เพราะความสวยงามและลึกลับน่าค้นหา และภูเขาไฟโบรโม่เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับฉายาว่า “อัญมณีแห่งชวาตะวันออก” มันเรียกร้องให้เราไปเยือนมาตลอด ในที่สุดเราก็ตัดสินใจจองตั๋วหาข้อมูลไปแล้วไปหาความสวยงามนี้จนได้ หลังจากจองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งเราจองผ่าน Traveloka ได้ราคาดีที่สุด การจะไปเที่ยวโบรโม่ ต้องไปลงสนามบินที่เมือง สุราบายา ซึ่งไม่มีเที่ยวบินตรง เราต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ สิงคโปร์ หรือ มาเลเซีย แล้วแต่สายการบินที่ซื้อ ซึ่งไฟล์ทที่เราได้ไปถึงสุราบายาเกือบ 3 ทุ่ม (เวลาอินโดนีเซียมี 3 ช่วงเวลา สุราบายา เวลาเท่ากับเมืองไทย)

เราตัดสินใจหา โรงแรมจองใกล้ๆ สนามบิน 1 คืน เพราะจากสนามบินไปโบรโม่ ใช้เวลาเดินทาง4ชั่วโมง และถ้าเดินทางกลางคืนก็อดแวะเที่ยวน้ำตก เราเลยเปิด Traveloka อีกรอบเพื่อหาโรงแรม และก็มาลงตัวที่ Halogen Hotel คืนละ แปดร้อยกว่าบาท แต่โรงแรมดูเกินราคาเลย Staff มารยาทดี ขออะไรเพิ่มก็ได้ด้วย พร้อมช่วยเหลือทุกอย่าง เราเปิดกระเป๋าเดินทางไม่ได้ก็ช่วยหาเลื่อยมาจัดการให้ด้วย ประทับใจบริการเลย ห้องพัก ไม่ใหญ่ แต่ก็สมราคามีแต่งเรียบๆ ติดโมเดิร์น หน่อย สะอาดใช้ได้เลย ส่วนอาหารเช้า ก็มีข้าว มีผัด และอาหารอินโดแซมมาด้วย แต่เราไม่คุ้นชินจริงๆ อาจจะไม่ถูกปากเท่าไหร่ แต่ก็กินให้อิ่มไว้แหละดี

จองที่พัก Halogen กับ Traveloka

เช้านี้เรานัดคนขับรถ (หาจากในกระทู้รีวิวที่คนแนะนำในเนตได้เลย) ที่จะพาไปเที่ยวให้มารับ 9  โมง เพื่อนเริ่มต้นทริปของเรา ชั่วโมงแรก คนขับรถเรา ชื่อ Suki (ใช่ สุกี้ บอกนักท่องเที่ยวไทยออกเสียงเรียกเขาว่า สุกี้) พาเราแวะที่แรก หลังจากขับรถมาประมาณ 1 ชั่วโมง คือที่ Madakaripura Waterfall ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 200 เมตร (660 ฟุต) ซ่อนอยู่ในตอนท้ายของหุบเขาลึกที่ต้องเดินเข้าไปประมาณ 2 กม. ทางเข้าเป็นทางเดินเรียบๆ มีขึ้นลงตามโขดดินบ้างแต่ไม่ลำบาก พอใกล้ๆ จะถึงน้ำตก ก็ต้องเก็บกล้องใส่ที่กันน้ำให้ดี ใส่เสื้อคลุมกันฝนเพราะเราต้องเดินผ่านน้ำตกซึ่งเปียกแน่นอน แต่พอเข้ามาด้านในน้ำตกจุดที่ใหญ่ที่สุด เราก็ได้แต่ร้องว้าวตาโตกับความสวยงามอลังการ สมกับได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งสายน้ำแห่งชวาตะวันออก” จริงๆ

 

ออกจากน้ำตกมาเราก็มุ่งหน้าสู่ หมู่บ้าน Cemero Lawang ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟโบรโม่มากที่สุด และเราจองโรงแรมสำหรับคืนนี้ที่นี่ ชื่อโรงแรม Bromo Permai 1 Hotel Bar & Restaurant ที่จองที่นี่เพราะโรงแรมนี้หน้าโรงแรมเราสามารถมองเห็นวิวของภูเขาไฟโบรโมได้ใกล้ และชัดมาก ราคาต่อคืนก็ประมาณ พันต้นๆ พอมาถึงโรงแรมประมาณ 3 โมงกว่า ลงรถมา อากาศเย็นจับใจมาเลย หยิบเสื้อกันหนาวมาใส่แทบไม่ทัน ห้องนอนก็ธรรมดาแบบแนวรีสอร์ทต่างจังหวัดบ้านเรา ไม่มีแอร์ ใช่ค่ะแน่นอนที่นี่ไม่ต้องการแอร์ อุณหภูมิสิบกว่าองศา จนเหลือเลขตัวเดียวในเวลากลางคืน หลังเดินสำรวจโรงแรมแล้วก็ออกไปถ่ายรูปวิวโบรโม หน้าโรงแรม รัวๆ จากนั้นก็เดินเล่นในหมู่บ้านได้ซักพัก เพราะอากาศเย็นเกิน เดินกลับมากินข้าวเย็นที่โรงแรม อาหารโรงแรมอร่อยใช้ได้เลยค่ะ ถ้าได้มาพักที่นี่ ทานอาหารที่นี่ได้เลยนะคะ แนะนำ หลังจากนั้นเรารีบเข้านอนตั้งแต่ 6 โมงเย็นเลย ใช่ค่ะ 6 โมง เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นตี 2 เพื่อเดินขึ้นเขาไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

