อู่อี๋ซาน ใครไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ต่อจากนี้อีก 5 นาทีคุณจะรู้จักและอยากจะจองตั๋วไปเที่ยวทันที สำหรับที่เที่ยวจียนแห่งนี้ อย่าง อู่อี๋ซาน จริงๆ เป็นที่เที่ยวที่จีนมาสักพักแล้วซึ่งเป็นที่เทียวจีนที่ได้รับถึง 2 มรดกโลก ทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม ใครอยากรู้ว่า ทำไมถึงได้รับถึง 2 มรดกก็ต้องมาพิสูจน์และสัมผัสเอง จะรู้เลยว่า ที่อู่อี๋ซาน มีเสน่ห์ น่าเที่ยวมากแค่ไหน

เมืองอู่อี๋ซาน เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ระดับอำเภอเท่านั้นแต่ที่เที่ยวของเขาก็เพียบเลยนะ ถ้าใครจะไปเที่ยวเราแนะนำว่าไป 4 วันกำลังดี เที่ยวไม่เหนื่อยมากแต่ก็เก็บแลนด์มาร์คที่เที่ยวของเขาได้ครบเลย โดยสามารถบินตรงไปกับสายการบินเสฉวน ใช้เวลาจากกรุงเทพ (สุวรรณภูมิ) ไปยังเมืองอู่อี๋ซานประมาณ 3.30 ชั่วโมง

 

ซึ่งสายการบินเสฉวน สารภาพเลยว่าไม่เคยได้ยิน แต่จะบอกว่า เค้าครบเครื่องอยู่นะ เรื่องของที่นั่งถึงแม้ไม่กว้างมากแต่นั่ง 3 ชั่วโมงก็ไม่ได้เมื่อยมาก ยืดขาได้พอประมาณ แต่ที่แน่ๆ คือ มีข้าวให้กินนะคุณ แอร์ฯ คือดูแลดีมาก ช่วยยกกระเป๋าให้ด้วย (อาจเห็นเราเตี้ยเลยสงสาร)

มีโซน Business ด้วยนะ ที่นั่งกว้างสบายเลย ซึ่งแบ่งด้วยการใช้ม่านกั้นนั่นแหละ แถวนึงจะนั่งเพียง 2 คนกว้างขวางสบายมาก

สายการบินเสฉวนแอร์โฮสเตส ก็เป็นชาวจีนนะจ๊ะ สำหรับชาวต่างชาติที่ใช้บริการก็ไม่ต้องกังวลเพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษได้ ถึงแม้จะไม่คล่องเท่าไร เพราะเท่าที่รู้มา สายการบินนี้ส่วนมากผู้โดยสารจะเป็นคนจีนซึ่ง แอร์ฯ ก็จะใช้ภาษาจีนเป็นส่วนมาก ภาษาอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร

ข้าวปลา อาหาร ขนม พร้อมมาก บอกแล้วว่า ครบเครื่องจริงๆ อาหารไม่แย่ด้วย รสชาติดีกลางๆ ถูกปากเราอยู่ ขนมบราวนี่ที่เห็นคือ อร่อยนะ เนื้อเค้กแน่นมีความหอมช็อกโกแลต น้ำก็ขอเติมได้เรื่อยๆ โดยรวมเป็นสายการบินที่เฟรนด์ลี่มากๆ และลูกเรือคือใจเย็นๆ น่ารักสุดๆ เลย

นั่งหลับบ้าง ตื่นบ้าง เล่นเกมบ้าง ประมาณ 3.30 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมายแล้ว สนามบิน “อู่อี๋ซาน”

พอถึงสนามบินปุ๊บก็เข้าแถวผ่าน ตม. ใช้เวลาไม่นาน ก็ผ่านฉลุยเลย แอบกระซิบบอกสำหรับเหล่าบล็อกเกอร์ หรือ Youtuber ต่างๆ ที่นี่เขาไม่ให้โดรนเข้ามานะ ใครคิดจะพกมาเก็บไว้ที่บ้านเลย เพราะไม่ผ่าน ตม.แน่นอน พอเคลียร์ทุกอย่างแล้วก็ไปเช็คอินที่พักแล้วพรุ่งนี้ค่อยเริ่มเที่ยว นั่งเครื่องมาเพลียๆ ขอพักร่างตามอัธยาศัยก่อนแล้วกันนะ

 

