3 วัน 2 คืน มนต์เสน่ห์แห่งเสียมเรียบที่ตราตรึง

“ See Angkor Wat and Die ”   

….. Arnold Joseph Toynbee …..

คงปฎิเสธไม่ได้ว่า คำกล่าวนี้ของอาร์โนลด์ เจ. ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีชาวอังกฤษมีอิทธิพลที่ดึงดูดให้นักเดินทางหลายต่อหลายคนในโลกใบนี้มุ่งหน้ามายังเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เพียงเพราะว่าอยากจะมาสัมผัส “ นครวัด ” ด้วยตาของตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนคำกล่าวของอาร์โนลด์ เจ. ทอยน์บีนั่นแหล่ะ ประมาณว่า ได้เห็นนครวัดสักครั้ง ก็ตายตาหลับ เฉกเช่นเราก็เช่นกัน 

“ เสียมเรียบ ”  หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ เสียมราฐ ” ประเทศกัมพูชาเป็นที่ตั้งของนครวัด – นครธม ( Angkor Wat – Angkor Thom ) ซึ่งนครวัด – นครธมนี้ ได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก World Cultural Heritage โดยองค์กร UNESCO และปราสาทตาพรหม Ta Prohm 1 ในปราสาทที่อยู่ในนครธม ( Angkor Thom ) ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ทูมไรเดอร์ ( Tomb Raider ) นั่นเลยยิ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ยิ่งแห่มาสัมผัสที่นี่มากขึ้นไปอีก

สำหรับทริปนี้ เราใช้เวลาที่เสียมเรียบเป็นเวลา 3 วัน 2 ในช่วงวันหยุดของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีเพื่อนร่วมทริป ทั้งหมด 5 คน และเนื่องด้วยเป็นช่วงวันหยุดยาว จึงทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินไปเสียมเรียบนั้นแพงใช้ได้ เราจึงใช้วิธีนั่งรถตู้จากหมอชิตไปอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แล้วข้ามไปยังด่านปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนึง และขากลับเลือกเดินทางกลับโดยเครื่องบิน เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง และลดความเหนื่อยล้าลง ซึ่งตั๋วเครื่องบินขากลับนั้น เราเช็คราคาและทำการจองกับทางเว็บ Traveloka ซึ่งสะดวก สบายและง่ายมากๆ แค่ปลายนิ้วคลิก เพราะทาง  Traveloka จะรวบรวมตั๋วเครื่องบินของสายการบินต่างๆมาให้เราเลือก และแสดงราคาชัดเจน ไม่มีหมกเม็ด บางครั้งก็มีโปรโมชั่นโค้ดลดราคาในเส้นทางนั้นๆทั้งโรงแรมและที่พัก แถมบางครั้งก็ยังมีโปรโมชั่นส่วนลดบัตรเครดิตต่างๆร่วมอีกด้วย เราจึงใช้บริการกับทาง Traveloka มาโดยตลอด รักทราเวลโลก้าก็ตรงนี้แหล่ะ อิอิ รอบนี้เราได้ตั๋วเครื่องบินขากลับจากเว็บ Traveloka ของสายการบินแอร์เอเชีย ( Air Asia ) Siem Reap ( REP ) – Bangkok ( DMK ) ไฟล์ FD – 615 เวลา 15.20 – 16.25 น. ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 1 ชั่วโมง กับ 5 นาทีเท่านั้น

 

จองตั๋วเครื่องบินไปกัมพูชา กับ Traveloka

https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Siem-Reap.REP/1

 

เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เราก็จัดการจองที่พักกันต่อ ซึ่งเราก็จองที่พักผ่านทาง Traveloka เช่นเดิม ง่ายนิดเดียว อิอิ โดยตลอด 2 คืนที่เราพักที่นี่ เราจองที่พักที่ชื่อว่า Lub d Cambodia Siem Reap ที่พักในเครือ Lud d ที่มีสาขาหลายแห่งกระจายอยู่ในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยมีห้องให้เลือกทั้งแบบห้องรวมแยกชาย – หญิง หรือห้องรวมทั้งชายและหญิง และ Private room ซึ่งเราขอบอกเลยว่า ในส่วนของที่พักนั้น ทั้งเลิศ ทั้งดี ทำเลก็ดี เดินไป Pub Street และ Night market ได้ ไม่ไกลด้วย เราเดินไป – กลับทุกวันเลย แถม บริการเป็นเยี่ยม พนักงานดูแลดี  และเหมาะมากสำหรับสาย ฝ. ขอคอนเฟิร์มมา ณ ที่นี้จ้า อิอิ

จองที่พัก Lub d Cambodia Siem Reap กับ Traveloka

 

เราและเพื่อนๆ แลกเงิน USD. ในทริปนี้ ตีเป็นเงินไทย ก็คนละประมาณ 5,000 บาท ( ยังเหลือเงินกลับอีกนะ ) และค่อยเอาเงิน USD. ไปแลกเป็นเงินเรียลของกัมพูชา ( Cambodian Riel ) ที่นู่นนิดหน่อย ไว้ใช้ซื้อขนมเล็กๆน้อยๆ ว่าแล้วก็ตามพวกเรามา เพื่อไปพิสูจน์ความสวยงาม ความขลัง และมนตร์เสน่ห์ที่ตราตรึงใจของเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชากันเลยดีกว่า แล้วคุณจะเห็นว่า ที่นี่มีดีกว่าที่คิด และเหมาะสมมากๆกับคำกล่าวของอาร์โนลด์ เจ. ทอยน์บี

ตามมาค่ะ Let’s go!  

