คงจะดีถ้าวันเหนื่อยๆ ได้หนีไปนอนแช่ออนเซ็นสักพัก คลายความเมื่อยล้าด้วยการแช่น้ำแร่ร้อน และซึมซับธรรมชาติสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ …

ที่ Let’s Relax Onsen & Spa ทำความฝันของเราให้เป็นจริง ไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่นก็มีออนเซ็นมาตรฐานระดับเดียวกันให้ใช้บริการด้วยล่ะ
นอกจากจะได้สงบจิตสงบใจไปกับการพักผ่อนแช่ออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว คุณก็จะได้สัมผัสประสบการณ์สปาทั้งในศาสตร์ของโลกตะวันออกและโลกตะวันตกอีกด้วย

เรียกได้ว่า Let’s Relax Onsen & Spa แห่งนี้ได้ผสมผสานศาสตร์แห่งความผ่อนคลายที่สุดในเอเชีย ทั้งในรูปแบบของออนเซ็นและสปามาให้คุณสัมผัสที่นี่ที่เดียวเท่านั้น และวันนี้เราก็ขออาสาพาทุกคนไปพิสูจน์ความสบายด้วยตัวเองเลย!

 

Let’s Relax Onsen & Spa

Highlights:

  • Let’s Relax Spa & Onsen มีออนเซ็นถึง 5 บ่อ และยังมีคอร์สนวดและคอร์สสปามากมายให้คุณได้เลือกใช้บริการตามความต้องการ
  • ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุง เดินทางไปสะดวก
  • มั่นใจได้ในมาตรฐาน เพราะ Let’s Relax Spa ได้รับรางวัลการันตีมากมาย อาทิเช่น ‘Best Thai Spa’ จาก ‘People’s Choice Awards Thailand Voted by Chinese tourists’ และยังมีทั้งหมด 30 สาขาทั่วประเทศไทย
  • เทอราปีสเชี่ยวชาญ มากด้วยประสบการณ์ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทั้งหมดคือออร์แกนิก ทำให้คุณได้ผ่อนคลายและสบายมากที่สุด

 

เล็ทส์ รีแลกซ์ ออนเซ็น แอนด์ สปา ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ในย่านทองหล่อนี่เอง อยู่บนชั้น 5 ของโรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55

เราเดินผ่านล็อบบี้ของโรงแรมเข้าไปก็จะเจอร้าน Let’s Relax อยู่ชั้นล่างด้วย แต่ถ้าจะเข้าใช้บริการก็ต้องกดลิฟท์ขึ้นไปที่ชั้น 5 นะ

ขึ้นลิฟท์มาชั้น 5 ปุ๊บ ก็จะเจอกับ Let’s Relax
ทางร้านตกแต่งสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่นๆ ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง โล่ง เบาสบายตั้งแต่เดินเข้ามา ความรู้สึกเหมือนเรากำลังจะได้แช่ออนเซ็นหรูในญี่ปุ่นจริงๆ เลยแหละ

จองคอร์ส Let’s Relax Onsen & Spa กับ Traveloka Xperience!

ก่อนมาออนเซ็น เราได้จองคอร์สมากับ Traveloka Xperience แล้ว
ง่ายๆ แค่ดาว์โหลดแอป Traveloka> เข้าไปที่เมนู Xperience> เสิร์ชหา Let’s Relax Onsen & Spa> กดเลือกคอร์สที่ต้องการแล้วจ่ายเงิน
จองผ่าน Traveloka Xperience นอกจากจะสะดวกแล้วก็ยังได้ราคาพิเศษด้วยนะ

แค่นี้ก็สามารถเดินเข้าไปเช็คอินกับพนักงานที่เคาน์เตอร์แบบชิลล์ๆ และเราก็จะได้รับสายรัดข้อมือสำหรับสแกนเปิดปิดล็อคเกอร์มาด้วย

จองคอร์ส Let’s Relax Onsen & Spa กับ Traveloka Xperience คลิกที่นี่ !

