโฮสเทลนอนก็ไม่ยากเพียงจองผ่าน Traveloka Mobile App ราคาที่โชว์ว่าถูกแล้วยังได้โค้ดส่วนลดให้ราคาถูกลงไปอีก คุ้มกว่า Traveloka ไม่มีอีกแล้ว

จองที่พักญี่ปุ่น กับ Traveloka 

 

Unplan Kagurazaka Hostel ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินคากุระซากะ (Kagurazaka Station) ประมาณ 300 เมตร เป็นโฮสเทลสไตล์วัยรุ่นคูลๆ ด้านล่างเป็นคาเฟ่ ด้านบนเป็นที่นอน มีทั้งหอพักหญิงล้วน หอพักชายล้วน และหอพักรวม ส่วนชั้นบนสุดมีห้อง Common Room สำหรับปาร์ตี้สังสรรค์ โดยแต่ละชั้นมีห้องน้ำรวมจำนวนมากและสะอาดดีจริง เราได้ที่พักในราคา 2,500 เยน/วัน/คน ใครที่ไม่ชอบที่นอนแคบและอึดอัดสไตล์แคปซูลแนะนำที่นี่เลย นอนสบายอากาศปลอดโปร่ง

 

 

 

แพลนสำหรับวันที่สาม ลดอายุไปกับ โตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland) สวนสนุกในฝันที่หากมาเยือนโตเกียวต้องห้ามพลาด การเดินทางนั้นก็ไม่ยากมีหลากหลายวิธี แต่ที่นักท่องเที่ยวนิยมก็จะเป็นการนั่งรถบัสสาธารณะจากสถานีรถบัสชินจูกุ (Shinjuku Expressway Bus Terminal) หรือการนั่งรถไฟ โดยเราเลือกวิธีการนั่งรถไฟ เพราะค่อนข้างสะดวก ประหยัดเวลา และราคาค่าตั๋วก็พอกันกับรถบัส (ใครต้องการรู้ราคารถไฟใต้ดินและรถไฟ JR เที่ยวตารางรถไฟ สามารถเช็คได้ที่ http://www.hyperdia.com/en/) ซึ่งรถไฟใต้ดินไม่มีสถานีที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์นะจะ ต้องนั่งรถไฟ JR เท่านั้นไปลงที่สถานีรถไฟไมฮามะ (Maihama Station) ซึ่งเป็นสถานีที่ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าสวนสนุกเลย

 

โตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland)

เปิดให้เข้าเที่ยวตั้งแต่เวลา 08.30-22.00 น. สวนสนุกไม่ได้จำกัดจินตนาการเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ซึ่งผู้ใหญ่อย่างเราก็สามารถมาปลดปล่อยจินตนาการได้แบบไม่ต้องเขินอาย มาเที่ยวเล่น ทานอาหาร และช็อปปิ้ง ซึ่งต้องบอกว่า โตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland) ก็ยังคงเป็นสถานที่ซึ่งได้รับความนิยมเสมอจากนักท่องเที่ยว ยิ่งตอนนี้มีโตเกียวดิสนีย์ซี (Tokyo DisneySea) เพิ่มขึ้นมาด้วยแล้วยิ่งทำให้คนต่างแวะมาเที่ยวกันเยอะมากขึ้นอีกหลายเท่า และเพื่อการท่องเที่ยวอย่างสนุกไม่ต้องรอต่อแถวซื้อตั๋วอันยาวเหยียด ขอแนะนำบริการใหม่ล่าสุดจาก Traveloka ซึ่งเปิดให้สามารถซื้อตั๋วสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมในญี่ปุ่นล่วงหน้า เราเองเลือกซื้อตั๋วแบบ 1 Day Passport สำหรับเที่ยวโตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland) ผ่าน Traveloka Mobile App พร้อมได้โค้ดส่วนลดถึง 200 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากว่าราคาตั๋วปกติที่ด้านหน้าสวนสนุกซึ่ง ราคาผู้ใหญ่ 7,400 เยน เด็กโต 6,400 เยน และเด็กเล็ก 4,800 เยน โดยตั๋วหนึ่งใบสามารถเลือกเที่ยวได้แค่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland) หรือโตเกียวดิสนีย์ซี (Tokyo DisneySea) เท่านั้น

ซื้อบัตรโตเกียวดิสนีย์แลนด์ หรือ โตเกียวดิสนีย์ซี กับ Traveloka 

 

