“Life is short and the world is wide”

หากเปรียบโลกใบนี้เป็นห้องเรียนใบใหญ่

ประเทศสิงคโปร์คงเป็นตำราเล่มแรก สำหรับนักเรียนใหม่ในวิชาท่องเที่ยว

หลายคนมีจุดเริ่มต้นของการออกเดินทางโดยอ้างอิงจากสิงคโปร์เป็นหลัก เนื่องเพราะ อยู่ใกล้ไทย เที่ยวง่าย ใช้เวลาไม่นาน ไม่ค่อยมีอันตราย กินอยู่สบาย แถมยังค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก

ไม่น่าเชื่อว่า จากประเทศเกิดใหม่ ที่เพิ่งเฉพาะครบรอบ 50 ปีของการปกครองประเทศไปเมื่อไม่นานมานี้  ใช้เวลาไม่มากนักในการพัฒนาจากยุคอุตสาหกรรม นำไปสู่การวางรากทางการศึกษา พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ก้าวขึ้นมาสู่ระดับแถวหน้า และสุดท้ายกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

จากเกาะเทมาเส็กในอดีตหรือ “เมืองทะเล” ในอดีต จากที่ไม่เคยมีอะไรเลยกลายมาเป็นจุดแวะพักของเรือเดินสมุทร ทั้ง เรือสำเภาจีน เรืออินเดีย เรือใบอาหรับ และเรือรบของโปรตุเกส ไปจนถึงเรือใบบูจินีส จนกลายเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญ โดยการบุกเบิกของเซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์

เมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้ว สิงคโปร์ยังเป็นเมืองที่มีภาพลักษณ์คือความยากจน คนงานส่วนใหญ่เป็นกุลีตามท่าเรือ ที่มีไม่มีแม้กระทั่งทรัพยากรธรรมชาติ

แต่เมื่อมีเอกราชสมบูรณ์ในปี 1965 ผู้นำประเทศได้เริ่มสร้างชาติด้วยการวางรากฐานทางการศึกษาจนได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างประเทศในศตวรรษ 20 ส่งผลให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว การมีงานทำเต็มที่ของประชากร การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน คุณภาพของระบบการศึกษา และการสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน มีจุดขายด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ และกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนนึกอยากมา จึงทำให้สิงคโปร์ กลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่หลายคนคิดถึง เพราะสิงคโปร์มักจะมีอะไรให้เราตื่นเต้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะ (เคย) เป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลยมาก่อนก็ตาม

แม้หลายคนปรามาสว่า สิงคโปร์ ไม่เห็นมีอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง  แต่รู้หรือไม่ “วัฒนธรรม” คือสิ่งที่สั่งสมกันมา โดยไม่เกี่ยงว่าใครมีก่อนมีหลัง แต่เป็นการสร้างโดยพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากของเดิม เหมือนเช่นที่สิงคโปร์เป็นอย่างทุกวันนี้ครับ

Jewel Changi Airport

มี “Rain Vortex” เป็นน้ำตกสูง 40 เมตร ถือเป็นน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก บริเวณตรงกลางก็จะเห็นมีรถไฟเชื่อมระหว่าง terminal วิ่งผ่าน เก๋เข้าไปอี๊กกกกก เหมือนสำรวจโลกอนาคต เมืองอวตาร แต่ต้องเป็นคนที่มีไฟล์ทบินเท่านั้น ถึงจะสามารถนั่งรถไฟผ่านใจกลาง JEWEL ได้ แต่คนทั่วไปก็เดินชมด้านล่างเป็นหลักครับ

คนออกแบบก็คือ Moshe Safdie  คนเดียวกับที่ออกแบบ Marina Bay Sands โรงแรมในฝันของใครหลายคน

ใน JEWEL มีหลายอย่างที่น่าสนใจครับ ไม่ว่าจะเป็น เค้าท์เตอร์สนามบินที่สามารถเช็คอินก่อนได้ทันทีที่นี่ สามารถโหลดกระเป๋าเดินทางได้ทันที ไม่ต้องลากกระเป๋าให้กวนใจ

ที่นี่ยังมีสวนสนุกสำหรับครอบครัว Canopy Park ท่ามกลางธรรมชาติ และยังมี Changi Experience Studio คล้ายๆ TeamLab เหมาะสำหรับสายอาร์ตด้วยครับ

มีร้านค้ากว่า 300 ร้านและมีโรงแรมด้วยชื่อ Yotel Air มีร้านเค๊ก Lady M และเป็ดย่างมิชลิน KAM’s ROAST จากฮ่องกงมาเปิด มีร้านอาหารชื่อดังจากนานาประเทศ Pink Fish จากนอร์เวย์, ร้านเบอร์เกอร์ Shake Shack จากนิวยอร์ก, ร้าน TONITO ขายอาหารเปรู, ร้านอาหารจีน Xiao Bin Lou และ Yu’s Kitchen, มีร้านขายทุกสิ่งอย่าง Tokyu Hands จากญี่ปุ่น Nike Shop ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กินพื้นที่ 2 ชั้น มีโรงหนังรวม 11 โรง มีโรง IMAX ด้วยครับ