Day 1:

เริ่มต้นทริปวันแรกกันตั้งแต่ตีสี่ โดยการขึ้นรถตู้ที่หมอชิต หมอชิต – อรัญประเทศ เที่ยวแรก ตอนตี 4 โดยคิวรถตู้จะอยู่ตรงเยื้องๆหมอชิต ราคาค่าโดยสารคนละ 230 บาท ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 4 ชั่วโมง ไปถึงด่านชายแดนอรัญประเทศ 8.00 น. พอดีเป้ะ และเดินยืดเส้นยืดสาย หาอาหารเช้ากินกันแถวๆด่านตรวจคนเข้าเมืองและตลาดแถวนี้สักพัก ก็ทำเรื่องผ่านคนเข้าเมืองแปปนึง และข้ามมาฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา รวดเร็วดีเหมือนกันนะ หลังจากนั้นเราก็ทำการแลกเงินบางส่วนเป็นเงินเรียลของประเทศกัมพูชานิดๆหน่อยๆ จากร้านแลกเงิน แถวด่านปอยเปตนี่แหล่ะ 

หลังจากแลกเงินเรียบร้อย เราจึงทำการหารถเข้าเสียมเรียบกัน เนื่องด้วยพวกเรามากันทั้งหมด 5 คน เราจึงตัดสินใจเหมารถยนตร์ไปเสียมเรียบกัน เพราะหารเงินค่ารถแล้ว คงตกคนละไม่เท่าไหร่ ซึ่งเราได้รถมา ในราคาเที่ยวละ 1,500 บาท หารกัน 5 คน ตกคนละ 300 บาท ราคารับได้ ก็สะดวกสบายดีนะ ถ้าให้พี่เค้าไปรับที่โรงแรมในวันกลับด้วย เค้าจะคิดค่ารถ ไป – กลับในราคา 2,500 บาท ถูกลงไปอีกนะ เราถือว่าราคานี้ไม่แพง พี่คนขับรถเค้ารับเงินไทยด้วย แต่เนื่องจากเรามีตั๋วเครื่องบินขากลับแล้ว จึงตกลงเหมารถแค่ขาไปเสียมเรียบอย่างเดียวพี่แกขับรถชำนาญมาก ที่นี่รถยนตร์ขับพวงมาลัยซ้าย ไม่เหมือนประเทศไทย ที่ขับพวงมาลัยขวา เราเลยอาจจะไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ มีให้ลุ้นๆอยู่บ้าง เวลาพี่คนขับ ขับรถแซงรถคันข้างหน้า ฮ่าฮ่า

 

นั่งหลับๆ ตื่นๆ เผลอแปปเดียวก็ถึงตัวเมืองเสียมเรียบแหล่ะ นั่งชมวิวระหว่างสองข้างทางสักแปป ก็ถึงที่ Lub d Cambodia Siem Reap ที่พักที่เราจองไว้ โดยใช้เวลาจากด่านปอยเปตถึงเสียมเรียบ ประมาณ 2 ชั่วโมง และทำการเช็คอิน เข้าที่พัก ล้างหน้าล้างตา และพักผ่อนตามอัธยาศัยสักแปป และนัดแนะเวลากับเพื่อนๆ เจอกันตอนบ่ายสอง เพื่อเริ่มเที่ยวสถานที่แรกในทริปนี้กัน  

 

 

 

 

 

 

 

เริ่มต้นเที่ยวในเสียมเรียบแบบจริงๆจังๆสักที โดยเราทำการไปติดต่อรถตุ๊กตุ๊กที่หน้าโรงแรมที่พักของเรากันก่อน มีรถตุ๊กตุ๊กจอดรออยู่ 4 – 5 คัน และคุยตกลงราคากันเสร็จ ก็พากันกระโดดขึ้นรถตุ๊กตุ๊กไปกันเลยโดยวันนี้ เราทำการเหมารถตุ๊กตุ๊ก 2 คัน ทั้งหมด 5 คน เหมาพี่ตุ๊กตุ๊กประมาณ 4 –5 ชั่วโมง คิดราคาคันละ 12 USD. หารกันตกคนละ 153 บาทเองนะ 

 

 