การจองตั๋วล่วงหน้าเข้าสวนสนุกผ่าน Traveloka Mobile App มีขั้นตอนง่ายนิดเดียว แค่เลือกวันที่ต้องการ ประเภทและจำนวนของตั๋ว หลังจากนั้นชำระเงินแล้วจะได้รับเอกสารยืนยัน เมื่อถึงวันเที่ยวจริงก็แค่นำใบยืนยันไปยื่นเพื่อรับตั๋วบริเวณ Disney 1 Day Tour Meeting Point ซึ่งตั้งอยู่ฝั่ง North Exit ของสถานีรถไฟไมฮามะ (Maihama Station) ก่อนเวลา 13.00 น. ก็สามารถเข้าเที่ยวสวนสนุกได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าแถวซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าสวนสนุก

 

ชินจูกุ (Shinjuku)

ชินจูกุแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งใหญ่ๆ คือ ทิศตะวันตกเป็นย่านธุรกิจสำนักงาน ส่วนทิศตะวันออกเป็นย่านแสงสีที่ฮ็อตฮิตในหมู่วัยรุ่นและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เราจะได้เพลิดเพลินกับการคีบตุ๊กตาที่เอาเงินค่าข้าวเย็นไปโดยไม่รู้ตัว สนุกกับการช็อปปิ้งสินค้าวัยรุ่นคูลๆ หนังสือการ์ตูน เกมส์ ของเล่น และสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ปิดท้ายด้วยดินเนอร์ราเมนข้อสอบเจ้าดัง Ichiran ซึ่งมีสาขาที่ชินจูกุด้วย ส่วนใครอยากหาสถานที่นั่งดื่มยามค่ำชิลล์ๆ ย่านคาบูกิโจ (Kabukicho) ได้ชื่อว่าเป็นย่านที่ไม่เคยหลับใหล เป็นแหล่งความบันเทิงยามค่ำคืนที่ตั้งของผับบาร์ ร้านค้า ภัตตาคาร และโรงแรมจำนวนมาก

 

 

ชิบูย่า (Shibuya)

ถ้าไปชินจูกุแล้วไม่มาชิบูย่าถือว่าพลาด สองย่านนี้มีความคล้ายคลึงกันคือเป็นแหล่งช็อปปิ้งและอาหารอร่อย แต่ชินจูกุจะออกแนวสไตล์วัยรุ่นมัธยม ส่วนชิบูย่าจะออกแนวสไตล์วัยรุ่นมหาวิทยาลัยวัยทำงาน สำหรับสายช็อปสินค้าในย่านชิบูย่าจะดูโตขึ้นและมีสินค้า Hi-End หลากหลายกว่าย่านชินจูกุ ไฮไลท์ที่มาย่านนี้แล้วต้องทำคือถ่ายรูปบริเวณห้าแยกชิบูย่า (Shibuya Crossing) ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นแยกที่มีคนข้ามถนนต่อวันมากที่สุดในโลก โดยสำหรับใครที่อยากถ่ายภาพมุมสูงของแยกนี้สามารถขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้า Mag’s Park ชั้น 7 ของตึก Magnet by Shibuya 109 บริเวณใกล้แยกได้  โดยถ้ามาในช่วงเช้าจะสามารถขึ้นไปถ่ายรูปได้ฟรี แต่เมื่อโซนอาหารเปิดแล้วจะมีตู้หยอดเหรียญสำหรับเข้าชมวิวครั้งละ 1,000 เยน

นอกจากนี้ด้านบนตึก Magnet by Shibuya 109 มีพื้นที่สำหรับ Art Space ด้วย อย่าลืมแวะไปสร้างผลงานศิลปะบนกำแพงเป็นที่ระลึกกัน

 

ฮาราจูกุ (Harajuku)

ย่านซึ่งเป็นแหล่งรวมแฟชั่นวัยรุ่นที่แอบแฝงด้วยวัฒนธรรมแง่มุมต่างๆ ของญี่ปุ่น สไตล์แต่งตัวชุดคอสเพลย์ก็ริเริ่มมาจากย่านนี้นี่แหละ จุดเด่นของฮาราจูกุคือ ถึงแม้ย่านนี้จะเต็มไปด้วยความสมัยใหม่และแฟชั่นล้ำเทรนด์ต่างๆ แต่ก็ยังมีพื้นที่ของความเชื่อและศรัทธาตั้งอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

 

ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) ศาลเจ้าชินโตที่ใครจะรู้ว่าท่ามกลางความเจริญและเทคโนโลยีย่านฮาราจูกุจะมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งรวมความเชื่อและแรงศรัทธาตั้งอยู่ มาที่นี่นอกจากขอพรแล้วเราจะได้เห็นถึงวิถีชีวิตการไหว้ศาลเจ้าแบบฉบับญี่ปุ่นด้วย

