เคยมั๊ยที่เห็นภาพเพียงภาพเดียว แล้วทำให้เกิดความอยากไปที่นั่นขึ้นมาทันที สำหรับผมเกิดอาการแบบนี้บ่อยๆ จนทำให้ต้องแบกเป้ออกไปท่องโลกหลายครั้งหลายครา ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ผมได้เห็นภาพ ชุมชนชาวทิเบต ที่มีลักษณะเป็นบ้านสีแดงๆเป็นกล่องๆ ปลูกติดกันเป็บแถบ ไล่เรียงลงมาตามเนินเขา ของ ลารุงก้า หรือสำนักสงฆ์ที่ Sherta ประเทศจีน ผมก็เสาะหาข้อมูลว่าจะไปที่นั่นยังไง จนเกือบจะได้ไปถึงขั้นกำลังจะซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่ทริปล่มอดไป แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทางการจีนประกาศปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าลารุงก้า โดยไม่มีกำหนดเปิด ผมก็รู้สึกเสียดายโอกาสนั้นมากๆ แต่เหมือนฟ้ามีให้โอกาสผมอีกครั้ง ผมได้เห็นข้อมูลว่า มี สถาบันสงฆ์อีกแห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายๆกัน แต่เป็น อารามแม่ชี ชื่อ ยาเฉินก้า (Yachen Gar)

ผมก็เลยเกิดความอยากจะไปที่นี่อีกครั้ง จนวันหนึ่งผมเห็นประกาศหาคนร่วมทริปไป ยาเฉินก้า จากเพื่อนใน FB เลยรีบเข้าไปสมัคร จนผมได้โอกาส เดินทางมาทริปนี้ ซึ่งบริเวณที่ผมจะไปนี้ เราอาจจะเรียกว่า ทิเบตนอกทิเบต เพราะ มันไม่ได้อยู่ในทิเบตจริงๆ แต่ ผู้คน และวัฒนธรรม มีลักษณะคล้ายกับทิเบตมากที่สุด ซึ่งอยู่ใน แถบเสฉวน นี่เอง ถ้าอยากจะรู้ว่า โซนนี้ มันสวยยังไง ลองเอาคำค้นเหล่านี้ไปลองค้นหาใน Google ดูได้ Xinlu hai lake , Shigu niang shan , Ganzer , yachen ก็จะได้รูปออกมาประมาณนี้

และแน่นอนตอน 10 วันของการเดินทางมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นตลอดทาง หากจะเอามาเขียนเล่าให้ฟังทั้งหมดคงใช้เวลาหลายตอนมาก ดังนั้น รีวิวนี้จึงเป็น รีวิวฉบับย่อ เรียกน้ำย่อย หรือ สร้างแรงบันดาลใจ ให้หลายๆคนลองไปสัมผัสดินแดนแห่งนี้ดูสักครั้ง ในชีวิต ส่วนรีวิวยาวฉบับเต็มผมจะทยอยทำหลังจากนี้แบบละเอียด วันต่อวันเลยครับ

มาเริ่มที่การเดินทางเป็นยังไง ลำบากมั้ย? เพราะที่นี่คือจีน กิตติศัพท์มันขึ้นชื่ออยู่แล้วนี่ ดังนั้น ผมแนะนำให้ไปอ่าน รีวิว การเตรียมตัวไปเที่ยวจีนของผมก่อนครับ ตามลิ้งค์นี้ http://tummengtravel.com/2018/04/23/6china_travel/

แน่นอน อันดับแรกเราต้องหาจุดหมายที่เราจะไปและ จองที่พัก ให้เรียบร้อยก่อนเดินทางเพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในแต่ละคืนเราจะสามารถไปหาที่พักเอาข้างหน้าได้ใหม ซึ่งการจองออนไลน์ล่วงหน้าดีที่สุด โดยปกติผมจะจองทั้งตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ไม่ว่าจะเป็นการจองผ่านเว็ปไซต์ https://www.traveloka.com/th-th/ หรือจองผ่านแอปเลย เหตุผลหลักๆ ที่ผมจองกับ Traveloka ก็คือ ราคาที่เราเห็น คือ ราคาที่เราต้องจ่ายจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงใดๆ อีก