วิธีเข้ามายังห้าง JEWEL โดยเฉพาะสำหรับใครที่บินจากเทอร์มินัล 2,3 สามารถเดินผ่านทางเชื่อมจาก MRT Changi Airport
มาที่ห้างชั้น L2 ได้เลย หรือจะนั่ง Skytrain จาก Terminal 2 ,3, 4 ไปยัง Terminal 1 และเดินเข้าห้าง อันนี้สะดวกสุด เช่นเดียวกับใครที่บินเทอร์มินัล 1 ก็เดินข้ามถนนมาเลยครับ

ใครที่กำลังแพลนเที่ยวสิงคโปร์อยู่ อาจจะต้องเพิ่มรายการนี้เข้าไปด้วยนะครับ เผื่อเวลามาเดินเล่นถ่ายรูป จะมาก่อนเลยหลังจากรับกระเป๋าที่สนามบิน หรือมาก่อนไปเช็คอินขึ้นเครื่องก็ได้ครับ

การเดินทางที่สิงคโปร์ก็ง่าย จะใช้รถไฟฟ้า MRT ก็มีโครงข่ายครอบคลุมเกือบทั้งเมือง หรือจะเรียกแท๊กซี่ก็ได้ เนื่องจากเราลงไฟล์ทเช้า ก็จะต้องเข้าโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปเก็บก่อน จากนั้นก็จะเที่ยวตามเช็คลิสต์ที่มี คาดว่าเวลา 5 วันที่นี่ น่าจะพอ ไม่ว่าจะเป็น

• Garden by the Bay สวนป่าที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม

• Flower Dome โดมดอกไม้หลากสีสัน

• Cloud Forest น้ำตก 7 ชั้นกลางป่าฝนเขตร้อน

• Marina Barrage พื้นที่สาธารณะเหนือเขื่อนที่วิวสวยสุด

• พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ ArtScience Museum

• Red Dot Design ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์งานออกแบบ

• Fort Canning จุดถ่ายรูปที่ต่อคิวกันนานมาก

• พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ 

National Gallery Singaporeพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่

• นั่งกระเช้าไปเกาะ Sentosa

• โลกใต้ทะเล S.E.A. Aquarium

• พิพิธภัณฑ์เดินสมุทร 

• ตึกหลากสีที่อาคารกองบัญชาการตำรวจแห่งสิงคโปร์ 

• Henderson Bridge สะพานบิดเกลียว

สถานที่เที่ยวส่วนหนึ่งต้องเสียค่าบัตรเข้าชม ผมจองผ่าน Traveloka Xperince ซึ่งเป็นฟีเจอร์บริการใหม่ของทราเวลโลก้าที่เพิ่มเข้ามา นอกเหนือไปจากการจองตั๋วเครื่องบิน และโรงแรม ซึ่งเราก็จองผ่าน app ของ Traveloka ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นครับ ทำให้การเที่ยวสิงคโปร์ของผม สะดวกสบายมากขึ้นไปอีกเมื่อมี Traveloka มาช่วยดูแลทริป จองตั๋วที่เที่ยวสิงคโปร์ได้ที่ >> https://www.traveloka.com/th-th/activities/singapore/region/singapore-107493

เริ่มจากโรงแรมที่เราพักก่อนเลยครับ

• Marina Bay Sands โรงแรมสุดหรู อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของสิงคโปร์ ที่ทุกคนต้องมา ถ้าใครมาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปกับโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ ก็เหมือนมาไม่ถึงสิงคโปร์ครับ สามารถจองที่พักมาริน่า เบย์ แซนด์ กับ Traveloka ได้ >> ลิงค์นี้ 

 

นอกจากจะถ่ายรูปกับเมอร์ไลออน และการ์เด้น บาย เดอะ เบย์แล้ว ก็ต้องให้ติดแบ๊กกราวน์เป็นโรงแรมทรงไพ่ ออนท๊อปด้วยเรือลำใหญ่ชั้นบนสุด ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำด้วย ซึ่งเป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยมาก (แต่คนเยอะไปหน่อย) ส่วนใครที่ไม่ได้พักที่นี่ก็สามารถซื้อบัตรขึ้นมายังจุดชมวิวได้ รับรองว่าคุ้มต่าตั๋วแน่นอน สามารถซื้อผ่านฟีเจอร์ Xperince ของ Traveloka ได้เช่นกัน

แม้ห้องพักจะไม่หรูหราสมราคาคืนละหมื่นกว่าๆ แต่ก็แลกมาด้วยวิวที่อลังการซึ่งจะหาชมที่ไหนไม่ได้ นอกจากแขกของโรงแรมเท่านั้น

ที่สำคัญจุดขายคือสระว่ายน้ำแบบ Infinity Pool สามารถดูวิวของสิงคโปร์ในมุมสูงบนชั้น 57 ของโรงแรมได้อย่างสะใจ เป็นราคาที่ต้องจ่ายหากอยากได้วิวแบบนี้ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าคุ้มมากครับ ยิ่งใช้ส่วนลดตามโปรโมชั่นของ Traveloka ราคาที่ได้ก็ยิ่งดีใจต่อใจมากขึ้นไปอีก

ผมเอารูปวิวจากมุมสูง ถ่ายจากขอบสระว่ายน้ำมาให้ชมกัน ว่ามันสวยขนาดไหน โดยเฉพาะในเวลาพลบค่ำแบบนี้ เป็นวิวที่หาชมได้ยากมากครับ

