ม่อนจองเป็นอีกหนึ่ง dream destination ของเราเลยสำหรับภูเขาในไทย
แต่ก็ไม่เคยไปเลยเพียงเพราะขี้เกียจโทรจอง ฮ่าๆๆ จริงๆไม่ได้จองยากหรอกเราแค่ไม่ชอบจองแค่นั้น อิอิ ครั้งนี้ดีนะมีเพื่อนไปแล้วมันชวนก็เลยได้ไป ไม่ต้องจองเองแค่ติดเพื่อนไป ฮ่าๆๆ
ตอนเราไปมีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย แค่เป็นวันที่จนท. ลง และอาทิตย์ที่แล้วช้างป่าก็เพิ่งเหยียบนักท่องเที่ยวคาเต็นท์ไป 2 คนเอง แต่ยังดีที่จนท. ยอมอยู่ต่ออีกคืนนึง(แต่ขอเก็บเงินเพิ่มนิดหน่อย) ระหว่างทางก็จะพบลอยเท้าช้างและ ป้ายที่ช้างพังไป และก็มีการจุดปะทัดไล่ช้าง เป็นระยะๆ อารมณ์ตอนนั้นเหมือนผู้ลี้ภัยที่กำลังหนีทหารเลย ฮ่าๆๆ ตอนนอนก็จะลุ้นๆหน่อย กลัวช้างมาบุก แต่ก็ปลอดภัยกันทุกคน
“การเดินทางมาดอยม่อนจอง”
 
เครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟ กรุงเทพ-เชียงใหม่
  • ถ้ามารถทัวร์ก็เลือกมาลง ฮอด ได้
รถประจำทาง เชียงใหม่-อมก๋อย
  • ขึ้นรถที่สถานีช้างเผือก รถมีวันละ 2 รอบ
รอบแรก 07.50 หรือขึ้นที่สถานีประตูเชียงใหม่ 08.20 ถึงอมก๋อย 13.00
รอบสอง 13.30 หรือขึ้นที่สถานีประตูเชียงใหม่ 14.00 ถึงอมก๋อย 18.30
  • จากอมก๋อยมีรถประจำทางที่วิ่งผ่าน ศูนย์บริการการท่องเที่ยวดอยม่อนจองด้วย แต่มีแค่รอบเช้ารอบเดียว หรือไม่ก็เหมารถกันมา
รถยนต์ส่วนตัว
  • ตั้งแมพไปที่ ศูนย์บริการการท่องเที่ยวดอยม่อนจอง ได้เลย
ช่วงเวลาเปิด/ปิด
  • เดือนพฤศจิกายน – 25 กุมภาพันธ์
ระยะทาง : เดินประมาณ 4 กิโลกว่าๆ
เดินง่ายไม่ต้องปีนอะไร มือใหม่ก็เดินได้
ข้างบนไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ
ต้องเตรียมกันขึ้นไปเองนะ เต็นท์ถุงนอนแผ่นรองนอน มีให้เช่า แจ้งจนท. ที่ศูนย์บริการ ก่อนจะขึ้นดอยได้เลย แต่ก็ต้องแบกขึ้นไปเอง หรือไม่ก็จ้างลูกหาบไป
ใครจะไปอย่าลืมโทรจองก่อนนะ
ส่วนรายละเอียดหรือข้อมูลต่างๆเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บ ดอยม่อนจอง เลยนะหาในGGก็เจอ
Have fun.
จองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ กับTraveloka
เราออกจากตัวเมืองเชียงใหม่เกือบๆตี5 ขับรถมากันเองทั้งหมดประมาณ 7 คนแล้วนั่งหลังกระบะมาคือหนาวมากกกกกกกก กว่าจะมาถึงศูนย์ บริการก็เกือบ10โมงเลย พอมาถึงก็แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าทำการจองมาแล้ว แต่ก็มีปัญหานิดหน่อย คือเค้าบอกว่าวันนี้ไม่ได้ให้ขึ้น แต่ก็จองมาแล้วจนท. รับเรื่องแล้ว บลาๆๆๆ เราก็นึกว่ามีเรากรุ๊ปเดียวที่มาวันนี้ แต่เปล่าเลยมีอีก4-5กรุ๊ป จนท. แจ้งว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนมีช้างป่าบุกมาเหยียบนักท่องเที่ยว2คน คาเต็นท์เลยแต่ดีที่ไม่เป็นอะไรมากแต่ขาหัก จนท. ก็แจ้งแล้วว่าอย่าไปนอนใกล้น้ำเค้าก็ไม่ฟังกัน เลยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
หลังจากที่เรานั่งรถ 4WD ชาวบ้านมาเกือบชั่วโมง เพราะทางแคบและชันบวกกับรถที่ลงมาหลายคันด้วย เขาบอกว่าเมื่อคืนมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปประมาณ 300คน(เยอะมากกก) ดีนะวันที่เราขึ้นมีประมาณ 40กว่าคน / จากจุดเริ่มเดินที่รถมาส่ง เดินต่อไปอีก 4.1กิโลก็จะถึงจุดตั้งแคมป์
