เพราะเสน่ห์มากมายที่คงไว้ ของเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง จึงทำให้หลายๆ คนติดใจไปซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ บางคนบอก เหมือนไปชาร์ตแบตเตอรี่ บางคนก็เที่ยวสายบุญเข้าวัดวา บางคนแค่ไปนั่งเฉยๆก็มีความสุขแล้ว ส่วนเราครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกัน แต่ครั้งนี้เราขอไปเที่ยว Slow Life แบบ Luxury Style บ้าง

หลังจากคราวที่แล้วไปแบบนั่งรถแบกเป้เที่ยวมาแล้ว สายทรหดก็ลองมาแล้ว ขอลองสายหรูอยู่สบายบ้าง ว่าแล้วก็จองตั๋วเครื่องบินกันเลย หลวงพระบางจะเที่ยวให้สุดก็ต้องไปช่วงอากาศเย็นประมาณธันวาคม ทำให้ราคาตั๋วค่อนข้างราคาสูงเลยทีเดียว แต่เราก็ยังอุตส่าห์ได้ราคาดีๆ จาก Traveloka อีก ได้ตั๋วเครื่องบินก็หาโรงแรมกัน แอบเห็นพี่ติ๊กเจษฯ ของเราไปถ่ายละครแว๊บๆ ที่โรงแรมคีรีดารา หลวงพระบาง Kiridara Luang Prabang เลยเข้าไปดูบ้าง เป็นโรงแรมที่อยู่บนเนินเขา หรูหราสวยงาม และวิวดีมาก เราเลยตกลงเลือกที่นี่ ซึ่งก็จองจาก Traveloka เลยเช่นกัน ทริปนี้เราเหมารถพร้อมคนขับอยู่กับเราทั้ง 3 วันเพื่อความสะดวกสบายแบบ Luxury Style อย่างที่ตั้งใจไว้ ราคาเหมาต่อวันก็ประมาณ 1,700 – 1,800 บาท เราให้รถมารับเราที่สนามบินตั้งแต่วันแรก

จองที่พักKiridara Luang Prabang กับ Traveloka 

 

มาถึงช่วงบ่ายก็เข้าเชคอินก่อนเลย โรงแรมวิวดีมาก สระว่ายน้ำก็สวย ห้องสวยงาม ส่วนพนักงานก็ยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายเป็นกันเองดีมาก หลังจากเดินชมโรงแรม เก็บของเสร็จเราก็ไป ทานอาหารเย็นกัน ซึ่งเราแอบหาข้อมูลมาแล้วอยากมาร้านยูโทเปีย Utopia มาก เพราะรูปที่อ่านรีวิวมาคือ บรรยากาศดีมาก ร้านริมน้ำ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มานั่งเพลินรอชมพระอาทิตย์ตก และทานอาหารค่ำกัน ร้านนี้บรรยากาศดีมาก อาหารก็ใช้ได้แต่ ไม่ได้โดดเด่นมาก ดีตรงไม่ใช้หลอดพลาสติกด้วย แต่ร้านนี้คนเยอะตลอด น่าจะดังทีเดียว ขนาดทางเดินเข้าร้านคดเคี้ยวหลายเลี้ยวคนยังมาไม่ขาดเลย

 

พอเราทานข้าวเสร็จก็กลับที่พักก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามาตักบาตรข้าวเหนียวกัน โรงแรมนัดตีห้าสิบห้าสำหรับคนที่จะไปตักบาตรเช้า มีบริการรับส่งและ จัดเตรียมชุดตักบาตรพร้อม ดีจัง แต่ถ้าไม่มีก็หาซื้อไม่ยากเลย มีชาวบ้านมายืนขายตลอด กิจกรรมที่แทบทุกคนต้องทำ เวลามาเที่ยวหลวงพระบางคือตักบาตรเช้า บางคนใส่ชุดมาพร้อมมาก แต่ถ้าไม่มี คนขายจะเตรียมผ้าคาดให้เราได้ใส่เช่นกัน คนที่ไม่ชินกับการปั้นข้าวเหนียวอาจจะใส่ไม่ทันทุกรูป และพระเดินไวมาก คราวหน้าถ้าไปอีกต้องมีปั้นรอแน่ๆ ^__^

 

หลังจากตักบาตรเสร็จ เราเดินชมเมืองถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เพื่อไปร้านยอดฮิต “ประชานิยม” ร้านกาแฟ ปาท่องโก๋ ที่หลายคนต้องแวะมาเวลามาหลวงพระบาง ร้านธรรมดาที่บรรยากาศเหมือนต่างจังหวัดบ้านเราเหลือเกิน แต่กลายเป็นแลนมาร์ค ที่ทุกคนต้องมาเช็คอินกันหลังจากนั่นเราเรียกรถมารับเพื่อกลับโรงแรมกินอาหารเช้ากันต่อ อาหารเช้าโรงแรมคีรีดารา ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ยังได้ชมวิวเพลินๆ อีกระหว่างนั่งละเลียดอาหารเช้า

 

หลังจากอิ่มเราวางแผนจะไปเที่ยวน้ำตกกวางสีกันค่ะ แต่ก่อนไป ขอแวะไปชม โรงแรมเดอะแกรนด์หลวงพระบาง กัน โรงแรมที่เขาว่ากันว่าสวย และตอนนี้คนไทยเป็นเจ้าของแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ใหนเสี่ยเจริญ เจ้าของเบียร์ช้างนั่นเอง โรงแรมสวยสมคำร่ำลือ กว้าง และติดแม่น้ำ มีควายเดินอยู่ประปรายในโรงแรมด้วย เข้าถึงธรรมชาติกันเลยทีเดียว

 