วิธีการจองก็ง่ายๆเริ่มจากจองตัวเครื่องบินที่เราต้องการจะไปลงยังจุดหมายปลายทางก่อน แล้วเลือกวันเดินทาง อย่างทริปนี้ เราเลือกที่จะไปลงยัง เมืองฉงชิ่ง ก่อนเป็นอันดับแรก ก็ลองค้นหาดูจะขึ้นมาให้เห็นหลากหลายสายการบินให้เลือกทั้งของไทยและต่างประเทศ แน่นอนเดาไว้ไม่ผิดว่า สายการบินที่ราคาประหยัดที่สุดต้องหนีไม่พ้น Air Asia เป็นอันดับแรก ในภูมิภาคนี้ คือการเดินทางไปจีนนั้น ส่วนใหญ่ โซนทางใต้นั้นนั่งเครื่องกันแค่ ไม่เกิน 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น ดั้งนั้น หากอยากประหยัดงบ การนั่ง สายการบินราคาประหยัดก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี อย่าง ไทยแอร์เอเชีย นั้น ก็มีบริการทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม ที่เราสามารถสั่งซื้อบนเครื่องได้ ซึ่งใครสนใจจะจองตั๋วเครื่องบิน Air Asia กับ Traveloka ก็ลองคลิกไปเช็คราคากันได้ที่นี่เลยครับ >> https://www.traveloka.com/th-th/airasia

จองตั๋วเครื่องบินแอร์เอชียกับ Traveloka คลิก

แล้วทริปนี้เริ่มต้นยังไงละ ? ผมกับเพื่อน บล็อกเกอร์ อีกสามคน ได้ไปจอยกรุ๊ป กับพี่พี แห่ง Navigator thai ทั้งหมด เรามีกัน 11 คน รวมคนขับเป็น 12 คน ซึ่งประกอบไปด้วย

โดยผมเดินทางด้วยเครื่องบิน ไทยแอร์เอเชีย บินลงที่ฉงชิ่ง นอน 1 คืน เดินถ่ายรูปเล่น 1 วัน แล้วนั่งรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง ไปยัง เฉิงตู เพื่อสมทบกับ คนอื่นๆ ที่บินตรงมาลงเฉิงตู จริงๆ แล้ว ถ้าบินลงเฉิงตูจะถูกกว่าถ้าจองตั้งแต่ตอนเปิดทริปแรกๆ ราคา ไป-กลับ ไม่ถึง 5000 บาท แต่พวกผมตัดสินใจช้า เลยแพงขึ้นเกือบหมื่นบาท เลยยอม เดินทางล่วงหน้า 1 วันไปนอนเล่นฉงชิ่ง แล้ว มานัดเจอกัน ที่สนามบินเฉิงตู เพื่อขึ้นรถมินิบัส ปุเลงๆไปตลอดทริป 10 วันนี้

เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เรามาออกเดินทางกันได้เลยครับ โดยทริปนี้ เริ่มวันแรกที่ สนามบินเฉิงตู ในเวลา ตี 5 รวมพล และ เจอคนขับรถ ที่จองผ่าน เอเจ้นท์ในจีน ผ่านอีเมลล์ของบริษัทเอเจ้นท์นั้น เราจึงไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน แค่นัดสถานที่กันไว้ว่า KFC ในสนามบินเฉิงตู แค่เริ่มทริปก็ตื่นเต้นกันแล้วววว

Day 1 Chengdu Airport – Danba – Jiaju Village

หลังจากเจออาสุย จ่ายเงินค่ารถทั้งหมดกันแล้ว ก็ลากกระเป๋ามาใส่รถ มินิบัส ซึ่งนั่งได้ 15-16 คน ไม่รวมกระเป๋า แต่ทริปนี้เรา 11 คน กระเป๋าอีก สำหรับ 9-10 วัน ดังนั้น นั้งกัน 11 คนได้พอดี เหลือพื้นที่วางกระเป๋าไว้เบาะแถวหลังทั้งหมด วันนี้นั่งรถเกือบทั้งวัน ออกจากเฉิงตู 7:00 กว่าจะถึงที่พัก 16:00 ตลอดเส้นทาง เราแวะ แค่จุดชมวิว Siguniang Shan หรือ ซิกูเหนียงซาน (ยอดเขาสี่ดรุณี) และทานอาหารเที่ยงเท่านั้น