และทำให้รู้ว่าสิงคโปร์ยามค่ำคืนนั้น ก็งดงามไม่แพ้กัน

วิวจากอีกด้านของสระว่ายน้ำเป็น Garden by the Bay สวนป่าที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม เสียดายที่ไม่สามารถหอบขาตั้งขึ้นยังชั้นสระว่ายน้ำได้ ทำให้ภาพออกมาค่อนข้างกระด้างไปนิด สงสัยต้องไปซ้ำอีกสักที

Garden by the Bay ยามบ่าย ก็อลังการไม่แพ้กัน เป็นสวนป่าขนาดใหญ่ใจกลางสิงคโปร์ ซึ่งคอนเซปต์ในการออกแบบนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากกล้วยไม้ คล้ายดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ นั่นคือ ดอกแวนด้าที่ชื่อ “มิส โจอาควิม” (Miss Joaquim)

เราสามารถเดินทะลุจากห้าง The Shoppes ตรงเข้ามายังตัวโรงแรม Marina Bay Sands เพื่อจะผ่านไปยัง Garden by the Bay ไปชม Super Tree ที่สูงเท่าอาคาร 9 -16 ชั้น โซนนี้ดูฟรีครับ ยกเว้น Super Tree และ Dome เรือนกระจกอีก 2 แห่งที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

แต่หากใครจะขึ้นไปด้านบนทางเดินลอยฟ้า OCBC Skyway ก็สามารถซื้อตั๋วผ่าน Traveloka ได้เช่นกัน ลักษณะจะเป็นทางเดินลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่างซูเปอร์ทรีส์สองต้นเพื่อชมวิวสวนจากมุมสูง

ที่นี่เกิดจากการถมทะเลสร้างขึ้นมา ทั้งหมด 600 กว่าไร่ (ถือว่าใหญ่มาก) แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 โซน ด้วยกัน คือ Bay Center Garden, Bay East Garden และ Bay South Garden ซึ่งโซนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักจะรวมกันอยู่บริเวณ South Garden กินเนื้อที่ราว 330 ไร่ ส่วนที่เหลือจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และคนสิงคโปร์นิยมมาออกกำลังกายกันที่นี่

ส่วนตอนค่ำจะเป็นโชว์แสง สี เสียง ที่ Garden Rhapsody วันนึงมี 2 รอบ ระหว่าง 19:45 น. และ 20:45 น. แต่ว่าเราอดดู เพราะตั้งใจจะไปรอชมวิวพระอาทิตย์ที่ Marina Barrage แทน

ไม่ไกลกันนักเป็น Cloud Forest น้ำตก 7 ชั้นกลางป่าฝน ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์จากพื้นที่เขตร้อนชื้น ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร เหมาะแก่การหนีอากาศร้อนๆ ของสิงคโปร์ มาพบความเย็นกายสบายใจที่นี่

ผมจึงเลือกที่จะเข้ามาเดินเล่นในโดมกันดีกว่า เพราะที่ Cloud Forest อากาศเย็นสบายดีมาก ชุ่มฉ่ำด้วย แต่ก่อนเคยเป็นน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก 35 เมตร ก่อนจะถูกทำลายสถิติด้วย JEWEL (40 เมตร) คนออกแบบก็คือคนเดียวกันนี้แหละ

ซื้อตั๋วออนไลน์ผ่าน Traveloka เช่นเคย ดีหน่อยไม่ต้องไปต่อคิว ไม่ต้องไปแลกบัตร โชว์บาร์โค๊ดก็สแกนได้เลยง่ายๆ แถมยังถูกกว่าหน้าเค้าท์เตอร์อีก

เข้ามาก็เจอแต่ดอกไม้ พันธุ์ไม้ เน้นไม้ป่า เป็นหลัก มีเขียนคำอธิบายให้ความรู้ไว้บ้างบางจุด แต่ที่ชอบคือเอาเลโก้มาต่อเป็นดอกไม้สายพันธุ์ใหม่ เก๋ไก๋ดี สมแล้วที่เป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ 

นอกจากนี้ ต้นไม้และดอกไม้ในหลายส่วนของโดมนี้ จะมีการสลับผลัดเปลี่ยนกันมาจัดแสดงตามฤดูกาลต่างๆ ด้วย

ติดกันกับ Cloud Forest เป็น Flower Dome โดมดอกไม้หลากสีสัน เราสามารถซื้อตั๋วจาก app Traveloka พร้อมกันได้ ก็ให้เลือกเป็นแบบแพ็กเกจคู่ไปเลยเพราะราคาถูกกว่าซื้อแยก และแน่นอนว่าถูกกว่าหน้าเค้าท์เตอร์

Flower Dome  เป็นสถานที่จำลองสภาพอากาศเย็นของเขตเมดิเตอร์เรเนียนและเป็นแหล่งรวมต้นไม้จากทะเลทรายในทั่วโลก ภายในจะมีระบบปรับอากาศคงอุณหภูมิเฉลี่ย 23-25 องศา และมีการควบคุมความชื้นที่ 60-80 (RH%) โครงสร้างหลังคามุงกระจกให้แสงผ่านเข้ามาได้ มีความสูงจากพื้น 38 เมตร สามารถรองรับผู้เข้าชมได้ 1,400 คน