ไปที่แรกกันเลยดีกว่า เราไปกันที่ “ วัดใหม่ ”  เค้าว่ากันว่า ที่วัดใหม่แห่งนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทิ้งศพเหยื่อสังหารหมู่ ในสงครามเขมรแดง ช่วงปี 1975 และมีการนำเอาโครงกระดูกและหัวกะโหลกเพียงส่วนหนึ่ง มาจัดแสดงในตู้กระจก ภายในบริเวณวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่แสดงถึงความโหดร้ายของสงครามเขมรแดงในอดีต และภายในบริเวณใกล้ๆกัน ก็จะมีภาพถ่ายเหตุการณ์ในตอนนั้นติดอยู่ด้วย

 

 

เดินไปอีกหน่อย ก็มี Cambodian Historical Photo Museum ที่จัดแสดงรูปภาพการสังหารในหลายๆรูปแบบของสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงที่ว่านี้ ดูแล้วรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ และใกล้ๆกัน มีพระอุโบสถ เราจึงเข้าไปกราบสักการะพระพุทธรูปในพระอุโบสถ ก่อนออกเดินทางกันต่อ 

 

 

ต่อมาเราให้พี่คนขับ พาไปไหว้สักการะองค์เจ็ก – องค์จอม ( เปรี๊ยะอองเจ๊ะ – เปรี๊ยะอองจอม ) สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน – คู่เมืองของเสียมเรียบแห่งนี้มาช้านาน คนที่นี่ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ตอนที่เรามาถึงเสียมเรียบ เรานั่งรถผ่านที่นี่ เห็นผู้คนไปไหว้สักกาะระและขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลกันเยอะมากๆ จึงให้พี่คนขับพามานี่แหล่ะแต่ตอนไปถึง ฝนตกลงมาหนักมากๆ เลยวิ่งฝ่าฝนไปไหว้ขอพรแปปนึงก็กลับเลย จึงไม่ค่อยได้เก็บรูปมาฝากนัก 

 

 

 

ที่ต่อมา เราให้พี่คนขับตุ๊กๆ พาเราไปที่ซื้อตั๋วเข้า นครวัด – นครธมกันไว้ล่วงหน้า ที่ Angkor Enterprise ( The Angkor Ticket Center ) เพื่อจะใช้เข้านครวัด – นครธมในวันพรุ่งนี้ จะได้ไม่ต้องไปรอซื้อตั๋วตอนเช้าตรู่ และบริเวณที่ขายตั๋วเข้านครวัด – นครธมนั้น ก็อยู่คนละบริเวณของนครวัด – นครธมด้วย ซึ่งตั๋วเข้านครวัด – นครธมที่ว่านั้น เค้าจะขายของวันรุ่งขึ้น ตอนเวลา 17.00 – 17.30 น. เราไปถึงก่อนเวลานิดหน่อย ก็นั่งรอให้ถึงเวลาขายแปปนึง ก็ได้ตั๋วมาครอบครองแล้ว ราคาค่าตั๋วเข้านครวัด – นครธม มี 3 แบบให้เลือก โดย Angkor Pass ที่ว่านี้ เป็นแบบแพ็คเก็จ 

1 Day Pass 37 USD.

3 Days Pass 62 USD. เลือกเข้านครวัด – นครธมได้ 3 วัน โดยบัตรมีอายุภายใน 10 วัน

7 Days Pass72 USD. เลือกเข้านครวัด – นครธมได้ 7 วัน โดยบัตรมีอายุภายใน 1 เดือน

 

และด้วยเวลาอันน้อยนิดของทริปนี้ เราจึงทำการเลือกซื้อตั๋วแบบ 1 Day Pass ในราคา 37 USD. ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,175 บาท และเจ้าหน้าที่ก็จะถ่ายรูปเรา เพื่อติดตั๋วเข้าที่ว่านี้ และรูปติดตั๋วเข้านครวัด – นครธม ก็จะหน้าตาประมาณนี้ แท่น.. แท่น .. แท้น อืดมาก อ้วนมากจ้า กล้องอะไร ถ่ายมุมเสย ทำไมขยายขนาดได้ขนาดนี้ เป็นเหมือนกันทุกคน ฮ่าฮ่า ในตั๋วเข้าชมนครวัด – นครธมใบนี้ นอกจากรูปถ่ายที่ปรากฎแล้วนั้น เค้าก็จะระบุวันที่เราจะเข้านครวัด – นครธมเอาไว้ด้วยนะ อ่อ แนะนำนิดนึงว่า เมื่อได้ตั๋วเข้านครวัด – นครธมเรียบร้อยแล้ว ให้เก็บไว้ให้ดี อย่าทำหายเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ต้องซื้อใหม่อย่างเดียวเลยนะ และถ้าให้ดี ให้หาซื้อซองพาสติกใส่ตั๋วเข้านครวัด – นครธม แบบที่มีที่ห้อยคอ เพื่อที่เราจะได้ใส่ตั๋วนี้ห้อยคออยู่เสมอ เพื่อป้องกันการทำตั๋วหล่นหาย และไม่ต้องดึงเข้าดึงออกจากกระเป๋า เพราะเราต้องแสดงตั๋วเข้านครวัด – นครธม ให้เจ้าหน้าเช็ค ทุกครั้งที่เข้าวัดและปราสาทต่างๆ 