เดินมาได้ไม่ถึงกีโลทุกคนก็พักกินข้าวเที่ยง
ตลอดทางก็จะมีรอยเท้าช้าง ขี้ช้าง หรือแม้แต่ป้ายบอกชื่อสถานที่ก็ถูกช้างทำร้ายไปหลายอัน และก็จะมีเหมือนเสียงเดินอยู่เดินล่าง(ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่เดินเงียบมากๆ) จนท.ก็จุดปะทัดไล่ไปหลาบรอบ
ประมาณบ่าย 3กว่าเราก็มาถึงที่ตั้งแคมป์กัน กว่าจะเลือกที่นอนอะไรกันได้ก็ใช้เวลาสักพัก
พอทำอะไรเสร็จเราก็ออกมาเดินเล่นดูวิว ถ่ายรูปกัน บลาๆๆ
ถ่ายมุมไหนก็สวยไปหมด จุดนี้ต้องเดินลงมานิดนึง ทางชันเอาเรื่องอยู่ แต่สวย นั่งอยู่ตรงหิวบ่อยให้ลมเย็นๆพัด ชิลมากๆไม่อยากลุกเลย
รอจนพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงมา ด้วยอากาศที่เย็นบวกกับลมที่พัดตลอดเลยทำให้เราไม่รู้สุกร้อนอะไร ก็ดำกันไปอย่างไม่รู้ตัว ฮ่าๆๆ
พอพระอาทิตย์ใกล้จะตกเราเลยตัดสินใจเดินย้อนกลับไปทางที่เราเดินมา เราคิดว่าตรงนั้นน่าจะเป็นมุมที่สวยกว่า…
และมันก็สวยกว่าจริงๆด้วย ได้เห็นผาหัวสิงห์ ยิ่งตกเย็นก็ยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ
มันจะเบลอๆหน่อยนะ เพราะเซลฟี่ตัวเอง ฮ่าๆๆ
หูยยยย ยิ่งเย็นยิ่งสวยอ่ะ ใครชอบภูเขา ชอบถ่ายรูป ไม่ควรพลาด!!
ดวงอาทิตย์กำลังหายไปแล้ว
ภาพสุดท้ายก่อนแสงจะหมด หลังจากนั้นเราก็ลงไปกินข้าวอาบน้ำ พอทำอะไรเสร็จก็รอเวลาขึ้นไปดูดาว
เวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง เหมือนเราเดินเข้าไปในท้องฟ้าจำลองเลย คือมองไปทางไหนก็เห็นแต่ดาว เห็นแบบ360องศาเลย ไม่มีเมฆมาบดบังดาวแม้แต่ดวงเดียวดวง เป็นวิวที่โคตรจะดี ดีมากๆๆๆ ผ่านไปสักเกือบชั่วโมง อากาศก็หนาวมากเราก็กลับไปนอน เดี๋ยวเช้ามือค่อยมาดูทางช้างเผือก…
ตามสัญญา เราตื่นมาดูทางช้างเผือกให้แล้ว แต่คนอื่นๆที่เหลือหลับกันหมด ตอนนี้เวลาประมาณตี5 อุณหภูมิน่าจะต่ำกว่า9องศาไปแล้ว ทั้งอากาศหนาวและลมแรง เพราะเป็นยอดดอยด้วยลมเลยแรง
นี่คือการมานอนดูดาวอย่างจริงๆของเรา มันชิลมากเลยยย ใครมากับแฟนแล้วมานอนดูดาวเปิดเพลงฟังด้วยกันนะ หูยยยยย โรแมนติกสุดๆ
และเราก็ทนกับความหนาวมาจนถึงตอนเช้า
ส่วนพี่คนนี้น่าจะหนาว ถึงขั้นนอนห่มผ้าเลย ฮ่าๆๆ
เริ่มมีแสงฉาบตามยอดดอยแล้ว แสงสีส้มมม
พระอาทิตย์เริ่มขึ้นแล้วว
ช่วงเวลานี้เหมาะแกการถ่ายรูปมาก และร่างกายก็ต้องการแสงแดดด้วย ไม่ได้จะสังเคราะห์แสงนะ หนาววววววว~
และตอนนี้เราก็กำลังจะเดินไปยอดผาหัวสิงห์ จากตรงที่เรายืนอยู่ไปหัวสิงห์ก็ประมาณ 2กิโลได้ ไปกลับก็4กิโล ก็ไม่ใกล้นะสำหรับการเดินในตอนเช้าๆที่ท้องว่าง แต่ก็ไม่เป็นไรจะเดินอ่ะ จะไปอ่ะ ฮ่าๆๆ
ลูกด้านหน้าจะคล้ายคิงคอง อ่ะอันนี้ดูออก แต่เขาบอกอันหลังคือหัวสิงห์ เราดูยังไงก็ดูไม่ออก จน ณ ตอนนี้ก็ดูไม่ออก ฮ่าๆๆ
ในที่สุดก็มาถึง ส่วนด้านบนมีอันไรนั้น ขึ้นมาดูกันเอง อิอิ ตรงนี้คือจุดสูงสุดของดอยม่อนจอง อยู่ที่ 1,949เมตรจากระดับน้ำทะเล และด้านขวาในภาพคือเส้นทางที่เราเดินกันมา ด้านบนมีต้นกุหลาบพันปีด้วยนะ / ได้เวลากลับไปเก็บเต็นท์และลงจากดอยแล้วว.