DAY#1

“ญี่ปุ่น” เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ใครๆหลายคนนิยมไปเที่ยว เพราะมีหลายเมืองที่น่าสนใจ มีจุดเด่นและสถานที่ท่องเที่ยวต่างกัน ทำให้ต้องกลับไปเที่ยวซ้ำหลายๆรอบ เพราะไปเที่ยวครั้งเดียวยังไงก็เที่ยวไม่ครบ

รอบนี้เรามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่โอซาก้า ซึ่งตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนพอดี แต่งตัวได้เหมือนบ้านเราสุดๆ
หลังจากเครื่องแลนดิ้ง ก็ไปรับกระเป๋าที่ “สนามบินนานาชาติคันไซ” ซึ่งเป็นสนามบินลอยน้ำบนเกาะที่มนุษย์สร้างเองที่แรกของโลก

จากสนามบินเราซื้อ ICOCARD ราคา 2000 ¥ (รวมค่ามัดจำ 500 ¥ ) เป็นบัตรเติมเงินสดที่สามารถใช้ได้ทั้ง รถไฟ รถประจำทาง รถไฟใต้ดิน สามารถนั่งจากสนามบินเข้าเมืองได้เลยลงสถานี Nippombashi ออกทางออก 5

เดินแปปเดียวก็ถึงที่พักของเราแล้ว Hotel Sunroute Osaka Namba ฝากกระเป๋าก่อนเพราะที่นี่ให้ check in ตอน 3 โมงเป็นต้นไป โรงแรมคือดีมาก เราสามารถเดินไป Dotonbori และ Kuromon Market ได้สะดวกสบายสุดๆ และยังรายล้อมด้วย 7-eleven ถึง 2 ร้าน

คนที่ชอบกินพวกปลาดิบ ไข่หอยเม่น หรือสายกินต้องมาที่นี่ ตลาดคุโรมง (Kuromon Ichiba )ได้ฉายาว่า “ครัวของเมืองโอซาก้า” บรรยากาศคึกคักมากทั้งนักท่องเที่ยวทั้งคนท้องถิ่น กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของโอซาก้า

ส่วนใหญ่ของกินที่นี่จะคล้ายๆกันหมด ราคาไม่ต่างกันมากเท่าไหร่
มีทั้งอาหารทะเลสด ผัก ผลไม้ สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ เนื้อโกเบเค้าก็ดีเดินเข้าตลาดนี่ได้กลิ่นหอมมาแต่ไกลเลยจ้า

Sushi(2500¥)หรือ Sashimi มีให้เลือกทั้ง Uni Otoro เนื้อมันส่วนท้อง ชูโทโร่ เนื้อมันส่วนกลาง
มีให้เลือกเยอะ บางร้านมีเป็นแพ็คให้เอากลับบ้าน บางร้านมีที่ให้นั่งกิน

Uni (3000¥) ไข่หอยเม่น แกะกันสดๆจากเปลือกเลยทีเดียว
รสชาติคือหวานเบาๆ นุ่มละมุนลิ้นสุดๆ แทบละลายในปาก บอกเลยว่าโคตรฟินจ้า

ปูอัดยักษ์ทอด (120¥) ทอดกรอบร้อนๆ กำลังดี เนื้อนุ่มฟูๆ

ขาปูยักษ์ทอด(3000¥) ขาปูใหญ่มาก กินคนเดียวขาเดียวอิ่มท้องอยู่น้า

หอยเชลล์ยักษ์ ตัวใหญ่สุดๆ อยากกินอันไหนก็เลือกได้เลย เมื่อเลือกเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่จะเอาไปย่างให้

เนื้อย่าง Matsuzaka (2500¥) หอมเนื้อหวานฉ่ำสุดๆ

ตบท้ายด้วยไอศกรีมทูโทนชาเขียวสตรอว์เบอร์รี่(300¥)

หรือจะเป็นน้ำสตรอว์เบอร์รี่ปั่นสดๆแท้ (500¥)ไม่ใส่น้ำเชื่อมเลยจ้า

เมล่อนญี่ปุ่นแท้ๆ(800¥) รับประกันความหวาน เดินกินไปเลยสวยๆ
ใครที่ชอบพวกปลาดิบ ไข่หอยเม่น มาตลาดคุโรมงก็คือตอบโจทย์ เพราะของเค้าสด ตัวใหญ่เต็มปากเต็มคำมาก

