ออกเดินทางกันอีกครั้งแล้วนะคะ กับการนั่งรถไฟเที่ยวในประเทศของเรา เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วจนจำไม่ได้ ครั้งนี้เราถือโอกาสหยุดงาน 4-5 วัน เพื่อท่องเที่ยวแบบไร้แพลนในทริปวันเกิด ด้วยการออกไปเที่ยวคนเดียว เปิดหู เปิดตา เจอผู้คนมากขึ้นจากการเดินทางไปเรื่อยๆ เดินทางด้วยยานพาหนะที่ใช้เวลานานอย่างรถไฟ และไปหาเช่ามอเตอร์ไซค์ขับท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดที่เราไป อยากแวะตรงไหนก็แวะ อยากกินตรงไหนก็กิน ระหว่างทางก็เปิดเน็ตหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ครั้งนี้เราเลือกไปทางใต้ นั่งรถไฟไปตั้งหลักที่หาดใหญ่ก่อน หลังจากนั้นไปไหนต่อค่อยว่ากันอีกที จะเป็นทริปพักผ่อนหรือไม่ได้พักผ่อนก็มาดูกัน

เริ่มต้นวันเดินทางวันแรกกันที่สถานีกรุงเทพฯ กับตั๋วรถไฟที่เราซื้อล่วงหน้าเพียงไม่กี่วัน เราเลือกเดินทางกันด้วยรถไฟขบวน 37 พัดลม ชั้น 2 เวลาออก 15.10 น. ถึงหาดใหญ่ 07.20 น. ราคาตั๋วรถไฟรอบนี้ 535 บาทค่ะ


ทำไมถึงเลือกการเดินทางด้วยรถไฟ เราว่าบางทีก็หาคำอธิบายยาก เพราะบางครั้งการเดินทางไปเรื่อยๆ ได้สัมผัสบรรยากาศ และเรื่องราวต่างๆ ระหว่างทาง แล้วแต่คนจะชอบหรือถนัดเรื่องการเดินทางแบบไหน บางทีเราก็ชอบบรรยากาศที่ได้มองข้างหน้าต่างไปเรื่อยๆ หรือบางทีเราอาจชอบที่จะกินไปเรื่อยๆ กันแน่นะ ฮ่าๆๆ ก๋วยเตี๋ยวกล่องละ 10 บาท ข้าวต้มถ้วยละ 20 บาท มีแต่ของกิน เวลารถไฟจอดในแต่ละจังหวัดก็จะมีคนขึ้นมาขายเต็มไปหมด บางทีตั๋วราคาไม่กี่บาท แต่จะไปหมดกับค่ากิน นี่แหละชีวิต!!

เดินทางไปในแต่ละท้องที่ แต่ละจังหวัด หรือภาคนั้นๆ ก็จะเจอผู้คนท้องถิ่นแตกต่างกันไป โดยเฉพาะภาคใต้ จะเจอพี่น้องชาวมุสลิมเยอะเป็นพิเศษ ตื่นเต้นไปอีกแบบเพราะเราเดินทางไปทางเหนือบ่อยกว่าทางใต้ ทางเหนือก็จะเจอแต่คนพูดภาษาเหนือซึ่งโดยปกติเราก็เข้าใจภาษาเหนืออยู่แล้ว แต่ภาคใต้นี่สิ บางทีเขาพูดเร็วก็ฟังค่อนข้างยากหน่อย แต่คนใต้น่ารักและพูดเก่งดีนะ

ถึงหาดใหญ่เช้าพอดี บรรยากาศของความเป็นภาคใต้และไก่ทอดหาดใหญ่ก็ลอยผ่านสายตาเข้ามา ยามเช้ากับวิถีการใช้ชีวิตของคนหาดใหญ่ ที่ชุมทางหาดใหญ่

และก็ไม่ลืมทักทายเซเลบฯ แห่งสถานีชุมทางหาดใหญ่ ไม่รู้ว่าชื่ออะไร เราเลยตั้งชื่อให้ว่าน้องหาดใหญ่ น้องไม่ดุ จะเดินตามต้อยๆ มนุษย์ทุกคนที่มาเล่นด้วย อาจจะเป็นเพราะมาขอของกิน ใครไม่มีของกินให้ก็จะแอบงอน เบือนหน้าหนี หรือไปแอบนอนในบริเวณต่างๆ ของสถานี จนเจ้าหน้าที่ที่สถานีคุ้นเคยดี บอกว่าให้เราเอาน้องกลับบ้านไปเลย ฮ่าๆๆ

ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนรถไฟเราก็นั่งเปิดเน็ตไปเรื่อยๆ ว่าจะไปพักที่ไหนดี จะมีมอเตอร์ไซค์เช่าไหม หาไปเรื่อยๆ ก็เจอโฮสเทลใกล้สถานีรถไฟราคาไม่แพง แถมมีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย เลยลองโทรไปสอบถามก่อน ห้องก็ยังพอว่างอยู่นะ เนื่องจากเราไปเที่ยววันธรรมดาด้วย  พอถึงที่สถานีรถไฟก็เปิด google map เดินตามหา ความจริงจะนั่งวินก็ได้นะแต่จากระยะทางแล้วเดินได้ ใกล้ด้วย สำหรับสายเดินนะ ใครขี้เกียจเดินก็รถรับจ้างได้เลย

ระหว่างทางที่เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายภาพตึกรามบ้านช่องของผู้คนในหาดใหญ่ นี่มันเมืองลูกกวาดชัดๆ มีแต่ตึกสีลูกกวาดเต็มไปหมดเลย ชอบมากๆ ถ่ายรูปเพลินจริงๆ

เดินมาเรื่อยๆ ก็เจอที่พักเราแล้ว ขวามือเป็นตึกแถวทาสีดำ เห็นไหม

ที่พักชื่อ The Hive Hatyai Hostel นะคะ มีห้องแยกชายหญิง เราจ่ายค่าเตียงคืนละ 300 บาทเองค่ะ สามารถจองได้ผ่าน Traveloka บางช่วงราคาอาจจะถูกลงกว่านี้ด้วยนะคะ ลองเช็คกันดูได้ที่ >> Traveloka

เราขอจองเช่ามอเตอร์ไซค์ไว้ด้วย 350 บาทต่อวัน ความจริงตั้ง 400 บาท แต่เขาลดให้เหลือ 350 บาท

ความจริงยังไม่ถึงเวลาเช็คอินตอน 11 โมง ก็ฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วไปเดินตลาดกิมหยง ตลาดเช้า หาอะไรกินพร้อมใส่บาตรวันเกิดด้วย  อ่อ…วันที่เรามาถึงตรงกับวันเกิดเราพอดีค่ะ นั่นแหละ ทริปนี้เราลายาวมาพักผ่อนวันเกิด แต่ดูจะลุยๆ ไม่ค่อยได้พักผ่อนเท่าไหร่ ตอนเก็บกระเป๋ายังไม่เห็นห้องนะ ไปเดินตลาดก่อน อันนี้มารีวิวภาพบรรยากาศห้องและเตียงที่เรานอน

เช็คราคา The Hive Hatyai Hostel ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

ปะ…ไปเดินตลาดกัน เจอน้องหมามากับเจ้าของ แวะเล่นกับน้องก่อน มัวแต่ทักทายน้องหมาจนลืมหิวข้าว น่ารักจริงๆ ตูบน้อยมาจ่ายตลาดเหรอจ๊ะ ได้อะไรไปกินบ้างล่ะวันนี้ น่ารักมาก อยากอุ้มกลับ ฮ่าๆๆ นั่งมองหน้าเราตาใสปิ๊ง ไม่ลงจากรถเลย

คนเยอะมากมายตลาดเช้า คึกคักมาก

และไม่ลืมที่จะใส่บาตรวันเกิด แต่ความจริงก็เกือบลืม ลืมว่าวันนี้วันเกิดตัวเอง

ออกไปหาอะไรกินในตลาด เดินชมบ้านเมืองหาดใหญ่ไปแล้วก็ได้เวลาเข้าพัก อาบน้ำ แล้วแต่งตัวคว้ามอเตอร์ไซค์จากที่พักเพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะยอ คือเวลาเหลือแค่ครึ่งวันจะเที่ยวที่ไหนของหาดใหญ่ได้นะ จะเข้าตัวเมืองสงขลาก็คงไม่ไหว ขนาดขับรถในตัวเมืองหาดใหญ่แทบจะไม่รอด การจราจรโหดมาก รถเยอะมาก บางทีขับไปกรี๊ดไป ฮ่าๆๆ

ขับรถข้ามสะพานติณสูลานนท์ว่าตื่นเต้นแล้ว พอเกือบสุดสะพานมองเห็นพระนอนสีทอง ง๊ามงาม แต่ไกล เฮ้ย! วัดอะไร วัดใช่ไหม เลี้ยวๆๆ เลี้ยวเลย เจออะไรก็แวะถ่ายรูปหมด ตื่นเต้นกับถนนเส้นทางใหม่ๆ ตลอดเวลา

วัดแหลมพ้อ หรือที่คนที่นี่เรียกว่าวัดพระนอนแหลมพ้อ อายุกว่า 200 ปี  เดินเข้าไปก็จะมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกันหลายคน จุดเด่นคงเป็นพระนอนที่มีความงดงามและสะดุดตามาแต่ไกลนี่แหละ สวยมากจริงๆ และวิวตรงท่าเรือของวัดก็ดีมากๆ ด้วย