 

ข้อดีของการไปซื้อตั๋วล่วงหน้าอีกข้อก็คือ เราสามารถใช้ตั๋วที่ว่านี้ เข้านครวัด – นครธม ในช่วงเย็นนี้ได้ หรือจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกดิน กับวิวยอดนิยมที่พนมบาเค็ง ( Phnom Bakheng ) ก็ได้ เพราะหลัง 17.00 น. เข้าฟรี ซึ่งเราก็ตั้งใจไว้อย่างงั้นแหล่ะ แต่พอไปถึงพนมบาเค็ง ฝนก็ตกปรอยๆลงมาอีก จึงทำการเปลี่ยนแผน ให้พี่คนขับตุ๊กตุ๊ก ขับพามาชมวิวของนครวัด – นครธมเป็นออร์เดิร์ฟสำหรับวันพรุ่งนี้แทน 

 

 

 

 

เสร็จจากการขับรถชมวิวของนครวัด – นครธมกันพอหอมปากหอมคอ เราก็กลับโรงแรมกันไปอาบน้ำ แต่งตัว เพื่อไปหาอาหารค่ำทานกัน และเดินเล่นแถว Night Market และ Pub Streetโดยเราสามารถเดินจากที่พักของเรา ไป Night Market และ Pub Street ได้เลย ไม่ไกล แถมระหว่างทางก็จะมีร้านน่ารักๆ บาร์น่านั่งอยู่เต็มไปหมด 

 

มาถึง Pub Street โอ้ย นึกว่าถนนข้าวสารบ้านเรา ฮ่าฮ่า แสงสี ร้านรวงต่างๆ ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม ผับบาร์น่านั่งต่างๆ ดูคึกคักกันดีจัง รวมไปถึงร้านขายของที่ระลึก ชวนให้อยากเข้าไปดู อิอิ Night Market ของที่นี่ ก็มีอยู่หลาย Night Market รวมไปถึงอาหารสตรีทฟู้ดริมถนน หรือตามแผงลอย ให้ความรู้สึกคุ้นเคย เหมือนอยู่ประเทศตัวเอง เพราะส่วนใหญ่อาหารจะคล้ายเมืองไทย ไม่แตกต่างเท่าไหร่ แต่รสชาติจะค่อนไปทางหวานและมัน แต่ก็กินได้นะ อร่อยดี แถมราคาก็ไม่แพงด้วย อยู่ได้แบบสบายกระเป๋า ของแปลกของที่นี่ ที่เราชอบเห็นคนโพสต์ตามโซเชียลมีเดียก็น่าจะเป็นพวกแมลงทอดต่างๆ นั่นก็คือพวกเขียด แมงมุม แมงป่อง งูที่จับขดไปขดมาเสียบไม้ เป็นต้น ซึ่งมีขายเยอะมาก เรียกว่าเดินไปไหนก็เจอ เป็นอีกหนึ่งสีสันของ Pub Street แห่งนี้ 

 

 

เมื่อพวกเราหาร้านทานอาหารค่ำจนเสร็จ ก็เดินเล่นใน Night Market และ Pub Street กันต่ออีกนิดหน่อย ก็ได้เวลาเดินกลับที่พักเพราะวันนี้เดินทางมาเหนื่อยทั้งวัน ขอเก็บแรงไว้ไปเที่ยวพรุ่งนี้ดีกว่า แถมพรุ่งนี้เช้าก็ต้องเริ่มตะลุยทริปกันตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะเรานัดพี่คนขับรถตุ๊กตุ๊กวันนี้ ให้มารับพวกเราที่หน้าที่พักของเราตอนตีห้าของวันรุ่งขึ้น เพื่อจะไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด

สำหรับวันนี้ขอพวกเราไปพักผ่อนกันก่อนนะ หลับดี ณ เสียมเรียบ

 

Day 2:

เสียงนาฬิกาดัง บอกเวลาตีสี่ครึ่งของวันใหม่ ปลุกเราขึ้นมาจากภวังค์และรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันและอาบน้ำในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเรามีนัดกับพี่ตุ๊กตุ๊กคนเดิมไว้ตอนตีห้า เพื่อพาเราไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทนครวัด ( Angkor Wat ) และตระเวนเที่ยวนครธม ( Angkor Thom ) ต่อทั้งวัน 

 