Rikuro Ojisan Cheesecake ชีสเค้กระฆังของคุณลุงริคุโร่ เปิดมานานกว่า 58 ปี ค้นพบจากประเทศเดนมาร์ค ที่เรียกชีสเค้กระฆัง เพราะว่าทุกครั้งที่มีการสั่นกระดิ่งเท่ากับการอบขนมรอบใหม่นั่นเอง รับประกันความอร่อยด้วยความใส่ใจ สดใหม่ จากเตาทุกชิ้น หอมนุ่มฟู เด้งดึ๋ง กินตอนร้อนๆคือฟินนนน

เดินกินจนท้องอิ่มกันแล้วเราไปเดินย่อยต่อที่ย่าน Dotinburi มาย่านนี้ต้องถ่ายรูปกับป้าย Glico ในตำนาน ป้ายนี้มีตั้งแต่ปี 1935 ปรับปรุงให้ดูใหม่แต่ยังคงลายเส้นเดิมไว้

ถ้ามาแล้วไม่ถ่ายกับป้ายนี้ถือว่ามาไม่ถึงโอซาก้านะจ๊ะ

บรรยากาศที่นี้จะครึกครื้นไปด้วยแสงสีเสียง ร้านอาหารแต่ละร้านที่นี่ก็มีซิกเนเจอร์ แต่ละร้านมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมาก แต่คนก็เยอะเช่นกัน อาจจะต้องรอนิดนึง

เดินช้อปปิ้งจนเพลิน เริ่มหิวแล้ว ร้านที่เราจะไปฝากท้องเย็นนี้คือร้าน Tempura Teishoku MAKINO ร้านนี้คือคนเยอะมากเดินผ่านช่วงเที่ยงคิวยาวมาก กลับมาตอนเย็นก็ยังยาวอยู่ แสดงว่าต้องอร่อยแน่เลย จำใจต้องเข้าคิวจ้า

เราสั่ง Tempura Rice Bowl B เซตเทมปุระ 8 อย่าง ราคา (1190 ¥) มีปลาไหล กุ้ง เบบี้หอยเชลล์ ไข่ สาหร่าย เห็ดเข็มทอง พริกชิชิโต้ แป้งเทมปุระกรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน เพราะเชฟทอดใหม่ เสิร์ฟร้อนๆทุกจานนะจ๊ะ พร้อมน้ำจิ้มใส่หัวไชเท้า ข้าวสวยพร้อมซุปมิโสะ เข้มข้นมาก

เพื่อนเราสั่ง Tempura Rice Bowl D(1490 ¥) เซตนี้จะได้ 3 อย่าง กุ้งเทมปุระ 5 ชิ้น , สาหร่าย,พริกชิชิโต้
ประทับใจกับความกรอบของเทมปุระร้านนี้มากทุกอย่างคือดี กุ้งเทมปุระขนาดกำลังดี ไม่เสียดายที่ต่อแถวรอเลย

เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็หย่อน ค่อยมาลุยกันต่อพรุ่งนี้ กลับไป Check-in ที่โรงแรมกันดีกว่า

 

DAY#2

Endo Sushi

มาถึงเช้าวันที่ 2 ของโอซาก้าทริป ตื่นมาก็ทนเสียงท้องร้องไม่ไหว เลยขอหาอะไรอร่อยๆกิน เขาว่ากันว่า มาโอซาก้าทั้งทีต้องไปกิน Endo Sushi ร้านนี้อยู่หน้าตลาดปลาโอซาก้า แต่ต้องรีบมาเช้าๆนะ ถ้าไปสายคือคิวจะยาวมากกกก ข้างในเป็นร้านเล็กๆ ที่นั่งไม่เยอะมาก แต่รสชาติคือคุ้มค่าแก่การรอคอยจริงๆ ซูชิอร่อยมาก!!!!! น่าจะเพราะวัตถุดิบเค้าส่งสดๆจากตลาดปลาเลย ที่สำคัญคือราคาถูกมาก คำนวณดูแล้วตกคำละไม่ถึง 70 บาทไทย สั่งมา 4 เซต เซตแรกก็จะมี Anago /Uni /Tai /Toro /Hamachi เซตสองก็จะเป็น Kani/ Akagai /Hotate-Bashira /Toro/ Tachiuo เซตสามคือ Tamago/ Ebi /Awabi Tekka/ Tako ส่วนเซตสี่ก็จะมี Sake /Ikura/ Ika /Toro /Sayori (ทุกเซต 1150¥)