เช่นเคยก็แค่สแกนบาร์โค๊ดแล้วเดินเข้ามาด้านใน ก็จะมีดอกไม้หลายสายพันธุ์ แบ่งเป็นโซนต่างๆ ตามทวีป สายเอเชียก็คุ้นตาหน่อยแต่ก็สวยไปอีกแบบ ส่วนสายทางแอฟริกา ก็น่าสนใจ ตอนที่ไป เป็นเทศกาลดอกทิวลิป แต่กลัวไม่สมจริง เลยยกกังหันมาให้ถ่ายรูปคู่เสียเลย แถมมีรองเท้าไม้ด้วย ดีเทลเก่งงงงงง



ภายในโดมประกอบด้วยสวนย่อยๆ จากทั่วทุกมุมโลก ที่ต่างพากันอวดชูช่อ รอให้เราไปทักทาย ถ่ายรูปด้วย มีทั้ง สวนออสเตรเลีย โซนสวนแอฟริกาใต้ หรือจะเป็นตามประเภทของพืชก็มี เช่น กระบองเพชรและพืชอวบน้ำ และมีต้นไม้รูปทรงขวดด้วย ที่นี่ถือเป็นสวนในร่มที่มีระบบการจัดการดีมาก ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย เช่น มีการซ่อนสายยางรดน้ำไว้ใต้ดิน ใช้ระบบเปิด – ปิด อัตโนมัติ หลังคาของโดมจะมีตัวปิดเพื่อควบคุมปริมาณแสงไม่ให้มากไป จัดว่าเป็นสวนที่ทันสมัยไฮเทคดี

• Marina Barrage พื้นที่สาธารณะเหนือเขื่อนที่วิวสวยสุด

มารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage) เป็นเขื่อนกั้นน้ำที่ต่อขยายมาจาก Marina Garden จุดเด่นคือเป็นสวนลอยฟ้าเหมือนสนามหญ้าขนาดใหญ่ในมุมสูง ลมเย็นสบายดี จึงมีคนมาเล่นว่าวบนนี้เยอะมาก มาวิ่งออกกำลังกายก็มี บางกลุ่มก็เปิดเพลงดังลั่น บางคู่ก็มานั่งชมพระอาทิตย์ตกปิกนิกกัน ถ่ายพรีเวดดิ้งก็มี

ถือเป็นฟรีสเปซ ที่บรรยากาศดีมากครับ แนะนำว่าควรจะมาช่วงเย็นๆ เพื่อที่จะได้มองเห็นทั้ง Landmark สำคัญของสิงคโปร์บริเวณได้เกือบทั้งหมด เช่น Garden By the Bay โรงแรม ชิงช้าสวรรค์ และพอค่ำ ตึกต่างๆ เปิดไฟกันมันก็จะเป็นภาพที่สวยมากครับ

ช่วงค่ำนี่คือไฮไลท์เลยครับ ถ้าอยากได้วิวนี้การเดินทางสามารถเดินเท้าจาก Garden By the Bay มาได้เลย ประมาณ 750 เมตร ส่วนขากลับเวลาเข้าเมือง มีแท๊กซี่จอดรถอยู่ หรือเรียก Grab ก็ได้ แต่หากใครจะนั่งรถเมล์ก็มีสาย 400 ไว้คอยให้บริการด้านหน้าเลยครับ

Wonder Full-Light & Water การแสดงแสงสีสุดอลังการ

เรียกได้ว่า ถูกบรรจุไว้ในลิสต์เที่ยวสิงคโปร์ในช่วงค่ำของทุกคนครับ สำหรับการแสดงแสง สี เสียง Wonder Full-Light & Water จัดอยู่บริเวณอ่าวมารีน่า ด้านหน้าของโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ ในทุกคืนเวลา 2 ทุ่มและ 3 ทุ่ม ส่วนวันศุกร์-เสาร์ เพิ่มรอบ 4 ทุ่มด้วยจ้า

หลายคนบอกว่า เป็นการแสดงน้ำพุประกอบแสง สี เสียงที่มีชีวิตชีวา และสวยงามตระการตามาก คนเลยเยอะเป็นพิเศษในช่วงค่ำ จะใช้เวลาแสดงประมาณ 15 นาที บริเวณที่สามารถชมการแสดงได้ดีที่สุดจะอยู่ฝั่งมารีน่า เบย์ แซนด์ หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า ลานพรอมมานาด แต่ถ้าใครอยากเห็นการแสดงแสงบนยอดตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ด้วย ให้ไปนั่งชมที่ฝั่งเมอร์ไลออน

แต่มาสิงคโปร์คราวนี้ ผมได้เพิ่มความพิเศษด้วยการนั่งชมจากยอดตึกมารีน่า ก็เป็นมุมที่แปลกตากว่าที่เคยเห็นครับ