อู่อี๋ซาน วันที่ 2

เขาเทียนโหยวฟง – ไฮไลท์ของที่เที่ยวอู่อี๋ซาน ซึ่งมีวิวสวยสุดๆ คุณจะได้เห็นวิวของธารน้ำจิ่วซีว์ซีมุมสูงที่สวยงาม เขาเทียนโหยวฟงถือเป็นหินที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย และมีเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย หากใครได้มาเที่ยวที่นี่นอกจากได้ชมวิวสวยๆ แล้วยังได้ชมศิลปะบนหินด้วยเพราะมีการแกะสลักบทความต่างๆ ไว้บนหน้าผาจากนักเขียน หรือผู้มีชื่อเสียงต่างๆ แต่การที่จะได้ชมวิวสวยๆ ที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ บอกเลยว่า ถ้าร่างกายแข็งแรงไม่พอ คุณจะไม่มีทางได้ชื่นชมวิวสวยๆ แน่นอน เพราะต้องเดินเท้าไต่บันไดขึ้นไปด้วยความสูงระดับน้ำทะเล 408.8 เมตรกันเลยทีเดียว

ล่องแพไม้ไผ่จิ่วชีว์ซี – หลังจากขึ้นไปชมวิวสวยๆ ของเขาเทียวโหยวฟงแล้ว ช่วงบ่ายๆ ก็ไปล่องแพไม้ไผ่จิ่วชีว์ซีกันต่อ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการมาเที่ยวอู่อี๋ซานเหมือนกัน ความพิเศษของการล่องแพแห่งนี้คือ วิวสวยๆ ตลอดธารน้ำ 9 โค้ง 18 เลี้ยว ด้วยน้ำใสสะอาดเย็นชื่นใจไปพร้อมกับเรื่องเล่าตำนานสนุกๆ อีกด้วย โดยใช้เวลาล่องแพประมาณ 45 นาที

ถนนโบราณราชวงศ์ซ่ง – เมื่อล่องแพเสร็จก็ประมาณเย็นๆ ที่นี่มีถนนคนเดินด้วย แต่เป็นถนนคนเดินแบบจีนโบราณนะ เขาเนรมิตรให้ถนนเส้นนี้เป็นแบบถนนโบราณราชวงศ์ซ่ง สวยกริปเลยบรรยากาศ 2 ข้างทางนี้ของขายพรึบ ไม่ว่าจะของฝาก ร้านชาให้นั่งจิบถ่ายรูปเช็คอินสวยๆ สำหรับขาช้อปขอกระซิบบอกว่า ของที่นี่สวยๆ ทั้งนั้นที่สำคัญคือราคาไม่แพงด้วย ใครอินกับเครื่องชาอย่าพลาดเพราะมีถ้วยชาลายเนี้ยบๆ มากมายให้ได้เลือกซื้อกับเพียบเลย

 

อู่อี๋ซาน วันที่ 3

 

ไร่ชาต้าหงเผา – เมืองอู่อี๋ซาน เป็นแหล่งกำเนิดชาต้าหงเผา ถ้ามาเมืองนี้แล้วไม่ไปเที่ยวเยี่ยมชมไร่ชาต้าหงเผาสะหน่อย เหมือนมาไม่ถึงเมืองอู่อี๋ซานเลยนะ แปลงเพาะปลูกชาคือกว้างใหญ่มาก แล้วไม่ได้มีแค่ชาต้าหงเผา นะมีชาอื่นๆ ด้วย ทั้งชาอู่หลง เถี่ยกวนอิม และสุ่ยเซียน เป็นต้น ด้านในมีคาเฟ่ชาด้วยนะ ใครอยากจิบชากลางไร่ชาถ่ายรูปสวยๆ ก็เท่ไม่น้อยเลยนะ

วัดเทียนซิงหย่งเล่อ – ไปต่อกันที่วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่กลางเขาอู่อี๋ซาน อย่า งวัดเทียนซิงหย่งเล่อ ซึ่งสร้างในราชวงศ์ถัง มีทั้งโซนเก่าแก่ดั้งเดิมที่ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกนิดหน่อย และปัจจุบันได้มีการต่อเติมเพิ่มด้วย ซึ่งมีความร่มแย็นและน่าศรัทธาเป็นอย่างมาก แอบกระซิบบอกว่า ใครมีแรงศรัทธาแนะนำให้เดินขึ้นมาเขามีบันไดให้เราได้เดินขึ้นด้วย เหนื่อยเอาการ แต่เมื่อขึ้นมาถึงวัดแล้ว คุณจะหายเหนื่อยเลยเพราะร่มเย็น วิวสวย สถาปัตยกรรมของวัดเองก็งามๆ เลย