Universal studio japan

และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง เพราะที่ต่อไปที่เราจะไปกันก็คืออออ!!! ก็คือออ!!!! Universal studio japan ใครที่จะมาแนะนำเลยว่าควรซื้อตั๋วออนไลน์มาก่อน ไม่งั้นนะคือต้องมารอคิวยาวเหยียดแน่ๆ ยิ่งช่วงนี้เป็น High Season คนก็ยิ่งถล่มทลายเลยจ้า แต่เราไม่อยากต่อคิวนานเลยซื้อตั๋วแบบ Express มา ไม่งั้นเราจะเสียเวลามากๆ เพราะเครื่องเล่นนึงใช้เวลารออย่างต่ำก็ 1 ชม. แล้ว ยิ่งเครื่องเล่นไหนฮิตๆก็ปาไปตั้ง 2 ชม. แต่แอบเอาอีกทริคมาฝากสำหรับคนที่ไม่มี Express คือให้มาตอนสวนสนุกเปิดเลย ตื่นเช้าไว้ก่อนแม่สอนไว้ เวลาเปิดปิดของที่นี่จะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเปิด 10:00 – 17:00 น. (Low Season)
เปิด 9:00 – 21:00 น (Peak Season) แล้วก็อยากให้เตรียม powerbank กับร่มมาด้วย เพราะแบตมือถืออาจจะหมดกลางคัน หรือฝนจะตกตอนไหนก็ไม่รู้ เซฟๆไว้ก่อนดีกว่า

The Flying Dinosaur

แนะนำว่าให้มาเล่น The Flying Dinosaur เป็นอันแรกเลย เพราะเครื่องเล่นนี้คือต่อคิวนานมากแต่สนุกแล้วก็เสียวมากๆเช่นกัน เครื่องเล่นจะทำให้ตัวเราราบขนานกับพื้น อารมณ์เหมือนเรากลายเป็นนก แล้วก็จะโลดแล่นไปตามรางของเครื่องเล่น ตีลังกาหลายรอบเว่อร์ อันนี้คือดีย์จริงๆ ถ้ามา USJ ก็ต้องไม่พลาดอันนี้อะ!!!!



The Wizarding World of Harry Potter

เรามาถึงโซนนี้ตอน 10 โมงครึ่ง แต่ป้ายขึ้นว่าให้รอ 120 นาที แม่เจ้า!!!!! ฮิตสมคำร่ำลือสุดอะ แต่ต่อให้รอนานกว่านี้ก็จะรอเพราะมันคุ้มมากๆ เหมือนจริงสุดๆ นึกว่าตัวเองหลุดไปอยู่ในโลกเวทมนตร์จริงๆ คือเค้าจะจำลองทั้งป่าสน รถของรอน สถานีรถไฟคิงส์ครอส เลขที่ 9 ¾ หมู่บ้านฮอกส์มี้ด ปราสาทฮอกวอตส์ และพอเดินเข้าไปในปราสาท ความรู้สึกแรกคือว้าวมาก ได้บรรยากาศมากอะ มีโฮโลแกรมแทนตัวละครในหนังด้วย ที่ผนังก็จะมีรูปภาพที่คนเคลื่อนไหวได้เหมือนในหนังเลย แล้วเครื่องเล่น Harry Potter and the Forbidden Journey™ in 4K3D เนี่ยก็อยู่ในปราสาทนี้ด้วย คือเราจะต้องไปนั่งบนเก้าอี้ที่มันเคลื่อนที่ไปมาได้ จำลองว่าเราไล่จับลูกสนิทช์ เจอผู้คุมวิญญาณ มีไฟร้อนๆพุ่งมา โอ๊ยชอบมากก ตื่นเต้นไปหมด!!!!