เรามาถึงนครวัด ( Angkor Wat ) ตั้งแต่ตอนฟ้ายังไม่สว่าง นึกว่าเรามาถึงเร็วซะแล้ว ที่ไหนได้ คนมหาศาล มารอจับจองที่ข้างหน้า เพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อนหน้าเรากันเยอะมากๆ อยู่ที่หน้าปราสาทด้านใน ซึ่งตรงนั้นจะมีบึงน้ำอยู่ข้างหน้า รอสักแปปนึงแสงอาทิตย์ก็ค่อยๆโผล่ออกมาทักทาย ภาพสะท้อนของนครวัดที่ผิวน้ำ ค่อยๆเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ที่บึงน้ำด้านหน้าของนครวัด เราพึมพำบอกกับตัวเองเบาๆว่า “ เนี่ย ภาพนี้เลย ที่เราเคยเห็นตามหน้านิตยสาร ตามหน้าหนังสือไกด์บุ๊ค หรือในโทรทัศน์ วันนี้เราได้เห็นชัดๆ เต็มๆสองตาตัวเองแล้วนะ โห มันสวยมากเลยอ่ะ มันอลังการมากๆเลยด้วย ”      

และเมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้วเราก็เดินเข้าไปชมตัวนครวัดข้างในกันเถอะ 

นครวัด ( Angkor Wat ):

“ นครวัด ” สัญลักษณ์ที่สำคัญของประเทศกัมพูชา ที่คนทั่วโลกต่างรู้จักกันดี แถมยังมีรูปปราสาทนครวัดปรากฏตรงกลางบนธงชาติของประเทศกัมพูชาอีกด้วย นครวัดถูกสร้างขึ้นมาในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เจ้าผู้ปกครองอาณาจักรขอม เมื่อประมาณ 900 กว่าปีก่อนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ( พ.ศ. 1650 – 1693 ) ซึ่งถือเป็นยุคที่รุ่งเรืองของอาณาจักรขอมเลยล่ะ โดยสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างให้เป็นศาสนสถานประจำของพระองค์ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดของโลก และถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ( World Cultural Heritage ) โดยองค์กร UNESCO อีกด้วย 

 

 

มาที่นี่เราจะได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ อลังการของนครวัด ที่เห็นกับตาแล้วต้องทึ่งไปตามๆกัน โดยเฉพาะข้างในของปราสาทนครวัดส่วนข้างบน เปรียบเสมือนเทวาลัย มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ต้องต่อแถวปีนขึ้นบันไดที่เค้าทำคร่อมกับบันไดหินของนครวัดอีกทีนึง สูงและชันมากๆ จำกัดจำนวนคนขึ้นบันได เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นไปชมนครวัดที่จุดบนสุดได้เมื่อขึ้นไปแล้ว เราสามารถมองเห็นวิวมุมสูงรอบๆนครวัดได้ โดยตามประวัติบอกว่า ปราสาทนครวัด มีการสร้างเป็นรูปทรงปรางค์ 5 ยอด โดยยอดที่สูงที่สุด ก็คือยอดกลาง ที่สูงถึง 65 เมตร หรือสูงเทียบเท่าตึก 16 ชั้น ใช้แรงงานคนนับแสน จึงถือเป็นอีกจุดไฮไลน์อีกแห่งที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือนนครวัดแห่งนี้ 

 

 

นอกเหนือจากนั้นยังมีจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ ไม่น้อยไปกว่าปราสาทข้างบน นั่นก็คือ รูปสลักนางอัปสร ที่สลักลงบนหิน ในส่วนของกำแพงชั้นนอก ที่อยู่รอบปราสาทนครวัด ซึ่งที่ปราสาทนครวัดมีรูปสลักนางอัปสรกว่าพันองค์ ที่เค้าว่ากันว่าทรงเครื่องและทรงผมไม่ซ้ำกันเลยสักองค์ ยังไงไปเที่ยวแล้ว ก็อย่าลืมลองสังเกตุกันดูนะ 

 

 

เราใช้เวลาเดินชมนครวัดประมาณ 3 ชั่วโมง และหาอาหารเช้าทานกันที่ฝั่งร้านอาหาร บริเวณด้านซ้ายของจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นหน้าปราสาทนครวัด ถ้าจะเดินดูนครวัดให้ละเอียดจริงๆ ใช้เวลาทั้งวันในนครวัดก็ยังไม่พอเลย แต่เราต้องทำเวลา เพื่อไปต่อปราสาทอื่นกันต่อ เพราะสถานที่ต่อไปของเราก็คือ นครธม ( Angkor Thom ) นั่นเอง  

นครธม ( Angkor Thom ):

นครธม ( Angkor Thom ) เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมร ที่มีขนาดใหญ่กว่านครวัดมากๆ เพราะที่นี่คืออาณาจักร นครธมถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่นครธมแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของพระราชวัง ปราสาทและวัดวาอารามต่างๆ เยอะมากๆ เพราะเป็นยุคที่อาณาจักรขอมรุ่งเรืองมากๆเลยล่ะ และพระพุทธศาสนาก็เข้ามามีบทบาทอย่างมากในช่วงนี้นี่เอง