Fort Canning อุโมงค์ต้นไม้จุดถ่ายรูปที่ต่อคิวกันนานมาก

และเพราะรู้ว่าคนเยอะเลยต้องมาแต่เช้า ถ้าอยากได้แบบโล่งๆ ไม่ค่อยมีคน สำหรับ Fort Canning Park อุโมงค์ต้นไม้ ขวัญใจสายไอจี เพราะใครอัพที่นี่ลงไปก็เก๋อ่ะแกร๋ เดินทางไม่อยาก นั่ง MRT มาลงสถานี Dhoby Ghaut ออก Exit B จากนั้นเดินข้ามถนนเลียบกำแพงมาจะเจออุโมงค์ เดินเข้ามาก็เจอ จริงๆ เดินตามๆ กันมาก็ได้ เพราะสวนไม่มีอะไรมากนอกจากอุโมงนี้แหละ

เอาเข้าจริง ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ เพราะเคยเป็นพื้นที่ต้องห้าม ตั้งแต่สมัยที่สิงคโปร์เคยถูกปกครองโดยราชวงศ์ของมาเลย์ในช่วงยุคกลาง กลายเป็น “เนินเขาต้องห้าม” ตามประวัติศาสตร์ เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของสิงคโปร์หลายเหตุการณ์ที่ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ไม่ว่าจะเป็นเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีปืนใหญ่สมัยสงครามโลกที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ให้เราชมตลอดทางในสวน และยังคงมีโบราณวัตถุสำหรับผู้สนใจในประวัติศาสตร์ มีลานสนามหญ้ากลางแจ้งสำหรับจัดคอนเสิร์ต และยังมีพื้นที่สีเขียวสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติด้วยครับ

• Red Dot Design ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์งานออกแบบ

ผมซื้อตั๋วออนไลน์จาก Traveloka เช่นเคย เมื่อไปถึงก็สามารถแสกนโค๊ด ผ่านเข้าไปชมด้านในได้เลย ง่ายมากๆ

สิงคโปร์เป็นสวรรค์ของคนชอบงานออกแบบจริงๆ ครับ Red Dot Design Museum Singapore ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่ “ต้องมา” ที่นี่นอกจากจะรวมเอางานออกแบบท่ีได้รับรางวัลจุดแดงไว้มากมายจากทั่วโลกแล้ว ยังเป็นชุมชนสำหรับคนมีความคิดสร้างสรรค์ มีร้านกาแฟ มุมหนังสือ และนิทรรศการให้ชม
Red Dot Design Museum Singapore เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานออกแบบที่ชนะรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) และการออกแบบนิเทศศิลป์ (Communication Design) ระดับโลกที่จัดมาตั้งแต่ปี 1955

เข้ามาก็ตื่นตาตื่นใจ ผมเป็นคนชอบเรื่องดีไซน์อยู่แล้ว ยิ่งเห็นก็ยิ่งเพิ่มแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ทั้งศิลปะที่มาในรูปแบบของผลิตภัณฑ์และการออกแบบ รวมไปถึงศิลปะในการออกแบบชีวิตของเราด้วย

Red Dot Design Museum Singapore แต่เดิมเคยตั้งอยู่ที่ตึกแดงบนถนน Maxwell Road ย่านไชน่าทาวน์  ปัจจุบันได้ย้ายสถานที่มาจัดแสดงผลงานถาวรที่อาคาร Marina Boulevard ตรงส่วนท้ายของโรงแรม Marina Bay Sands ใกล้กับห้าง The Shoppes แล้วนะครับ

อยู่โซนเดียวกับมารีน่า ติดกับห้าง The Shoppes ครับ เดินมาจาก Red Dot ได้ ไม่ไกลนัก

เราคงเคยเห็นอาคารที่เป็นเหมือนกลีบดอกไม้ แต่หลายคนก็มองว่าเป็นเหมือนมือมากกว่า ก็จินตนาการกันไป ด้านหน้าอาคารเป็นกระจก คนนั่งกันเต็มไปหมด นั่นแหละครับคือ ArtScience Museum

เช่นเคยผมซื้อตั๋วจาก Traveloka ซึ่งต้องดูให้ดี เพราะมีตั๋วขายแบบคอมโบกับสถานที่อื่นๆ ด้วย แต่เรื่องราคานั้น ถูกจนน่าตกใจ ผมเลยจับคู่เป็น ArtScience Museum + Future Canvas ซึ่ง Installation Art อยู่ในห้าง The Shoppes

ArtScience Museum เป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะระดับโลกมากมาย โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจัดนิทรรศการเจ๋ง ๆ ให้ได้ชมกันตลอดทั้งปี รวมถึงผลงานที่จัดแสดงถาวรซึ่งผสานรวมศาสตร์ของการออกแบบและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

ส่วนตัวผมชอบนิทรรศการ Future World : Where Art Meets Science เป็นนิทรรศการจาก Teamlab ที่เคยไปชมที่ญี่ปุ่นมาแล้ว ที่สิงคโปร์ก็จะคล้ายๆ กัน มีการนำโปรเจ็กเตอร์มาฉายแบบอินเทอร์แอ็กทีฟเป็นภาพต่างๆ มีสนามเด็กเล่นไว้สร้างสรรค์จินตนาการ แถมยังเป็นสถานที่ถ่ายรูปออกมาสวยตระการตาสุดๆ

จากนั้นก็แวปออกมาดูนิทรรศการ Future Canvas มีลักษณะเป็น Installation Art อยู่ในห้าง The Shoppes  บริเวณโซนศูนย์อาหาร