ทางร้านเสิร์ฟ Welcome Drink เป็นน้ำใบเตยหวานเย็นชื่นใจ และมีผ้าเย็นมาให้เราซับให้สดชื่นสุดๆ ก่อนไปแช่ออนเซ็น

และใครที่ซื้อคอร์สอโรม่าหรือคอร์สสครับผิวก็มาเลือกกลิ่นหอมๆ ของน้ำมันและสครับที่ถูกใจได้ตรงนี้เลย

สำหรับน้ำมันนวดก็จะมีกลิ่น Siamese Blend, Lavender, Green Tea, Relaxing, Sweet Bloom, Lemongrass แต่ละกลิ่นก็จะมีเสน่ห์แตกต่างกันไป ทุกกลิ่นหอมละมุนละไมมากๆ
เราขอแนะนำให้คุณเลือกกลิ่นอย่างพิถีพิถันที่สุด เพราะกลิ่นที่ใช่จะยิ่งทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้นไปอีก

ก่อนอื่นเดินมาที่มุมอาหารว่างกันก่อน หิวๆ ก็แวะมาเติมพลังกันได้ที่โซนนี้แบบไม่มีอั้น ของว่างของ Let’s Relax คือขนมทองม้วนกรอบๆ รสชาติไทยๆ สุดพรีเมี่ยม หาซื้อได้จากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น รับรองว่าติดใจทั้งคนไทย คนญี่ปุ่น และคนต่างชาติอย่างแน่นอน
มี 4 รสให้เลือกคือมะม่วง มะพร้าว ทุเรียน และกาแฟ เราสามารถมาทานได้ทั้งวันเลยล่ะ และยังมีน้ำเปล่าเย็นๆ แช่มะนาวให้จิบดับกระหาย
ส่วนใครที่ติดใจรสชาติทองม้วนก็สามารถซื้อกลับไปทานเล่นเพลินๆ ที่บ้านได้ด้วยนะ

แต่ถ้ายังไม่อิ่มก็เดินข้ามมาที่โซน Snack Bar ต่อเลย โซนนี้มีทั้งอาหารและไอศกรีมโฮมเมดแสนอร่อยให้เลือกทานในราคาเบาๆ มีรสงาดำ(Black Sesame) รสมัทฉะลาเต้ (Matcha Latte) รสยูสุซอเบทผสมเลม่อนเคลือบน้ำตาล (Yusu Sorbetwith Candied Lemon) รสนมสด (Fresh Milk) และรสเสาวรสซอเบท (Passion Fruit Sorbet)

นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูอาหารหลากหลาย มีสลัดสำหรับสายเฮลท์ตี้ และเมนูอาหารญี่ปุ่นสุขภาพดี เข้ากับบรรยากาศออนเซ็นสุดๆ
เรียกได้ว่าใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันจริงๆ แหละ ใครแช่ออนเซ็นจนท้องเริ่มหิวแล้วก็พักจากการแช่ ขึ้นมาทานอาหาร ทานน้ำหรือขนมกันก่อน พอท้องอิ่มแล้วก็กลับไปแช่ต่อแบบฟินๆ วนไปแบบนี้ทั้งวันได้เลย

ทางเรานั่งแทะขนมทองม้วนกันไปหลายชิ้น ใครที่มาต้องอย่าลืมมาลองกันนะ
ส่วนตัวเราชอบทองม้วนรสมะม่วงที่สุด! กรอบๆ มันๆ อร่อยจนหยุดไม่ได้ แทบจะลืมไปเลยว่าเราจะมาแช่ออนเซ็นกันนี่นา
ว่าแล้วก็วางขนมในมือลงก่อนดีกว่า ตามไปแช่ออนเซ็นไฮไลท์เด็ดของที่นี่กันเล้ย!

 

ก่อนลงบ่อ เราต้องเดินมารับกระเป๋าที่นี่ก่อน ต้องบอกไซส์เสื้อของเราด้วย มีตั้งแต่ M, L, XL, และ 2XL ในกระเป๋า Onsen Kit จะมีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่หนึ่งผืน ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไว้คลุมเข้าไปในออนเซ็นอีกหนึ่ง และชุดจิมเบอิ ชุดลำลองสไตล์ญี่ปุ่นให้เราเปลี่ยนหลังแช่ออนเซ็นเสร็จแล้วอีกหนึ่งชุด

จากนั้นพนักงานจะให้เราเอาสายข้อมือที่ได้รับตอนเช็คอินมาสแกนเพื่อลงทะเบียนล็อคเกอร์