ด้วยเวลาเที่ยวอันน้อยนิดของพวกเรา เที่ยววันเดียว ยังไงก็ไม่หมด จึงเลือกไปแค่บางจุดหลักๆ ก่อน เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ ที่นครธมแห่งนี้ มีปราสาทและวัดที่น่าสนใจอยู่อีกมากมาย ซึ่งแต่ละสถานที่ ก็จะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไปอีก ไว้รอบหน้า จะมาเก็บปราสาทและวัดที่เหลืออีกแน่นอน สำหรับตอนนี้ ตามมาดูกันดีกว่า ว่าเราไปเที่ยวไหนกันบ้าง  

ปราสาทบายน ( Bayon Temple ):  

“ รอยยิ้มแห่งบายน ” ได้ยินกิตติศัพท์มานาน ได้มาเห็นด้วยตาของตัวเองก็คราวนี้ ภาพของใบหน้าบนหินแกะสลัก ที่ปรากฏรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ค่อยๆชัดขึ้นๆในความรู้สึก เมื่อเราค่อยๆเดินเข้ามาในตัวปราสาทบายน เค้าว่ากันว่า หินแกะสลักรูปใบหน้านี้ เป็นพระพักตร์ของพระอวโลกิเตศวร ซึ่งบนยอดของปราสาทบายนแห่งนี้ จะมีหน้าพระพักตร์หันออก 4 ทิศ มียอดปราสาททั้งหมด 54 ยอด และมีพระพักตร์รวมกันทั้งหมด 216 พระพักตร์  โดยที่ปราสาทบายนแห่งนี้เป็นปราสาทประจำสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

 

 

 

 

 

 

 

ถ้ามีเวลา ลองเดินสำรวจรอบนอกของปราสาทบายนกันดูนะ คุณจะเห็นวิวสวยๆ และความเป็นธรรมชาติโดยรอบอีกเพียบเลยล่ะ หรืออาจจะเจอเจ้าหมูป่า ออกมาหาอาหารกินตรงบึงน้ำข้างๆปราสาทบายนเหมือนอย่างเราก็ได้ 

 

ปราสาทตาพรหม ( Ta Promh ): 

คนทั่วไปรู้จักปราสาทบายนมาจาก ภาพจำติตตาที่ “ แองเจลีนา โจลี ” ปรากฏตัวที่นี่ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่องหนึ่ง ใช่แล้ว ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ ทูมไรเดอร์ ( Tomb Raider ) ” โดยเฉพาะจุดฮอตฮิตตรงต้นไม้ที่มีรากยาวๆ ใหญ่ๆ ชอนไชบนหลังคาของปราสาท โดยจุดตรงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่อคิวกัน เพื่อที่จะถ่ายรูปกับรากต้นไม้ยักษ์ที่ว่านี้ คลาสสิคมากๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่สำคัญของนครธมก็ว่าได้  

 

 

 

 

ปราสาทตาพรหมถูกสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1729 โดยสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดา ซึ่งก็คือ พระนางชัยราชจุฑามณี   

 

จุดเด่นอีกจุดหนึ่งที่ปราสาทตาพรหมก็คือ บริเวณโดยรอบของปราสาทตาพรหม จะมีต้นไม้ใหญ่ๆปกคลุมโดยทั่ว และที่โคนต้นไม้มักจะมีโพรงเล็กๆ ที่คนสามารถเข้าไปได้ เราก็จะเห็นนักท่องเที่ยวหลายต่อหลายกลุ่ม ต่อคิวเพื่อเข้าไปถ่ายรูปตามโพรงต้นไม้ใหญ่ๆ อยู่บ่อยครั้ง เรียกสีสันให้ปราสาทบายนได้ดีทีเดียว 

 

 

เสร็จจากปราสาทตาพรหม คนขับรถตุ๊กตุ๊กของเรา ก็พาเรามาดูประตูนครธม ที่มีรูปหน้าหินแกะสลักที่ใหญ่มากๆทั้ง 4 ทิศ อยู่ตรงซุ้มประตูทางเข้า อลังการมากๆ เราทำการปีนขึ้นเนินกันนิดหน่อย เพื่อไปเก็บรูป ถือว่าเป็นอีกจุดที่ควรแวะเก็บภาพนะ  

 

ปราสาทบาปวน ( Baphuon Temple ): 

 

สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 พ.ศ. 1603 เป็นปราสาทรูปทรงพีระมิด มียอดสูงมาก เป็นศิลปะแบบบาปวน ปราสาทบาปวนเป็นอีกหนึ่งปราสาทที่ยิ่งใหญ่และอลังการ 

  

 

 

ปราสาทแห่งนี้จะมีบริเวณติดกับสถานที่อื่นๆในนครธม แบบเดินถึงกันได้ ซึ่งหลังจากเราเดินชมปราสาทบาปวนกันเสร็จ เราเห็นป้ายชี้ทางออก จึงเดินตามทางและข้ามกำแพงออกมา ทำให้เรามาโผล่ที่พระราชวังหลวงและปราสาทพิมานอากาศ ( Royal Palace & Phimeanakas Temple ) เดินเลยออกมาหน่อย ก็จะเจอกับลานช้าง ( Elephant Terrace ) ซึ่งเป็นลานกว้างโล่งๆ เค้าว่ากันว่า เป็นจุดที่พระมหากษัตริย์เสด็จชมกิจกรรมต่างๆในสมัยนั้น