มองเห็นสะพานติณสูลานนท์ได้ชัดเจนมาก เมื่อกี้เราขับข้ามสะพานนี้มาจริงๆ เหรอเนี่ย เดินไปเดินมา รับลม อากาศดี ลมตึงมาก

ดูวิถีชีวิตชาวประมงก็เพลินดีนะ เห็นบรรยากาศแบบนี้ทั้งเกาะเลย ขับรถก็บ่ายแก่ๆ แล้ว อากาศก็ไม่ค่อยร้อนแล้วด้วย แต่หนทางบนเกาะยังมีหลายจุดที่ยังก่อสร้าง บางเส้นก็ปิดผ่านไม่ได้ ก็ต้องเลี้ยวกลับ

ตอนแรกเรากะจะมาหาที่พักบนเกาะยอเหมือนกัน แต่เหมือนเราลองโทรมาสอบถามดู (เบอร์หาในเน็ต จำไม่ได้ละ) ที่พักส่วนใหญ่ไม่ใช่ที่พักสำหรับคนมาคนเดียว ต้องมาหลายคน จ่ายกันเป็นหลังเลย เหมือนต้องมาเป็นกลุ่ม ทานอาหารทะเล ร้องเพลงคาราโอเกะได้ ประมาณนี้

ความจริงบรรยากาศดูน่ามาพักผ่อนแบบสงบมากเลยนะ เหมาะกับการมาคนเดียว พักคนเดียวเงียบๆ แต่ถ้าทุกโฮมสเตย์จะต้อนรับแต่นักท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม อาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราสักเท่าไหร่ ก็ได้แต่ชมบรรยากาศไป ท้องฟ้าไม่ค่อยเปิด แดดไม่แรง

ขับรถมาเรื่อยๆ ก็มาสะดุดตากับวัดเล็กๆ วัดหนึ่ง ชื่อวัดท้ายยอ เข้ามาต้องตกตลึงกับกุฏิเก่าแก่ คือสถานที่ดูเก่าและขลังมาก แต่ดูไปดูมาก็สวยมากเลยนะ เป็นเรือนไทยไม้สีสันสดใสฉบับปักษ์ใต้

มองไปอีกทางเห็นบันไดทอดยาวขึ้นไปบนเขาเลยถามคนแถวนี้ว่า เลยรู้ว่าเป็นวิหารแต่อยู่บนเขา ต้องขึ้นบันไดไปแต่เปลี่ยวหน่อย แต่ลองขึ้นมาจริงๆ 140 ขั้น ไม่เยอะ แต่เล่นเอาหอบเหมือนกันนะ เปลี่ยวจริงจังและแอบกลัว แต่มองวิวเกาะยอด้านล่างก็สวยใช้ได้เลย


ลงมาด้านล่างก็จะเจอศาลาตรงท่าเรือด้วย บรรยากาศดีมากๆ นั่งชมวิวได้นานเลยทีเดียว วัดก็เงียบสงบไม่วุ่นวาย ตามสไตล์ของวัดต่างจังหวัด แต่วันที่ไปก็พอมีคนอยู่บ้างเพราะมีงานศพตั้งอยู่ศาลานึง

พอใกล้เย็นก็เริ่มกลับ ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปที่มัสยิดกลางสงขลา หรือที่นักท่องเที่ยวมักกล่าวขานว่าคือทัชมาฮาลเมืองไทย แต่เราชอบชื่อมัสยิดกลางมากกว่านะ ตอนแรกเราขับผ่านมาแล้วแต่กะจะมาแวะขากลับนี่แหละ อยากดูมุมพระอาทิตย์ตกสวยๆ แต่ท้องฟ้าไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ สถานที่ไม่เงียบมาก พอมีคนแวะเข้ามาถ่ายรูปอยู่บ้างประปราย

สวยและอากาศดีอีกแล้ว อยู่ถ่ายรูปเพลินไปหน่อยเกือบลืมกลับ ระหว่างทางขับรถก็จะเป็นวิวประมาณนี้

ก่อนหน้านี้ก็สอบถามคนที่โฮสเทลมาบ้างว่าที่เที่ยวที่เราสามารถขับรถมอเตอร์ไซค์เที่ยวได้ ระยะไม่ไกลมากมีที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะแหล่งตลาด ดันมีจริงๆ ด้วย วันนี้ตลาดน้ำคลองแหเปิด ตอนแรกก็งงๆ กับเส้นทาง แต่ก็หาจนเจอ ชอบมาก ของกินเยอะ ฮ่าๆๆ

เป็นตลาดน้ำในหาดใหญ่อะ ในหาดใหญ่มีตลาดน้ำด้วยอะ ตื่นเต้นมาก เป็นตลาดน้ำที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดีทีเดียว มีที่นั่งทานอาหาร มีกิจกรรมบนเวที คนจะเยอะช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ยิ่งมืดคนยิ่งเยอะ บรรยากาศก็ดีเย็นสบาย ตลาดเปิดทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ช่วง 16.00 – 21.00 น.