รับกระเป๋าแล้วเดินเข้ามาอีกนิดก็จะเจอประตูทางเข้า
สาวๆ ไม่ต้องกังวล หนุ่มๆ ไม่ต้องเสียดาย เพราะออนเซ็นของที่นี่แยกหญิงชายจ้า!
ผู้ชายเข้าประตูผ้าสีน้ำเงิน ส่วนผู้หญิงอย่างเราๆ ต้องเข้าประตูผ้าสีแดง
ว่าแล้วก็ตามเข้ามากันเลย

พอเข้ามาก็จะเจอมุมแต่งหน้าทำผม มุมนี้เอาไว้ใช้แต่งตัวหลังแช่ออนเซ็น
ที่นี่มีอุปกรณ์ต่างๆ ให้ครบครัน ตั้งแต่ไดร์เป่าผม โลชั่นทาตัวกลิ่นลาเวนเดอร์หอมๆ ยางรัดผม สำลี คอตตอนบัด และหวีห่อพลาสติกที่นำกลับบ้านได้ด้วย

ส่วนต่อมาก็คือโซนล็อคเกอร์ ต้องถอดชุดเปลือยกายกันตรงนี้แหละ (จริงๆ พอเข้ามาในห้องนี้แล้วต้องเก็บโทรศัพท์ไว้ให้ไกลเลยนะ ห้ามถ่ายภาพเด็ดขาด!)
คนไทยอย่างเราๆ อาจมีขัดเขินกันบ้างแรกๆ แต่ไม่ต้องอายไป ยังมีผ้าผืนเล็กๆ มาให้เราปิดบังแก้เขินกันบ้าง

เสร็จแล้วก็เอาของไปเก็บในล็อคเกอร์ตามหมายเลขบนสายรัดข้อมือ วิธีเปิดล็อคเกอร์ให้กดปุ่มล่างที่แป้นค้างไว้จนมีเสียงติ้ดและไฟเขียวขึ้น จากนั้นก็แปะสายรัดข้อมือลงไปบนแป้นได้เลย แค่นี้ล็อคเกอร์ของเราก็จะเปิดออก รีบเก็บของแล้วตามไปลงบ่อกัน!

ป้ายขั้นตอนการแช่ออนเซ็น ใครไม่ชัวร์ก็แวะมาอ่านก่อนได้นะ

โซนนี้คือโซนอาบน้ำ ก่อนลงบ่อต้องมาตักน้ำล้างตัวให้สะอาด และหลังแช่น้ำเสร็จก็มานั่งอาบน้ำได้ที่ตรงนี้ มีสบู่ แชมพูวางไว้ให้ครบ

เข้ามาในออนเซ็นก็จะรู้สึกถึงไอร้อนๆ ที่แผ่ออกมาจากบ่อเลยล่ะ การตกแต่งเป็นสไตล์ธรรมชาติ กระจกใสโปร่งมองออกไปเห็นสวนเล็กๆ สไตล์ญี่ปุ่นข้างนอก ยิ่งให้บรรยากาศเหมือนกำลังแช่ออนเซ็นอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจริงๆ เลย

 

บ่อน้ำวน (Whirlpool Bath)

เราลงประเดิมบ่อน้ำวนเป็นบ่อแรก บ่อนี้มีอุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส เราขอแนะนำให้ค่อยๆ หย่อนขา หย่อนตัวลงไปในน้ำร้อนเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้ค่อยๆ ชินก่อนจะลงไปทั้งตัว

บ่อนี้มีความพิเศษตรงที่มีหัว Jet พ่นฟองอากาศ ไม่ว่าจะยืน จะนั่ง ฟองอากาศก็จะนวดๆ ตัวเราไปด้วยทำให้กล้ามเนื้อที่เมื่อยล้าผ่อนคลายไปทุกสัดส่วน
บ่อนี้เหมาะสำหรับคนที่ปวดเมื่อย ปวดกระดูก หรือเป็นเหน็บชา รับรองว่าบ่อน้ำวนบ่อนี้จะทำให้ร่างกายที่แข็งๆ ตึงๆ กลับมานุ่มนิ่มและเบาหวิวอีกครั้ง