ส่วนเส้นทางขับรถก็จะเป็นถนนไฮเวย์จ่ายเงินวิ่งไปครึ่งทาง ประมาณ 4-5 ชั่วโมงหลังจากนั้นเป็นถนนสองเลนรถวิ่งสวนกันและเริ่มขึ้นเขาคดเคี๊ยว ตอนแรกว่าจะนอนตันปา (Danba) แต่คนขับรถและพี่พีคนนำทางบอกว่า ไปนอนหมู่บ้านที่สวยที่สุดติดอับดับ 1ใน10ของประเทศจีนกันดีกว่า คือหมู่บ้าน เจี่ยจู (Jiaju Village) ซึ่งจะเลยเมือง ตันปาไปประมาณ 10 กิโล ตรงนี้จะต้องจ่ายค่าเข้าหมู่บ้านเป็นเงินคนละ 30 หยวน เป็นค่าธรรมเนียม พอมาถึงหมู่บ้าน วิวโครตสวย สวยมากจริง ความสูงอยู่ที่ 2300 เมตร

อุณหภูมิ ตอนกลางวัน 15 องศา กลางคืน เลขตัวเดียว กลุ่มเรามาเลือกโรงแรมในหมู่บ้านเพราะไม่ได้จองไว้ มีหลาย โรงแรมให้เลือก เอาตามใจชอบโรงแรมยังมีน้ำอุ่นให้อาบแต่ไหลเบามาก เราทานอาหารเย็นแล้วเข้านอน

Day 2 Jiaju – Danba – Luhau

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อออกมาเก็บบรรยากาศ ยามเช้าของหมู่บ้าน แต่แสงไม่มาตามนัด เพราะ มีหมอกปกคลุมตลอด กว่าแสงจะมาก็ปาเข้าไปเวลาทานอาหารเช้า 8:00 น. เราออกไปถ่ายภาพที่จุดชมวิวของหมู่บ้าน ผมมองว่า จะเช้า หรือ บ่าย ก็สวยเหมือนกัน แต่ทิศทางแสงมาคนละมุมเท่านั้นเอง
และเช่นกันวันนี้ทั้งวันนั่งรถอย่างเดียวเลย ออก 9:00 ถึงจุดหมาย 18:00 น. วันนี้จริงๆ ตั้งใจจะไปนอนกันที่ กานจือ (Ganzi) แต่ไปไม่ทัน เพราะ แวะถ่ายภาพตลอดทางเลย. วันนี้จอดไปเกือบไป10 ครั้งได้มั้งครึ่งหลังของการเดินทางวันนี้ เข้าสู่ ทิเบตจริงๆแล้วเราเริ่มเห็น นักบวช หรือ ลามะ เดินกันข้างถนนบ้าง ขี่มอไซค์ เห็นวัดทิเบต เห็นสถูปเจดีย์ ธงมนต์ ตามข้างทางเยอะขึ้นเราใต่ระดับสูงสุดที่ 3880 เมตร. แล้วลงพักพักที่เมือง หลู่ฮัว (Luhuo) มีความสูงจะระดับน้ำทะเล 3300 เมตร พรุ่งนี้ มีการเปลี่ยนแผนนิดนึงเราจะไปยัง ทะเลสาปซินลูไห่ แล้วไปนอนกานจือเพื่อเตรียมเข้าไปยาเฉินการ์วันถัดไปครับ

ส่วนตัวเริ่ม ไม่สบาย มีอาการไอเป็นระยะ กินยาแล้ว ส่วน AMS ยังไม่ถามหา มีการปวดหัวเล็กน้อย และหาวบ่อยๆบ้างเล็กน้อย ครับ.เมืองหลู่ฮัว เป็นเมืองไม่ใหญ่มากนัก อยู่ในหุบเขา มีภูเขาสุงล้อมรอบ และมีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง อุณหภูมิตอนนั้นช่วงเย็นๆ เลขตัวเดียวแล้ว.โชคยังดี ที่เราเลือกนอน โรงแรม ระดับ 3 ดาว ที่มี ห้องอาหาร และ น้ำอุ่นๆ ให้อาบ เพราะ คืนนี้ หนาวมาก อุณหภูมิ เกือบๆ ศูนย์องศา เลย เพราะ มีฝนตกลงมาตอนค่ำๆ

Day 3 Luhou – Ganzi – Xinluhai lake

เข้าสู่วันที่สาม ยังนั่งรถทั้งวันเช่นเดิม และยังไม่ถึง Yancheng gar ซะที วันนี้ เราออกจาก Luhoa เดินทางไปยัง กานจือ (Ganzi or Garze) ระหว่างทาง จะเป็นภูเขาทุ่งหญ้าที่มียอดเขาเป็นหิมะปกคลุม มีจามรี เดินกินหญ้าเต็มทุ่ง รถเริ่มใต่ระดับความสูง บวกกับทางคดเคี้ยวไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเราแวะที่ทะเลสาป น่าจะชื่อ คาซา (Kasha Lake) มีจุดชมวิว ให้ถ่ายกันเพลิน 2-3 จุด