 

ถนนทาเคชิตะโดริ (Takeshita-Dori) แหล่งกำเนิดวัฒนธรรมสตรีทมากมายทั้งแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ ไปจนอาหารการกิน เรียกว่าหากต้องการอัพเดทเทรนด์แฟชั่นสุดจี๊ดก่อนใครต้องห้ามพลาด ส่วนสายกินนั้นก็เพลิดเพลินกับเมนูขนมแปลกใหม่ โดยเฉพาะเครปเย็นที่คนต่อแถวยาวเหยียดมีให้เลือกหลากหลายร้านอิ่มและฟินสุด

 

นากา เมกุโระ (Naka Meguro)

เค้าบอกย่านนี้เป็นย่านคนมีสไตล์ มีร้านสินค้าเก๋เยอะ คาเฟ่น่ารักเพี๊ยบ และบรรยากาศคลองน้ำใสทำให้อากาศในย่านนี้ดีเหลือเกิน ในฤดูกาลที่ดอกซากุระบานพื้นที่นี้จะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะดอกซากุระจะพากันบานสะพรั่งสองฝั่งคลองเป็นอุโมงค์สวยงาม นักท่องเที่ยวจะมากันแน่นยิ่งกว่างานวัดภูเขาทอง (ฮ่า) แต่ในช่วงที่ไม่มีดอกซากุระความเก๋ก็ไม่ลดน้อยลงเลย ยังสามารถมาเดินช็อปปิ้งเสื้อผ้าและงานแฮนด์เมดแบรนด์ญี่ปุ่น กินชีสเค้กโฮมเมดเจ้าเก่าแก่อย่าง JOHANN เดินเข้าตามตรอกออกตามซอยกับคาเฟ่เก๋คาเฟ่ลับ

 

รปปงหงิ (Roppongi)

ย่านของงานดีไซน์ล้ำสมัย หอศิลป์ และสถานบันเทิงยามค่ำคืน ไฮไลท์คือ จุดชมวิว Tokyo City View ที่ชั้น 52 ของตึก Mori Tower โครงการ Roppongi Hills ซึ่งสามารถมองเห็นเมืองโตเกียวได้แบบ 360 องศา ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่คนละ 1,800 เยน

 

 

แพลนสำหรับวันที่ห้า เวลา 08.00 น. Check-out จาก Unplan Kagurazaka Hostel เพื่อย้ายที่พักไปย่านอุเอโนะ เนื่องจากไฟล์เครื่องบินขากลับเป็นเวลาช่วงเช้าจึงเลือกที่พักซึ่งใกล้สถานีรถไฟ Keisei Ueno Station ดังนั้นแพลนวันที่ห้าจึงข้ามมาเที่ยวย่านอาซากุสะ ย่านแมวยานากะ กินซ่า และปิดท้ายด้วยช็อปปิ้งของฝากกลับบ้าน ซึ่งเรานำสัมภาระฝากไว้ที่สถานีรถไฟอุเอโนะ (Ueno Station) มีตู้ฝากกระเป๋าเดินทางอัตโนมัติไว้บริการจำนวนมาก

 

อาซากุสะ (Asakusa)

เป็นย่านเก่าแก่ที่มีบรรยากาศของโตเกียวยุคดั้งเดิม เป็นที่ตั้งของวัดเก่าแก่และชุมชนการค้าที่เจริญรุ่งเรืองของโตเกียวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใครที่อยากสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัวต้องมาย่านนี้เลย เป็นการทิ้งทวนท่ามกลางบรรยากาศหิมะตกพอดี

 

วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) บางคนเรียกวัดอาซากุสะ บางคนเรียกวัดโคมแดง เป็นวัดเก่าแก่และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องมาแวะมาขอพรและถ่ายรูปคู่กับโคมแดงขนาดใหญ่รอบวัด สาวๆ ชาวญี่ปุ่นเองจะต่างพากันใส่ชุดกิโมโนสีสันสวยงามเพื่อออกมาเที่ยว ส่วนนักท่องเที่ยวเองก็สามารถเช่าชุดกิโมโนซึ่งมีร้านเปิดเช่าตั้งอยู่รอบพื้นที่

บริเวณลานด้านข้างวัดมีซุ้มจำหน่ายอาหารจำนวนมากที่ปรุงและให้ลิ้มลองกันสดๆ เรียกว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บของหิมะทำให้เมนูร้อนๆ ยิ่งกินยิ่งฟินและอร่อยมากกว่าเดิม

 