 

 

 

 

ปราสาทพระขรรค์ ( Preah Khan )

ปราสาทพระขรรค์ ( Preah Khan ) สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พ.ศ. 1734 เป็นศิลปะแบบบายน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระราชบิดา คือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ปราสาทพระขรรค์เป็นทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลและค่ายทหารในหนึ่งเดียว 

 

 

เมื่อเสร็จจากปราสาทพระขรรค์ เราตั้งใจจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่พนมบาเค็ง ( Phnom Bakheng ) แต่เมื่อไปถึงบริเวณด้านหน้าของปราสาทพนมบาเค็ง ฝนก็ตกลงมาซะงั้น ปิด One day Trip จ้า ฮ่าฮ่า

หลังจากอดขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่พนมบาเค็งแล้ว เราจึงให้พี่คนขับตุ๊กตุ๊ก พาไปส่งที่พัก เพื่อพักผ่อนสักแปป และค่อยออกมาหาอาหารค่ำทานกันที่ Pub Street

Pub Street:

เก็บตก Pub Street คืนสุดท้าย ก่อนกลับประเทศไทยวันพรุ่งนี้ หลังหาอาหารค่ำทานกันที่ Pub Street กันเสร็จ เราก็เดินเล่น ชมนั่นนู่นนี่ไปเรื่อย หาขนมกินระหว่างทาง รวมทั้งหาซื้อของฝากกลับไทย เป็นอันปิดท้ายคืนสำหรับวันนี้ 

 

 

 

Day 3:

เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันเดินทางกลับ และไฟล์ขากลับของเราคือรอบ 15.20 น. ทำให้เรามีเวลาเที่ยวในเสียมเรียบกัน ประมาณครึ่งวัน เราจึงตัดสินใจไปเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Angkor National Museum หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์ เพื่อเรียนรู้และเข้าถึงประวัติศาสตร์ของที่นี่มากกว่าเดิม

 

ตอนเราไป Angkor National Museum ตอนนั้น พี่ตุ๊กตุ๊กพาเราไปซื้อตั๋วเข้า Angkor National Museum กับ Agent ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ในราคาคนละ 12 USD. และนำไปแลกบัตรเข้าพิพิธภัณฑ์ตัวจริงที่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่ปัจจุบันนี้ เราสามารถหาซื้อได้จาก Traveloka แล้วนะ โดยสามารถเข้าไปซื้อได้ตามนี้เลย สะดวกอีกแล้วจ้า สนนราคาถูกด้วยนะจ้ะพี่จ๋า เห็นไหมว่า แค่เข้าเว็ปไซด์ Traveloka แค่คลิกเดียว คุณก็จะได้ครบทั้งตั๋วเครื่องบิน โรงแรมและตั๋วเข้าสถานที่ในเว็ปไซด์เดียวเลยแหล่ะ เรียกว่าเป็น 3 In 1 ทำครบ จบในเว็บเดียว สวยปิ๊ง เลิศจ้า 

 

จองตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ Angkor National Museum ที่ Traveloka

https://www.traveloka.com/th-th/activities/search?st=LANDMARK&eid=6158569&source=form

 

 

ภายในตัวของพิพิธภัณฑ์ มีงานจัดแสดง 2 ชั้น โดยห้องจัดแสดงทั้งหมดมี 8ห้อง โดยจัดแสดงไล่ตั้งแต่ห้องตัวอักษร A ไปจนถึงตัวอักษร G และก่อนที่จะเข้าไปสู่ประวัติศาสตร์ของนครวัด – นครธม อย่างเต็มตัว เค้าจะให้เราเข้าห้อง Briefing Hall เพื่อเกริ่นรายละเอียดคร่าวๆ และเตรียมตัวก่อนเดินทางย้อนกลับสู่เรื่องราวของอาณาจักรเขมรโบราณ ตามห้องการจัดแสดงต่างๆ ดังนี้  

1.ห้องจัดแสดงพิเศษ: 1,000 Buddha Images

2.ห้องจัดแสดง A: Khmer Civilization ( ความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรเขมรโบราณ )

3.ห้องจัดแสดง B: The Religion and Beliefs ( ศาสนาและความเชื่อ )

4.ห้องจัดแสดง C: The Great Khmer Kings ( พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ )

5.ห้องจัดแสดง D: Angkor Wat ( ปราสาทนครวัด )

6.ห้องจัดแสดง E: Angkor Thom ( เมืองนครธม )

7.ห้องจัดแสดง F: The Story from Stone ( เรื่องเล่าจากศิลา )

8.ห้องจัดแสดง G: The Ancient Costume ( พัสตราภรณ์โบราณ )