จากนั้นเรามาทานข้าวเที่ยงที่กานจือ เสร็จแล้วเรามุ่งหน้าสู่ ทะเลสาบ ซินหลู่ ที่มีความสูง 4018 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2:30 ชั่วโมง ระหว่างทางช่วงนี้ อากาศดีมาก มีจุดถ่ายภาพภูเขาสวยๆ ให้จอดถ่ายตลอดทาง มีชุมชนเล็กๆของชาวทิเบต อยู่ตลอดเส้นทาง

แต่ระหว่างทาง เราโดนตำรวจกักตัวไว้ร่วมช่วงโมง ทำให้เราไปถึงเย็นเกินไปฟ้าปิดเลยได้ภาพไม่สวยเท่าไหร่ ในที่สุดเราก็มาถึง ทะเลสาบ ซินหลุไห่ เสียค่าเข้า คนละ 40 หยวน แล้วเดินเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเนินเตี้ยๆ ไม่ชันมาก แต่ต้องค่อยๆเดินนะครับ

วันคืนนี้เรากลับมานอนที่กานจือ พรุ่งนี้เราจะเข้าไปที่ ยาเฉินการ์ ซึ่งมีความสูง 4000+ เมตร วันนี้ต้องพักผ่อนเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อนร่วมทริปเริ่มมีอาการ กันบ้างแล้ว สำหรับผมภาวนาว่าอย่าเป็นอะไรแต่ถึงแม้จะเป็น ที่กานจือ นี้ก็มีโรงพยาบาล ให้รักษาทันท่วงที

Day 4 Ganzi – Yarchen gar

วันนั้น สะบักสบอมมาก เพื่อนร่วมทริปป่วยกันหลายคน ทั้ง ปวดหัว เจ็บคอ เป็นไข้ แต่เราก็มาถึงจนได้
ส่วนผมเริ่มมีอาการ มึนหัวเล็กน้อย และไอบ่อยๆ เหนื่อยง่าย แต่ยังไหว ถึงแม้เป็นอะไรไป เราตื่นกันแต่เช้า ออกมาเก็บภาพจากชั้นดาดฟ้าของโรงแรม และ ช่วงสายๆ เราขึ้นไปยัง Ganzi Temple และ Ganzi Pagoda เสร็จแล้วก็ทานมื้อเที่ยงในเมือง Ganzi

 

เมืองกานจือ หรือ Ganzi or Gazer เป็นเมืองขนาดเล็กที่มีความเจริญ เพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวได้สบายๆ มีโรงแรมดีๆ มีร้านอาหาร มากมาย มีห้างสรรพสินค้า ถนน 4 เลน วิ่งสบายๆ จากตอนแรกที่ผม ได้รับรู้มาว่า กานจื่น คือเมืองเจริญเมืองสุดท้าย ก่อนเข้าสู่ทิเบต ภาพในหัวผมนี่คงเป็นเมืองเล็กๆ ไม่เจริญเท่าไหร่ แต่ที่ใหนได้ เมืองนี้มีทุกอย่างให้ท่านเลือกสรร มีแม้แต่ KFC ไม่ต้องกลัวอด

จากกานจื่อ มายาเฉินการ์ ใช้เวลา 2:30 ชั่วโมง เพราะทางลอดอุโมงค์สร้างเสร็จแล้วย่นระยะทางไป 20 โล และไม่ต้องใต่ระดับขึ้นไปถึง 4800 เมตรยาเฉินการ์ (Yachen gar) เป็น อารามแม่ชี สถาบันสงฆ์ ที่ใหญ่เป็นอับดับสอง รองจาก ลารุงก้า(Larung Gar) ที่นี่ให้ถ่ายภาพด้านนอกได้ แต่เข้าไปเดินข้างในไม่ได้ครับเนื่องจากภายในส่วนใหญ่เป็นแม่ชี อาศัยอยู่ที่นี่ จะเป็นการรบกวนแม่ชี ภายในยาเฉินการ์ เราจะเห็นแม่ชี ทั้งเด็กๆวัยรุ่น จนถึง สูงวัย เดินอยู่ในนี้เป็นหมื่นๆคน บางคนก็ปิดหน้าหน้า บางคนก็ให้ถ่ายภาพได้ ดังนั้นการถ่ายที่นี่ถ้าจะถ่ายพระ หรือ แม่ชี ควรจะขออนุญาตก่อนนะครับ