ถนนนากามิเสะ (Nakamise Street) เป็นถนนเก่าแก่บริเวณทางเข้าวัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) ที่รวมร้านค้าไว้มากมาย ทั้งร้านขายของที่ระลึก ขนมโบราณ และอาหารการกินหลากเมนู

 

ยานากะ กินซ่า (Yanaka Ginza)

สาวกทาสแมวทั้งหลายต้องห้ามพลาด เพราะย่านเก่าแก่แห่งนี้นอกจากมีของอร่อยราคาถูกแล้ว ยังเป็นชุมชนที่เลี้ยงแมวกันเกือบทุกบ้านเรียกว่าเป็นหนึ่งในย่านแมวที่ต้องแวะมาหากมาเยือนโตเกียว โดยเราจะได้เห็นรูปปั้นแมวตามมุมต่างๆ สินค้าและงานศิลปะเกี่ยวกับแมว รวมถึงขนมที่ทำเป็นรูปแมว เป็นย่านที่น่ารักและน่าหลงใหลสำหรับทาสแมวอย่างเรา

 

กินซ่า (Ginza)

ปิดท้ายด้วยย่านไฮโซโก้เก๋กับแหล่งช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์หรู อาทิ Chanel Fendi Gucci ถือว่าเป็นย่านที่การค้าราคาแพงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกครบครันทุกความหรูหรา

หลังจากนั้นเราก็เดินทางเข้า Check-in ที่พักของเราที่ Hiromas Hostel Ueno ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟอุเอโนะ (Ueno Station) ประมาณ 700 เมตร เป็นตึกขนาด 3 ชั้น มีทั้งหอพักหญิง หอพักชาย และหอพักรวม ที่พักแห่งนี้ถือว่าใหม่และสะอาดเลยทีเดียว แต่เตียงนอนจะอึดอัดนิดหน่อยสำหรับนอนระยะสั้นถือว่าโอเคอยู่ ตอนเช้าใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็เดินถึงสถานีรถไฟ Keisei Ueno Station

 

 

สำหรับวันสุดท้าย เวลา 08.10 น. เราใช้บริการรถไฟความเร็วสูง Keisei Skyliner กลับสู่สนามบินนาริตะ โดยตั๋วรถไฟซื้อแบบ Roundtrip ไว้ตั้งแต่วันที่เดินทางถึง เราจะได้มาเป็นคูปองเพื่อใช้ยื่นที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ววันกลับ เพื่อระบุวัน เวลา และหมายเลขที่นั่งสำหรับเดินทางกลับสู่สนามบินนาริตะ เราเดินทางกลับบ้านโดยสายการบิน Thai Lion Air ออกจากสนามบินนาริตะ เวลา 11.00 น. ถือว่าเวลาดีไม่ต้องรีบร้อน

นักเดินทางแบบชอบเก็บสแปร์อย่างเราไม่นิยมเที่ยวประเทศซ้ำเดิมจากที่เคยไป แต่มักมองหาปลายทางที่แปลกใหม่ไปเรื่อย เหตุผลไม่ใช่เพื่อเก็บสแปร์ให้ได้หลายประเทศอย่างเดียวแต่มันคือการเปิดมุมมองให้ได้เรียนรู้และรู้จักประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่โตเกียวทำให้เราหลงเสน่ห์เข้าแล้วครั้งเดียวคงไม่เพียงพอต้องเจอกันอีกแน่ “โตเกียว”

 

งบประมาณ 20,000 บาท

(6 วัน 5 คืน สมาชิกจำนวน 2 คน เทียบที่อัตรา 1 เยนเท่ากับ 0.30 บาท)

 

  • ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ Thai Lion Air (DMK-NRT) คนละ 7,850 บาท
  • ค่าตั๋ว Keisei Skyliner (Round Trip) + Tokyo Subway 72-hour Ticket คนละ 1,600 บาท
  • ค่ารถบัสไปคาวากุจิโกะ (Round Trip) คนละ 1,000 บาท
  • ค่ารถบัส Kawaguchiko Sightseeing Bus คนละ 450 บาท
  • ค่าที่พัก Hostel Fujisan FBH จำนวน 1 คืน คนละ 1,100 บาท
  • ค่าที่พัก Unplan Kagurazaka Hostel จำนวน 3 คืน คนละ 2,250 บาท
  • ค่าที่พัก Hiromas Hostel Ueno จำนวน 1 คืน คนละ 820 บาท
  • ค่าตั๋วเข้า Tokyo Disneyland คนละ 1,960 บาท
  • เงินกองกลาง (ค่ารถไฟ JR / ค่าอาหาร และเบ็ดเตล็ดอื่นๆ) คนละ 3,000 บาท