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มี Audio Guide ให้เช่าด้วยนะ โดยค่าเช่า Audio Guide อยู่ที่เครื่องละ 5 USD. และเพราะความอยากจะซึมซับประวัติศาสตร์ที่นี่อย่างถ่องแท้ เราจึงทำการเช่า Audio Guide มาด้วย 1 เครื่อง ซึ่ง Audio Guide ของที่นี่นั้น มีภาษาให้เลือกเยอะมากๆถึง 7 ภาษาเลยล่ะ แถมยังมีภาษาไทยด้วยนะ ดีจังเลย ช่วยได้เป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่ค่อยถนัดภาษาอังกฤษแบบเราเท่าไหร่ และยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้วยแล้ว ถือว่าช่วยให้ความเข้าใจได้ดีมากๆเลยล่ะ ฮ่าฮ่า ซึ่งถ้ามีเวลาจริงๆ เราว่าที่นี่เดินเพลินมากๆเลยนะ ยิ่งถ้าได้เดินดูวัตถุโบราณ ที่พบที่นครวัดและที่อื่นๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์ นำมาจัดแสดง และได้ฟังคำบรรยาย ในเครื่องบรรยายที่เช่ามาทั้งหมดล่ะก็ น่าจะเข้าถึงแก่นแท้ของประวัติศาตร์ ที่เค้าอธิบายวัตถุโบราณที่ขุดพบแต่ละชิ้น แต่ละที่เลยล่ะ เหมาะมากกับคนที่ชอบแนวประวัติศาสตร์ แนะนำว่าไม่ควรพลาด Angkor National Museum อ่อ ทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปข้างในนะ เราใช้เวลาเดินดูนั่นนู่นนี่ ที่ Angkor National Museum ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ก็กลับที่พัก

หลังจากกลับมาจากเดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์ก็มาเช็คเอ้าท์ที่พัก และรับประทานอาหารเที่ยงแถวๆที่พัก หลังจากนั้นก็เรียกรถไปสนามบินโลด เป็นอันปิดทริป 3 วัน 2 คืน ณ เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาของเราอย่างสมบูรณ์แบบ

ทริปนี้เป็นทริปที่สัมผัสได้ถึงสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้างของนครวัด – นครธม ( Angkor Wat – Angkor Thom ) กับฉากเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ความขลัง และมนตร์เสน่ห์ที่ซ่อนเร้น และแฝงไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสเสน่ห์ที่ตราตรึงใจของเมืองเสียมเรียบที่ว่านี้ด้วยตาและรับรู้ด้วยใจด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วจะรู้ว่า คำกล่าวของ อาร์โนลด์ เจ. ทอยน์บี ไม่เกินเลยจริงๆ

….. “ See Angkor Wat and Die “ …..

 

สรุปค่าใช้จ่ายทริป “ เสียมเรียบ “3 วัน 2 คืน

  • ค่ารถจากหมอชิต – อรัญประเทศ คนละ 230 บาท
  • ค่ารถยนตร์เหมาเข้าเสียมเรียบราคาเที่ยวละ 1,500 บาท หารกัน 5 คน ตกคนละ 300 บาท
  • ค่าตั๋วเครื่องบินขากลับ ของสายการบินแอร์เอเชีย ( Air Asia ) Siem Reap ( REP ) – Bangkok ( DMK ) 2,500 บาท
  • ค่าโรงแรม คืนละ 860 บาท 2 คืน ทั้งหมด 1,720 บาท หาร 2 คน เฉลี่ยคนละ 860 บาท
  • ค่าตั๋วเข้า นครวัด – นครธม 1 Day Pass 37 USD. ประมาณ 1,175 บาท
  • ค่าเหมารถสามล้อเที่ยว 3 วัน โดยแบ่งเป็น

Day 1: เหมารถตุ๊กตุ๊กประมาณ 4 –5 ชั่วโมง 2 คัน คิดราคาคันละ 12 USD. ทั้งหมด 5 คน หารกันเฉลี่ยคนละ 153 บาท

Day 2: เหมารถตุ๊กตุ๊กทั้งวัน คิดคนละ 10 USD. ประมาณ 318 บาท

Day 3: เหมารถตุ๊กตุ๊กประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ คิดราคา คนละ 3 USD. ประมาณ 95 บาท

  • ค่าเหมาตุ๊กตุ๊กไปสนามบิน คนละ 5 USD. ประมาณ 159 บาท  
  • ตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ Angkor National Museumคนละ 12 USD. ประมาณ 381 บาท
  • ค่าเช่า Audio Guide ที่พิพิธภัณฑ์ Angkor National Museum 5 USD. ประมาณ 159 บาท
  • ค่าอาหาร – เครื่องดื่ม ประมาณ 750 บาท
  • ค่าช้อปปิ้ง 250 บาท

ปล.ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD. เท่ากับ 31.75 บาท

สรุปงบประมาณของทริปเสียมเรียม 3 วัน 2 คืนนี้ ใช้เงินไปทั้งหมด 7,330 บาท

สามารถติดตามการเดินทางของเราบางส่วนเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/Epapatiew/ 

Website: https://www.dplusguide.com/author/epapatiew/