เดินตลาดน้ำอยู่นาน ของกินก็เยอะ ราคาถูกมาก เพลินไปเลยเมื่อชีวิตเจอของกิน ฮ่าๆๆ จนมืด และขับรถกลับในตัวเมืองตอนมืดนี่แหละ แล้วดันมารู้ข้อมูลอีกว่ามีตลาดอาเซียน ไนท์ บาซาร์ ตลาดกลางคืนที่สำคัญและใหญ่อีกแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ ก็มีความพยายามขับมอเตอร์ไซค์กลางคืนเพื่อหาทางไปให้ได้ สายตาก็มองไม่ค่อยเห็นแต่ก็จะลองงมทางดู รถก็เยอะขึ้นด้วย งมจนเจอจริงๆ

มีทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้ามือหนึ่งและมือสองสวยๆ ราคาไม่แพงด้วย เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นหาดใหญ่ยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี ลมก็พัดเย็นสบายตอนนั่งพักเหนื่อยบริเวณพื้นหญ้าเทียม อาจจะเดินเที่ยวไม่ทั่วเพราะเมื่อยและเหนื่อยก็พักบ้าง

พิธีกรกลางแจ้งก็เปิดเพลงสลับกับพูดให้ความบันเทิงกับคนที่มาซื้อของที่ไนท์ บาซาร์ เป็นลานกิจกรรมโล่ง ที่จอดรถใหญ่ก็ค่อนข้างหายากหากมาค่ำมากๆ แต่เราขับมอเตอร์ไซค์มาก็ยังพอหาที่จอดได้

เดินสักพักก็ได้เวลากลับไปพักร่างที่โฮสเทล ไม่น่าเชื่อลองมานั่งนึกดู ภายในเวลาครึ่งวันเราขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวหาดใหญ่ได้หลายที่เหมือนกันนะ ทั้งประทับใจและรู้สึกคุ้มมาก ถึงแม้จะไม่คุ้นกับถนนหนทางหาดใหญ่สักเท่าไหร่ รถเยอะ กลัวมากเหมือนกัน

งมทางมืดๆ กลับที่พักเพื่อเอาแรงกันค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นเรากำลังจะเดินทางไปจังหวัดถัดไป ไปผจญภัยกับการเที่ยวไร้แพลนกันต่อ คงจะเป็นจังหวัดใกล้เคียงสงขลา นั่งรถโดยสารสาธารณะไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง การมาท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดสำหรับเราทุกจังหวัดเราเชื่อว่ามีของดี และที่สำคัญประเทศไทยนอกจากจะมีสถานที่ดีๆ น่าเที่ยวมากมาย  แถมยังมีคนดีอีกมากมายที่คอยช่วยเหลือเราเวลาเราต้องเดินทางคนเดียวอีกด้วย

ค่าเสียหายคร่าวๆ จากการเดินทางครั้งนี้

ค่ารถไฟกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ 535 บาท

ค่าที่พัก 300 บาทต่อคืน (พักแค่ 1 คืน)

ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์ 350 บาท เติมน้ำมันรถอีก 66 บาท

รวมๆ แล้วก็ประมาณ 1,000 กว่าบาท ไม่ถึง 2,000 บาท

โดยหลักๆ ก็หมดไปเท่านี้ ที่เหลือก็ค่าอาหารในแต่ละมื้อ ไม่ได้เลือกกินแพง ซื้อของกินในตลาดแต่ละที่ๆ เราแวะเที่ยวด้วยนี่แหละ ทั้งสนุก สะดวก อาหารไม่แพงด้วย อยากให้ลองมาเที่ยวหาดใหญ่ดู 1 วันก็เที่ยวได้จริงๆ เริ่มหลงรักและอยากกลับมาหาดใหญ่อีกแล้ว

*******************************************************************

หากใครรักการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว หรืออยากลองเดินทางคนเดียวดูบ้าง อาจจะดูโลว์คอสต์และโลคอลไม่ติดสบายไปสักหน่อย แต่นี่แหละการเดินทางที่เรารู้สึกว่าได้ออกจาก comfort zone อย่างแท้จริง

มาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ที่เพจ “จะเที่ยวคนเดียว” ได้นะคะ

https://www.facebook.com/jatiewkondieow/

ถ้าคุณชอบเที่ยวคนเดียว เราคือเพื่อนกัน