ไปกันต่อที่เป้าหมายต่อไปคือเราจะไปทานมื้อกลางวันกันที่ร้านอาหารเปิดใหม่ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงปี ติดน้ำตกสวยๆ ที่ชื่อ Carpe Diem ร้านนี้วิวหลักล้าน แบบที่เค้าชอบกล่าวกันเลย สวยมาก แล้วอาหารก็อร่อยมากเช่นกัน สั่งมาลอง 3 จาน นี่อร่อยทุกเมนูนะ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวอกเป็ดซอสส้ม สเต็กหมู หรือ ราวิโอลี่กุ้ง ถูกปากทั้งรสชาติ ถูกใจทั้งอาหารตา แต่ราคาก็ต้องยอมรับว่า ถือว่าสูงมากสำหรับหลวงพระบาง ร้านนี้เจ้าของเป็นคนต่างชาติ ส่วนมากร้านดังๆ ในหลวงพระบางเจ้าของเป็นคนต่างชาติแทบทั้งนั้นเลย

 

อิ่มท้องเราไปเที่ยวน้ำตกกันต่อค่ะ ไม่ไกลจากร้านอาหารนักค่ะ มีค่าเข้าคนละ  20,000 กีบ (80 บาท) แต่ถ้าจ่ายด้วยเงินบาทเขาคิด 100 บาทค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวส่วนมากเก็บค่าเข้าชมแต่ไม่แพงและควรจ่ายเป็นเงินกีบนะคะ น้ำตกตาดกวางสีเป็นนำ้ตกที่สวยที่สุดในหลวงพระบาง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 32 กม.น้ำตกตาดกวางสี มีจำนวนชั้นทั้งหมด 4 ชั้น มีความสูงโดยรวมประมาณ 75 เมตร เป็นน้ำตกหินปูน น้ำในน้ำตกจึงมีสีเขียวมรกต ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนอดไม่ได้ ที่จะเล่นน้ำ กระโดดน้ำกัน ตัวเรายังแทบอดไม่ได้ต้องเอาเท้าไปแตะน้ำตลอด สวยเป็นสีมรกตจริงๆ บริเวณทางเข้าน้ำตกจะมีศูนย์อนุรักษ์หมี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมหมีจากการช่วยเหลือจากการค้าสัตว์ป่าในสถานที่ต่างๆ ในประเทศลาว ซึ่งค่าเข้าชมส่วนหนึ่งก็นำมาอนุรักษ์บำรุงหมีด้วย

 

ออกจากน้ำตกมาเรากลับเข้าเมืองด้วยความโหยหากาแฟกันมาก และแน่นอนค่ะ เราไม่พลาดร้านกาแฟที่เรียกได้ว่าดังที่สุดในหลวงพระบางเปิดมายาวนานมากกว่า 10 ปี และมีสาขาทั้งเวียงจันทร์ ฮานอย กัมพูชา นั่นก็คือ โจมา คาเฟ่ ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1996 มี 2 สาขา ในหลวงพระบาง และเจ้าของเป็นชาวคานาดา

นอกจากาแฟรสชาติดีแล้ว เบเกอรี่ที่นี่ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้ใครเช่นกัน ส่วนพวกเราเลือกวันไปดี ตรงกับวันชาติลาว เลยได้โปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ด้วยเลย หลังจากได้กาแฟ เราไปเที่ยววัดเชียงทองหรือวัดเซียงทองในภาษาลาวกันต่อเลยค่ะ

วัดเซียงทอง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2103 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโขง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างที่สวยงามมาก จนได้รับการขนานนามว่า “อัญมณีของศิลปะล้านช้าง” พอออกจากวัดก็โพล้เพล้ใกล้ค่ำพอดีอาหารเย็น แต่ยังไม่หิวกันเท่าไหร่ เราเลยเลือกเดินเล่นถนนคนเดิน แล้วหาของกินจากถนนคนเดินกันซักเกือบสามทุ่มก็กลับที่พักกันเลย

 

เช้าวันสุดท้ายแล้ว เราตื่นมาทานอาหารเช้ากันที่โรงแรม วันนี้นอกจากไข่กะทะแล้ว ขอลองข้าวจี่ไข่คน อาหารท้องถิ่นด้วย อร่อยดีกินตอนร้อนๆ หลังจากอาหารเช้า เราก็เชคเอ้าท์ กันเลยจะได้ไปไม่ต้องเสียเวลาย้อนกลับมาโรงแรมอีก เพราะเราจะไปเที่ยวพระราชวังหลวงพระบางกัน พลาดที่นี่ไม่ได้นะคะ

 

พระราชวังหลวงพระบาง หลังนี้เป็นอาคารเก่า ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมระหว่างฝรั่งเศสและลาว ด้านนอกอาคารเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ เป็นระยะเวลานนาน จนสิ้นพระชนม์ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2518 พระราชวังหลวงพระบาง ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รัฐบาลใช้จัดแสดงโบราณวัตถุและของมีค่า อาทิ บัลลังก์ ธรรมาสน์ เครื่องสูง และราชูปโภคของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระพุทธรูป และวัตถุโบราณ ของขวัญจากประเทศต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ “พระบาง” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง ซึ่งก็คือที่มาของชื่อ “เมืองหลวงพระบาง” อันหมายถึงเมืองที่มี “พระบาง” ประดิษฐานอยู่นั่นเอง พอออกจากพระราชวัง ก่อนไปสนามบิน เราไปทานอาหารกลางวันอีกที่ๆ Tripadvisor แนะนำกันค่ะ

 

ตอนแรกว่าจะเดินข้ามสะพานไม้ไผ่ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่เห็นแดด กับเวลาที่ต้องรีบปาสนามบินแล้วไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ ^_* แล้วเราจะพบกันอีก หลวงพระบาง…