บ่อโซดา (Carbonate Soda Bath)

บ่อต่อมาคือบ่อโซดา มีอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส บ่อนี้มีสรรพคุณช่วยล้างพิษและปรับสมดุลให้ผิวพรรณ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นระบบประสาท และทำให้จิตใจสงบ
แนะนำสำหรับใครที่อยากรู้สึกผ่อนคลายสุดๆ และอยากดีท็อกซ์ผิวพรรณให้กลับมาสดใสเปล่งปลั่ง บ่อโซดาบ่อนี้จะช่วยคุณได้แน่นอน

บ่อซิลค์บาธ (Silk Bath / White ION Bath) และ บ่อน้ำเเร่ (Sulphurous Spring Bath)

บ่อซิลค์บาธคือบ่อสีขาว มีอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ที่เห็นเป็นสีขาวแบบนี้เพราะมีฟองออกซิเจนอัดแน่นอยู่ในน้ำ ฟองบริสุทธิ์เหล่านี้จะซึมซับลงผิว เป็นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก และยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราอีกด้วย บ่อนี้เหมาะกับสาวๆ มากมาย รู้สึกเหมือนได้อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม ทำให้ร่างกายเนียนนุ่มนิ่มน่าสัมผัสเป็นที่สุด!

บ่อข้างๆ กันคือบ่อน้ำแร่ มีอุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส ไฮไลท์เด็ดของที่นี่เลยนะ ไม่แช่ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะนี่คือน้ำแร่จากแหล่งน้ำ Gero จังหวัด Takayama ของญี่ปุ่น แหล่งน้ำแร่ 1 ใน 3 ที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียวเชียว!
หูย! บอกเลยว่าพรีเมี่ยมมากๆ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องผิวพรรณและความสวยความงามแล้ว ก็ยังช่วยเรื่องการต่อต้านแบคทีเรียด้วย ทำให้ผิวลดการระคายเคืองต่างๆ และยังช่วยคลายความเมื่อยล้าด้วยเช่นกัน

เห็นสรรพคุณของทุกบ่ออย่างนี้แล้วต้องแช่วนไปค่ะทั้งวัน!

และนอกจากบ่อน้ำร้อนแล้วก็ยังมีบ่อน้ำเย็น (Cold Bath) อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส ให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ช่วยให้หลอดเลือดหดตัว และทำให้ผิวกระชับเต่งตึง

แต่ยังไม่หมดแค่นั้นนะ ที่นี่ยังมีห้องสตรีมกับห้องซาวน่าให้ด้วย อยากเข้าห้องไหนก็เลือกได้ตามสบาย แช่น้ำร้อน อบซาวน่าให้คุ้มๆ ไปเลย

ห้องหินร้อน (Hot Stonebed Bath)

ออกจากออนเซ็นมาเข้าห้องหินร้อน แต่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดจินเบอิก่อนนะ และก่อนเข้าห้องก็ให้หยิบผ้าเช็ดตัวมาปูนอนชิวๆ แบบนี้หนึ่งผืน ไอเกลือหิมาลายันจากเสาที่มีแร่ธาตุถึง 84 ชนิด จะระเหยมาให้เราสูดดมเข้าไป เกลือจะช่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจ และยังช่วยขับสารพิษผ่านเหงื่อ ทำให้ร่างกายสะอาดสดชื่นยิ่งขึ้นไปอีก!

ห้องคูลดาวน์ (Cool Down Room)

หลังจากใช้ห้องหินร้อนเสร็จ เราก็เข้ามาในห้องคูลดาวน์กันต่อ ห้องนี้มีอุณหภูมิ 12-15 องศาเซลเซียส ผ่านอะไรร้อนๆ มาเยอะ พอเข้ามาในห้องเย็นๆ อย่างนี้เรารู้สึกดีมากก คลายความร้อนออกไปหมด ทำให้เราสดชื่นจริงๆ ความเครียดเอยอะไรเอยหายไปเป็นปลิดทิ้ง

ห้องพักผ่อน (Relaxing Room)

หนังตาของเราเริ่มหย่อน ขอแวบมานอนพักที่ห้องพักผ่อนสักนิด ห้องนี้ปูด้วยเสื่อทาทามิสไตล์ญี่ปุ่นเลย เบาะก็เอนหลังนอนได้แบบสบายสุดๆ ว่าแล้วก็ขอตัวงีบแปปนะ… Zzz