หลังเล่น Harry Potter เสร็จก็เสียพลังงานสุดๆบวกกับอากาศที่ร้อนระอุ น้ำตาลก็ตก เลยมาดื่ม Frozen Butter Beer เย็นๆให้ชื่นใจ แล้วมาถึงฮอกวอตส์ทั้งทีจะไม่ชิมบัตเตอร์เบียร์ก็เหมือนว่ามาไม่ถึง ราคาก็แอบแพงอยู่น้า แต่รสชาติคือดีย์ เค้ามีให้เลือก 3 ขนาด แก้วพลาสติกแก้วแบบมีหูหิ้วและแก้วแบบพรีเมี่ยม

 


The Amazing Adventures of Spider-Man The Ride 4K3D

ทุกคนนนนเครื่องเล่นอันนี้มันสมจริงมากอะ เหมือนรับบทเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่สไปเดอร์แมนสู้กับผู้ร้าย ได้เจอตัวละครในเรื่องเยอะมากตั้งแต่ภาคแรกเลย สนุกมากๆ แต่ก็แอบน่ากลัวไปด้วย คือมันจะลุ้นเป็นระยะๆหัวใจจะวาย ระหว่างเล่นจะมีทั้งไอร้อนไอเย็นพ่นมา สมจริงสุดๆ

Turkey Leg

เป็นขาไก่งวง เรียกว่าเป็นของกินทานเล่นที่ทุกคนที่มาที่ USJ ต้องลอง น่องใหญ่มาก ใหญ่เกือบเท่าหน้าเราเลย เนื้อไก่ก็แน่น ถ้าให้เทียบราคา Turkey Leg กับของกินเล่นอย่างอื่นในนี้ ถือว่าไม่แพงเลยอะ

Hollywood Dream – The Ride – Backdrop

เดินตามเสียงกรี๊ดมาก็จะเจอกับ Hollywood Dream – The Ride – Backdrop
เครื่องเล่นนี้ก็คือรถไฟเหาะ Hollywood Dream คือแบบไปข้างหน้า จังหวะที่ลงเนินคือเสียวสุดๆ ส่วน Backdrop จะเป็นแบบถอยหลังเสียวหลังไปอีกแบบ ระหว่างการนั่งก็จะมีเพลงเปิดคลอๆไปด้วย แต่จิตใจตอนนั้นคือไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น เตรียมเสียวอย่างเดียว แล้วก็ต้องคอยลุ้นว่าข้างหน้าจะเจอกับอะไร เป็นความรู้สึกที่เสียวละสนุกไปอีกแบบ

Minion Park

ถึงโซนนี้แล้วต้องร้องงื้อออเลย เพราะมันน่ารักไปหมดทุกสิ่งอย่างใน Minion Park จะมีร้านค้าต่างๆที่ขายของเกี่ยวกับมินเนี่ยน รวมถึงการตกแต่งต่างๆก็จะมีมินเนี่ยนอยู่เต็มไปหมดดด ทีนี้ก็ได้เวลาแปลงร่างเราให้เป็นมินเนี่ยนแล้ว ในเครื่องเล่น Despicable Me Minion Mayhem คือมันจะบิ้วตัวเราให้เป็นมินเนี่ยน มีการเล่าสตอรี่ให้เราอินไปกับสิ่งนี้ ส่วนตัวคือชอบมากกก แนะนำให้มาเล่นเลย จากนั้นก็ไปซื้อ Minion Cookie Sandwich มาถ่ายรูปเพิ่มความน่ารักอีกหน่อย อันนี้อร่อยมาก มีหลายรสชาติให้เลือก แต่รสนี้เป็นรสกล้วย จะได้เข้ากับความบานาน่าซะหน่อย ตัวขนมก็น่ารัก กินเสร็จนี่อยากไปซื้ออีกอันเลย

พอใช้พลังงานเยอะ ท้องก็เรียกร้องว่าไปกินข้าวได้แล้วเราเลยกลับไปยังย่าน โดทงโบริ ย่านที่ถือเป็นสววรค์ของนักกินเลย จะเป็นถนนสายยาวๆที่มีร้านค้าร้านอาหารอยู่ข้างทางเยอะแบบเยอะมากถึงมากที่สุด อารมณ์เหมือนสตรีทฟู้ดบ้านเรา โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่แต่ละร้านจะแข่งกันเปิดไฟตกแต่งร้านให้ดูเด่นที่สุด แสงสีจะวิบวับเรียกว่าเป็นย่านที่ไม่เคยหลับใหลเลยทีเดียว

Kushi katsu คุชิคัตสึ จะเป็นอาหารที่เอามาเสียบไม้แล้วชุบเกล็ดขนมปังแล้วเอาไปทอด (1400¥) ข้างในก็จะเป็นเนื้อสัตว์ ผักต่างๆ คนที่นี่เค้าจะเน้นจิ้มน้ำจิ้มแบบรอบเดียว เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมการกินของเค้า