จองที่พัก Bromo Permai 1 Hotel Bar & Restaurant กับ Traveloka

เรามาทำความรู้จักโบรโมกันสักนิด เขาโบรโม เป็นภูเขาไฟตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ โบรโม เติงเกอร์ เซอเมรู (Bromo Tengger Semeru National Park) เป็นส่วนหนึ่งของมวลเขาสูงเติงเกอร์ในจังหวัดชวาตะวันออก มีความสูง 2,329 เมตร ซึ่งไม่ได้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด แต่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากๆ เนื่องจากความสูงไม่มากนัก และเดินทางถึงยอดเขาได้โดยง่าย ชื่อ โบรโม มาจากตัวสะกดในภาษาชวาของคำว่า “พรหม” ซึ่งเป็นพระนามของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู เขาโบรโมเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2547 และตั้งแต่ช่วงปลาย พ.ศ. 2553 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และถูกเรียกขานว่า ลมหายใจของเทพเจ้า “Breathe of God” ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู

 

คนขับเราที่เป็นทั้งไกด์ด้วยเอารถจี๊ป 4×4 มารับเราตอนตีสองครึ่ง ขับผ่านที่ราบเชิงเขาขึ้นเพื่อไปชมวิวภูเขาไฟบนจุดชมวิว Mount Penakajan ที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟโบรโม่และหมู่บ้าน Cemero Lawang ได้แบบพาโนรามาวิวแล้ว ยังนั่งรอชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอกที่สวยลืมหายใจไปเลย

 

หลังจากชมพระอาทิตย์ขึ้นจนจุใจ เราลงมาเพื่อการเดินทางต่อไปยังบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งระหว่างนั่งรถโฟร์วีลผ่านทะเลทรายไกด์ก็จะจอดรถให้เราถ่ายรูปกับรถจี๊ปโดยมีวิวทะเลทรายและ ภูเขาบาต๊อก Mt.Batok เป็นฉากหลังที่รูปเท่ๆมากมายจนเลือกโพสต์ลงโซเชียลไม่ถูกเลยทีเดียว

หลังจากนั้นไกด์พาเรามาที่จุดจอดรถเพื่อเตรียมขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ ที่มีความสูงถึง 2,329 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่เราใช้ตัวช่วยค่ะ เราเลือกขี่ม้าขึ้นไปถึงบริเวณไหล่เขาแล้วเดินขึ้นบันไดต่อขึ้นไปบนยอดเขา  แทนการเดินทั้งหมดค่าขี่ม้าไม่แพงประมาณคนละ 150,000 IDR ทั้งไปและกลับ อย่าลืมพกผ้าปิดจมูกกันมานะคะ ฝุ่นเยอะมากยิ่งเวลาม้าเดินนี่คลุ้งเลย เพราะบริเวณภูเขาไฟโบรโม่มีกลิ่นกำมะถันและฝุ่นควันอยู่อย่างหนาแน่นตลอด บริเวณขอบปากปล่องภูเขาไฟ มีลักษณะเป็นสันกว้างเดินต่อกันได้โดยรอบ แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินเนื่องจากผืนดินและทรายค่อนข้างลื่น หรือใครอยากจะลองทำตามความเชื่อของชาวอินโดนีเซียโดยโยนช่อดอกไม้อธิษฐานลงไปในปากปล่องภูเขาไฟเพื่อให้ความรักสมหวัง ก็สามารถเลือกซื้อดอกไม้ป่าจากชาวพื้นเมืองที่นำมามาเสนอขายก่อนขึ้นมาถึงยอดได้เลย เราซึบซับความงามบนยอดเขาโบรโม่ และยืนมองยอดเขาบาต๊อกที่ใกล้แสนใกล้แบบไม่น่าเชื่ออยู่พักใหญ่ ก่อนจะพากันเดินกลับลงมาแบบยังอยู่ในภวังค์

 

ลงจากภูเขาไฟโบรโม่ ไกด์พาเราไปถ่ายรูปที่ทุ่งหญ้าสะวันน่า ใช่ค่ะที่นี่ก็มีทุ่งหญ้าสะวัณน่า ที่จริงแล้วคือทุ่งหญ้าและดอกไม้ป่าหลากสีสันล้อมรอบด้วยภูเขาเขียวขจีดูสดชื่นสบายตา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแห่งยอดนิยมยอดฮิต ที่มีผู้คนชื่นชอบมาถ่ายรูปเท่ๆ เก๋ๆ กัน

 

โบรโม่ ทำเราอิ่มเอมจนแทบลืมกินข้าว ท้องร้องอีกที ก็ตอนไกด์พามาส่งโรงแรมให้กินข้าวเช้านั่นแหละ  ^__^  นี่สินะที่เราพูดได้เต็มปากแบบที่ฝรั่งเขาว่า Once in a lifetime “ครั้งหนึ่งในชีวิต”

เรื่อง และภาพถ่ายโดย  Rose สำเหร่

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com

Facebook Fanpage : Sineha Bangkok

Instagram : sinehabangkok

Twitter : sinehabangkok