คล้ายกับเป็นลานกิจกรรมสำหรับเด็กๆ  ให้มาโลดเต้นตามสีสัน และจินตนาการ จะเปิดเป็นรอบๆ ให้เข้าไปเล่นได้ น่าจะเหมาะสำหรับผู้ปกครองที่มาทานอาหารแล้วดูลูกไปด้วยได้ครับ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ (National Museum of Singapore)

ผมต้องซื้อบัตรออนไลน์จาก app Traveloka มาชมที่นี่ถึง 2 วัน เพราะตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก เลยมาเอาตอนใกล้จะปิด ที่ไหนได้ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ชอบมาก

ตัวอาคารขลังมากครับเป็นสถาปัตยกรรมทรงนีโอคลาสสิคที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1849 เดิมทีเคยเป็นห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ด้านสัตวศาสตร์และพฤกษศาสตร์ เพิ่มความโมเดิร์นให้กับอาคารด้วยการใช้กระจกและโลหะเข้ามาเสริมให้ร่วมสมัยมากขึ้น ข้างในมีร้านอาหารระดับมิชลิน คอยให้บริการด้วยครับ

ต้องขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตเลยครับ สำหรับที่นี่ เพราะบอกเล่าประวัติศาสตร์และการสร้างชาติของสิงคโปร์ได้สนุกมาก มีการนำเอาสื่อมัลติมีเดียมาใช้เล่าเรื่อง การลำดับเรื่องให้เหมือนการตัดต่อภาพยนตร์ การดีไซน์พื้นที่ทำได้ดีมาก ถือเป็นแถวหน้าของพิพิธภัณฑ์แนวประวัติศาสตร์ของโลกได้สบาย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปได้ถึงปี ค.ศ. 1887 จึงเรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ มีทั้งการจัดแสดงผลงานแบบชั่วคราว และแบบถาวร แบ่งออกเป็นห้องนิทรรศการหมายเลขต่างๆ ซึ่งได้นำเรื่องราวในอดีตและปัจจุบันมาเรียงร้อยต่อกันผ่านการบรรยายที่ช่วยกระตุ้นความสนใจ ทำให้เราสามารถเข้าชาติประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของชาวสิงคโปร์ได้โดยใช้เวลาไม่นานนักครับ

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ชอบมาก และควรค่าแก่การมาชมครับ

• นั่งกระเช้าไปเกาะ Sentosa อาณาจักรแห่งความสนุก

เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินชื่อเกาะนี้ และปกติจะนิยมนั่งรถกันมา แต่ว่าคราวนี้อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะเชื่อว่าหลายคนก็ไม่รู้ว่าในการเดินทางมาเซ็นโตซ่านั้น สามารถนั่งกระเช้ามาได้ด้วย

วิธีมาก็แสนง่าย นั่ง MRT มาลงที่ Vivo City จากนั้นเดินตามป้ายบอกทางไป Cable Cars จัดการจองตั๋วมาแล้วจาก Traveloka พอมาถึงหน้าเค้าทเตอร์ก็แลกรับตั๋วจริงอีกที เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องเช็คตลอดว่าเรานั่งจากไหนไปไหน

ที่กระเช้าลอยฟ้า จะมีทั้งเส้นทางข้ามเกาะ 3 สถานี และเส้นทางภายในเกาะอีก 3 สถานี วิวมุมสูงก็สวยดีครับ ใช้เวลาไม่นานนัก ระหว่างนั่งก็จะผ่านทะเลและผ่านป่า เพื่อเชื่อมไปยังเกาะเซ็นโตซ่า เกาะที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ

ใครมาถึงแล้วก็อย่าลืมเช็คอิน ถ่ายรูปคู่กับ Sentosa Merlion เป็นเมอร์ไลอ้อนที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ตัวนี้ สามารถขึ้นไปชมวิวได้ 2 ชั้น แต่เสียตังค์นะครับ

ลงจากระเช้ามาจะแบ่งออกเป็นหลายโซนนะครับ ทั้งไปยูนิเวอร์แซล ไปโรงแรม คาสิโน


แต่เราจะไปที่อาคารหน้าตาแบบนี้ครับ มีของดีซ่อนอยู่

• โลกใต้ทะเล S.E.A. Aquarium

S.E.A. Aquarium ซีอะความเรียม-พิพิธภัณฑ์โลกใต้ทะเล เราสามารถจองตั๋วผ่าน Traveloka ได้เลยครับ แถมยังได้ราคาดี และไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวแลกบัตรครับ แสกนปุ๊บ เข้าชมได้ทันที

ที่นี่มีสัตว์ทะเลหลายชนิดเลยไม่ว่าจะเป็นฉลาม โลมา แมงกระพรุน ฯลฯ แบ่งโซนกันเดินง่าย ตามๆ กันไปเลย ไฮไลท์ก็จะเป็นจุดชมฉลาม พร้อมกับนิทรรศการถาวรช่วยกันอนุรักษ์ฉลาม