Takoyaki มาโอซาก้าทั้งทีก็ไม่พลาดที่จะชิมทาโกยากิ ในโดทงโบริก็จะมีร้านทาโกยากิให้เลือกประมาณ 4-5 ร้าน แต่ละร้านก็จะมีจุดเด่นต่างกัน

แก้วนี้เป็นเมนูใหม่ของ Starbucks มีขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้นนะ มีชื่อว่า “Royal Milk Tea Frappucino” (590¥ ) ได้รสชาแบบเต็มๆ แล้วก็มีส่วนผสมของนมทำให้รสมันออกละมุนๆ ข้างบนจะเป็นวิปครีมที่โรยหน้าคุกกี้ช็อตเบรดสไตล์อังกฤษ แล้วก็มีน้ำผึ้งราดอีกชั้น

มันปู เป็นมันปูย่างบนเตาร้อนๆ ด้านบนจะมีเนื้อปูมาให้ด้วย รอสักพักมันจะเดือดปุดๆ คือน่ากินมาก หอมเข้มข้นมากๆ คิดถึงข้าวสวยร้อนๆที่ไทยเลย ถ้าได้ตอนนี้สักจานคือฟิน!!!!

ชานมไข่มุก Chatime เป็นแบรนด์ชานมไข่มุกจากไต้หวัน ชานมแบรนด์นี้เค้ามีสาขาอยู่ทั่วโลกเลยทั้งเอเชีย ทั้งยุโรป เมนูที่สั่งมาชื่อว่า Chatime pearl milk tea (510 ¥) และ Chatime brown sugar pearl milk (580¥) เราว่ารสชาติยังไม่ว้าวขนาดนั้น เพราะว่าชามันแอบหวานไปนิด ไข่มุกก็จะเม็ดใหญ่กว่าบ้านเรา แล้วก็ออกแนวแข็งๆด้วย ใครอยากลองเค้าก็มีสาขาเปิดที่ไทยด้วยนะ

Mizuno 

ร้านนี้เป็นร้านโอโคโนมิยากิร้านดังแห่งย่านโดทงโบริเลย!!!!! นางได้มิชลินด้วยนะ เป็นมิชลินไกด์ที่ใช้เกณฑ์การให้คะแนนร้านอาหารอร่อยในราคาย่อมเยาว์ ก็เลยไม่พลาดที่จะมาลอง
เมนูแรกที่สั่งมาคือ Yamaimo-Yaki (1620¥) เป็นเมนูที่ได้ Michelin ตัว Okonomiyaki เค้าจะไม่ใช้แป้งเลย ใช้ Japanese yams มาทำแทน จากนั้นเราสามารถเลือกเนื้อสัตว์ได้ 2 อย่าง จาก 4 อย่าง Pork Sirlion, Porl Belly, Scallops, Squid เราก็เลยเลือก Pork Sirlion กับ Scallops มา ตัว Scallops คือสดมากๆ ชิ้นใหญ่จัมโบ้ แต่แอบเสียดายตรงเค้าให้น้อยไปหน่อย

เมนูต่อมาก็คือ Douton Soba (970¥) เส้นโซบะคือดีมากกๆๆ เหนียวนุ่มกำลังดี ตอนกินก็จะได้กลิ่นหอมๆของซอสที่ผัดกับเครื่องเคียงและหมูสับ เค้าจะเสิร์ฟมาคู่กับไข่ดาว

วันนี้เป็นวันที่ใช้พลังงานไปเยอะมาก กินอิ่มแล้วขอกลับไปอาบน้ำอุ่นๆแล้วกระโดดนอนเตียงนุ่มๆก่อนนะ

 

DAY#3

มาถึงเช้าวันที่สาม เช้าวันสุดท้ายของโอซาก้าแล้ว ยังอยากอยู่ต่ออยู่เลย เมื่อเริ่มทำใจได้แล้ว เราก็ไปหาไรกินง่ายๆในเซเว่นญี่ปุ่นกัน อยากรู้ว่าเซเว่นเค้าจะต่างจากเซเว่นบ้านเรามากไหมน้า เราซื้อของมาลองทั้งหมด 5 อย่าง!!!!!