เราไปถึงช่วงบ่ายแก่ๆ มีการตรวจเอกสาร พาสปอร์ต กันหลายรอบ มีตำรวจอยู่ตรงทางเข้าหลายด่านมาก หลังจากเก็บของเข้าห้องพักแล้ว ก็ชักชวนกันออกไปยังเนินชมวิว ที่เป็นภาพก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการมาทริปนี้ของผม การเดินในระทางประมาณ 1 km ขึ้นไปเป็นการเดินที่ยากลำบากน่าดู ทั้งจาก ความสูงที่ระดับสี่พันกว่าเมตร และ สภาพร่างกาย ที่สะบักสะบอม กว่าจะมาถึงจุดหมายนี้ได้ ต้องใช้เวลาถึงสามวัน แต่เมื่อขึ้นไปถึง ภาพที่ผมเห็น มันก็คือภาพที่เราอยากเห็นมาตลอด เพียงแต่ว่า โชคของผมไม่ค่อยดีนัก บ่าย และ เย็นวันนั้นฟ้าปิด ฝนตกปรอยๆ ด้วยซ้ำไป หลังจากขึ้นมาร์คจุดข้างบนแล้ว ก็ เดินลงมาข้างล่าง เพื่อไปชมความเป็นอยู่ของสถาบันสงฆ์นี้ เก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ

อุณหภูมิ ตอนเย็น เฉียดๆศูนย์องศา และ ตอนดึกๆ ติดลบเล็กน้อย ซึ่งที่นี่มีโรงแรมเพียงแห่งเดียว ห้องน้ำรวมไม่มีน้ำให้อาบ และอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรมเน้น มังสวิรัติ ดังนั้น ควรเตรียมอาหารสำเร็จรูปมาด้วยไม่ว่าจะเป็นมาม่า หรือ อาหารพร้อมกินต่างๆ

ทานข้าวเสร็จ ก็เข้านอนเลย เพราะ ไม่มีน้ำให้อาบ มีแต่ห้องส้วมรวม และ อ่างล้างมือเอาไว้แปรงฟันเท่านั้น ที่นอนก็ไม่มีฮีทเตอร์ใดๆ เรียกว่า คืนนั้น นอนหนาวที่สุดในชีวิต พรุ่งนี้ ต้องตื่นไปเก็บแสงเช้าให้ได้ คืนนี้จะนอนเร็วบอกกับตัวเองไว้แบบนั้น แล้วเข้านอนตอนสามทุ่ม

Day 5 Yarchen gar – Serta

วันนี้ จริงๆตั้งใจจะตื่นไปถ่ายดาวตอนตี4 แต่ตื่นไม่ไหวเหนื่อยสะสม เลยได้แค่ตื่นไปเก็บแสงเช้า ตอน หกโมง ที่จุดชมวิว ยาเฉินการ์ วันนี้ตอนขึ้นไปยังสลัวๆ อยู่ แต่มีน้องที่ขึ้นไปตอนตี4 ไปเก็บทางช้างเผือกได้ และ ถ่ายดาวไว้ได้ ผมนั่งรอเก็บภาพมุมเดิม ซ้ำๆ ไม่กี่มุม นั่งขดตัวหลบอยู่ใต้องค์พระ เพราะอากาศหนาวมาก ต่ำกว่าศุนย์ และ เจอ น้ำค้างแข็ง บนหญ้าบริเวณนั้น นั่งรอไป แสงก็ค่อยๆสาดมา เป็นสีแดงๆ อยู่แว๊บนึง จากนั้นแสงสีทองค่อยสาดส่งลงมาบน ชุมชน ยาเฉินการ์ ผมถ่ายภาพได้ไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะ นิ้วแข็ง และ อากาศที่หนาวเกินไป ถ่ายเสร็จลงไปเดินเล่นข้างล่าง

และออกจากที่นั่น ตอน 9 โมง เพื่อมุ่งไป เซอร์ต้า ระหว่างทางออกมาจาก ยาเฉินการ์ แปบเดียวเจอหิมะนั่นหมายความว่าเมื่อคืนหิมะตกนั่นเอง (ผมเดินทาง ช่วงต้นเดือน พฤษภาคม ) เราแวะถ่ายรูปเล่นกันนิดหน่อย