โชว์อิมเพรสชั่น ต้าหงเผา – มาสู่ไฮไลท์ห้ามพลาดอีกแห่งนึงเมื่อมาเที่ยวเมืองอู่อี๋ซาน คือ โชวอิมเพรสชั่น ต้าหงเผา เป็นโชว์ชื่อดังของผู้กำกับ จางอวี้โหมว ซึ่งที่นี่เป็น 1 ใน 5 ของการแสดงกลางแจ้ง โดยเรื่องราวจะดึงจุดเด่นของวัฒนธรรมในเมืองนั้นๆ มาชูโรง การแสดงนี้ยิ่งใหญ่มาก นักแสดงกว่า 300 ชีวิตมารวมตัวกันแบบนัดหมาย แสงสีเสียงก็ตระการตาสุดๆ เติมความว้าวด้วยเก้าอี้ที่นั่งโชว์หมนุนได้ถึง 360 องศากันไปเลย

 

อู่อี๋ซาน วันที่ 4

วันนี้ก็เป็นวันเก็บตกในช่วงเช้าก็สามารถ ซื้อของฝากต่างๆ ได้ ซึ่งที่เราพักคือ ค่อนข้างใจกลางเมือง และมีซูเปอร์อยู่ตรงข้ามโรงแรมเลย ก็ไปช้อปปิ้งต่อกันได้ ของฝากห้ามพลาดของที่นี่ก็ ชาต้าหงเผา โยเกิร์ต เลย์รสแตงกวา หรือถ้าใครสายแอลกอฮอล์ก็มีเบียร์ท้องถิ่นด้วย แต่จำพวกกระป๋องที่มีการอัดแก๊สเขาไม่ให้โหลดนะคือเคร่งมาก แนะนำว่าถ้าจะซื้อ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับก็เป็นขวดดีกว่า ซึ่งมีขวดที่ไซส์ไม่ใหญ่มาก และไม่ควรเอากลับไปเยอะย้ำอีกทีว่าที่นี่เคร่งมาก จะเอากลับก็แค่พอหอมปากหอมคอพอเนอะ อย่าให้ต้องไปยืนเททิ้งหรือยืนดื่มที่จุดผ่านของเขาเลยมันจุกแทน ><

ขอปิดท้ายเรื่องของอู่อี๋ซานด้วย อาหารการกินของที่นี่ ตอนแรกมาเที่ยวจีนเป็นกังวลมาก เพราะได้ยินมาหลายอย่างว่า อาหารจีนกินยากเลี่ยนบ้าง มันบ้าง จืดบ้าง เค็มบ้าง แต่เมื่อได้มาเที่ยวที่นี่ทุกคำกล่าวหาที่ได้ยินมาคือ ผิดหมดเลย โยนทิ้งไปคำต่างๆ ที่เคยได้ยินมา เพราะอาหารที่นี่อร่อย เนื่องจากอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน รสชาติอาหารจะจัดจ้าน ทำให้อาหารการกินรสชาติแบบที่เราคุ้นเคย อร่อยแบบไม่ข้อกางขาง มีความเผ็ดๆ บ้างอาหารครบรสเลย ใครที่อยากมาเที่ยวที่อู่อี๋ซาน น้ำพริกเอย น้ำจิ้มซีฟู้ด ก็ไม่ต้องพกมาให้หนักกระเป๋า และเมนูอาหารขึ้นชื่อของเขา ก็จะเน้นพวกเมนูปลาเนื้ออ่อน และเห็ดต่างๆ เต้าหู้ ประมาณนั้น ไม่ต้องกังวลอร่อยผ่านแน่นอน

สำหรับการมาเที่ยวอู่อี๋ซานถ้าต้องการความสะดวกเที่ยวสบายก็แนะนำให้เที่ยวทัวร์ แต่ถ้าใครชอบเที่ยวเองลุยๆ ก็สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินเซี้ยะเหมิน และนั่งรถไฟความเร็วสูงต่อมาได้ที่เมืองอู่อี๋ซาน ที่นี่เที่ยวแล้วสนุก อาหารอร่อย ชาต้าหงเผาคือความดีงาม และได้สัมผัสกับธรรมชาติอากาศดีฟอกปอดไปในตัว

จองตั๋วเครื่องบินไป สนามบินเซี้ยะเหมิน กับ Traveloka