Tea Latte อันนี้ตัวชาหอมเลยแหละ เกือบลืมไปเลยว่าซื้อมาจากเซเว่น นึกว่าซื้อมาจากร้านชาเกรดดีๆเลยนะเนี่ย
Cafe Mocha เป็นกาแฟมอคค่ารสชาติกลางๆไม่ขม แต่ก็แอบหวานอยู่น้า เครื่องดื่มนี้เรียกว่าเป็นรสชาติที่ทุกคนกินได้

ข้าวปั้น สาหร่าย ตัวข้าวคือเยอะมากกกก เลยแอบสงสัยว่าคนญี่ปุ่นนี่เค้าชอบกินแป้งกันจริงจังใช่ไหมเนี่ย

แซนวิชกุ้ง แค่เห็นขนาดของแซนวิชก็ดูคุ้มแล้ว มาชิ้นใหญ่มากแม่!!! อันนี้ก็ดี คือข้างในจะเป็นไส้กุ้ง เค้าให้มาเยอะอยู่น้า

ไอติมวนิลาโมจิ

อันนี้คือทีเด็ด อยากให้มาลองกันจริงๆ แป้งโมจิมันทั้งนุ่มทั้งบาง ข้างในจะเป็นไอติมวนิลา ให้มาเยอะมากเต็มๆคำ ดีเว่อร์อะ ถ้าใครมาญี่ปุ่นต้องกินอันนี้ให้ได้เลยนะ

และมาต่อกันที่ ดองกิโฮเต้ ( Don Quijote ) ถ้าอยู่ดองกิไปสักพักเราจะสามารถร้องเพลงดองกิได้ เพราะเค้าจะเปิดวนๆๆๆ ดอง ดอง ดอง ด๊องกี้~ รับรองว่าหลอนติดหูถึงไทยแน่ๆ ฮ่าๆ ดองกี้ในญี่ปุ่นมีเยอะมาก แต่วันนี้เราจะมาลุยสาขาโอซาก้ากัน ดองกิสาขานี้มีทั้งหมด 6 ชั้น ใครอยากซื้ออะไร ก็มาหาซื้อได้ที่นี่เลย เรียกว่ามีของครบ ของเยอะสุดๆ เรามาเริ่มไปลุยแต่ละชั้นกันเลยดีกว่า

 

เริ่มที่ชั้น 1 จะมีทั้งยา ขนม บุหรี่ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผม ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว เคาน์เตอร์ Tax Free

ชั้น 2 จะเน้นเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่า ทั้งเครื่องสำอาง น้ำหอม ของที่ระลึก หรือใครเป็นทาสหมาทาสแมวก็จะมีของเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงให้ช็อปเพียบ!!!!

ชั้น 3 ชั้นนี้จะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หมวก ซะส่วนใหญ่ แล้วชั้นนี้เค้ามีชุดคอสเพลย์ด้วยนะ แล้วจุดขึ้นชิงช้าสวรรค์ก็อยู่ที่ชั้นนี้น้า

ชั้น 4 ชั้นนี้มีตั้งแต่ของเล่นเด็กยันของเล่นผู้ใหญ่เลย เกมส์เอยอะไรเอยมาหมด พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าเค้าก็มีนะ มีเยอะมากกกกก

ชั้น 5 เป็นสินค้าทั่วไปรวมถึงกระเป๋าเดินทาง ของตกแต่งบ้าน ของสำหรับออกกำลังกายต่างๆ

ชั้น 6 ชั้นนี้จะมีของแบรนด์เนม ทั้งมือ1 และ มือ2 อยู่เต็มไปหมด กระเป๋า นาฬิกาต่างๆ ทั้งในตู้กระจก และด้านนอกให้เลือกช็อปกัน

หลังจากช็อปจนหนำใจแล้ว ก็เตรียมแพคของ และก็ถึงเวลาต้องบอกลาโอซาก้ากันจริงๆแล้ว ทริปนี้เป็นทริปที่ครบมากได้ทั้งช็อป กิน เที่ยว ได้รูปสวยๆมาเพียบ!!! และของแถมเป็นน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เพราะของกินที่นี่ทั้งอร่อย ทั้งน่ากินจนอดใจไม่ไหวจริงๆ คุ้มค่าแก่การมาเว่อร์!!! คิดว่ายังไงก็ต้องหาโอกาสกลับมาที่นี่อีกให้ได้เลย