จากนั้นนั่งรถรวดเดียว มายังเมือง เหวิงต้า (wengdazhen) เพื่อจะรอลุ้นเข้าไป Serta หรือ ลารุงก้า เพราะ มีคนบอกว่า บางที ตำรวจ ก็ให้เข้าไปได้ ต้องไปเสี่ยงดวงเอา. แต่สรุป ตำรวจไม่ให้เข้าแน่นอนแล้ว เลยเปลี่ยนแผนพรุ่งนี้จะไปเที่ยว อาป้า (Apa) ซิกูเหนียงซาน แทนวันนี้ไม่มีอะไรมาก ถือเป็นการพักผ่อน

มีเรื่องตื่นเต้นขึ้นในทริป เกิดเหตุ น้องในทริป ทำกระเป๋าคาดอกหาย คาดว่าจะมีคนขโมยไป เพราะน้องถอดวางไว้ตอนเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำ ในนั้นมีเงินและมือถือ แต่ได้แจ้งตำรวจ แล้ว เพื่อเอาใบแจ้งความไปเคลมประกัน โชคดีที่น้องทำประกันการเดินทางมา. ผมว่า เวลาเราเดินทางนี่ แนะนำเลยว่าทำเถอะ ราคาไม่กี่ร้อย แต่คุ้มครองถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา. อย่างผม รอบนี้ ทำประกันของ Sompo ประกันน้องใหม่ไฟแรงจากญี่ปุ่น ห่กเกิดอะไรขึ้นก็อุ่นใจหายห่วง ใครสนใจเข้าไปดูได้ที่นี่
https://www.sompo.co.th

 

Day 6 Wengda – gu’ergou

หลังจากพลาดหวังที่จะได้เข้า ลารุงก้า เราก็เปลี่ยนแผน เดินทางกลับเฉิงตู โดน อาสุ่ย คนขับรถแนะให้ไปพักที่เมือง ออนเซน ชื่อ อู๋เอ๋อเก่ว เป็นทางผ่านไปเฉิงตู เพราะไม่สามารถขับรถรวดเดียวถึงเฉิงตูได้

ที่เมืองนี้จะมองเห็นวิว ซิกูเหนียงซาน หากมีเวลาเราจะแวะเข้าไป แต่ อาสุ่ยบอกว่า เราต้อง รีบเข้าเมืองเฉิงตูตอน 17:00 เพราะไม่งั้นรถจะติด

คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย ของกรุ๊ป ที่เราเลือเดินทาง กับ พี่พี แห่ง เนวิเกเตอร์ไทย เป็นการจัดทริปเที่ยวแบบต้องช่วยตัวเอง ดูแลตัวเองได้ ทริปอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดไม่ได้ฟิก ไว้ เหมือนเพื่อนๆชวนกันเที่ยวมากกว่า คืนนั้น เรามีปาร์ตี้เล็กๆ โดยไม่ได้ นัดหมาย เราทุกคน ลงมากิน เนื้อย่างเสียบไม้คลุกหมาล่า ที่ร้านหน้าโรงแรม เลยซื้อเบียร์ และ นั่งกิน หมดไป สองร้อยกว่าไม้

Day 7 gu’ergou – Chengdu Airport

วันสุดท้ายของทริปแล้ว วันนี้เรานั่งรถ แวะแค่ เมืองเล็กๆ ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวหนักเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อทานข้าวเที่ยง แล้วก็มุ่งตรงเข้า เฉิงตู เพื่อที่พวกผมจะนั่งรถไฟกลับไปยังฉงชิ่งในอีกวัน ส่วนคนอื่นๆ รอขึ้นเครื่องออกจากเฉิงตูตอนดึกๆ

ในที่สุด จุดหมายที่ผมตั้งไว้ว่าต้องไป ก็บรรลุแล้ว ยาเฉินการ์ คือจุดหมายรองจาก ลารุงการ์ ที่ผมอยากไป แต่ ผมพลาดโอกาสไปลารุงก้าเมื่อสองปีที่แล้ว เป้าหมายเลยเปลี่ยนมาเป็นยาเฉินการ์แทน เพราะผมไปเห็นภาพในเน็ต สุดท้าย ตลอดทั้งทริป ที่ผมผ่านแต่ละวัน มีสถานที่และเรื่องราว อันสวยงาม ให้ผมได้พบเจอ ตลอดทริป กลายเป็นว่า จริงๆแล้ว ยาเฉินการ์ อาจจะไม่ได้สวยงามมากมายหากปราศจาก เรื่องราวระหว่างทาง เหล่านี้ครับ