จากนั้นก็เดินลอดใต้อุโมงค์ในโซน Shark Seas มีไฮไลท์เป็นเหล่าฉลามพันธุ์ต่างๆ ที่ว่ายไปมาบนหัวเรา ด้านในก็จะมีแท๊งค์ขนาดใหญ่ Open Ocean มีโชว์ดำน้ำให้อาหารปลา และอีกจุดคือ Touch zone ที่เราจะได้สัมผัสปลาดาวและปลิงทะเลแบบตัวเป็นๆ แต่ที่ผมชอบคือ Ocean Journey เป็นโซนมืดๆ แต่มีไฮไลท์ก็คือเหล่าแมงกะพรุนที่ลอยน้ำเรืองแสง มีหลายแบบ หลายตู้ ถ่ายรูปออกมาดูสวยดีครับ

•พิพิธภัณฑ์การเดินสมุทร

เป็นพิพิธภัณฑ์แบบอินเตอร์แอคทีฟที่ใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ นี้ถ่ายทอดประวัติการเดินเรือทะเลของเอเชีย และมรดกของสิงคโปร์ในฐานะท่าเรือการค้า อยู่อาคารเดียวกับอความเรียมเลยครับ ทีแรกคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่เห็นซื้อตั๋วผ่าน Traveloka ควบกับอวาเรียมซึ่งอยู่ติดกันแล้วถูกกว่ามาก เพิ่มตังค์อีกนิดหน่อย ก็เลยไป พอเข้ามาแล้วชอบมาก ได้รู้เรื่องเส้นทางการเดินเรือจนนำมาสู่การค้นพบและพัฒนาสิงคโปร์ทั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ถึงศตวรรษที่ 19 มีการเล่าเรื่องความน่าเกรงขามของขุมทรัพย์เจียงโฮ (CHENG HO) และเรือโบราณในพิพิธภัณฑ์ พวกเรือ Noah เรือ Dhow และการจัดแสดงสิ่งของล้ำค่า

ส่วนใครชอบอ่านตำนานการผจญภัยเกี่ยวกับการเดินเรือและโจรสลัดก็ไม่ควรพลาด และที่นี่ยังมีโรงหนังไต้ฝุ่น 4 มิติ (4D MULTI-SENSORY TYPHOON THEATRE) แห่งแรกของโลก สมจริงเหมือนตอนเดินเรือมาก เจอทั้งพายุ ลมกระโชกแรง ฝนสาดก็มี สนุกดีครับ

ที่นี่ออกแบบโดย Ralph Appelbaum Associates ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตึกหลากสีที่อาคารกองบัญชาการตำรวจแห่งสิงคโปร์

แต่ก่อนเคยเป็น กองบัญชาการตำรวจแห่งสิงคโปร์ แต่ตอนนี้คือ Ministry of Communications & Information (MCI) หรือกระทรวงวัฒนธรรมชุมชนและเยาวชนที่มีจุดเด่นคือหน้าต่างหลากสีสัน จำนวน 927 บานไล่โทนไปจนกลายป็นสีรุ้ง แต่ตอนถ่ายรูปอาจจะต้องระวังเพราะถนนค่อนข้างกว้างและรถราเยอะมาก นั่ง MRT มาลงที่สถานี Clarke Quay เดินต่อมานิดเดียวก็ถึง

เดินข้ามถนนมาอีกฝั่งไม่ไกลกันนัก เป็นที่ตั้งของ National Gallery Singapore พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ครับ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ต้องบอกเลยว่า “ห้ามพลาด” เมื่อมาเที่ยวสิงคโปร์ครับ


เนื่องจากกานต์จองตั๋วผ่าน Traveloka เมื่อได้ e-ticket มาก็ติดต่อที่เค้าท์เตอร์อีกครั้ง เป็นช่องพิเศษสำหรับใครที่ซื้อตั๋วออนไลน์ ไม่ต้องต่อคิวกับบุคคลทั่วไป จากนั้นจะได้รับสติ๊กเกอร์ จะได้เดินได้ทั่วทุกจุด ข่้อดีอีกอย่างคือราคาถูกกว่าหน้าเค้าท์เตอร์ครับ

ใครสายอาร์ตต้องไม่พลาดพิพิธภัณฑ์แห่งชาติใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวมเอางานศิลปะร่วมสมัยไว้เยอะมาก แค่ตัวตึกก็สวยแล้ว เป็นการรวมเอาอาคารยุคโคโลเนียลของสิงคโปร์ คือ Supreme Court และ City Hall เข้าด้วยกัน เดินทั้งวันก็ไม่หมด แถมยังหลงทาง และหลงรักในความอลังการงานสร้างนี้ไปพร้อมๆ กัน

ที่นี่มีการจัดแสดงผลงานของศิลปินไทยในระดับมาสเตอร์พีชหลายชิ้นและหลายท่านด้วยกัน อาจจะต้องใช้เวลาไล่ดูสักหน่อยเพราะแสดงร่วมกับผลงานของศิลปินร่วมสมัยหลายท่านมากจากทั่วโลก ที่ผมหาเจอก็มีงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ คุณมณเฑียร บุญมา คุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข เรียกได้ว่า รวมผลงานของศิลปินชั้นครูจากทั่วโลกไว้ที่นี่