สปาทรีตเมนต์

นอกจากการแช่ออนเซ็นฟินๆ แล้ว ที่นี่ยังมีคอร์สสปาให้เลือกอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทรีตเมนต์นวดหินร้อน นวดน้ำมัน นวดไทยประคบสมุนไพร นวดกดจุดฝ่าเท้าและมือ นวดหน้า ขัดผิว และมาส์กผิว

ห้องนวดรวม เก้าอี้นวดนั่งสบายสุดๆ

ห้องนวดของที่นี่จะมีทั้งห้อง 2 เตียงและห้อง 3 เตียงสำหรับครอบครัว

ใครที่ใช้บริการคอร์สนวด เทอราปีสจะพาเรามาล้างเท้าที่ตรงนี้ก่อน

พอเข้าห้องก็ต้องเปลี่ยนเป็นชุดนวด ส่วนวันนี้เรามาลองนวดแผนไทยดูล่ะ
เทอราปีสจะค่อยๆ ไล่เส้นให้เราทั้งตัว แต่ที่นี่จะเน้นการนวดแบบสบายๆ ผ่อนคลายมากๆ ไม่มีเจ็บเลยแม้แต่นิด เราเลยเผลอหลับไปหลายครั้งเลยแหละ
ปิดท้ายด้วยการนำผ้าร้อนมาบีบที่หลังคอ พร้อมทั้งทา cooling oil ที่ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และเราก็จะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำมันกลิ่นซิตรัสด้วย เป็น 1 ชั่วโมงที่ผ่านไปเร็วม้าก

แต่ยังไม่หมดนะ! หลังจบคอร์ส ที่นี่ก็จะเสิร์ฟชาร้อนๆ หนึ่งแก้วมาคู่กับข้าวเหนียวมะม่วง หวาน มันอร่อย! ขอบอกว่าเด็ดมากกก ไม่มีร้านนวดไหนให้ข้าวเหนียวมะม่วงอร่อยๆ ฟินๆ นอกจากที่ Let’s Relax อีกแล้ว

อีกมุมนึงที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดเลยก็คือมุมผลิตภัณฑ์ มีหลากหลายให้เลือกซื้อเป็นของขวัญหรือกลับไปใช้เองที่บ้าน เซ็ทที่เราชอบสุดๆ และอยากแนะนำให้ทุกคนคือเซ็ท Thailand’s Spa Journey เป็นครีมทามือที่มีกิมมิกเป็นกลิ่นตามจังหวัดต่างๆ ของไทย เช่น สมุยก็จะเป็นกลิ่นทะเล กรุงเทพฯ ก็จะเป็นกลิ่นมะลิ ให้กลิ่นแสดงถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของจังหวัดนั้นๆ เพราะดอกมะลิจะแสดงถึงความเป็นไทย ทำให้คิดถึงการร้อยพวงมาลัย และยังมีกลิ่นอื่นๆ อีกมากมาย

 

เราอยากให้ทุกคนมีวันสบายๆ ที่ Let’s Relax Onsen & Spa แบบนี้กันสักครั้ง ไม่ว่าจะอยากแช่ออนเซ็น หรือเข้าคอร์สนวดและสปาก็มีให้เลือกสรรกันแบบครบวงจร
วันหยุดนี้จองผ่าน Traveloka Xperience เข้ามากันเลย นอกจากจะสะดวกรวดเร็ว คุณก็ยังจะได้รับราคาโปรโมชั่นที่บอกเลยว่าจะทำให้ทุกการพักผ่อนคุ้มค่ากว่าที่ไหนๆ อย่างแน่นอน

Let’s Relax Onsen & Spa

โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พ้อยทน์ สุขุมวิท55

แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา

กรุงเทพมหานคร 10110

เบอร์ติดต่อ 02-042-8045

เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 24.00 น.

 

จองคอร์ส Let’s Relax Onsen & Spa กับ Traveloka Xperience คลิกที่นี่ !

 

Written by Warunporn Tiyabhorn

Photo by Warunporn Tiyabhorn & Nitwara Watthanopart