นอกจากนิทรรศการศิลปะแล้ว อย่าลืมขึ้นไปดูวิวที่ชั้นบน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบาร์สวย Smoke & Mirrors และ Aura Sky Lounge สามารถมองเห็นมารีน่า เบย์ แซนด์ และหมู่ตึกน้อยใหญ่ของสิงคโปร์ได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนชั้นล่างบริเวณทางออกก่อนกลับจะมีร้านขายของดีไซน์เก๋ๆ ที่ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ มีกระเป๋า Frigtag ดีไซน์พิเศษขายที่นี่ด้วย

หอศิลป์ที่มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานสากล ทำให้มีนิทรรศการของศิลปินระดับโลกหลายรายมาจัดแสดงหมุนเวียนกันตลอดเวลา มาสิงคโปร์ครั้งหน้าก็ต้องมาแวะใหม่ เพราะงานอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้

• Henderson Bridge สะพานบิดเกลียว

เรื่องงานออกแบบดีไซน์ก็คงต้องยกให้พี่สิงค์เค้าเลยนะ งานศิลปะมีอยู่ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่สะพานที่ยังออกแบบให้มีมิติได้ ในความยาว 274 เมตร อาจจะเหนื่อยหอบหน่อยตอนที่ขึ้นมา แต่ว่าสามารถนั่งชมธรรมชาติสีเขียวเบื้องหน้าได้อย่างสบายใจ แถมยังมีตึกสูงกลายเป็นฉากหลัง ซึ่งตรงข้ามกับความกับเมืองของสิงคโปร์มากๆ เดินทางก็ง่าย ใช้ MRT ลงสถานี Harbourfront ต่ออรถเมล์สาย 145 หรือว่าจะใช้ Grab ก็สะดวกดี 10 นาทีก็ถึง

ใครสายมู แถมโปรแกรมเช็คอินไหว้พระวัดพระเขี้ยวแก้ว อยู่แถวไชน่าทาวน์ครับ

เป็นวัดจีนในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ที่มีสถาปัตยกรรมของอาคารที่โดดเด่นในสมัยราชวงศ์ถัง มีทั้งหมด 5 ชั้น ภายในก็ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้วจะประดิษฐานอยู่ในสถูปใหญ่ โดยมีน้ำหนัก 3,500 กิโลกรัม ทำจากทองแท้หนัก 320 กิโลกรัม โดยทองคำจำนวนหนึ่งได้มาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ถือว่าเป็นวัดที่อลังการสวยงามมากในสิงคโปร์ครับ

ส่วนใครชอบเรื่องกิน คงไม่พลาดข้าวมันไก่ Tian Tian ในฟู๊ดคอร์ด MAX สังเกตเอาว่าร้านไหนแถวยาวสุด ก็จุดนั้นเลยครับ ต่อคิวราวครึ่งชั่วโมงถ้าไม่ตรงกับมื้อเที่ยง

อีกเจ้าคือบ๊ะกุ๊ดเต๋ SONG FA ราคาสูงพอสมควร แต่ข้อดีคือเติมซุปได้ไม่อั้น เพราะจุดเด่นก็คือซุปสมุนไพรที่หอมหวานด้วยกระดูก อร่อยมากครับ เดี๋ยวนี้ที่เมืองไทยก็มีสาขาแล้ว

ส่วนอีกอย่างที่ผมชอบและเจอโดยบังเอิญคือ ลอปสเตอร์ ย่านไชน่าทาวน์ อยู่ก่อนทางไปรถไฟฟ้าใต้ดิน ใกล้กับร้านหมูแผ่นชื่อดัง ผมลองสุ่มเลือกเป็นแบบผัดซอสสไตล์สิงคโปร์ รสชาติเผ็ดดี ตัดกับความหวานของลอปสเตอร์ และความหอมของขนมปังที่ย่างมาจนกรอบนอกนุ่มใน โดนใจมากๆ ครับ

แต่ลองสั่งแบบฮาฟๆ เนื้อปูมาด้วย ไม่ค่อยชอบเท่าไร แนะนำว่าสั่งเป็นลอปสเตอร์เพียวๆ โดนใจว่าครับ ราคาก็แรงใช้ได้ ชิ้นละ 23 ดอลล่าร์สิงคโปร์

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเช็คลิสต์ทริปสิงคโปร์ ที่รวบรวมมาทั้งสายกิน สายเที่ยว สายธรรมชาติ สายอาร์ต อย่างที่บอกไปสิงคโปร์เป็นประเทศที่เที่ยวง่าย ใช้เวลาไม่มากนัก และสามารถมาเที่ยวได้บ่อยๆ ยิ่งตอนนี้มีแอพลิเคชั่นที่เป็นผู้ช่วยในการเดินทางของเราในหลายๆ เรื่อง อย่าง Traveloka ไม่ว่าจะเป็นจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ซื้อตั๋วเข้าชมนิทรรศการ หรือสถานที่ต่างๆ และมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เลือกมากมาย ทำให้ทริปนี้ เดินทางสะดวก เที่ยวง่าย ประหยัดเวลา และสบายกระเป๋าด้วยครับ

เที่ยวสิงคโปร์กันจนเต็มอิ่มแล้วก็อย่าลืมจองที่พักสิงคโปร์กับ Traveloka ด้วย แอปพลิเคชั่นท่องเที่ยวที่จองง่าย จ่ายสะดวกที่สุดในตอนนี้

จองที่เที่ยวสิงคโปร์กับ Traveloka